INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เกมแห่งอำนาจและสงครามตัวแทนในซีเรีย

เกมแห่งอำนาจและสงครามตัวแทนในซีเรีย

ศ.ดร. จรัญ มะลูลีม

ซีเรียตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นยุทธศาสตร์ (Strategic position) ในตะวันออกกลาง เป็นอู่อารยธรรม (cradle of civilization) ย้อนไปถึงยุคทองแดง เป็นสังคมที่มีความหลากหลาย  มีคนส่วนใหญ่เป็นชาวอาหรับ  มีภาษาหลายภาษา เช่นภาษาอาหรับ อาร์มีเนียน ฝรั่งเศส คูรดิช อัซซีเรียน และอารามาอิกอันเป็นภาษาเก่าแก่ที่สุดของพระเยซู  ซึ่งมีการพูดกันอยู่ในซีเรีย ในหมู่บ้านเล็กๆ อย่างเช่น มะอัลลูลา  ญะบาดีนและบักการวมทั้งดินแดนอื่นๆ ที่ห้อมล้อมไปด้วยชาวคริสต์

Credit Photo by : themomentum

ช่วงปี 2003 เมื่อเข้ามาสู่การเปลี่ยนผ่านในอิรักอันเป็นช่วงที่สหรัฐรุกรานอิรัก Colin Powell  แกนนำสำคัญสายเหยี่ยวคู่กายประธานาธิบดีบุชได้มาเยือนซีเรียและยื่นข้อเสนอต่างๆ ให้ซีเรียทำตาม ในบรรดาข้อเสนอเหล่านี้ได้แก่

  1. หยุดการเป็นพันธมิตรต่อกันระหว่างซีเรีย-อิหร่าน
  2. ขอให้ซีเรียถอนกองกำลังออกจากเลบานอน
  3. ขอให้ซีเรียถอยห่างออกจากพรรคฮิซบุลลอฮ์ และขบวนการฮามาสและเปิดตลาดในซีเรีย

อย่างไรก็ตามซีเรียมีความเย็นชาต่อข้อเสนอดังกล่าว

ในปี 2002 อดีตผู้อำนวยการ NATO นายพล Wesley Clark ได้กล่าวถึงแผนของกลุ่มเสรีนิยมใหม่ (Neocons) ของสหรัฐว่ามีแผนการที่จะเข้ายึดครองเจ็ดประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือภายในห้าปี

การลากเส้นเขตแดนใหม่ของตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือหมายถึงการแยกพื้นที่ให้เป็นประเทศเล็กๆ บนพื้นฐานทางชาติพันธุ์และศาสนา   อย่างไรก็ตาม หลังการเกิดอาหรับสปริงพรรคการเมืองอิสลามได้รับอำนาจในรัฐส่วนใหญ่ของรัฐอาหรับต่างๆ ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งในโมร็อกโก ตูนีเซีย ลิเบียและอียิปต์

ตัวแสดงในสงครามกลางเมืองของซีเรีย

สหรัฐและอิสราเอล

มีความเข้าใจกันโดยทั่วไปว่าหากสหรัฐออกไปจากอิรัก จะทำให้เกิดช่องว่างและมหาอำนาจที่กำลังเติบโตในพื้นที่อย่างอิหร่านจะเข้ามาแทนที่และจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของฝ่ายต่อต้านการครอบครองดินแดนของอิสราเอล

สหรัฐและอิสราเอลเชื่อว่าพรรคฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน รวมทั้งประเทศซีเรียและอิหร่านจะเป็นสิ่งคุกคามพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

ด้วยการโค่นรัฐบาลซีเรียตะวันตกและสหรัฐเชื่อว่าอิหร่านจะสูญเสียพันธมิตรที่เข้มแข็งของตนไป  และจะต้องโดดเดี่ยวในที่สุดและจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของกองกำลังฝ่ายต่อต้านแห่งชาติในเลบานอนซึ่งนำโดยกองกำลังฮิซบุลลอฮ์

การเข้ามาก้าวก่ายในกิจการภายในซีเรียของสหรัฐนั้นสามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี 1949 เมื่อสหรัฐช่วยฮุสนี อัซซาอีม โค่นล้มรัฐบาลที่นำโดยเชกรี อัลคุวาร์ลีซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสงครามในซีเรียถูกทำให้ตื่นเต้นเป็นอย่างมากจากสื่อและไม่มีเวลาหยุดสำหรับพวกเขามาจนถึงเวลานี้   พาดหัวอย่างเช่น “ตะวันตกต้องการซีเรียที่ยุ่งเหยิง”   “อิสราเอลมองอะสัดว่าเป็นความชั่วตัวน้อย”   จัดรูปแบบตะวันออกกลางใหม่ หลังสมัยของอะสัด” ฯลฯ จะปรากฏอยู่บ่อยครั้ง

แต่ไม่มีสักประเทศเดียวพูดถึงว่าจะรักษาซีเรียเอาไว้อย่างไร  หรือไม่ก็หาหาทางให้รัฐบาลซีเรียหาทางออกต่อวิกฤติการณ์นี้    ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐเรียกการวีโต้โดยรัสเซียและจีนว่าเป็นความขมขื่น (despicable)  อย่างไรก็ตามโลกยังจำได้ถึงความหฤโหดของทหารสหรัฐที่กระทำต่อชาวอาหรับในคุกอะบูกรออิบในเมืองฟัลลูญะฮ์ (Fallujah) ซึ่งเต็มไปด้วยชาวซุนนีของอีรักรวมทั้งการใช้ระเบิดกำมะถัน  ตามมาด้วยสงครามของ Nato ที่มีต่อลิเบียและสงครามที่ตามมาหลังกัดดาฟีจากไปและเหตุการณ์ล่าสุดที่มีการเผาคัมภีร์อัล-กุรอานโดยทหารสหรัฐในอัฟกานิสถานซึ่งได้รับการจับตาดูด้วยความโกรธเคืองโดยสื่อ

อิสราเอล ไม่เคยปิดบังความตั้งใจของตนเองในการทำให้ซีเรียแตกแยกและได้เผยแพร่แผนการณ์ว่าซีเรียจะถูกแบ่งออกจากกันได้อย่างไร   ในหนังสือเรื่องยุทธศาสตร์สำหรับอิสราเอลในปี 1982 แปลโดยอิสราเอล ชาฮัก (Israel Shahak) (บทความนี้แต่เดิมได้เขียนขึ้นในภาษาฮิบรูใน KIVUNIM (Directions), A Journal for Judaism and Zionism, lssue No, 14 Winter, 5742, February 1982, Editor, Yoram Beck, Editorial Committee, Eli Eyal, Yoram Beck, Amnon Hadari, Yohanan Manor, Elieser Schweid, published by the Department of Publicity/The World Zionist Organization, Jerusalem)    ได้พูดถึงการวางแผนเกี่ยวกับซีเรียและแผนดังกล่าวเริ่มต้นว่า

“แนวหน้าทางตะวันตกซึ่งโดยพื้นผิวแล้วปรากฏว่ามีปัญหานั้นความจริงมีความสับสนกว่าแนวหน้าทางตะวันออก   เหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นพาดหัวได้เกิดขึ้นในเวลานี้  การแตกออกจากกันทั้งหมดในห้ารัฐ  เริ่มต้นขึ้นก่อนสำหรับชาวอาหรับทั้งมวล   รวมทั้งอียิปต์ ซีเรีย อิรัก และคาบสมุทรอาหรับซึ่งเดินตามแนวทางนี้มาแล้ว การแตกออกต่อมาของซีเรียและอิรักเป็นชาติพันธุ์หรือดินแดนที่มีลักษณะเฉพาะทางศาสนาอย่างเช่นเลบานอนนั้นเป็นเป้าหมายเบื้องต้นในแนวหน้าทางตะวันออกระยะยาว  ในขณะที่การทำให้อำนาจทางทหารของรัฐหมดไปนั้นจะสนองเป้าหมายเบื้องต้นในระยะสั้น   ซีเรียจะแตกออกเป็นส่วนๆ ซึ่งเป็นไปตามชาติพันธุ์และโครงสร้างทางศาสนา  เป็นรัฐหลายรัฐ อย่างที่เป็นอยู่ในเลบานอนในเวลานี้  ดังนั้นก็จะมีรัฐของชีอะฮ์อะลาวีเลียบไปตามชายฝั่ง มีรัฐซุนนีในดินแดนอเล็ปโป รัฐซุนนีอื่นๆ ในดามัสกัส ซึ่งเป็นปรปักษ์กับเพื่อนบ้านของตนในทางเหนือและชาวดรูซ (Druzes) ซึ่งจะสร้างรัฐขึ้นมาและอาจเป็นไปได้ว่าในโกลันของเราและแน่นอนในเฮาราน (Hauran) และทางตอนเหนือของจอร์แดน    จะเป็นการยืนยันถึงสันติภาพและความมั่นคงในดินแดนระยะยาวและจุดหมายนี้ในเวลานี้อยู่ในระยะที่มาถึงเราได้”  แล้ว

ในหนังสือของเขายิซฮัก ราบิน อดีตผู้นำของอิสราเอล กล่าวว่าความจริงแล้วรัฐบาลอิสราเอลเป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบนโยบายของอเมริกาในตะวันออกกลางหลังเดือนมิถุนายน ปี 1967

นอกจากนี้การยั่วยุของอิสราเอลด้วยการโจมตีศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ชานกรุงดามัสกัสได้รับการประณามและถือว่าเป็นอาชญากรรมและการกระทำของการก่อการร้าย

ในวันที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2013 หน่วยข่าวซีเรียอาหรับ  (Syrain Arab News Agency) หรือ SANA กล่าวว่าการรุกรานของอิสราเอลเปิดเผยให้เห็นถึงบทบาทของอิสราเอลในการทำให้ซีเรีย “ไร้เสถียรภาพ”

แผนที่ของตะวันออกกลางถูกวาดโดยนักวิชาการสหรัฐและผู้เชี่ยวชาญทางทหารและตีพิมพ์ลงในวารสารทางทหารและหนังสือต่างๆ

คนจำนวนมากในสหรัฐมีความรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของตนในโลกอาหรับถูกนำไปสร้างเป็นแผนการใหญ่ของอิสราเอล   ด้วยความมั่นใจว่ารัฐเซ็กคิวลาร์ของชาติอาหรับจะแตกออกจากกันและถูกแทนที่โดยรัฐเล็กๆ อิสราเอลก็จะสามารถเผชิญกับนักรบของอิซบุลลอฮ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ในเวลาเดียวกันอิสราเอลก็ยังคงทำงานล่วงเวลาเพื่อสร้างบ้านเรือนที่ผิดกฎหมายต่อไปในที่ราบสูงโกลันอันเป็นดินแดนที่อิสราเอลยึดครองโดยอาศัยความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในซีเรีย  (ดู John Cherian ในบทความของเขาชื่อ Russia in action ตีพิมพ์ใน Frontline, October 30, 2015 หน้า 58)

ฝรั่งเศส

การประกอบสร้างความปั่นปวน (Constructive Chaos) ถูกสร้างขึ้นในโลกอาหรับเหมือน  เหตุการณ์ที่เคยเกิดมาแล้วในแถบบอลข่าน (Balkanization) เริ่มจากซูดานซึ่งแตกออกเป็นสองประเทศ  การโค่นรัฐบาลในตูนีเซียและอียิปต์  แต่สายตาทั้งหมดถูกจับจ้องไปยังลิเบียที่ถูกโจมตีโดยฝรั่งเศส ผู้เป็นผู้นำของ Nato ในเวลานั้น   ภายใต้ข้ออ้างเรื่อง “การแทรกแซงด้านมนุษยธรรม” และเมื่อประสบความสำเร็จในการโค่นอำนาจกัดดาฟีซึ่งเป็นผู้นำของลิเบียแล้วก็ย่ามใจและพยายามส่งเสริมมหาอำนาจอื่นๆ ให้กระทำแบบเดียวกันในประเทศอื่นๆ อย่างเช่นซีเรีย เนื่องจากผู้นำซีเรียอยู่คนละค่ายกับตะวันตกและยืนหยัดอยู่กับอิหร่านและรัสเซีย

Berlusconi อดีตนายกรัฐมนตรีของอิตาลีได้กล่าวหาประธานาธิบดี Sarkozy ของฝรั่งเศสว่าเป็นผู้ก่อสงครามกับกัดดาฟี  ซึ่งเป็นที่รักของประชาชนของเขาเอง  เพื่อให้เป็นไปตามการร้องขอของเพื่อนของเขาคือ Livy Henry, ทั้งๆ ที่ลิเบียมีความสงบและไม่มีการลุกฮือต่อต้านประธานาธิบดีลิเบียแต่อย่างใด (At http://www.dailymotion.com/video/xhdrv8_I-appel-de-bhl-depuis-benghazi-libye-en-direct-sur-tfI-au-news#.UPOateTBjFk)

 

ซีเรีย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าลมแห่งการเปลี่ยนแปลงในตูนีเซียและอียิปต์ได้พัดผ่านมาถึงชายฝั่งของซีเรียด้วยซึ่งเร็วกว่าที่คาดหมาย    และเป็นไปตามที่ได้มีการพูดกันว่าลมมักจะไม่ได้พัดไปตามที่เรือต้องการ  ทั้งนี้  ซีเรียรับรู้ถึงแผนการณ์ที่เพื่อนบ้านได้วางไว้เป็นอย่างดี และพยายามที่จะทำให้ผู้เดินขบวนตามท้องถนน ผ่อนคลายลงและพยายามประนีประนอมตามข้อเรียกร้องของผู้เดินขบวน  แต่ผู้ติดอาวุธที่แทรกซึมเข้ามาได้ถือเอาข้อได้เปรียบที่มาจากข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงมาเป็นประเด็นหลักเพื่อเข้ามาต่อกรกับรัฐบาลซีเรีย    โดยมีจุดหมายอยู่ที่การโค่นล้มรัฐบาลซีเรียตั้งแต่วันแรก โดยฝ่ายกบฏปฏิเสธการปฏิรูปที่รัฐบาลเสนอ

สโลแกนที่ตามมาก็เช่น “ไม่มีอิหร่าน ไม่มีฮิซบุลลอฮ์ เราต้องการประธานาธิบดีที่กลัวอัลลอฮ์” (No Iran no Hizbollah…We want a President who fear Allah) เกิดขึ้นในเมืองดัรอา สโลแกนดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามวลชนได้ถูกปลุกเร้าให้เกิดการแบ่งแยกทางสำนักคิดมากกว่าจะถูกปลุกเร้าให้เกิดการลุกฮือให้เกิดการปฏิรูปในเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง  สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นอีกในเมืองต่างๆ ของซีเรีย

