ซีอีโอยอดเยี่ยม 7 คน ของโลก (ตอนแรก)


ซีอีโอยอดเยี่ยม 7 คน ของโลก
What the Best CEO’s Know – 7 Exceptional Leaders and Their Lessons for Transforming any Business โดย เจฟฟรีย์ แครมส์
หนังสือเล่มนี้พิมพ์ 20 ครั้ง ระหว่าง ค.ศ 2003 และ 2006 และมีอยู 4 ภาษา
หนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงผู้นำบริษัทที่ยอดเยียม 7 คน และค้นหาคุณลักษณะร่วมที่ทำให้บริษัทของพวกเขาบรรลุความสำเร็จ รายชื่อของเจฟฟรีย์ แครมส์
จะคล้ายคลึงกับรายชื่ออื่นเหมือนเช่น บริษัทที่ชื่นชอบมากที่สุด 10 ลำดับสูงสุดภายในอเมริกา และแม้แต่บริษัทที่ชื่นชอบมากที่สุดของโลก เขาได้ชี้ว่า ผู้นำที่บรรลุความสำเร็จอย่างมากไมใช่จะไร้ข้อบกพร่อง พวกเขาต้องกระทำผิดพลาด แต่พวกเขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาด
โดยส่วนรวมพวกเขาคือผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ขององค์การ พวกเขาได้สร้างโมเดลทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ อะไรทำให้หนังสือเล่มนี้มีเอกลักษณ์ นอกจากการค้นหาว่าพวกเขาได้ทำอะไร และทำไมพวกเขาได้ทำ หนังสื่อเล่มนี้ได้มองว่่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าพวกเขาได้ทำมันแตกต่างออกไป
รายชื่อสุดท้ายผู้นำที่ยอดเยี่ยม 7 คน ของเขาจะประกอบด้วย ไมเคล เดล ชีอีโอของเดล คอมพิวเตอร์ แจ็ค เวลซ์ ซีอีโอของเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค
ลูว์ เกิรทเนอร์ ซีอีโอของไอบีเอ็ม แอนดี้ โกรฟ ซีอีโอของอินเทล บิลล์ เกตส์ ซีิอีโอของไมโครซอฟท์ เฮอร์เบิรต เคลลีเฮอร์ ซีอีโอของเซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ และแซม วอลตัน ซีอีโอของวอลล์ มาร์ท คุณลักษณะร่วมของพวกเขาคือ
1 พวกเขาเริ่มต้นด้วยการมองตลาด และมองย้อนกลับ เพื่อที่จะตอบสนอง
ความต้องการของลูกค้า เราจะเรียกว่าการมุ่งลูกค้า เดลล์ คอมพิวเตอร์ ผลิตคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องตามข้อกำหนดของลูกค้าแต่ละราย ณ ราคา 56 เหรียญเท่านั้น วอล มาร์ท ได้สร้างข้อผูกพันว่าชาวอเมริกันทุกคนจะได้ราคาต่ำที่สุด ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนภายในอเมริกา
2 พวกเขาจะมีความเป็นผู้นำทางความคิดแก่บุคคลอื่น แต่เราต้องไม่สับสนกับบารมี คุณลักษณะนี้จะอธิบายความกระตือรือร้นต่องานและบริษัท พวกเขากระตือรือร้น แต่ไม่ได้มีบุคลิกภาพที่ดึงดูด เช่น บิลล์ เกต และลูว์ เกิรทเน่อ
แต่พวกเขาทำให้บุคคลเชื่ออนาคตและยอมรับการเปลี่ยนแปลง
3 พวกเขาจะเข้าใจบทบาทที่สำคีญของวัฒนธรรม และต้องใช้เวลาเป็นปีไม่ใช่เดือนที่จะปฎิรูปวัฒนธรรมให้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญ ลูว์ เกิรทเนอร์ต้องเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมที่ใจเย็นของไอบีเอ็ม ไปเป็นวัฒนธรรมที่แข่งขันด้วยการรับฟังลูกค้า พวกเขาจะปลูกฝังความรู้สึกของการทุ่มเทที่จะได้ชัยชนะภายในตลาด เฮอร์เบิรต เคลีเฮอร์ ซีอีโอของเซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ ต้องการวัฒนธรรมที่สนุกสนานของบุคคล ณ เซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ เพื่อที่ลูกค้าจะได้มองเห็นและจดจำประสบการณ์ความสนุกสนานเมื่อขึ้นและลงจากเครื่องบิน
4 พวกเขาจะเป็นผู้เข้ามารายแรก พวกเขาจะมองเห็นผลิตภัณฑ์และความคิดที่ปรากฏขึ้น และได้รับเข้าไว้ ไมโครซอฟท์มองเห็นการวางคอมพิวเตอร์บนทุกโต๊ะทำงาน และอยู่ภายในทุกบ้าน คอมพิวเตอร์ต้องใช้ซอฟท์แวร์ แซม วอลตัน ได้มองเห็นแนวโน้มของร้านค้าปลีกส่วนลดกำลังเกิดขึ้น เมื่อ ค.ศ 1962 ได้ถูกเรียกว่าปีแห่งการค้าปลีกส่วนลด ร้านค้าปลีกส่วนลดหลายร้อยแห่งเปิดขึ้นมาภายในเมื่องใหญ่ แต่แซม วอลตันได้เปิดร้านค้าปลีกส่วนลดของเขาชื่อ
วอล มารทภายในเมืองเล็กที่ไม่มีใครให้ความสำคัญเลย ปัจจุบันวอลล มารทคือ ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของอเมริกา
ุ 5 พวกเขาจะดำเนินการความคิดที่ดีที่สุด ไม่ว่าพวกเขาจะได้ยินครั้งแรกจากที่ไหน บริษัทเรียนรู้ว่าพวกเขาจะไม่มีคำตอบทุกอย่าง แซม วอลตัน ได้ใช้เวลาภายในร้านค้าของคู่แข่งขัน ลอกเลียนแบบความคิดจากพวกเขา เราสามารถรับเอาความคิดที่ดีและปรับปรุงมัน แจ็ค เวลซ์ กล่าวว่า มันเป็นความรับผิดชอบของบุคคล ณ เจ็นเนอรัล อีเล็คทริค ที่จะรับเอาความคิด และนำความคิดกลับมายังจีอี
6 พวกเขาจะพัฒนาความเป็นผู้นำทางองค์ความรู้ภายในวิถีทางบางอย่าง การเขียนแผนการเล่นใหม่ แอนดรูว์ โกรฟ ได้สร้างถ้อยคำว่า จุดผกผันทางกลยุทธ์ หมายถึงช่วงเวลาที่บริษัทต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นโอกาสหรือการคุกคามต่อบริษัท
ภายใต้การสร้างความง่ายของการใส่ขัอมูลกับคอมพิวเตอร์ บิลล์ เกตส์ มองเห็นว่าใครก็ตามสามารถส่งข้อมูลจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่งได้ การทำให้บุคคลเป็นแรงงานความรู้
เนื้อหาของหนึงสือเล่มนี้คือ
– ซีอีโอยอดเยี่ยมเจ็ดคนและคุณลักษณะที่ระบุพวกเขา
– การให้ลูกค้าอยู ณ จุดศูนย์กลางของโมเดลทางธุรกิจ ไมเคิล เดลล์และ
ศิลปแห่งลูกค้า
– การสร้างองค์การเรียนรู้ที่แท้จริง แจ็ค เวลซ์ เปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ให้
เป็นผลลัพธ์อย่างไร
– การมุ่งที่วิธีการแก้ปัญหา ลูว์ เกิรทเนอร์ มุ่งการสร้างไอบีเอ็มที่หมกมุ่น
ลูกค้า
– การตระเตรียมองค์การเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง จุดผกผันทาง