สามปีผ่านไปนับตั้งแต่ได้เกิดการลุกฮือขึ้นในซีเรียจะพบว่าแผ่นดินแห่งอารยธรรมเก่าแก่ในเวลานื้ท่วมท้นไปด้วยเลือด  สำหรับสหรัฐการก่อสงครามนี้มีความสำคัญและมีผลกำไรมากกว่าการที่จะชนะสงครามเสียอีก  รายงานเมื่อไม่นานมานี้จากสื่อสหรัฐแนะว่าสส. ในสหรัฐได้สำรวจทรัพยากรของพวกเขาและพบว่าอุตสาหกรรมอาวุธสามารถทำกำไรได้เป็นพันล้านเหรียญสหรัฐในการก่อสงครามขึ้นที่ซีเรีย   ในขณะที่ผู้จ่ายภาษีชาวอเมริกันต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในอัฟกานิสถาน อิรัก และปากีสถาน ระหว่างปี 2001-2005

กำไรที่ได้จากงานความมั่นคงไต่ระดับขึ้นไปร้อยละ 189 จึงเป็นที่ปรากฏอย่างชัดเจนว่าความมั่นคงในสหรัฐต่างหากที่ชี้นำการต่างประเทศของสหรัฐ   โดยเฉพาะนโยบายที่ทำให้สหรัฐอยู่กับสงคราม           สภาสหรัฐปฏิเสธกฎเกณฑ์ทางกฎหมายและสร้างกฎเกณฑ์ของการใช้กำลังขึ้นมาในฐานะที่เป็นพลังขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศเช่นเดียวกับการนำเอาความเชื่อทางศาสนามาใช้ (ดาบแห่งจิตวิญญาณ    โล่ห์แห่งศรัทธาในสงครามของอเมริกาและการทูต)

กองกำลังฝ่ายต่อต้าน

พร้อมกับเงิน อาวุธ และนักรบที่ได้รับการฝึกฝน  เวลานี้ซีเรียได้เปลี่ยนมาเป็นที่พำนักสำหรับพวกใช้ความรุนแรง จากประจักษ์พยานทั้งหลาย จะพบว่ามีชาวลิเบียนับพันจากเผ่าเซ็นตานแห่งลิเบีย เชเชน ชาวเตอร์เมน ตูนีเซีย ปากีสถานและชีปาน ได้รับการฝึกฝนอยู่ตามชายแดนเป็นเวลาสามสัปดาห์   จากนั้นจะได้รับอาวุธและ “กุญแจสู่ทรวงสวรรค์” ก่อนจะถูกส่งไปซีเรียเพื่อไปต่อสู้กับ “คนนอกศาสนา” ซึ่งนำโดยบาชัร อัล-อะสัด

            ปัจจุบันมีกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ทั้งหมด 21 กลุ่มซึ่งหลั่งไหลมาจากประเทศต่างๆ ถึง 25 ประเทศ ซึ่งเข้ามาทางเหนือของเลบานอน อิรักและตุรกี

การต่อสู้ในซีเรียเป็นการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล  โดยตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐได้แทรกซึมเข้ามาในซีเรียจาก 83 ประเทศ จำนวนของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นกว่า 140,000 คน   การสนทนาใดๆ ระหว่างซีเรียกับชุมชนระหว่างประเทศอาจช่วยกดดันประเทศที่สนับสนุนด้านอาวุธในซีเรีย  ให้หันมาใช้วิธีการในทางสันติในระยะยาวได้

กลุ่มกบฏติดอาวุธตามท้องถนนได้กระจายออกไปเป็นกองกำลังต่างๆ ที่ปกคลุมความไม่สงบของซีเรียอยู่จนถึงปัจจุบัน  กลุ่มเหล่านี้แบ่งออกเป็นหลายกลุ่มหลายอุดมการณ์

สงครามในซีเรียได้ขยายตัวออกไปและมีนักรบที่ได้รับการฝึกฝนแล้วถูกส่งออกไปในส่วนต่างๆ  ของประเทศ   ด้วยเหตุนี้รัฐบาลซีเรียจึงต้องเผชิญกับนักต่อสู้ที่มาจากหลากหลายองค์กรในเวลาเดียวกัน

มิตรของซีเรีย

รัสเซีย

จุดยืนของรัสเซียคือการสนับสนุนประธานาธิบดีอะสัดและวางอยู่บนความมุ่งมั่นที่จะไม่ให้สหรัฐและพันธมิตร Nato เปลี่ยนซีเรียให้เหมือนลิเบีย  ด้วยเหตุนี้การสนับสนุนของรัสเซียก็คือการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและเข้ามาจัดการสงครามกลางเมืองในซีเรียซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยการนำเอาศาสนามาเป็นข้ออ้าง    ทั้งนี้รัสเซียมีความหวาดกลัวว่าสงครามในซีเรียจะส่งผลต่อชนกลุ่มน้อยของตนในประเทศ

รัสเซียมีความรู้สึกว่าการล่มลงของซีเรียจะทำให้กองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทั้งหลายในภูมิภาคขยายตัวออกไปและจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในแผนการปิดล้อมของสหรัฐและประเทศตะวันตก

จีนและอินเดียและประเทศอื่นๆ

ทั้งๆ ที่จีนมีรายได้จากตะวันออกกลางจำนวนมหาศาลแต่จีนก็ปฏิเสธที่จะโอนอ่อนให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและยังคงยึดติดอยู่กับนโยบายไม่แทรกแซงตามที่ได้กำหนดเอาไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ  อย่างไรก็ตามจีนได้ตั้งคำถามถึงศีลธรรมของสหรัฐในการเข้าไปแทรกแซงในตะวันออกกลาง

อินเดียในฐานะผู้นำของกลุ่มประเทศที่กำลังเติบโตในทางเศรษฐกิจ  ซึ่งประกอบไปด้วยบราซิลรัสเซียอินเดียจีนและแอฟริกาใต้ (BRICS) ประกาศว่าชุมชนระหว่างประเทศควรสนับสนุนให้มีการสานเสวนาและยุติความรุนแรงของทั้งสองฝ่าย   ในขณะที่หลายๆ ประเทศอย่างเช่น แอลจีเรีย ซูดาน เลบานอน แอฟริกาใต้ บราซิล คิวบา และเวเนซูเอลา ยืนหยัดอยู่กับซีเรีย

บทบาทของปูตินและโอบามา

ปูตินพูดที่สมัชชาใหญ่สหประชาชาติในเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า “คุณรู้ไหมว่าคุณทำอะไรลงไป” เป็นคำถามที่ปูตินตั้งขึ้นมากับสหรัฐโดยเฉพาะและกับตะวันตกโดยทั่วไป   ปูตินมองว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่ต่อเนื่องโดยตะวันตกนำไปสู่การเกิดขึ้นของกลุ่มสุดโต่งในภูมิภาค

รัสเซียมองว่าการรุกรานอัฟกานิถาน อิรักและลิเบียนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางของกลุ่มก่อการร้ายที่ในที่สุดได้นำไปสู่ความเข้มแข็งของ IS   รัสเซียใช้เวลาไม่นานในการโจมตีกองกำลัง IS แต่ได้ผลมากกว่าการโจมตีของสหรัฐซึ่งใช้เวลาเป็นปี  แต่ได้ผลน้อย   การสร้างกองกำลัง IS เป็นผลโดยตรงมาจากการรุกรานอิรักในปี 2003 ซึ่งมีการครอบครองอิรักโดยสหรัฐ  รัสเซียผิดพลาดที่ยอมให้ UN ออกข้อกำหนดเขตห้ามบินในลิเบียเพื่อปกป้องพลเรือนในช่วงที่มีการต่อสู้กันอยู่ที่นั่น   เป็นไปได้ว่าการเข้าแทรกแซงในซีเรียของรัสเซียคือการเปลี่ยนเกม (Game changer)

อะสัดผู้นำซีเรียพูดว่าการรณรงค์ทางทหารของรัสเซียและพันธมิตรมีความจำเป็นอันยิ่งยวดที่จะรักษาตะวันออกกลางเอาไว้จากการถูกโค่นทำลาย

ปูตินเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจของโลกเผชิญกับการคุกคามที่ก่อตัวโดยกองกำลังอย่าง IS   เขายืนกรานว่าเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงที่จะปฏิเสธความร่วมมือกับรัฐบาลซีเรียและกองกำลังติดอาวุธของซีเรีซึ่งต่อสู้ซึ่งๆ หน้ากับศัตรู  เขากล่าวต่อไปว่า “ไม่มีใครนอกจากกองกำลังของประธานาธิบดี (บาชัร) อะสัดและนักรบชาวคูรด์ที่ต่อสู้กับ IS และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ในประเทศ”

ดังได้กล่าวมาแล้ว เขาได้ย้ำว่าการถือกำเนิดของ IS คือผลโดยตรงของการรุกรานและการเข้ายึดครองอิรักโดยสหรัฐ  ในปี 2003 (โทนีแบลร์ก็ยอมรับว่าการรุกรานอิรักคือความผิดพลาด) รัสเซียผิดพลาดที่ปล่อยให้ UN เปิดโอกาสให้ฝรั่งเศส สหรัฐ ใช้มติคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) เพื่อการรุกรานทางทหารในประเทศลิเบีย (ในเวลานั้น รัสเซียงดออกเสียงในคณะมนตรีความมั่นคง)

“เวลานี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการว่างลงของอำนาจซึ่งสร้างขึ้นโดยบางประเทศในตะวันออกกลาง (เอเชียตะวันตก) และแอฟริกาเหนือได้ทำให้ดินแดนต่างๆ เริ่มถูกเติมเต็มโดยผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรง” ปูตินกล่าว

ในซีเรีย ตะวันตกและพันธมิตรได้รุกล้ำเหนืออธิปไตยของประเทศอื่นๆ ด้วยการเริ่มผลิตอาวุธ เงินและกลุ่มสุดโต่งทางศาสนาขึ้นมา

“หลังจากการสิ้นสุดของสงครามเย็น  ศูนย์กลางการครอบครองโลกหนึ่งเดียวได้ปรากฏตัวขึ้นมาและผู้ที่พบว่าตัวของพวกเขาเองอยู่บนยอดปิรามิดพยายามจะคิดว่าพวกเขาเข้มแข็งและได้รับการยอมรับ” ปูตินให้ข้อสังเกต

อย่างไรก็ตาม รัสเซียเชื่อว่าสหรัฐและตุรกีวางแผนให้ซีเรียร้อนผ่าวขึ้น ตอยยิบ เรซิป เออดูอัน (Tayyib Recep Erdogan) เดิมพันอนาคตทางการเมืองของตนด้วยการยืนยันว่าจะต้องโค่นล้มรัฐบาลซีเรียให้ได้ และยอมให้สหรัฐใช้ฐานทัพอินเซอร์ลิก (Incerlik) ของตนใกล้เขตแดนซีเรีย   อย่างไรก็ตามสหรัฐทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับการถล่มกองกำลังชาวเคิร์ดโดยตุรกีที่เป็นปรปักษ์กับชาวเคิร์ดที่กำลังต่อสู้อยู่กับ IS ทั้งในซีเรียและอิรัก

โอบามา กล่าวที่ UN ด้วยการย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในซีเรีย

โอบามานั้นไม่เหมือนปูติน ดูเหมือนเขาไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ที่จะฟื้นฟูระเบียงในภูมิภาคและแทนที่จะเป็นเช่นนั้นเขายังคงเลือกใช้นโยบาย  “สร้างความปั่นป่วน” (creative chaos) ขึ้นมาในภูมิภาคโดยไม่สนใจความทุกข์ยากของผู้คน

โอบามาย้ำว่าอะสาดจะต้องไป (Assad would have to go) แม้เขาจะระวังที่จะไม่กำหนดกรอบเวลาก็ตาม  เขาหมดเวลาไปกับการวิพากษ์ประธานาธิบดีและการใช้ระเบิดกับผู้ก่อการร้าย แต่เขาไม่เคยพูดถึงการใช้ระเบิดปูพรมต่อเยเมน  โดยซาอุดีอาระเบียเลย  รวมทั้งการโจมตีในงานแต่งานในเยเมนโดยเครื่องบินของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งสังหารพลเรือนไปกว่าร้อยคน  เมื่อปลายเดือนกันยายน ปี 2015 ซึ่งถูกประณามโดยองค์การสิทธิมนุษยชนทั่วโลก

สหรัฐให้อาวุธทันสมัยแก่กองทัพอากาศซาอุดีอาระเบียอันเป็นระเบิดวิถีติดเลเซอร์โดยพลเรือนตกเป็นเป้าการโจมตี

ไม่กี่วันหลังจากโอบามากล่าวสุนทรพจน์ที่ UN เครื่องบินสหรัฐได้ทิ้งระเบิดโรงพยาบาลที่ทำงานได้ในเมืองคุนดูซของชาวอัฟกัน  เมืองคุณดูซได้ตกเป็นของชาวฏอลิบานในเดือนกันยายน

สหรัฐใช้ผู้ก่อการร้ายสายกลาง (moderate terrorist) เพื่อโค่นรัฐบาลอะสัด  ทั้งนี้สหรัฐได้แยกผู้ก่อการร้ายออกเป็นสายกลางและสายรุนแรง

ชาวเคิร์ดในซีเรียก็ให้การต้อนรับรัสเซีย โดยบอกว่าหากรัฐบาลซีเรียถูกคว่ำโดยกลุ่มหัวรุนแรงก็จะนำเอาการทำลายล้างมาสู่ทุกคน  กองทัพซีเรียและพันธมิตรคาดหมายว่าจะนำเอาดินแดนที่สูญเสียกลับมาโดยเรือ

มีรายงานว่าอิหร่านได้ส่งทหาร 500 คนเข้าไปช่วยกองทัพซีเรีย  ตุรกี ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ พร้อมจะหยุดยั้งความก้าวหน้าของกองทัพซีเรียโดยให้อาวุธทันสมัยและส่งนักต่อสู้ชาวที่ต่อต้านรัฐบาลซีเรียเข้าไปในซีเรียให้มากขึ้น

ในรอบปีที่ผ่านมานักต่อสู้ต่างชาติได้เข้าร่วมกับ IS มากกว่า 30,000 คน  เด็กหนุ่มสาวมุสลิมที่พอใจกับการสร้างระบบเคาะลีฟะฮ์ ต่างเข้ามาซีเรียกันอย่างเป็นกลุ่มก้อน  หลายคนมาจากอนุทวีปอินเดีย รัสเซียกล่าวว่าถ้ารัฐบาลซีเรียล่ม ชาวเชนเชน (Chechen) นับพันที่ต่อสู้อยู่ในซีเรียจะเข้ามาที่คอเคซัสเพื่อจุดประกายความขัดแย้งขึ้นที่นั่น

อิสราเอลก็เช่นกันได้ให้การสนับสนุนกลุ่มต่างๆ เช่น อัล-นุสเราะฮ์ (al-Nusro) หรือแม้แต่ IS เอกอัครราชทูตอิสราเอลในวอชิงตันมิคาอีล โอเร็น (Michael Oren) บอกกับ Jesusalern Post ว่าสองปีก่อนรัฐบาลของเขาเลือก “คนเลวที่ไม่ได้สนับสนุนโดยอิหร่าน” “เขาบอกว่าไม่มีปัญหา   หากว่าคนเลวคนนั้น สนับสนุนโดยอัล-กออิดะฮ์”  มีรายงานว่านักสู้จากแนวหน้าอัล-นุสเราะฮ์ที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลทหารในอิสราเอล สี่ปีที่ผ่านมาอิสราเอลโจมตีทางอากาศต่อซีเรียหลายครั้ง

เมื่อเครื่องบินของรัสเซียและเรคาร์เข้าไปอยู่ในพื้นที่ของซีเรีย  ข้อเลือกทางทหารของอิสราเอลในซีเรียก็จะถูกลดความสำคัญต่อไป

ซีเรียมองเห็นอย่างชัดเจนว่าตะวันตกใช้อัล-นุสเราะฮ์และกองกำลังที่สังกัดอยู่กับอัล-กออิดะฮ์อื่นๆ เพื่อทำลายผลประโยชน์ของรัสเซียและพันธมิตรของรัสเซียในภูมิภาค

การช่วยเหลือทางทหารของรัสเซียและการช่วยเหลือรัฐบาลซีเรีย   รวมทั้งการหลั่งไหลของผู้ลี้ภัยในยุโรปบีบสหรัฐให้นำเอาวาระการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลมาใช้และหาทางออกทางการเมือง

การช่วยเหลือทางการเมืองและการทหารจากรัสเซียเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับรัฐบาลซีเรียที่ได้เห็นการสังหารทหารของตนจากการสนับสนุนของสหรัฐและพันธมิตร

สองปีที่ผ่านมาสถานการณ์ในพื้นที่เปลี่ยนไป  ทั้งนี้สหรัฐได้ให้การฝึกฝนกองกำลังที่ต่อต้านซีเรียไม่ว่าจะเป็นกองกำลังที่ยอมแพ้หรือว่ากองกำลังที่วางอาวุธของพวกเขาให้กับกองกำลังรัฐอิสลาม (IS) หรือกับกองกำลังอัล-นุสเราะฮ์ (Jadhat al-Nusra) อันเป็นกองกำลังอัล-กออิดะฮ์ที่สังกัดอยู่ในซีเรียก็ตาม  เวลานี้กองกำลังที่เป็นผู้นำฝ่ายต่อต้านซีเรียซึ่งถูกฝึกโดยสหรัฐต่างก็ปฏิเสธที่จะต่อสู้กับสองกลุ่มนี้

ในสัปดาห์ที่สามของเดือนกันยายน ปี 2015 โอบามาถึงกับยอมรับในที่สุดว่าความล้มเหลวในแผนของอเมริกาคือการฝึกฝนกองกำลังที่เรียกกันว่ากองกำลังซีเรียสายกลางให้เข้าไปสู้กับกองกำลังของซีเรียและกองกำลังทางศาสนา

ตะวันตกตอนนี้ก็หมกหมุ่นอยู่กับการถล่มกองกำลัง IS หลังจากยอมให้กองกำลัง IS เติบโตมากกว่า 4 ปี ขั้นตอนทางทหารที่สหรัฐและพันธมิตรกระทำอยู่นั้นจนถึงเวลานี้แม้ว่าจะมีผลกระทบกับกองกำลัง IS บ้าง  แต่หลายฝ่ายก็ยังเชื่อว่ากองกำลัง IS ยังคงอยู่ได้ในที่มั่นของตนทั้งในอิรักและซีเรีย

ในรายงานบางชิ้น พบว่าเงินและอาวุธจากรัฐกษัตริย์ในอ่าวฯ บางประเทศยังคงเข้าไปถึงทุกกลุ่มต่างๆ อย่างอัลนุสเราะฮ์ ตุรกี ยืนกรานว่าต้องช่วยกองกำลังอัลนสุสเราะฮ์ในฐานะพันธมิตรที่ต่อต้านรัฐบาลซีเรีย

David Petraeus อดีตผู้นำ CIA เป็นหนึ่งในนักยุทธศาสตร์ชาวอเมริกันที่ออกมาโต้แย้ง สำหรับการเข้าไปมีส่วนกับกลุ่มที่อยู่กับอัล-กออิดะฮ์เพื่อเข้ามาต่อสู้กับรัฐบาลซีเรียและกองกำลัง IS ในเวลาเดียวกัน

สหรัฐมีประวัติศาสตร์ในการใช้ผู้นิยมแนวทางศาสนาให้เป็นไปตามวาระของตนเองมาแล้ว  ในอัฟกานิสถาน   ตัวอย่างเช่น ในช่วงทศวรรษ 1980 ฝ่ายบริหารของ Ronald Reagan ติดอาวุธให้กับกลุ่มนิยมศาสนาอิสลามต่อสู้กับรัฐบาลโลกวิถี

Robert Ford ซึ่งเป็นเอกอัคราชทูตคนสุดท้ายที่ไปประจำในซีเรียยอมรับว่าในเบื้องต้นสหรัฐมีส่วนในการติดอาวุธและให้เงินช่วยเหลือกองกำลัง IS และกลุ่มอัช-ชาม (Ahrar al-Sham) อันเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังต่อสู้อยู่ในซีเรียและสนับสนุนกับอัล-กออิดะฮ์

ประธานาธิบดีซีเรียบาชัร อัล-อะสัดพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่าสหรัฐไม่ได้ตั้งใจเอาชนะ IS อย่างจริงๆ จังๆ ข้อเลือกแรกที่ฝ่ายบริหารของโอบามาต้องการคือความมั่นใจว่ารัฐบาลซีเรียมิได้เหนือกว่าทางทหาร  ท่ามกลางการเติบโตอย่างน่ากลัวของ IS สหรัฐก็ยังคงอยู่กับความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนรัฐบาลของซีเรีย         ซีเรียได้ยืนกรานมายาวนานแล้วว่าหนทางเดียวที่จะชนะ IS ในภูมิภาคได้ก็คือตั้งกองกำลังผสมขึ้นในภูมิภาคซึ่งรวมทั้งซีเรีย

ต้นเดือนกันยายน รัสเซียได้จัดส่งรถถังและอาวุธทันสมัยพร้อมไปกับเครื่องยินต่อสู้ SU-27 และรถถัง T-90 ไปยังซีเรีย   เบื้องต้นโอบามาเร่งรีบที่จะวิจารณ์การเคลื่อนไหวของรัสเซียแต่แรกโดยกล่าวว่ายุทธศาสตร์ในซีเรียของรัสเซียมีแต่จะล้มเหลว  มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ชั้นสูงสของอเมริกาว่าการเคลื่อนไหวของรัสเซียจะนำไปสู่การขยายตัวที่อันตราย   ซีเรียเป็นประเทศเดียวในตะวันออกกลางซึ่งรัสเซียมีทหารอยู่ที่นั่น

ความล้มเหลวของสหรัฐในการทำสงครามทางอากาศและความสูญเสียพลเรือนในวงกว้างดูเหมือนจะเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้คนจึงคิดว่าถึงที่สุดแล้ว IS ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร

ความคิดดังกล่าวต่างไปจากทัศนคติของชาวอัฟกานิสถานที่ล้มตาย เมื่อฏอลิบานเข้ามาสู่อำนาจ  ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่า “สันติภาพที่นำมาโดยผู้ปกครองที่เลวร้ายนั้นยังดีกว่าความขัดแย้งที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงของบรรดาขุนศึกที่ทำให้ชีวิตผู้คนนับพันต้องจบชีวิตลง

ในคำปราศรัยของโอบามา เขากล่าวว่ากองกำล้ง IS นั้นล้อมรอบไปด้วยประเทศและชุมชนต่างๆ ในบรรดาประเทศที่อยู่ในภูมิภาคตุรกีร่วมใช้ชายแดนส่วนใหญ่กับพื้นที่ของกองกำลัง IS

มากกว่าสามปีมาแล้วที่ชายแดนซีเรียตุรกีได้กลายมาเป็นดินแดนที่มีการหลั่งไหลของนักต่อสู้ทั้งหลายจากทั่วโลก     รวมทั้งนักต่อสู้จากภูมิภาค ซึ่งเดินทางมาร่วมกับกองกำลัง IS

จากการคาดการณ์ของ CIA นักต่อสู้ของ IS จะมีอยู่ราว 20,000 ถึง 31,500 คนมากกว่านักต่อสู้ที่มีอยู่ในปีที่แล้วถึง 3 เท่า นี่หมายความว่าทั้งๆ ที่สหรัฐและพันธมิตรบุกถล่มและทั้งๆ ที่มีทางเข้าผ่านมาทางตุรกีเพื่อมาทำสงครามต่อต้าน IS ก็ตาม IS ก็ยังสามารถเพิ่มทหารของตนเองได้ถึง 3 เท่า ไม่มีอะไรจะบ่งชี้ถึงความล้มเหลวในยุทธศาสตร์ของสหรัฐที่มีต่อ IS ได้มากไปกว่าการประมาณการของ CIA อีกแล้ว

โอบามาได้กล่าวอย่างเปิดเผยว่าการรณรงค์ทางทหารร่วมกันยังมิใช่หนทางพอเพียงที่จะเอาชนะ IS หากแต่เป็นการเติมเต็มช่องว่าง  เขากล่าวว่าหนทางเดียวที่จะทำให้สงครามกลางเมืองจบลงจะต้องรวมถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไปสู่รัฐบาลใหม่โดยไม่มีบาชัรอัล-อะสัด

อิหร่าน

นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเชื่อว่าอิหร่านจะกลายมาเป็นประเทศที่มีความสำคัฐในการต่อสู้กับ IS และฏอลิบาน

ความสำคัญของอิหร่านอยู่ที่ว่าอิหร่านได้มอบความสำคัญในความเป็นผู้นำทางยุทธศาสตร์ให้กับทหารของอิรักในการรณรงค์ต่อต้าน IS แต่ในซีเรียอิหร่านให้กองกำลังฮิซบุลลอฮ์ของเลบานอนเข้าไปช่วยทหารซีเรีย

ข้อเสนอของอิหร่านในฐานะตัวกลางที่มีพลังในภูมิภาคสร้างความสนใจให้กับประเทศที่สร้างถนนชายแดนซีเรียและอิรัก  อำนาจของอะสัดนั้นกล่าวกันว่าได้อ่อนเปลี้ยลงไปแล้วจากการต่อสู้ในสงครามกลางเมืองมาหลายปีติดต่อกับ  เมื่อโอบามากล่าวเมือ่สองสามปีก่อนว่า “อะสัดต้องไป” นั้นในหลายแนวทางอะสัดในเวลานั้นไม่เหมือนอะสัดในเวลานี้   อะสัดในเวลานั้นจากไปแล้วมิได้มีอยู่อีกต่อไป  รัฐบาลซีเรียซึ่งอ่อนแอลงนั้นกระตือรือร้นที่จะเปิดให้มีการเจรจากันทางการทูต

ข้อเสนอของอิหร่านควบคู่ไปกับการขยับตัวของรัสเซีย  ซึ่งส่งอุปกรณ์ทางทหารมาให้ซีเรียเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

รัสเซีย

เป็นเวลา 4 ปีแล้วที่รัสเซียถูกเรียกให้มาหาทางออกที่เด็ดขาดในการจัดการกับ IS ซึ่งเข้าควบคุมดินแดนขนาดใหญ่ในซีเรียและอิรัก  ทั้ง IS และอัล-นุสเราะฮ์มีชาวเชเชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก     กลุ่มนิยมแนวทางอิสลามในเชนย่าเคลื่อนไหวแยกตัวอยู่ในแถบคอเคซัสในทศวรรษ 1990 ในเวลานั้นซีเรียยังมิได้กระทำการใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ IS และอัล-นุสเราะฮ์ได้สร้างกองกำลังทางทหารขึ้นมาในกรุงดามัสกัสและอาเล็บโป

อย่างไรก็ตามเมื่อเมืองใหญ่ๆ อย่างโมสุลและรอมาดีตกเป็นของ IS ก็เป็นเหมือนดังคำเตือนและหากว่าเมืองใหญ่ๆ ในซีเรียถูกยึดครองโดย IS ประเทศตะวันตกก็จะเอาเป็นข้ออ้างในการรุกรานซีเรียได้อย่างเต็มรูปแบบ  ยิ่งไปกว่านั้น IS ในเวลานี้ก็ได้ขยายตัวเข้าไปในอัฟกานิสถานแล้ว  หากยังไม่มีใครหยุดยั้งเชื้อเพลิงของ IS ได้  IS ก็จะเขามาถึงรัสเซียได้เช่นกัน

อดีตประธานาธิบดีของฟินแลนด์และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ Marti Ahtisaari กล่าวว่ารัสเซียเป็นประเทศที่สนับสนุนให้มีการเจรจาตกลงกันในการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในปี 2012 อย่างไรก็ตามสหรัฐได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวโดยมั่นใจว่ารัฐบาลอะสัดจะถูกคว่ำภายในไม่กี่เดือนและจะพบกับชะตากรรมแบบเดียวกับมุอัมมัร อัล-กัดดาฟี  นักการทูตรัสเซียได้เตือนฝ่ายบริหารของโอบามาถึงผลที่ตามมาในการเข้าไปผลักดันให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลในซีเรีย

ข้อเสนอของรัสเซียทั้งหมดและข้อแนะนำอย่างเป็นมิตรถูกปฏิเสธโดยประเทศตะวันตกซึ่งจนถึงบัดนี้ก็ยังคงยืนกรานที่จะให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลในซีเรีย  สี่ปีที่ผ่านมากองทัพซีเรียยังคงมีเอกภาพและทำให้กลุ่มต่อต้านอยู่นอกกรุงดามัสกัสและพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เต็มไปด้วยประชาชน

การสนับสนุนของรัสเซียและอิหร่านรวมไปถึงกองกำลังฮิซบุลลอฮ์ในเวลานี้ขาดคุณค่าลงไปสำหรับรัฐบาลซีเรีย

ตุรกียังคงเป็นประเทศหลักที่สนับสนุนทั้งเงินและนักรบให้หลั่งไหลเข้ามาซีเรีย ฝ่ายบริหารของโอบามาได้สร้างเขตห้ามบินขึ้นเคียงคู่ไปกับชายแดนของตุรกีและซีเรีย  หลังจากสหรัฐได้รับอนุญาตให้มีฐานทัพอากาศอินเซอร์ลิค (Incirlik) เพื่อทิ้งระเบิดทางอากาศเหนือผืนแผ่นดินของซีเรีย