กลยุทธ์ของแอนดูว์ โกรฟ
– การดึงความคิดจากบุคคลทุกคน การสร้างองค์การบนพื้นฐานความรู้
ของ บิลล เกตส์
– การสร้างวัฒนธรรมขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน ความสำคัญของการสร้าง
วัฒนธรรมคล้ายครอบครัวของเฮอร์เบิรต เคลลีเฮอร์
– การเรียนรู้จากคู่แข่งขัน แต่ยังคงซื่อสัตย์ต่อวิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์ของ
แซม วอลตัน สร้างบริษัทใหญ่ที่สุดของโลกได้อย่างไร

เจฟฟรีย์ แครมส์ เป็นนักเขียนชาวอเมริกัน เขาเขียนหนังสือ 5 เล่ม หนังสือของเขาได้ถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากกว่า 36 ภาษา เขาเคยเป็นรองประธานบริษัทและผู้จัดพิมพ์ของหน่วยธุรกิจหนังสือทางธุรกิจของแมคกรอว์ ฮิลล์ สำนักพิมพ์ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของอเมริกา เขาได้เคยตรวจแก้ไขและพิมพ์หนังสือทางธุรกิจมากกว่า 1, 000 เล่ม รวมทั้งหนังสือที่ได้รางวัลชนะและขายดีที่สุด เช่น หนังสือของแจ็ค เวลซ์ ไมเคล เดลล์ ลูว์ เกิรทเน่อร์ เฮอร์เบิรต เคลลีเฮอร์ และบิลล์ เกตส์ เมื่อไม่นานมานี้ เจฟฟรี่ย์ แครมส์ ได้พิมพ์หนังสือเจ็ดเล่มของหนังสือทางธุรกิจที่ติดลำดับสูงสุด 35 เล่มแห่งปีของไลบรารี่ย์ เจอร์นัล
เจฟฟรี่ย์ แครมส์ เขียนหนังสือห้าเล่ม หนังสือสามเล่มจะมุ่งที่ซีอีโอก่อนหน้านี้ของเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค แจ็ค เวลซ์ เขาได้เขียนหนังสือความเป็นผู้นำและซีอีโอ ไว้อย่างกว้างขวาง และหนังสือเล่มล่าสุดของเขาคือ Jack Welch and the 4E of Leadership วารสารเคอร์คัส รีวิว ได้กล่าว่า หนังสือเล่มนี้ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าจะต้องกลายเป็นความเป็นผู้นำที่คลาสสิค
เจฟฟรีย์ แครมส์ จะเป็นผู้เขียนหนังสือขายดีที่สุดคือ Jack Welch and the 4E ,The Welch Way, What the Best CEO Know และ The Rumsfeld Way เขาจะเป็นนักเขียนของนิวยอรค ไทม์ วอล สตรีท เจอร์นัล ลอสแอนเจลิส ไทม์ และชิคาโก ทรีบูน ด้วย
หนังสือเล่มล่าสุดเล่มหนึ่งของเขา Inside Drucker’s Brain หนังสือเล่มนี้พิมพ์ 15 ครั้ง ระหว่าง ค.ศ 2008 และ 2014 มีอยู่ 5 ภาษา ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้ถูกยกย่องว่าเป็นผู้คิดค้นการบริหารสมัยใหม่ หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้อ่านรับรู้ความคิดที่สำคัญของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ เกี่ยวกัยการบริหาร ความเป็นผู้นำ กลยุทธ์ นวัตกรรม และหัวข้ออื่นหลายหัวข้อ หนังสือเล่มนี้จะเป็นพิมเขียวแก่ผู้บริหารที่ต้องการใช้ความคิดที่ดีที่สุดของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ภายในองค์การของพวกเขาเอง