ในเวลาเดียวกันตุรกีก็ถล่มนักรบชาวเคิร์ดซีเรียที่ต่อสู้กับ IS ไปพร้อมๆ กัน  โดยอ้างว่าชาวเคิร์ดซีเรียมีความเชื่อมโยงกับพรรคแรงงานชาวเคิร์ด (PKK) ซึ่งถูกแบนไปแล้ว

การตัดสินใจของปูตินมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นกองทัพซีเรียที่อ่อนเปลี่ยลงให้ฮึกเหิมขึ้นมาอีกซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัสเซียยังคงให้การสนับสนุนซีเรียอย่างต่อเนื่อง

ความเห็นใจซีเรียรัสเซียถึงกับกล่าวว่าพวกเขาอาจพิจารณาถึงการส่งทหารภาคพื้นดินเข้าไปซีเรีย

อย่างไรก็ตามรัฐบาลซีเรียยืนยันว่ากองทัพของตนยังอาจมีความสามารถที่จะเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้หากว่าได้รับอาวุธที่มีคุณภาพดี

สำหรับ IS พวกเขายังคง flush อยู่กับยุทโธปกรณ์ของสหรัฐที่พวกเขาได้มา  รวมทั้งรถถังและรถฮัมวี่ ซึ่งยึดมาได้ในอิรัก ภายในปี 2012-2014 IS ได้รับการฝึกฝนและได้รับอาวุธจากประเทศตะวันตกและตัวแทนต่างๆ ของประเทศตะวันตกในภูมิภาค

ในสัปดาห์ที่สามของเดือนกันยายน  ฝ่ายบริหารของโอบามาได้ยอม volte-face และในที่สุดก็ถูกส่งให้มีการเจรจาในระดับสูงกับรัฐบาลรัสเซียว่าด้วยประเด็นของรัสเซีย   สิ่งนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐล้มเหลวที่จะหยุดยั้งการส่งอาวุธเข้ามาจากรัสเซีย  โดยพยายามกดดันประเทศต่างๆ ให้ปิดน่านฟ้ามิให้รัสเซียนำเครื่องบินเข้าสู่รัสเซีย

มีแต่ประเทศบัลเกเลียประเทศเดียวที่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ   โอบามามีคำสั่งให้ Ashton Carter จากกลาโหมเริ่มต้นเจรจากับรัฐมนตรีกลาโหมของรัสเซีย Sergei Shoigu ฝ่ายสหรัฐมีความเห็นว่าการพูดคุยระหว่างทหารกับทหารก็เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสองฝ่ายในดินแดนซีเรีย

แต่ข่าวจากวงนอกกล่าวว่าส่วนหนึ่งเจ้าหน้าที่ของสหรัฐจะเชิญชวนให้รัสเซียเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่วางแผนให้มีการล้มรัฐบาลบาชัร อัล-อะสัด

John Kerry รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐกล่าวว่าจะให้มีการนิยามถึงข้อเรียกร้องบางประการที่สหรัฐจะทำได้  รัสเซียยังคงยืนยันที่จะสนับสนุนพันธมิตรซีเรีย to the nilt เมื่อเร็วๆ นี้ Kerry กล่าวว่าสหรัฐมิได้ averse ที่ประธานาธิบดีอยู่ในอำนาจอีกพรรคหนึ่ง

จนกระทั่งเมื่อเดือนที่ผ่านมาคำว่า “บาชัรจะต้องไป” กลายเป็นเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นมาจากเมืองหลวงของตะวันตก Kerry กล่าวว่าตอนนี้สหรัฐพยายามที่จะหา “จุดร่วม” กับรัสเซีย  เขากล่าวว่าจุดสำคัญยังคงอยู่ที่การทำลาย IS และหาทางออกทางการเมืองโดยผ่านความเคารพต่อซีเรีย

Kerry ยังได้กล่าวต่อไปว่าสหรัฐมีความคิดว่าการแก้ไขปัญหาในซีเรีย  ไม่อาจได้รับสำเร็จไดถ้าอัสสาดอยู่เป็นระยะเวลานาน ผู้ลี้ภัยที่ garantnan ได้หลั่งไหลไปยุโรป triggered โดยสงครามในซีเรียคือสาเหตุสำคัญ

ชาวซีเรียกว่า 250,000 ได้จบชีวิตลงในสงครามและประชาชนในประเทศครึ่งหนึ่งได้กลายเป็นผู้ลี้ภัยไปในที่สุด

ตอนที่สหรัฐได้มาสู่จุดสรุปแล้วว่าการบังคับให้เปลี่ยนรัฐบาลนั้นไม่ได้เป็นข้อเลือกอีกต่อไป  เมื่อทหารรัสเซียได้เข้าไปอยู่ในซีเรียแล้ว  ในการสนทนาทางโทรศัพท์ Shoigu และคาร์เตอร์  ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะได้มีการพูดจากันถึงกลไกที่จะทำให้ความขัดแย้งหมดไป รัสเซียต้องการให้สหรัฐเข้าร่วมในความพยายามที่จะให้ซีเรียมีเสถียรภาพ  เจ้าหน้าที่รัสเซียเชื่อว่าหนทางเดียวที่จะทำให้คือการทำให้รัฐบาลอะสัดมีความเข้มแข็ง

รัสเซียต้องการให้ฝ่ายบริหารของโอบามาได้ยืนกรานกับพันธมิตรของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาอุดีอาระเบียและกาตาร์  ให้เลิกช่วยกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลซีเรีย  สำหรับรัสเซียแล้วตะวันตกจะต้องเริ่มพูดกับบาชัร อัล-อะสัด   หากว่าต้องการจะหยุดยั้งโศกนาฏฐกรรมของมนุษย์และต่อสู้กับ IS

 

การเผชิญหน้าของ IS กับประเทศตะวันตก

การเข้าไปโจมตี IS ของประเทศตะวันตกจะทำให้ตะวันตกเข้าไปติดหล่มได้รวมทั้งฝรั่งเศส ซึ่งตอบโต้ IS หลังโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 13 เดือนพฤศจิกายน ปี 2015 ที่ผ่านมา

เวลานี้ IS ตกอยู่ภายใต้การถูกโจมตีและพ่ายแพ้ต่อกลุ่มชาวเคิร์ดที่สหรัฐหนุนในเมืองซินจาของอิรักก็ยึดคืนดินแดนจาก IS ได้  รัสเซียเองก็โจมตี IS อย่างหนักหน่วง  กล่าวกันว่ารัสเซียโจมตี IS หนึ่งวันเท่ากับสหรัฐโจมตี IS นับเดือน มีข่าวลือว่าจอมสังหารตัวประกันญิฮา จอห์นถูกสังหารโดยเครื่องบินไร้คนขับของสหรัฐ

ผู้นำฝรั่งเศสถือว่าการถูกโจมตีโดย IS ในฝรั่งเศสเป็นสงคราม และจะตอบโต้อย่างไร้ความปราณี  ในขณะที่ผู้นำซีเรียกล่าวว่าประเทศตะวันตกคือต้นเหตุให้มีกลุ่มก่อการร้ายในประเทศของเขาพร้อมๆ ไปกับโศกนาฏกรรมในฝรั่งเศสทั้งนี้จะพบว่าชาวยุโรปกำลังเผชิญกับปัญหาผู้อพยพอย่างหนักหน่วงจากตะวันออกกลางโดยเฉพาะจากซีเรีย อิรัก อัฟกานิสถาน ทั้งนี้ดินแดนดังกล่าวทั้งหมดนี้คือผืนแผ่นดินที่ตะวันตกเข้าแทรกแซงทั้งสิ้น

จากการอพยพและจากข้อกล่าวหาที่ว่า IS ปลอมตัวเข้ามาพร้อมๆ กับผู้อพยพเป็นเหตุให้ประเทศอย่างซีเรียมองว่านโยบายที่มีต่อซีเรียของฝรั่งเศสผิดพลาด เนื่องจากฝรั่งเศสเป็นหัวหอกในการโจมตีรัฐบาลซีเรียและหนุนฝ่ายกบฏจนนำไปสู่การรวมตัวของผู้ก่อการร้ายที่มุ่งโค่นอำนาจรัฐบาลซีเรีย

เดือนกันยายน ปี 2015 ฝรั่งเศสเข้าโจมตี IS โดยกล่าวว่าเพื่อป้องกันมิให้กลุ่มต่างๆ ต่อต้านผลประโยชน์ของฝรั่งเศสและปกป้องพลเรือนซีเรีย

ซีเรียยืนกรานว่าความทุกข์ทรมานที่ฝรั่งเศสได้รับเป็นผลสืบเนื่องมาจากความโหดร้ายของการก่อการร้าย  สิ่งนี้ประชาชนซีเรียได้ทนทุกข์มาแล้วอย่างยาวนาน

อะไรที่เกิดขึ้นในภูมิภาค  รวมทั้งการขยายตัวของกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง   ล้วนมีส่วนต่อซีเรียทั้งสิ้น  ผู้นำซีเรียได้เตือนประเทศตะวันตกมาเป็นเวลานานแล้วว่าให้ประเทศตะวันตกยกเลิกการช่วยเหลือฝ่ายกบฏที่เข้ามาต่อสู้กับเขา เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของเขามาแต่ปี 2011 แต่เสียงของเขาดูเหมือนจะไร้ความหมาย

การโจมตีในฝรั่งเศสของ IS เป็นการตอบโต้การทิ้งระเบิดที่มาจากปฏิบัติการณ์ของ CIA ของสหรัฐ M16 ของอังกฤษและ Moddad ของอิสราเอล  รวมทั้งฝรั่งเศสที่อาจเพิ่มความหนักหน่วงในการโจมตีซีเรียในที่สุด

เมื่อปูตินผู้นำซีเรียได้เข้าถล่ม IS อย่างหนักหน่วงทำให้มีผู้มองเห็นว่าประเทศตะวันตกบางประเทศนั้นเป็นแค่ผู้สนับสนุนผู้ก่อการร้ายสายกลางได้เท่านั้น  และบทบาทของนาโต้ที่เคยผงาดในลิเบียก็หมดความหมายลงไป

ตะวันตกและนาโต้โดยพื้นฐานแล้วต้องการโค่นอะสัดในซีเรียผ่าน “ผู้ก่อการร้ายสายกลาง” (พวกเขามีวาระซ่อนเร้นถึงกับเคยยอมที่จะให้พื้นที่แก่ IS หาก IS สามารถโค่นอะสัดลงได้)

การโจมตีฝรั่งเศสของ IS ถือเป็นความสูญเสียพลเมืองของฝรั่งเศสมากที่สุดนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะที่โอบามามีความเห็นเกี่ยวกับ IS ล่าสุดว่า ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะมีความเข้มแข็งมากขึ้น”

ความน่าหวาดหวั่นในปารีส

ผู้ก่อการร้ายมีการเลือกเป้าและเตรียมการมาเป็นอย่างดี จุดมุ่งหมายอยู่ที่ชีวิตของผู้บริสุทธิ์มากขึ้น   เป็นการปลุกความเป็นเขา-เป็นเรา ทำให้ผู้คนหวาดหวั่นในการมีชีวิตโดยเฉพาะในที่สาธารณะและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ  เป็นรูปแบบที่คุกคามมากกว่าที่ใครจะคิดถึง เป็นการโจมตีที่ IS ทำมาอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ

ก่อนหน้าที่ IS จะโจมตีฝรั่งเศสพวกเขาโจมตีประเทศต่างๆ มาแล้วหลายครั้ง ทั้งในตุรกี (อังการา) เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2015 โดยสังหาร ชาวตุรกีไป 100 คนที่เลบานอน IS ก็ถล่มพื้นที่ในเลบานอนเพื่อตอบโต้กลุ่มฮิซบุลลอฮ์และอิหร่านที่เข้าถล่ม IS จนมีผู้เสียชีวิต 100 คน หลังจากการโจมตีที่ปารีสแล้วเชื่อกันว่าจากนี้ต่อไป IS สามารถจะเข้าโจมตีได้ทุกหนทุกแห่ง

IS กล่าวว่าการโจมตีในกรุงปารีสเป็นการตอบโต้ที่ฝรั่งเศสทิ้งระเบิดในซีเรีย  ซึ่งเป็นคำอธิบายที่รับรู้กันอยู่ทั่วไป  กล่าวกันว่านโยบายของฝรั่งเศสในการสนับสนุนกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย มีส่วนสร้างบรรยากาศให้เกิดกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะ IS ขึ้นในซีเรียและอิรัก

ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่สนับสนุนกลุ่มกบฏในซีเรียเพื่อต้านรัฐบาลซีเรีย และเป็นหัวหอกในการถล่ม IS    ถึงที่สุดแล้วฝรั่งเศสควรจะถามว่าทำไมกลุ่มสุดโต่งทั้งหลายจึงมารวมตัวกันที่ฝรั่งเศสเพื่อเกณฑ์กันมารบกับรัฐบาลซีเรีย

ฝรั่งเศสถูกวิจารณ์ว่าเป็นประเทศที่ความหลากลหายทางวัฒนธรรม (Multiculturalism) ล่มสลาย และตีความระบบโลกวิถี (Secular) อย่างคับแคบ  ซึ่งจะยิ่งไปทำให้ความสุดโต่งของคนหนุ่มสาวในประเทศมีมากขึ้น กรณีการถูกโจมตีว่าด้วยนิตยสารชาร์ลี เอ็บโดที่ดูหมิ่นศาสนามุฮัมมัดเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้

ควรใจกว้างกว่านี้ในเรื่องการแต่งกายทางศาสนานำเอาคนทุกเชื้อชาติมาเป็นหลักหมุดใหญ่

สำหรับ IS แล้วพวกเขาเข้ามาในเวทีโลกจิรงๆ ในปี 2014  อุดมการณ์ที่น่าหวาดหวั่นที่สุดคือการใช้ความตายมาเป็นเครื่องมือโจมตีทำให้หน่วยข่าวกรองหลับไม่ลง

การโจมตีที่ปารีสเกิดขึ้นหลังจากฝรั่งเศสเข้าร่วมโจมตีบ่อน้ำมัน IS มาเมื่อสามสัปดาห์ก่อน

ผลงานของ IS

คนที่เสียชีวิตในกรุงปารีสมีทั้งชายและหญิงที่มาจากชาติต่างๆ ถึง 19 ชาติ

เป็นการโจมตีเมืองหลวงของฝรั่งเศสครั้งที่สองภายในหนึ่งปี  ครั้งแรกเป็นการโจมตีหนังสือเสียดเย้ยศาสนา ชาร์ลี เอ็บโด เมื่อเดือนมกราคม ปี 2015