แนวทางของหลักการบริหารที่ดีที่สุดของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ บันดาลใจจากการสัมภาษณ์ของผู้เขึยนกับบิดาของการบริหารสมัยใหม่ด้วยตัวเขาเอง เมื่อปลาย ค.ศ 2003 ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้เชิญเจฟฟรีย์ แครมส์ ไปบ้านของเขา ณ แคลร์มองท์ แคลิฟอรเนีย เพื่อการสัมภาษณ์ที่หาได้ยาก ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ อายุ 94 ปี ได้ใช้เวลาทั้งวัน ก่อนการเสียชีวิตไม่นาน กล่าวถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งจากการให้คำปรึกษาทางการบริหารตลอดชีวิตและการเขียนหนังสือ เขาได้พูดอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับหลักการบริหารต้นแบบ ผลงานจำนวนมากของเขา หนังสือสามสิบแปดเล่มภายในหกทษวรรษ และเขาจะเป็นที่ปรึกษาแก่ผู้นำหลายคนนานหลายปีรวมทั้งแจ็ค เวลซ์ ด้วย
เจฟฟรีย์ แครมส์ ได้ใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่ได้มาจากวันนั้นเขียน Inside Drucker’s Brain แนวทางที่กระชับภูมิปัญญของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ เขาไม่ได้มีความมุงหมายจะเขียนชีวประวัติแตจะเป็นหนังสือที่แสดงจุดเด่นความคิดที่สำคัญที่สดของปีเตอร์ ดรัคเกอร์
การมีส่วนช่วยยิ่งใหญที่สุดของปีเตอร์ ดรัคเกอร์คือ กรอบความคิด ไม่ใช่ระเบียบวิธีการ เขาจะมุ่งทีการกระตุ้นให้ผู้บริหารถามคำถามที่ถูกต้อง เลยพ้นไปจากสิ่งที่พวกเขารู้ และมุ่งพรุ่งนี้ไม่ใช่เมือวาน กรอบความคิดนี้จะมีคุณค่าภายในยุคของดิจิตอลมากกว่ายุคของอุตสาหกรรม

เมื่อ ค.ศ 1975 บิลล์ เกตส์ และพอล แอลเล็น นักศึกษาที่เลิกเรียนจากมหาวิทยาลัยฮาร์วารด ได้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ขึ้นมา จนกลายเป็นบริษัทซอฟท์แวร์พีซีรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดบริษัทหนึ่งภายในโลก ผลิตภัณฑ์อย่างแรกของไมโครซอฟท์คือ ภาษาโปรแกรมของแอปเปิ้ล 2 แต่เมือ ค.ศ 2523 ไอบีเอ็มได้ติดต่อไมโครซอฟท์ เพื่อที่จะให้บริษัทสร้างระบบปฏิบัติการแก่คอมพิวเตอรส่วนบุคคลของไอบีเอ็มที่จะออกสู่ตลาดในไม่ช้า
เนื่องจากไมโครซอฟท์ไม่ได้มีระบบปฏิการของพวกเขาเองที่จะใช้กับพีซีของไอบีเอ็ม แต่พวกเขารู้ว่าระบบปฏิบัติการนี้จะซื้อได้จากที่ไหน ดังนั้นพวกเขาได้ซื้อระบบปฏิบัติการชื่อ คิวดอส ราคา 500 เหรียญ และใช้ชือใหม่ว่า เอมเอส-ดอส เมื่อ ค.ศ 2524 ไอบีเอ็มได้แนะนำพีซีออกสู่สตลาดที่ใช้ระบบปฏิบัติการเอมเอส-ดอส
วิวัฒนาการของไมโครซอฟท์จากระบบปฏิบัติการที่จำกัด เอมเอส-ดอส ได้กลายเป็นระบปฏิบัติการที่ซับซอนมากขึ้น วินโดว์ จนทำให้ไมโครซอฟท์กลายเป็นบริษัทระบบปฏิการและการประยุกต์ ที่ได้สร้างความมั่งคั่งอย่างมากมาย
การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของไมโคซอฟท์ ไดัถูกกระตุ้นจากอุปสงค์ของคอมพิวเตอร์ส่นบุคคลอย่างต่อเนื่อง คอมพิวเตอรส่วนบุคคลที่ต้องการซอฟท์แวร์ แต่กระนั้น
การครอบงำธุรกิจระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์ได้นำไปสู่การกล่าวหาการผูกขาดของบริษัท กระทรวงยุติธรรมได้ตรวจสอบไมโครซอฟท์และแสวงหาหลักฐานของพฤติกรรมการจำกัดการการแข่งขันของไมโครซอฟท์ แม้ว่าบริษัทจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความยุ่งยากหลายอย่าง บิลล์ เกตส์ ได้สร้างความสำเริ่มแรกของไมโครซอฟท์ภายในธุรกิจระบบปฏิบัติการ เขาได้สร้างบริษัทซอฟท์แวร์ที่มีพลังและความสำเร็จสูงมาก
ไมโครซอฟท์ ได้ลงทุนกับการพัฒนาระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่สูงมาก แทนที่พวกเขาจะพยายามป้องกันข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของระบบปฎิบการเอม เอส ดอสที่มีกำไรอยู่ นักวิเคราะห์จะไม่เห็นด้วยกับการกินเนื้อผลิตภัณฑ์บริษัทเอง แทนที่จะเป็นการเก็บเกี่ยวผลปรโยชน์จากผลิตภัณเดิมที่มีกำไรเหมีิอนเช่นวัวเงิน ผลิตภัณฑ์ใหม่ควรจะถูกแนะนำต่อเมื่อเราพิสูจน์ได้ว่าพวกมันไม่แย่งลูกค้าผลิตภันฑ์เดิมเท่านั้น แต่ไมโครซอฟท์จะไม่เห็นด้วย ภายในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันรุนแรงมาก บริษัทจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ของการกินเนื้อพวกเดียวกัน บิลล์ เกตส์เชื่อถ้าไมโครซอฟท์ไม่ได้ทดแทนเอมเอส ดอสด้วยผลิตภัณที่ดีกว่าแล้ว คู่แข่งขันบางรายจะกระทำ
บิลล์ เกตส์ได้นำบริษัทในฐานะของซีอีโอ และก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อ ค.ศ 2000 บิล เกตต์ ได้พัฒนาภาษาโปรแกรมเบสิคของเขาเองในขณะที่เรียนอยู่มหาวิทยาลับฮาร์วาร์ด บิลล์ เกตส์ ได้ จินตนาการขนาดการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไปทั่วโลก เขาได้คาดหวังว่าพลังของการคำนวณจะกลายเป็นถูกลง ด้วยเหตุนี้ เขาคาดหวังว่าบุคคลส่วนใหญ่จะสามารถซื้ออคอมพิวเตอได้ ในที่สุดเขาถูกต้องและได้สร้างอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์สนับนุนการเจริญเติบโต จนทำให้เขากลายเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงโลก
ตั้งแต่เด็กเขาจะได้รับมรดกความทะเยอทะยาน ความฉลาด และวิญญานการแข่งขัน ช่วยให้เขาขึ้นมาสู่จุดสูงสุด ภายใต้ความเป็นผู้นาของเขา ไมโครซอฟท์ได้ปฏิรูปอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และได้กลายเป็นผู้กำหนดแนวโน้มที่สำคุญที่สุดรายหนึ่งภายในโลกสมัยใหม่ บิลล์ เกตส์อ่านวารสารฟอร์จูน ตั้งแต่วัยหนุ่ม ครั้งหนึ่งเขาได้ถามพอล แอลเล็นว่า คุณคิดอย่างไรถ้าเราได้บริหารฟอร์จูน 500 คอพานี เขาจะเป็นผู้ประกอบการวัยรุ่นไปแล้วเมื่ออายุ 13 ปี บิลล์ เกตส์ ไ้ด้กล่าวว่า เราอาจจะมีบริษัทของเราเองด้วยกันวันหนึ่ง คอมพิวเตอร์บนทุกโต๊ และไมโครซอฟท์ ซอฟแวร์กับทุกคอมพิวเตอร์ นี่คือวิสัยทัศน์ของบิลล์เกตส์ต่อไมโครซอฟท์