ฝรั่งเศส สหรัฐและอังกฤษ เป็นแกนนำในการโจมตี IS ทางอากาศมาอย่างต่อเนื่องสองปีติดต่อกัน

IS อ้างว่าเป็นผู้โจมตีกรุงปารีส ทั้งนี้รายงานของ IS เรียกกรุงปารีสว่าเป็นเมืองหลวงของโสเภณีและการผิดศีลธรรม (The capital of prostitution and obscenity)

ในที่อื่นๆ IS ก็เข้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง  แต่เหตุการณ์เหล่านั้นไม่ได้รับความสนใจจากนานาชาติเหมือนเหตุการณ์การสังหารหมู่ในกรุงปารีส

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น  IS ได้ฝากรอยแผลให้กับกลุ่มประเทศที่เข้าโจมตีกองกำลังของพวกเขามาแล้วดังนี้ วันที่ 10 ตุลาคม ปี 2015  IS เข้าใจดีกลุ่มผู้เดินขบวนอย่างสงบในกรุงอังกรารา (Ankara) สังหารผู้คนไป 110 คน

31 ตุลาคม ระเบิดเครื่องบินรัสเซียจนนำไปสู่ความตายของผู้โดยสาร 224 คน  รัสเซียยืนยันในสัปดาห์ที่สามว่าเครื่องบินที่ตกลงในผืนแผ่นดินอียิปต์ (ซีนาย) เกิดจากการถูกลอบวางระเบิด

12 พฤศจิกายน หนึ่งวันก่อนเกิดเหตุการณ์ในกรุงปารีสนักรบพลีชีพ IS ถล่มห้างร้านในกรุงเบรุต เลบานอนมีผู้ถูกสังหาร 43 คน  ปัจจุบันเลบานอนเป็นประเทศที่ดูแลผู้อพยพชาวซีเรียนับล้านคนและเป็นประเทศที่ถูก IS  ถล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า  มีคนนับร้อยต้องจบชีวิตลงในสองปีที่ผ่านมา   แต่ไม่ค่อยเป็นที่รับรู้ของชาวโลก

นครแบกแดด (บัฆดาด) และเมืองอื่นๆ ของอิรักก็ตกเป็นเหยื่อการโจมตีไม่ว่าจะเป็นมัสญิดหรือร้านรวงต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดความแตกแยกด้านสำนักคิดทางศาสนา

การโจมตีกรุงปารีสเกิดขึ้นท่ามกลาง การระมัดวังอย่างสูงของฝรั่งเศสที่ในเวลานั้นกำลังเตรียมการจัดการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงทางอากาศ ซึ่งได้จัดประชุมไปแล้วเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

สมาชิก IS ที่ต้องมาจบชีวิตลงในฝรั่งเศส เป็นผู้ที่มีแรงผลักดันและได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี  เป็นผู้ที่ผ่านสังเวียนการต่อสู้ในซีเรียมาแล้ว    “เป็นความโหดร้ายที่ในวันศุกร์นั้นคนฝรั่งเศสสังหารคนฝรั่งเศสด้วยกันเสียเอง”   ผู้นำฝรั่งเศสกล่าวในการประชุมร่วมนัดพิเศษในรัฐสภา

มีรายงานว่าหนึ่งในผู้เข้าโจมตีกรุงปารีส เป็นผู้ที่ปลอมตัวมากับผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย

การตอบโต้ IS ของฝรั่งเศสและรัสเซียในเวลานี้ ส่วนใหญ่จะเน้นการถล่มในอิรัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองรักเกาะฮ์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ IS  แต่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสงครามส่วนใหญ่ยังคงหนีไม่พ้นประชาชน

บทสรุปของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในซีเรียและอิรักในเวลานี้ ยังคงเป็นไปตามสมมติฐานเดิมคือมีสาเหตุมาจากเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีการตอบโต้ด้วยการเข้าไปรุกรานอัฟกานิสถานและอิรักโดยสหรัฐ อังกฤษและพันธมิตร

การยึดครองอิรัก มีบทบาทสำคัญต่อการขึ้นมาของ IS    ความจริงแล้ว สิ่งที่เป็นที่รับรู้กันก็คืออัล-กออิดะฮ์ ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นจนกว่าประเทศตะวันตกจะติดอาวุธให้กลุ่มมุญาฮิดีน เพื่อต่อต้านรัฐบาลอัฟกานิสถานในกรุงคาบูลในช่วงทศวรรษ 1970

กลุ่มที่ฝรั่งเศสเรียกว่ากองกำลังสายกลางในลิเบียในเวลานี้ได้เปลี่ยนมาเป็นกลุ่มที่เห็นดีเห็นงามกับ IS และหลายกลุ่มในลิเบียได้หันมาสนับสนุน IS

ในซีเรียก็เช่นเดียวกันกลุ่มที่ตะวันตกเรียกว่ากลุ่มกบฏสายกลางอย่าง Free Syrian Army ก็หันไปอยู่กับ IS

อาวุธของฝรั่งเศสและจรวดที่มีศักยภาพสูงอย่าง Apilas ก็ตกไปอยู่ในมือของ IS

ทุกวันนี้สหรัฐและฝรั่งเศสช่วยซาอุดีอาระเบียให้เข้าไปถล่มเยเมน  ซึ่งกองกำลังฮูษีและพันธมิตรกำลังต่อสู้อยู่กับ IS และอัลกออิดะฮ์อยู่ที่นั่นในเวลาเดียวกัน

เมืองของเยเมนอย่างเช่นเอเดน ได้กลายเป็นดินแดนที่อัลกออิดะฮ์และ IS เดินทางไปมาได้อย่างอิสระ  และบางครั้งก็หันปากกระบอกปืนมายังผู้ที่สนับสนุนพวกเขามาก่อน อย่างเช่น ซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรแถบอ่าวเปอร์เซีย

ธันวาคม ปี 2009 ฮิลลารี คลินตัน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศอยู่ในเวลานั้นได้มีบันทึกที่เขียนเอาไว้ว่าผู้ให้การช่วยเหลือที่อยู่ในซาอุดีอาระเบีย  ประกอบขึ้นเป็นแหล่งสำคัญสำหรับกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงทั่วโลก

รองประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเด็นกล่าวที่ฮาวาร์ดว่ารัฐแถบอ่าวซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียได้ทุ่มเทเงินนับล้านๆ เหรียญสหรัฐสำหรับอาวุธชนิดต่างๆ จำนวนนับหมื่นตัน   อาวุธเหล่านี้ในที่สุดตกมาอยู่ในมือของกลุ่มต่างๆ อย่างเช่นอัลนุสเราะฮ์

ยังไม่สายเกินไปที่ฝรั่งเศสและสหรัฐจะโน้มน้าวพันธมิตรของพวกเขาอย่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกีและกาตาร์ให้หยุดสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรียลงเสีย    ซึ่งถ้าหากทำได้และเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายมาเจรจากัน  ความรุนแรงในซีเรียก็อาจจะชะลอไปได้ระยะหนึ่ง  แต่ในภาคปฏิบัติดูเหมือนจะทำไม่ได้ง่ายนัก  เพราะทั้งสองฝ่ายมีอุดมการณ์ต่างกัน จนดูเหมือนว่ายังหาจุดที่จะมาบรรจบกันไม่ได้เสียที

ประธานาธิบดีอะสัด ขณะแสดงความเสียใจต่อรัฐบาลและประชาชนฝรั่งเศส ได้กล่าวถึงนโยบายที่ผิดพลาดของฝรั่งเศส  จนทำให้การก่อการร้ายขยายตัวออกไปทั่วโลก

เขาบอกว่าประสบการณ์ที่ฝรั่งเศสได้รับนั้นประชาชนซีเรียต้องพบทุกเมื่อเชื่อวันในรอบปีที่ผ่านมา “ฝรั่งเศสต้องรู้ว่าเราอยู่กันยังไงในซีเรีย  อะสัดได้เตือนผู้นำยุโรปถึงอันตรายของความขัดแย้งในซีเรีย  เราได้เตือนยุโรปแล้วว่าสามปีที่ผ่านมายุโรปต้องเผชิญอะไรมาบ้าง”

การคุกคามที่ IS มีกับชุมชนระหว่างประเทศดูเหมือนจะยังไม่จบไม่สิ้น  จนถึงเวลานี้ท่ามกลางการถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง  มีสมาชิก IS จำนวนไม่น้อยต้องจบชีวิตลงพร้อมไปกับประชาชนในบริเวณนั้น  แต่เมืองใหญ่ๆ อย่างโมซุลและรอมาดีในอิรักก็ยังอยู่กับ IS และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนที่ยึดถือสำนักคิดซุนนีอยู่

มีผู้เสนอว่าทางเดียวที่จะยึดสองเมืองนี้คืนกลับไปได้ก็ต้องถล่ม IS ให้ราบเป็นหน้ากลอง ซึ่งยังไม่ได้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามในบางเมืองสหรัฐก็เริ่มเข้าไปปลดปล่อยจาก IS ได้บ้างแล้วด้วยการถล่มทางอากาศอย่างเมืองก็อบบานีและซินจา  ซึ่งถูกถล่มอย่างหนัก จนราบเรียบแต่เมืองพวกนี้เมื่อเปรียบเทียบกับโมซุลซึ่งมีคนอยู่ถึง 2 ล้านคน  ก็ถือเป็นเมืองเล็กๆ เท่านั้น

นักรบ IS จำนวนมากเคยอยู่ในกองทัพอิรักและเคยเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมอาหรับหรือพรรคบาธ (Baath) มาก่อน

บทสรุปที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงของประเทศตะวันตกและพันธมิตรอาหรับก็คือการมุ่งต่อสู้กับรัฐบาลซีเรียภายใต้การนำของอะสัดและ IS ไปพร้อมๆ กัน

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีแต่จะทำให้ IS เข้มแข็งขึ้น  อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีกลาโหมของฝรั่งเศส Jean Yves Le Drian กล่าวว่าหลังการสังหารที่กรุงปารีส การร่วมมือกับรัสเซียเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

ความมุ่งหมายหนึ่งของ IS คือการบีบให้ฝรั่งเศสและสหรัฐนำเอากองกำลังภาคพื้นดินเข้ามาเพื่อเผชิญกับกองกำลังของ IS จนในที่สุดกลายเป็นสงครามศาสนาเหมือนสงครามครูเสด

ทุกวันนี้อาจกล่าวได้ว่า IS เป็นหนึ่งในกองกำลังที่ใหญ่ที่สุดและกำลังขยายสมาชิกของตนออกไปทั่วโลก   ทุกวันนี้อิทธิพลของ IS ได้ขยายเข้าไปในดินแดนยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียรวมทั้งมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว

อิหร่านและรัสเซียมีความเห็นว่าเพื่อแก้ไขมิให้เกิดความรุนแรงและรักษาสถานการณ์ความสงบเอาไว้ให้ได้ในระยะยาว   จะต้องมีการรวมตัวของทุกฝ่าย  ทั้งรัฐบาลรัสเซียและกลุ่มต่อต้านเพื่อจะต่อสู้กับ IS ทั้งนี้ IS ได้รับการสนับสนุนจากประชาคมซุนนีของอิรักอย่างกว้างขวาง

ในด้านเศรษฐกิจของ IS นั้นจะพบว่าจนถึงทุกวันนี้ IS ยังมีรายได้จากน้ำมันถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน

หนังสือพิมพ์ The Guardian รายงานว่ามีหลักฐานเกี่ยวโยงระหว่างเจ้าหน้าที่ของตุรกีกับ IS ในเรื่องของการซื้อขายน้ำมัน  รายงานนี้ได้รับการเปิดเผยหลังจากปูตินได้ออกมาเปิดประเด็นว่าโอบามาได้มีคำสั่งให้กองกำลังทางอากาศถล่มรถบรรทุกน้ำมันในเขตควบคุมของ IS ในอิรักและซีเรีย

ปัญหาในอิรักและซีเรียเวลานี้ถูกเรียกว่าปัญหาซีรัก (Syraq) คือปัญหาความขัดแย้งที่เกิดในซีเรียและอิรักที่ยังหาทางออกได้ไม่ชัดเจน   และยิ่งสหรัฐไม่มียุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับกับ IS เท่าใดก็เท่ากับว่าสหรัฐและพันธมิตรกำลังช่วยเหลือให้ IS เติบโตมากยิ่งขึ้นไปเท่านั้น

โดยกลุ่มคนเหล่านี้ยังสัญญาว่าจะจัดการโจมตีตะวันตกให้มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น IS ยังสังหารผู้ว่าราชการในจังหวัดหนึ่งของเยเมนอีกด้วย   การโจมตีหล่านี้เป็นเหมือนสารต่อผู้ที่ปฏิบัติการตามลำพังที่เรียกว่า lone wolf attacks ซึ่งซาบซึ้งอยู่กับอุดมการณ์ของ IS กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นครั้งหลังสุดที่ซานเบอร์นาดิโน (San Bernadino)  รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม โดยสองผัวเมียใช้อาวุธปืนไรเฟิล ถล่มเพื่อนร่วมงานในงานชุมนุมพบปะกันของสำนักงานสาธารณสุข  จนนำไปสู่การสังหารผู้คนถึง 14 คน และบาดเจ็บอีก 20 คน

เวลานี้ความมุ่งหวังของ IS ยังไม่เปลี่ยนนั่นคือการดึงเอาประเทศต่างๆ เข้ามาสู้กันบนภาคพื้นดิน โดยมุ่งไปที่พื้นที่ของสองประเทศคืออิรักและซีเรีย (Syraq)

ไม่เหมือนอัล-กออิดะฮ์ IS ไม่ใช่กลุ่มที่ใช้การโจมตีแล้วหนี (hit-and-run) ความมุ่งหมายของอะบูบักร์ อัล-บัฆดาดี ผู้นำ IS มิได้หมดไปกับคนใดคนหนึ่ง

นับตั้งแต่ปลายปี 2013 IS ต่อสู้อยู่ในซีเรียและอิรัก แล้วค่อยๆ ขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ โดยอาศัยช่องว่างของอำนาจที่เกิดขึ้นในสองประเทศนี้ก่อสงครามขึ้นมา  โดยได้รับการสนับสนุนจากตะวันตกและพันธมิตรในภูมิภาค

ยุทธศาสตร์นี้ได้ผลเกินคาดในช่วงต้น     จนกระทั่งเวลานี้ IS ได้ครอบครองดินแดนใหญ่เท่ากับสหราชอาณาจักรโดยมีประชาชนจำนวนมากอาศัยอยู่ที่นั่น