บิลล์ เกตส์จะหลงใหลกับคอมพิวเตอร์เมื่อเขายังหนุ่ม และใช้เวลาส่วนใหญ่เรียนรู้การโปรแกรม แม้ว่าเขาจะไม่เป็นนักศักษาโมเดล บิลล์ เกตส์ได้ตัดสินใจมุ่งสิ่งเขาลุ่มหลง การนำไปสู่การค้นพบหลายอย่างของคอมพิวเตอร์ รวมทั้งภาษาโปรแกรมเบสิค และต่อมาโปรแกรมเอ็มเอล ดอส แก่ไอบีเอ็ม จนกะทั่งความรักคอมพิวเตอร์ของเขาได้กลายเป็นรากฐานของไมโครซอฟท์
บิลล์ เกตส์ รู้ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน และจะเกิดขี้นจากการสะสมการทำงานหนักอยูเสมอ การจุดเชื้อความลุมหลง เขาใช้เวลาหลายปีจากโรงรถยนต์ของเขา พัฒนาการเขียนโค้ดและการโปรแกรม และการเรียนรู้การสร้างคำตอบอย่างไร
ผู้นำจะต้องไม่อยูคงที่ พวกเขาจะต้องเปลี่ยนแปลง
บิลล์ เกตส์จะกลายเป็นตำนานด้วยการเปลี่ยนแปลอย่างอยู่เสมอ บิลล์ เกตส์จะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง เขารู้ว่าถ้าไมโครซอฟท์จะรักษาฐานะความเป็นผู้นำไว้ได้แล้ว ไมโครซอฟท์ต้องคิดค้นตัวเองขึ้นมาใหม่ เขาได้กระจายสายผลิตภัณฑ์ของไมโคร บิลล์ เกตส์ ได้กล่าวว่า เราประเมินการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นภายในสองปีหน้ามากเกินไป และประเมินการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นภายในสิบปีข้างหน้าน้อยเกินไปอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้ตัวเองสงบนิ่งด้วยการไม่กระทำอะไรเลย
บิลล์ เกตส์ ไดัถูกมองภายในโลกของธุรกิจว่าเขาเป็นผู้นำทางธุรกิจที่ถูกชื่นชอบมากที่สุดสิบลำดับสูงสุดของวารสารฟอจูน บิลล์ เกตส์จะมีชื่อเสียงกับการเป็นผู้นำที่เรียกร้องสูงมากและค่อนข้างจะโหดเหี้ยม เขาจะกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และการยกย่องบุคคลและความสำเร็จของทีม บิลล์ เกตส์ จะขอให้บุคคลของเขานำเสนอและรายงานความคิดและการค้นพบของพวกเขาต่อเขาเป็นประจำ ระหว่างการประชุุมเหล่านี้ เขาจะมักขัดจังหวะ เพื่อที่จะถามและท้าทายข้อเท็จจริงและสมมุติฐาน สไตล์ความเป็นผูนำของบิลล์ เกตส์ จะเป็นเผด็จการ แต่กระนั้นผู้นำส่วนใหญ่รวมทั้งบิลล์ เกตส์ จะมีสไตล์ความผู้นำมากกว่าหนึ่งอย่าง สไตล์ของความเป็นผู้นำที่แตกต่างกันจะถูกใช้ตามสถานการณ์ ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่บิลล์ เกตส์ จะบรรลุความสำเร็จจาก
การใช้้ความเป็นผู้นำแบบเผด็จการอย่างเดียวเท่านั้น