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การตอบโต้จากกลุ่มต่างๆ อย่างเช่นเพชเมอร์กา ฮิซบุลลอฮ์และพรรคแรงงานชาวเคิรด์ (Kurdistan Worker’s) หรือ PKK ทำให้แผนการขยายพื้นที่ของ IS ต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนักและเป็นเหตุให้การขยายตัวของ IS ต้องมาหยุดชะงักลงในเวลานี้

เมื่อโมซุล ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของอิรัก ตกอยู่ภายใต้การดูแลของ IS ในเดือนมิถุนายนปี 2014 กลุ่มที่สนับสนุน IS บอกว่าเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้นที่คนของบัฆดาดีจะยาตราเข้าครองกรุงแบกแดด

ความจริง IS นำเอากองกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของอิรักแล้วเช่นกัน  อย่างที่ IS ได้เข้ายึดครองเมืองต่างๆ ที่เป็นเส้นทางเข้าสู่กรุงแบกแดด อย่างเช่น ฮาวิยะฮ์ และราวา (Hawija and Rawa) เป็นต้น

ที่ผ่านมา IS สามารถยึดเมืองรอมาดี (Ramadi) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงแบกแดดไปทางตะวันตก 120 กิโลเมตร  ส่วนหนึ่งของฟัลลูญะฮ์ ซึ่งอยู่ห่างไปทางตะวันตกของกรุงแบกแดด 70 กิโลเมตรและอยู่ภายใต้การควบคุมของ IS มาตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2014

กระนั้น IS ก็ไม่สามารถหักด่านกองทัพอิรักและนักรบชีอะฮ์ที่ได้รับการฝึกฝนโดยอิหร่านได้  การที่ IS จะบุกฝ่าดินแดนทางใต้ของอิรักที่มีชาวชีอะฮ์เป็นส่วนใหญ่ยิ่งยากหนักเข้าไปอีก

IS ได้สูญเสีย เมืองบางเมืองที่พวกเขายึดเอาไว้  อย่าเงช่นเมืองเคอร์คุก ติกริตและส่วนหนึ่งของเมืองรอมาดี  และเมื่อถูกสกัดด้วยการถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง  IS จึงพยายามมุ่งสู่เมืองเออร์บิล (Erbil) เมืองหลวงของชาวเคิร์ด ซึ่งอยู่ห่างฐานกำลังของ IS ไปเพียงแค่ 80 กิโลเมตร

แต่ความสำเร็จของ IS ต้องหยุดลงโดยกองกำลังเพชเมอร์กา  อันเป็นนักรบชาวเคิร์ด  ซึ่งได้รับการคุ้มกันโดยเครื่องบินของสหรัฐ     ทั้งนี้สหรัฐมีกงสุลที่เออร์บิล ชาวเคิร์ดในอิรักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐ

อัล-กออิดะฮ์-ฏอลิบานและ IS

อย่างน้อยที่ผ่านมาอัล-กออิดะฮ์ก็ได้ก่อสงครามขึ้นในส่วนต่างๆ ของโลก  อัล-กออิดะฮ์ไม่มีรัฐหรือสร้างรัฐขึ้นมาใหม่ในเวลาต่อมา   แต่อัล-กออิดะฮ์จะขึ้นอยู่กับความเอื้อเฟื้อของรัฐที่ตัวเองเข้าไปปฏิบัติการมากกว่า

อย่างเช่นเข้าร่วมกับกลุ่มฏอลิบาน (Taliban) ในอัฟกานิสถานหรือไม่ก็ซ่อนตัวอยู่ในคาบสมุทรอาหรับ  ประเทศมาลี ฯลฯ

แต่ IS สร้างรัฐขึ้นมาในดินแดนที่ IS เข้าครอบครอง ซึ่งสามารถวางแผนโจมตีโดยใช้ความรุนแรงและร่วมมือกับนักต่อสู้ที่อยู่ในส่วนต่างๆ เพื่อปฏิบัติงานตามแนวทางของตน

คำถามที่ตามมาก็คือบัฆดาดีและสานุศิษย์ของเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน  เวลานี้ IS ยังคงเป็นที่ดึงดูดได้เหมือนเดิมหรือไม่

ดังได้กล่าวมาแล้ว โอบามาปฏิเสธที่จะให้ IS เดินไปตามความฝันของตนแต่สหรัฐก็ไม่ได้ใช้ยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมต่อสู้กับ IS จึงอาจกล่าวได้ว่าสหรัฐและพันธมิตรคือผู้ช่วยให้รัฐของ IS รุ่งเรือง และแม้ว่าสมาชิกสภาความมั่นคงสหประชาชาติ 4 ประเทศจากห้าประเทศเวลานี้กำลังทิ้งระเบิด IS อยู่ในซีเรียก็ตาม  แต่ก็เป็นที่รับรู้กันอยู่ทั่วไปว่าการโจมตีทางอากาศอย่างเดียวย่อมไม่อาจเอาชนะ IS ได้

ไม่มีประเทศใดที่กำลังหยุดการเจริญเติบโตของ IS มีความพร้อมที่จะลงมาสู้กับ IS ที่ภาคพื้นดินหรือออกมาต่อสู้ในระดับแกน  ทั้งนี้จุดหมายเบื้องต้นของประเทศต่างๆ จะไปสิ้นสุดลงที่การปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตนเสียมากกว่า

ตัวอย่างเช่นในการต่อสู้กับรัฐบาลซีเรีย  จุดมุ่งหมายของแต่ละประเทศก็คือการดำรงอยู่ได้มิใช่การเอาชนะ IS

สำหรับชาวเคิร์ดทั้งในซีเรียและอิรักมีจุดมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่การหยุดการรุกคืบของ IS ที่จะเข้าไปในดินแดนของพวกเขา และมิให้มีการเข้าครอบครองดินแดนของซุนนี-อาหรับ

สำหรับกองทัพอิรักความสนใจจะอยู่ที่การปกป้องดินแดนที่มีชาวชีอะฮ์อาศัยอยู่ในทางตอนใต้ของประเทศ

สิ่งที่ทำให้เรื่องราวความขัดแย้งต่างๆ ในตะวันออกกลางยุ่งเหยิงขึ้นไปอีกก็คือภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันตกหรือตะวันออกกลางนั่นเอง

ประเทศที่มีบทบาทนำในภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบียและตุรกีอาจไม่ต้องการให้ IS ขยายตัวออกไป  แต่ก็เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้ว่าทั้งสองประเทศต้องการให้ IS พ่ายแพ้อย่างราบคาบหรือไม่

ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ที่เน้นการมีอำนาจมากกว่าอุดมการณ์จะพบว่า IS ทำให้ยุทธศาสตร์อันลึกล้ำของอิหร่าน ต้องมาอ่อนแอลง  และหากซาอุดีอาระเบียต้องการให้ IS พ่ายแพ้จริงๆ ซาอุดีอาระเบียคงยกเลิกการต่อต้านรัฐบาลอะสัดลงเสียแล้วก็หันมาขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการรวมตัวกันเป็นแนวหน้าต่อต้าน IS ไปนานแล้ว

หากตุรกีต้องการให้ IS พ่ายแพ้ตุรกีก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งระเบิดฝ่ายเคิร์ด  โดยไม่ต้องไปกล่าวถึงการยิงเครื่องบินของรัสเซียตก

สหรัฐเข้ามาร่วมให้ความสำคัญในการปราบปราม IS ก็ต่อเมื่อผลประโยชน์ของสหรัฐในดินแดนของชาวคูร์ด (คูรดิสถาน) ของตนตกอยู่ภายใต้การคุกคามเท่านั้น

ข้อสรุปที่มีการพูดถึงกันอย่างแพร่หลายอยู่ในเวลานี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า IS มีความดึงดูดใจหรือไม่  แต่อยู่ที่ว่าประเทศที่มีอำนาจอยู่ในโลกในเวลานี้ต้องการให้ IS พ่ายแพ้หรือว่าต้องการประคองเหตุการณ์ให้ทรงๆ เอาไว้มากกว่า

ปัญหาและอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้า

สิ่งที่อาจถือได้ว่าเป็นข่าวดีก็คือถึงที่สุดแล้วพบว่าหาอำนาจของโลกเริ่มส่อเค้าลางที่จะหาทางออกให้กับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในซีเรีย

แต่ปัญหาที่ยังคงดำรงอยู่ในเวลานี้จะเป็นเรื่องของกรอบเวลา (timelines) ความพร่ามัวสำหรับอนาคตของรัฐบาลอะสัดและความไม่ลงรอยว่ากลุ่มใดที่เป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอยู่ในเวลานี้จะขึ้นมาสร้างรัฐที่มีเอกภาพขึ้นมาได้  ล้วนยังเป็นฝันที่ห่างไกลทั้งสิ้น

เป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้วที่สงครามได้พรากชีวิตชาวซีเรียไปเป็นจำนวนถึงสองแสนห้าหมื่นคน และมีผู้พลัดถิ่นนับล้าน

ในที่สุดคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ (UNSC) ได้ตกลงให้มีการสร้าง Road Map ระหว่างประเทศขึ้นมาสำหรับกระบวนการสันติภาพ (peace process) ในซีเรีย

ข้อมติ 2254 ของสหประชาชาติได้รับการยอมรับจากคณะมนตรีความมั่นคงไปแล้ว  มิติดังกล่าวเรียกร้องให้มีการหยุดยิงระหว่างฝ่ายรัฐบาลของประธานาธิบดีอะสัดและฝ่ายกบฏภายในหนึ่งเดือนและสถาปนารัฐบาลที่ได้รับความเชื่อถือและไม่เอาสำนักคิดทางศาสนามาเป็นเกมทางการเมืองภายใน 6 เดือน  พร้อมกับให้เวลา 18 เดือนสำหรับการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม  รวมทั้งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะตัดสินอนาคตของซีเรีย

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากสงครามกลางเมืองในซีเรียก็จะพบว่าสงครามครั้งนี้มีวาระของผู้เข้ามาข้องเกี่ยวกับความขัดแย้งอยู่จำนวนมาก  ทั้งที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงและผ่านการทำสงครามตัวแทน  ดังนั้นกรอบเวลาที่กำหนดโดย UN น่าจะเป็นความคาดหวังที่เป็นจริงได้ยากพอสมควร

แต่ในเวลาเดียวกันข้อมติของ UN ก็มีสัญญาณให้เห็นความปรารถนาของประเทศมหาอำนาจที่จะหาพื้นฐานร่วมกันและผลักดันให้เกิดข้อตกลงทางกรเมืองในซีเรีย  โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาจะมีผลประโยชน์ต่างกันอย่างไรก็ตาม

ตำแหน่งของมหาอำนาจบางประเทศ

ความขัดแย้งในซีเรียถือเป็นความขัดแย้งครั้งแรกๆ ซึ่งสหรัฐและรัสเซียเข้ามาเกี่ยวข้องทางทหารนับจากการสิ้นสุดของสงครามเย็น

สองประเทศมีกระบวนการคิดเกี่ยวกับรัฐบาลอะสัดต่างกัน  สหรัฐอยู่ในกลุ่มประเทศที่ใช้การแซงก์ชั่นรัฐบาลซีเรียและเรียกร้องให้ขับอะสัดออกจากอำนาจ

รัสเซียยังคงเป็นเสาหลักในการสนับสนุนรัฐบาลอะสัดต่อไป   ระยะเวลาที่ผ่านมานโยบายของสหรัฐที่มีต่อซีเรียได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องอุดมการณ์ที่ยังไม่ชัดเจนไปจนถึงเรื่องของความยืดหยุ่นในภาคปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้ลดช่องว่างกับรัสเซียลงได้

ในช่วงต้นของความขัดแย้งในซีเรีย  ฝ่ายบริหารของบารักโอบามาคาดคำนวณความแข็งแกร่งของรัฐบาลอะสัดผิดพลาด  ทั้งนี้ฝ่ายบริหารของโอบามามองเห็นว่ารัฐบาลอะสัดกำลังตกอยู่ในภาวะใกล้ล่มสลาย  ซึ่งสามารถโค่นล้มได้ไม่ยากโดยยืมมือฝ่ายกบฏ

การวิเคราะห์ข้างต้นของสหรัฐกลายเป็นเหตุผลหลักเบื้องหลังสหรัฐปฏิเสธแผนการของรัสเซียเพื่อการเปลี่ยนผ่านในซีเรีย

อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ Martti Ahtisaari ซึ่งได้จัดให้มีการทำความตกลงกันระหว่างประเทศมหาอำนาจว่าด้วยเรื่องของซีเรียกล่าวว่ารัสเซียได้เสนอวาระสามวาระในตอนต้นปี 2012  ซึ่งรวมทั้งการลาออกของอะสัดจากตำแหน่งผู้นำประเทศ  แต่อังกฤษ ฝรั่งเศสและสหรัฐปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว

สิ่งที่ตามมาคือภาพความทุกข์ยากของผู้คนและอะสัดยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป   ในขณะที่ IS ก็ลุกขึ้นมาจากเถ้าถ่านของสงครามกลางเมือง ซึ่งยืดเยื้อทำให้ผู้คนนับล้านตกอยู่ในอันตราย

ในช่วงที่สงครามดำเนินต่อไป  โอบามา ต้องตกอยู่ท่ามกลางความกดดันจากพันธมิตรในตะวันออกกลาง  ซึ่งประเทศหลักๆ ก็ได้แก่ กาตาร์ ตุรกี และซาอุดีอาระเบียที่เรียกร้องให้ถล่มซีเรียและเอาอะสัดออกจากอำนาจ

โอบามาไม่เคยเชิญชวนให้เห็นว่าการขับอะสัดออกไป  จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้

เขาได้แต่พูดถึงความเป็นไปได้หลังสมัยอะสัดที่ซีเรียจะจมลงสู่ความอลหม่าน เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอิรัก และลิเบีย หลังจากผู้นำของประเทศถูกโค่นอำนาจ ซึ่งจะช่วยให้ IS สร้างความเป็นปึกแผ่นและขายตัวออกไปได้

ความหมายของสหรัฐในการสร้างกลุ่มกบฏ ซึ่งสามารถต่อสู้ได้ทั้งรัฐบาลซีเรียและ IS ล้มเหลว นอกจากนี้วิกฤตผู้ลี้ภัยในตะวันตกยังบีบให้สหรัฐและพันธมิตรยุโรปใช้ความพยายามหาทางออกให้กับความขัดแย้ง

เวลานี้ยังมีข้อเลือกที่จำกัดอยู่นั่นคือโดยทั่วไปพบว่าเสียงของสหรัฐเบาลงในเรื่องที่จะให้อะสัดลงจากอำนาจ  แต่ฝ่ายบริหารของสหรัฐจำนวนหนึ่งยังมีความปรารถนาให้อะสัดออกจากอำนาจแต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่และอย่างไร