บิลล์ เกตส์จะเป็นผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของการปฏิรูปคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เขาได้ถูกวิจารณ์อย่างมากจากยุทธวิธีทางธุรกิจของเขาที่ได้ถูกมองว่าต่อต้านการแข่งขัน ซอฟท์แวร์เริ่มแรกของเขาคือเอ็มเอส ดอส ได้ออกสู่ตลาดเมื่อ ค.ศ 1981 ต่อมาวินโดว์ ได้ถูกแนะนำต่อประชาชนเมื่อ ค,ศ 1985 นับตั้งแต่นั้นมาบริิษัทได้ยึดครองตลาดซอฟท์แวร์พีซีของโลก
ภายใต้การขยายตัวอย่างรวดเร็ว วัฒนธรรมของไมโครซอฟท์ ได้ถูกรับรู้ว่ามีประสิทธิภาพและเข้มแข็งมาก บิลล์ เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ได้สร้างวัฒนธรรมบริํทที่มุ่งการแข่งขันอย่างรุนแรง จิตใจของพวกเราต้องแข่งขันกับพวกเขา จริยธรรมของการทำงานหนัก และความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งท่ามกลางเพื่อนร่วมงาน บุคคล ณ ไมโครซอฟท์ ได้กล่าวว่า ไมโครซอฟท์มีวัฒนธรรมคล้ายกับการเลื่อมใสบุคคล พวกมันจะกลืนเราไปเลย บิลล์ เกตส์ จะมีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาวัฒนาองค์การและพฤติกรรมของบุคคล ณ ไมโครซอฟท์ บริษัทจะคล้ายกับร่างสิ่งมีชีวิตที่ได้รับดีเอ็นเอจากผู้ก่อตั้ง ผู้ก่อตั้งจะร่วมจุดเเแข็งและจุดออนอย่างเดียวกันทุกอย่าง บุคคลทุกคนจะเลียนแบบรายละเอียดทุกอย่างของพฤติกรรมบิลล์ เกตส์ ตั้งแต่การแต่งกายและสไตล์การพูดของเขา ปรากฏการณ์เหล่านี้ได้ถูกขยายเลยพ้นไปจากไมโครซอฟท์ ซีอีโอที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการสร้างรูปร่างของบริษัท เช่น แซม วอลตัน ผู้ก่อตั้งวอล มาร์ท และ เฮอร์เบิรต เคลลีเฮอร์ ผู้ก่อตั้งเซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์
การยึดมั่นกับวัฒนธรรมบริษัทอย่างเข้มแข็งจะเป็นทรัพย์สินหรือหนี้สิน ไมโครซอฟท์เชื่อว่าการบูชาบุคคลที่เป็นผู้ก่อตั้งจะมีอยู่ภายในบริษัทไฮเทคที่เริ่มต้น อุตสาหกรรมอื่นจะมองว่าทรัพย์สินคืออาคารหรือโรงาน ภายในบริษัทไฮเทคแล้ว บุคคลจะเป็นทรัพย์สิน ดังนั้นเราต้องการผู้นำที่ดึงดูดบุคคล บุคคลหลายคนจะกลัวบิลล์ เกตส์ ต่อความสำเร็จของการสร้างวัฒนธรรมที่มุ่งการปฏิบัตงานที่สูงและความยึดเหนี่ยว
ความสำเร็จของไมโครซอฟท์ จะเป็นตัวอย่างที่แท้จริงของทักษะการเป็นผู้ประกอบการของบิลล์ เกตส์ การทำงานหนัก การทุ่มเท และความเชื่อมั่นตนเองของเขาได้ช่วยให้เขามีทุกสิ่งทุกอย่าง เขาเป็นบุคคลที่เรียบง่ายและอนุรักษ์นิยม เมื่อมองถึงเงิน แม้ว่าเขาจะเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดของโลก บุคคลวัยหนุ่มสาวสามารถสร้างแรงบันดาลใจจากชีวิตของบิลล์ เกตส์ได้
ปัจจุบันเราต้องยอมรับว่าวิสัยทัศน์เดิมของผู้ก่อตั้งได้กลายเป็นความจริงไปแล้ว วางคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานทุกโต๊ะ และอยู่ภายในบ้านทุกบ้าน โดยใช้ไมโครซอฟท์ ซอฟท์แวร์
วิสัยทัศน์ใหม่ของบริษัทคือ การให้อำนาจแก่บุคคลทุกคนเพื่อซอฟท์แวร์ที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นการรับรู้ความสามรถทางความคิดสร้างสรรค์จะแผ่ซ่านภายภายในบริษัท เมื่อวัฒนธรรมบริษัทได้กลายเป็นเข้มแข็งมากขึ้น คู่แข่งขันของพวกเขากำลังสูญหายและล่าถอยออกไปทุกที ซีอีโอของผู้ผลิตซอฟท์แวร์รายหนึ่ง ได้กล่าวว่า ไมโครซอฟท์คือมหาสมุทร พวกเราคือปลาที่กำลังว่ายอยู่ภายในมหาสมุทรเท่านั้น
การควบคุมจะเป็นรากฐานการบริหารของบิลล์ เกตส์ เขาจะมุ่งรายละเอียดด้วยตัวอย่างที่แทบสำลัก เขาเคยลงนามค่าใช้จ่ายแก่บุคคลมือขวาของเขา สตีฟ บัลเมอร์ บิลล์ เกตส์ จะให้ความสนใจอย่างมากต่อการสรรหาและการรักษาบุคคที่มีความสามารถไว้ภายในอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ เขาเขื่อการสรรหาวิศวกรซอฟท์แวร์ทีีมีความสามารถจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งภายในอุตสาหกรรรซอฟท์แวร์
เมื่อเราดูอย่างผิวเผินแล้ว ไมโครซอฟท์จะดูคล้ายกับการผูกขาดทางธรรมชาติของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ นับตั้งแต่บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดระบบปฏิบัติการของโลก 90% ไมโครซอฟท์ ได้สร้างความประหยัดจากขนาดอย่างมาก ไม่มีผู้ผลิตซอฟแวร์ รายไหนเลยสามารถใช้เงินได้มากเท่ากับไมโครซอฟท์ เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด พวกเขาจะถูกบังคับให้กำหนดราคาที่สูงกว่าไมโครซอฟท์
ข้อได้เปรียบของการผูกขาดภายในอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ คือการสร้างผลิตภัณท์ถูกกว่าและดีกว่า เนื่องจากความประหยัดจากขนาดภายในอุตสาหกรรม การพัฒนาซอฟท์แวร์ต้องใช้ต้นทุนคงที่สูงมากแก่บริษัท แต่ต้นทุนผันแปรของการผลิตจะต่ำมาก ความประหยัดจากขนาดหมายความวาผู้ผลิตรายใหญ่สามารถผลิตได้ดีกว่าและถูกกว่าผู้ผลิตรายเล็กหรือในทางกลับกัน
ไมโครซอฟท์จะเป็นตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบริษัทซอฟท์แวร์ของการเผูกขาดทางธรรมชาติภายในตลาด
ข้อตำหนิบางอย่างต่อรัฐบาลกล่าวหาไมโครซอฟท์ละเมิดกฎหมายห้ามการคือ การป้องกันไมโครซอฟท์ว่าเป็นการผูกขาดทางธรรมชาติที่ถูกกฏหมาย เพราะว่าไมโครซอฟท์ได้การยึดครองตลาดซอฟทแวร์จากการเอาชนะด้วยยุทธวิธีภายในตลาดการแข่งขันสรี ความหมายที่แท้จริงของการผูกขาดทางธรรมชาติจะแตกต่างจากความหมายดั้งเดิม ภาใต้สำนวนทางเศรษศาสตร์ การผูกขาดทางธรรมชาตคือการยอมให้บริษัทผูกขาดภายในอุตสาหกรรม เพราะว่ามันเป็นผลประโยชน์อย่างดีที่สุดต่อประเทศและลูกค้า