IS จากสถานการณ์รุกมาเป็นสถานการณ์รับ

ในทางตะวันตกของซีเรีย รัฐเคาะลีฟะฮ์ (Caliphate) ของ IS ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แผนการรุกคืบสู่เมืองหลวงดามัสกัสและโค่นอำนาจบาชัร อัล-อะสัดประสบความล้มเหลว

ในเดือนพฤษภาคม ปี 2015 IS เข้าถึงเมืองแห่งวัฒนธรรมและศิลปะอย่างปาล์มเมรา (Palmyra) ทหารของรัฐบาลซีเรียตกอยู่ภายใต้การโจมตีของ IS หลายแนวรบ บรรดากบฏที่สหรัฐและพันธมิตรอาหรับสนับสนุนก็ต้องถอยกรูดอย่างไม่เป็นท่าเมื่อเจอกับการรบแบบจรยุทธ์ของ IS

อย่างไรก็ตาม 6 เดือนต่อมาสถานการณ์กลับกลายเป็นหนังคนละม้วน  นอกจาก IS จะไม่สามารถรุกคืบไปทางตะวันตกได้แล้ว IS ยังต้องตกอยู่ภายใต้การโจมตีอย่างหนักหน่วงของเครื่องบินรัสเซีย  รวมทั้งการโจมตีจากทหารของประธานาธิบดีอะสัด (Assadian army) ที่กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งในเมืองโบราณของซีเรียอีกด้วย

ความหวังที่จะได้เข้าครองกรุงดามัสกัสจึงยังคงเป็นความฝันอันยาวไกล (distant dream) ต่อไป

ในขณะที่พื้นที่ชายแดนภาคเหนือของรัฐเคาะลีฟะฮ์อันเป็นชายแดนซีเรีย-ตุรกีนั้น IS ก็ตกอยู่ภายใต้การโจมตีอย่างหนักหน่วงจากกบฏชาวเคิร์ด

หนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ได้ผลที่สุดของอะสัดในสงครามกลางเมืองก็คือการถอนทหารของรัฐบาลมาจากเขตแดนของชาวเคิร์ด (คูร์ด) อันเป็นเขตที่ฝ่ายกบฏได้ต่อสู้มายาวนานเพื่อเป็นรัฐปกครองตนเอง

สิ่งที่ IS คาดคำนวณเอาไว้ก็คือ ถ้าหากดินแดนของชาวเคิร์ดปราศจากการมีอยู่ของกองทัพรัฐบาลแล้ว   เมืองของชาวเคิร์ดก็จะตกเป็นของ IS ได้ไม่ยาก  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม

พรรค PKK และลูกหลานชาวเคิร์ดซีเรียที่มีชื่อว่าหน่วยปกป้องประชาชน (YPG) กลับต้านทาน IS ได้อย่างถึงพริกถึงขิง  IS ได้เข้าครองเมืองก็อบบานีอันเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ฝั่งชายแดนซีเรียเอาไว้ได้เมื่อเดือนกันยายนปี 2014 แต่นักรบของ YPG สามารถรักษาเมืองไว้ได้หลังการต่อสู้อย่างนองเลือดกับ IS มาสองสามสัปดาห์จนเมืองแทบจะถูกทำลายลงไป

ในเดือนมิถุนายน ปี 2015 ฝ่าย YPG ก็สามารถเข้ายึดเมืองตัล อับยาด (Tal Abyad) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนอีกเมืองหนึ่งเอาไว้ได้  การยึดเมืองตัลอับยาดได้ถือเป็นการสร้างความสูญเสียให้กับ IS ไม่น้อย  เนื่องจากเมืองนี้เป็นเส้นทางลำเลียงสิ่งของมายังเมืองรักเกาะฮ์ ซึ่ง IS ประกาศให้เป็นเมืองหลวงของรัฐเคาะลีฟะฮ์

ความสูญเสียในพื้นที่ต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วบีบให้ IS ต้องล่าถอยจากการเป็นผู้รุกกระหน่ำมาเป็นผู้ตั้งรับอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

อาจกล่าวได้ว่านับจากสงครามได้เริ่มปรากฎโฉมหน้าให้เห็น IS ได้สร้างความตื่นตระหนกในการใช้ความรุนแรงให้เป็นที่ประจักษ์  และอ้างความชอบธรรมจากตำราทางศาสนา ซึ่งสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนนับหมื่นที่เป็นหนุ่มสาวจากทั่วโลก

ความรุนแรงอย่างสุดขั้ว ซึ่งนำมาใช้กับเหยื่อทั้งหลายเป็นได้ทั้งเครื่องมือเผยแพร่ต่อสาธารณะและอาวุธทางยุทธศาสตร์ในการใช้ความรุนแรงต่อศัตรู

IS รับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าไม่มีสมดุลแห่งอำนาจระหว่างความเข้มแข็งทางทหารของตนกับฝ่ายศัตรู  แต่ IS ก็ต้องการสร้างอำนาจนำที่ใช้ความรุนแรง  เพื่อจะเปิดแนวรบของสงครามจิตวิทยาขึ้นมา

ยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จในเบื้องต้น ทั้งนี้ IS ยังคงเป็นที่ดึงดูดของหนุ่มสาวสุดโต่งจากทั่วโลกและสร้างความก้าวหน้าทางทหารภาคพื้นดิน  แต่ก็ต้องตกมาอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก เมื่อดินแดนที่ต้องการขยายตัวออกไปต้องมาหยุดชะงักลงเสียก่อน

ในระยะหลัง IS ไม่ค่อยมีตัวประกันระดับสูงมาให้ตัดศีรษะหรือเผาทั้งเป็นที่จะมาสร้างการโฆษณาและเป็นจุดมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์ได้

ดังนั้นเพื่อทำให้แผนการของ IS คงอยู่ต่อไปได้ IS จึงเริ่มสังหารพลเมืองที่อยู่ในแผ่นดินห่างไกล  IS ประสบความสำเร็จในการสร้างความปั่นป่วนขึ้นในสังคมอื่นๆ ช่วยก่อให้เกิดพลังแห่งความหวาดกลัวและเกลียดชัง และเกณฑ์คนต่างชาติให้เข้ามาอยู่กับฝ่ายตนได้มากขึ้น

ในส่วนที่เป็นอุดมการณ์ในการใช้ความรุนแรงโจมตีเมืองต่างๆ ของตะวันตกนั้น IS มีข้ออ้างที่ IS สื่อผ่านเครื่องมือการสื่อสารต่างๆ ที่อ้างไปถึงคัมภีร์ทางศาสนาที่วิวรณ์ถึงการยุทธ์กับฝ่ายโรมันหรือฝ่ายคริสเตียนที่ไม่อาจหลีกหนีได้

ข้ออ้างจากคัมภีร์ที่ IS กล่าวอ้างถึงคือหมู่บ้านดาบิก (Dabiq) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของซีเรีย  และเวลานี้ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของ IS ด้วยเหตุนี้ดาบิกจึงเป็นพื้นที่ของศรัทธาชน (ชาวคริสต์และชาวมุสลิม) ซึ่งจะต้องมาประจันหน้ากัน

คำว่าดาบิกจึงได้กลายมาเป็นนิตยสารออนไลน์ของ IS อันเป็นชื่อที่มาจากหมู่บ้านดาบิกนั่นเองเพื่อเติมเต็มคำมั่นสัญญาที่ได้มีการคาดหมายไว้ก่อนหน้านี้แล้ว IS จึงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะดึงทหารตะวันตกเข้าสู่สมรภูมิซีรัก (Syraq) เพื่อทำให้คำบอกเล่าว่าด้วยสงครามศาสนามีความเข้มแข็งขึ้นและดึงดูดนักรบให้มาจากทั่วหล้าฟ้าดิน

ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ทำงานได้โดยผ่านทฤษฏีที่เป็นแกน (Core) และเป็นส่วนสนับสนุน  รัฐเคาะลีฟะฮ์ถือเป็นแกนซึ่งจะต้องได้รับการปกป้องและควบคุมอย่างเข้มงวด

และถ้าไม่สามารถขยายแกนออกไปได้ก็ต้องโจมตีดินแดนส่วนอื่นๆ ของโลก  อันเป็นการโจมตีตามแนวทางของ IS เอง

ความพยายามของตุรกีในการขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกมุสลิม

การเดินทางไปเยือนอิหร่านโดยเรซิฟ ตอยยิบ เออร์ดูอัน (Racip Tayyib Erdogan) ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น  ตุรกีกำลังมีบทบาทใหม่ไปในทางบวกอย่างสูงในตะวันออกกลาง

ตุรกีทำหน้าที่เป็นผู้นำในการสร้างความสมานฉันท์ (conciliator) เป็นผู้ไกล่เกลี่ย (mediator) เป็นผู้สร้างสันติภาพ (peacemaker) การเข้ามาถึงอิหร่านถือเป็นแนวทางอันเป็นอุดมคติที่ตุรกีต้องการเข้ามามีบทบาทตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น

ผู้นำตุรกีใช้เวลาหลายปีเพื่อผลักดันจุดหมายของตนที่เรียกกันว่าปัญหาเป็นศูนย์กับเพื่อนบ้าน (zero problems with neighbours) และตุรกีก็ประสบความสำเร็จ

ตุรกีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกรีซบัลกาเรียและอิรัก  สำหรับซีเรีย ซึ่งทั้งสองประเทศเกือบจะได้ทำสงครามต่อกันเมื่อ 1 ทศวรรษที่ผ่านมานั้น เวลานี้ไม่ต้องการให้มีการขอวีซ่า  นายกรัฐมนตรีอะห์เม็ต ดาโวโตกลู (Ahmet Davotoglu) ย้ำที่อเล็ปโปเมื่อต้นเดือนธันวาคมปี 2015 ว่าทั้งสองประเทศมีเป้าหมายร่วมกัน  ประวัติศาสตร์และอนาคตร่วมกัน  แม้ว่าตุรกีต้องการจะเห็นรัฐบาลใหม่ที่ไม่ใช่บาชัรอัลอะสัดก็ตาม  สิ่งนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่วัน  หลังจากตุรกีสัญญาว่าจะข้ามผ่านปัญหากับอาร์เมเนีย  ซึ่งชายแดนของทั้งสองประเทศจะเปิดให้แก่กันโดยมีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ต้องหยุดไปถึง 16 ปีขึ้นมาอีกครั้ง

เวลานี้ตุรกีกำลังก้าวเข้าสู่ขั้นตอนที่สอง  อันเป็นขั้นตอนที่ตุรกีมีความใฝ่ฝัน  ตามนโยบายแห่งภูมิภาคของตนที่เรียกร้องมิให้ “มีปัญหากับเพื่อนบ้าน” ผู้นำตุรกีทราบดีว่า แนวโน้มในอนาคตของตนนั้นขึ้นอยู่กับความมั่นคงในภูมิภาคและตุรกีก็มีความกระตือรือร้นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน

อันเนื่องมาจากขนาดกำลังอำนาจทางเศรษฐกิจ  ประวัติศาสตร์และการพัฒนาที่ดี แม้ว่าจะมีประชาธิปไตยที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม  ตุรกีได้รับการวางตัวตามแบบฉบับของตนเองคือเป็นทั้งต้นแบบและตัวกลางในการแก้ไขปัญหา

สำหรับประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของตุรกี ได้รับการมองดูว่าเป็นการเชิญชวนให้เห็นว่าการปฏิรูปของอะตาเติร์กคือการหันห่างออกจากอิสลาม  จึงดูเหมือนขาดความชอบธรรมทางศาสนา   นอกจากนี้ตุรกียังถูกเรียกว่าเป็นสมุนของสหรัฐอันเป็นตราประทับถึงการนำเอานโยบายสหรัฐเข้ามาใช้ ซึ่งชาวมุสลิมมองว่าเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความบาดหมางกันในที่สุด

อย่างไรก็ตามนโยบายเหล่านั้นที่ถูกต่อต้านมิได้ถูกนำมาใช้ในตุรกีปัจจุบัน  เวลานี้ตุรกีถูกปกครองโดยชาวมุสลิมที่ให้ความสำคัญกับศาสนาและมีนโยบายต่างประเทศของตนเอง  ผู้นำตุรกีได้รับการต้อนรับในหลายแห่งที่เดินทางไปถึง  ในอดีตไม่มีใครให้ความสนใจการมาเยือนของผู้นำตุรกีด้วยซ้ำไป

ภายใต้สถานการณ์อื่นๆ อียิปต์ ปากีสถาน  อาจจะขึ้นมานำโลกมุสลิม  อย่างไรก็ตามสังคมของประเทศเหล่านี้ก็อ่อนแอ  แตกแยกและรวมกันไม่ติด  อินโดนีเซียขึ้นมาเป็นประเทศที่น่าสนใจแต่ก็ไม่มีจารีตทางประวัติศาสตร์ของการเป็นผู้นำและอยู่ห่างจากวิกฤตการณ์ของโลกมุสลิม  เหตุการณ์นี้มาพ้องต้องกันทำให้ตุรกีกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเล่นบทบาทนี้

ท่ามกลางภาพอันงดงามก็มีสิ่งที่เปลี่ยนไป ตุรกีเริ่มนำตัวเองออกห่างจากอิสราเอล  ตุรกียกเลิกความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับอิสราเอล  ผู้นำตุรกีพูดด้วยความโกรธเคืองซึ่งแสดงให้เห็นการต่อต้านนโยบายของอิสราเอล  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานาธิบดีเออร์ดูอัน ซึ่งกล่าวในการประชุมประจำปีที่ดาวอส (Davos) ด้วยการประณามการรุกรานกาซ่าของอิสราเอลว่าเป็นอาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ ดังนั้นหนึ่งในความสัมพันธ์ที่มีมาในอดีตกับอิสราเอลกำลังจะจบลง

สำหรับตุรกีการมีความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับอิหร่านเป็นเรื่องดี ตราบใดที่ตุรกีไม่หันหลังให้สหรัฐ  การมีความสัมพันธ์ของตุรกีกับขบวนฮามาส (Hamas) ของปาเลสไตน์และขบวนการฮิซบุลลอฮ์ก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน

อย่างไรก็ตามการมีบทบาทของตุรกีต้องไม่ละเลยความสำคัญอย่างที่สหรัฐเคยละเลยมาก่อนนั้นคือ  การที่จะต้องรักษานโยบายต่างประเทศของตนตามผลประโยชน์แห่งชาติเอาไว้ มิใช่นโนบายต่างประเทศที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึก

การขึ้นมาของตุรกีและอิทธิพลของตุรกี

ตุรกีกำลังเติบโตกลายเป็นมหาอำนาจขนาดกลางที่มีความมั่นใจ  พร้อมด้วยวิสัยทัศน์ของการกลายมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจในภูมิภาค  จากครั้งหนึ่งที่เคยถูกเรียกว่าเป็นคนป่วยของยุโรป (sick man of Europe) เวลานี้ตุรกีได้ขยายอิทธิพลของตนเองข้ามภูมิภาคและไปไกลกว่านั้นและถูกมองว่าเป็นทางเลือกของความเป็นผู้นำในโลกมุสลิม

ไม่มีอิทธิพลใดๆ ของตุรกีที่จะเห็นได้ชัดเจนเท่าอิทธิพลที่มีอยู่เหนือประเทศที่พูดภาษาเตอร์กิก (Turkic) แห่งเอเชียกลาง (Central Asia) และอะเซอร์บัยญาณ

ความเจริญเติบโตในการใช้ soft power ของตุรกีนั้นมิได้หยุดลงที่อะเซอร์บัญญาณเท่านั้นแต่ได้ขยายตัวออกไปจากดูใบไปจนถึงไคโร   จากดามัสกัสไปจนถึงเบรุต อิสลามาบัดไปจนถึงบอสเนีย    ละครตุรกีได้รับความนิยมใน 76 ประเทศมาตั้งแต่ปี 2005

บางทีอาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่มีความสำคัญกว่าก็คือการที่โรงเรียนของตุรกีมากกว่า 1,000 แห่งมีความเชื่อมโยงกับนักเผยแพร่ศาสนาอย่างกุลเลน (Fetullah Gulen) แห่งตุกรีใน 130 ประเทศ

อำนาจความเจริญเติบโตของตุรกีนั้นยากที่จะเพิกเฉยได้  ด้วยความเจริญเติบโตร้อยละ 8.5 และร้อยละ 9 เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ตุรกียังคงนำอยู่ในตารางของ OECD บริษัทของตุรกียังขยายข้ามผ่านประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ   บริษัท TAV ของตุรกีเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลกและมีการขยายตัวอย่างก้าวหน้า

บริษัทก่อสร้างของตุรกีในเวลานี้ปฏิบัติการณ์อยู่ใน 94 ประเทศและการลงทุนของตุรกี 25 พันล้านเหรียญสหรัฐในเวลานี้ได้เข้าไปใน 109 ประเทศทั่วโลก

ISBC คาดหมายว่าตุรกีจะกระโดดขึ้นไปอีก 9 จุดที่จะกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 12 ของโลกภายในปี 2050 อำนาจทางเศรษฐกิจของตุรกีจะคงขยายตัวได้เป็นอย่างดีในทศวรรษนี้

ตุรกีได้กลายมาเป็นผู้ขับเคลื่อนและสร้างความตื่นตัวขึ้นในโซมาเลีย  ประธานาธิบดีเออร์ดูอันได้กลายมาเป็นผู้นำคนแรกที่มิได้เป็นชาวแอฟริกาที่มาเยือนโซมาเลีย   เรื่องราวเดียวกันนี้  สามารถพูดถึงได้เช่นเดียวกันในเยเมนสำหรับชาติมุสลิม   เป็นเรื่องใหม่สำหรับเยเมนที่ได้รับการช่วยเหลือจากประเทศมุสลิมอย่างตุรกี  นอกจากนี้ข่าวการช่วยเหลือของตุรกีจะอยู่ในสื่อของประเทศมุสลิม     และยังถูกมองว่าเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่มีเกียรติทั่วโลกมุสลิมในปัจจุบันอีกด้วย

ตุรกีผู้นำของโลกมุสลิม

จากการสำรวจของสำนัก Pew ในเดือนมิถุนายนปี 2012 พบว่าเออร์ดูอันเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกมุสลิม   ยิ่งไปกว่านั้นชาวมุสลิมส่วนใหญ่เชื่อว่าตุรกีเป็นประเทศที่กำลังสนับสนุนให้เกิดประชาธิปไตยทั้งในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

ร้อยละ 78 ของชาวอียิปต์เชื่อว่าตุรกีสนับสนุนประชาธิปไตยในภูมิภาค  ในทางตรงกันข้ามเงินช่วยเหลือของสหรัฐนับพันล้านได้หลั่งไหลเข้าสู่อียิปต์มาเป็นทศวรรษ   แต่ประชาชนของอียิปต์ร้อยละ 37 เท่านั้นที่ยอมรับว่าสหรัฐฯ สนับสนุนประชาธิปไตยในตะวันออกกลาง

ความคิดในทางบวกที่คู่ขนานกันไปในหมู่ชาวมุสลิมและบรรดาผู้นำ    รวมทั้งการช่วยเหลือของตุรกีต่อภูมิภาคทำให้ตุรกีมีพลังอำนาจสำคัญที่สามารถก่อให้เกิดอนาคตของโลกมุสลิมที่มีความเป็นสถาบันขึ้นมา  ไม่ว่าเราจะมองคุณภาพของประชาธิปไตยในตุรกีอย่างไร   ตุรกีก็อยู่ในแนวหน้าของโลกมุสลิมส่วนใหญ่ไปหลายไมล์แล้ว  และดูเหมือนว่าคนมุสลิมส่วนใหญ่จะให้การยอมรับอย่างท่วมท้นดังที่เออร์ดูอันได้ประกาศว่า

“เราเรียกตัวเราเองว่าเดโมแดรตที่อนุรักษ์นิยมเรามุ่งตัวเราเองไปสู่ความเปลี่ยนแปลงบนพื้นฐานของสิทธิและเสรีภาพ  จุดยืนนี้ได้ก้าวข้ามเขตแดนประเทศของเราไปแล้วและได้กลายเป็นตัวอย่างของประเทศมุสลิมทั้งมวล”

ตามความคิดของผู้นำฮามาสที่ไปอยู่ในตุรกีเห็นว่ารัฐบาลตุรกีได้แสดงให้เห็น “โฉมหน้าที่สดใสของอิสลาม” เออร์ดูอันนั้นไม่ได้เป็นแค่เพียงผู้นำของตุรกี แต่เป็นผู้นำของโลกมุสลิม   นายกรัฐมนตรีของตุรกีนั้นได้รับการยอมรับไม่ว่าเขาจะไปเยือนเมืองหลวงของประเทศใดของตะวันออกกลางหรือแอฟริกาเหนือ

ดังนั้นใครที่ทำงานอยู่ในโลกมุสลิมจึงไม่อาจละเลยอิทธิพลของตุรกีได้

ตุรกีสามารถนำโลกมุสลิมและเป็นพันธมิตรตะวันตกไปพร้อมกันได้หรือไม่?

พรรคยุติธรรมและพัฒนา (Justice and Development Party) ซึ่งอยู่ในอำนาจมา 14 ปี ได้รับชัยชนะอีกครั้งในการเลือกตั้งทั่วไปของปี 2015

ในช่วงที่มีการรณรงค์เลือกตั้งที่อนาโตเลีย (Anatolia)  นายกรัฐมนตรีดาโวโตกลูได้เข้าร่วมงานของพรรคในบ้านเกิดของเขาคือเมืองคอนย่า (Konya) ซึ่งเป็นที่รวมของการเมืองอิสลาม (Political Islam) มาตั้งแต่ทศวรรษ 1970

ในเวลานั้นพรรคยุติธรรมและพัฒนาได้มีรายการสดทางโทรทัศน์ทุกช่องเพื่อให้ผู้ชมทางบ้านพบกับแขกรับเชิญและที่เป็นที่ประหลาดใจคือการปรากฎตัวของคอลิด มิชอัล (Khalid Misal) ผู้นำปาเลสไตน์ ซึ่งได้รับการต้อนรับจากฝูงชนนับพันที่ออกมาตะโกนคำขวัญ”  เราตายเพื่อท่านฮามาส” และมิชอัลผู้อุทิศตนในแนวทางแห่งศาสนา (มุญาฮิดมิชอัล) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตุรกีนั้น “เป็นแหล่งของความเข้มแข็งสำหรับมุสลิมทั้งหมด” ในขณะที่สัญญาว่า “จะนำเอานครเยรูซาเล็มและปาเลสไตน์คืนกลับมา” จากการยึดครองของอิสราเอล

สำหรับผู้ที่ปรากฏตัวอยู่ในเวลานั้นจะพบว่าการมาเยือนเมืองคอนยาเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับดาโวโตกลู  และเพื่อนที่เป็นผู้สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับแนวทางอิสลาม

กล่าวกันว่าใครก็ตามที่ทำงานในโลกมุสลิมหรือในแอฟริกาย่อมไม่อาจละเลยตุรกีได้ ธุรกิจของตุรกีนั้นอยู่ในเขตแดนแห่งการพัฒนาการค้าของตุรกีเอง  ธุรกิจของตุรกีที่ซับซาฮาร่าของแอฟริกาได้พุ่งขึ้นสูงสุดมาแล้วเมื่อหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา จาก 750 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2000 ไปจนถึง 7.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2011

การลงทุนของตุรกีก็เข้ามาถึงทุกซอกทุกมุมของทวีปแล้ว  โคลินซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างของตุรกี  ได้เริ่มต้นโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคที่มีราคา 140 ล้านเหรียญขึ้นไปในยูกันดาและหาโอกาสการลงทุนในแอฟริกาใต้และเคนยา

Conglomerate Koc Holding ของตุรกี (ซึ่งรวมทั้งบริษัท BEKO appliances) กำลังทำธุรกิจด้านการบริการในแอฟริกาซึ่งมีมูลค่า 324 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2011

ตุรกีเป็นผู้ให้เงินช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว  ที่น่าสนใจคือในฐานะที่เป็นสมาชิก OECD ตุรกีมีความสามารถที่จะเพิ่มการช่วยเหลือประเทศต่างๆ ได้มากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในปี 2011 ตุรกีใช้เงินถึง 1.3 พันล้านในการช่วยเหลือประเทศต่างๆ  นี่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่สำคัญ  การช่วยเหลือของตุรกีได้ถูกจัดอยู่ในลำดับเดียวกันกับการช่วยเหลือที่มาจากออสเตรเลียและฟินแลนด์

อย่างไรก็ตามขนาดของความช่วยเหลือเป็นเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้น  ทั้งนี้ก็เพราะความช่วยเหลือของตุรกีนั้นจะเข้าไปในที่ๆ ตุรกีสามารถนำเอา soft power ของตนเองเข้าไปด้วยและเพิ่มอิทธิพลของตนเข้าไปด้วยเช่นกัน

จนถึงปัจจุบันเงินช่วยเหลือของตุรกีส่วนใหญ่จะเข้าไปในเอเชียกลางและบอลข่านไปยังอดีตดินแดนที่อาณาจักรออตโตมานมีอิทธิพลและประเทศที่พูดภาษาเตอร์กิก  อย่างไรก็ตามการช่วยเหลือของตุรกีไปยังแอฟริกาและตะวันออกกลางได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ในปี 2012 พรรค AKP ได้รับการมาเยือนโดยมิชอัลและผู้ที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ที่เป็นรัฐบุรูษของตะวันออกกลาง อย่างเช่น มุฮัมมัด มุรซี (Muhammad Mursi) แห่งขบวนการภราดรภาพมุสลิม  ซึ่งได้รับการเลือกตั้งให้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของอียิปต์  ก่อนจะถูกโค่นโดยเผด็จการทหาร

รอชีด อัล-กอนนูชี (Rashid al-Ghannushi) ซึ่งพรรคอัล-นะเฎาะฮ์ (al Nahda) ของเขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ตูนีเซีย

ฏอริก อัล-ฮาชิมี (Tariq al-Hashimi) ผู้นำอิรักซุนนี ทั้งนี้เราจะพบว่าอิสลามการเมืองได้มุ่งเข้าไปทุกที่จากตูนีเซียไปถึงตุรกี

สำหรับกรณีของซีเรียนั้นเออร์ดูอันถึงกับปฏิญาณว่าตัวเขาจะเข้าไปละหมาดในมัสญิดอุมัยยะฮ์ (umayyah Mosque) ในกรุงดามัสกัสให้จงได้

มิชอัล ได้ให้การยกย่องนายกรัฐมนตรีตุรกีว่าเป็นดัง “ผู้นำโลกอิสลาม”

ดาโวโตกลูและเออร์ดูอันเชื่อว่าในที่สุดตุรกีได้กลับมาสู่เวทีโลกอีกครั้ง  เป็นเวลาเกือบหนึ่งร้อยปี หลังจากการล่มสลายของอาณาจักรออตโตมาน (Ottoman Empire) ในปี 1918 และกำลังอยู่ในขั้นตอนที่จะทำให้ความฝันในการผนึกกำลังของอิสลามให้เป็นความจริงอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามสองปีต่อมาความหวังของ AKP ได้มลายหายไปเมื่อขบวนการภราดรมุสลิมถูกโค่น และเวลานี้มุรซีก็กำลังถูกไต่สวน อัล-นะเฎาะฮ์ ประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง อัล-ฮาชิมี (Al-Hashimi) พันธมิตรหลักในอิรักลี้ภัยอยู่ในอิสตันบูล

อาจกล่าวได้ว่าในสายของขบวนการภราดรภาพมุสลิมซึ่งได้รับการส่งเสริมโดยดาโวโตกลูและเออร์ดูอันนั้นยังมีผู้เล่นที่ใช้อิสลามการเมืองที่ประสบความสำเร็จจนถึงปัจจุบันเหลืออยู่แค่สองกลุ่มเท่านั้นคือพรรค AKP และขบวนการฮามาส

หลักการเลือกตั้งซึ่งฮามาสได้ชัยชนะในปี 2006 ที่กาซ่าแล้วตุรกีได้ใช้ความพยายามทุกอย่างที่จะทำให้พรรคของมิชอัล  ซึ่งถูกตะวันตกเรียกว่ากลุ่มก่อการร้ายได้รับการยอมรับโดยชุมชนระหว่างประเทศ  เออร์ดูอันถือว่าฮามาสเป็นตัวแทนอันชอบธรรมของประชาชนกาซ่า

ปัจจุบันพรรค AKP มิได้เป็นผู้ประสานงานสำหรับขบวนการฮามาสเท่านั้น แต่ยังเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของขบวนการฮามาสอีกด้วย

อย่างไรก็ตามในลิเบียนโยบายต่างประเทศที่เน้นการผนึกกำลังอิสลามในปัจจุบันของตุรกีต้องเผชิญกับความยากลำบาก   เมื่อสายการบินตุรกี (Turkish Airlines) ต้องเลิกเที่ยวบินไปลิเบียหลังจากรัฐบาลในเมืองโตบรู๊ก (Tobruk) ซึ่งได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลกว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมของลิเบียขู่ว่าจะยิงเครื่องบินของตุรกี

ในเวลานี้ตุรกีมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับอียิปต์และอิสราเอล   ในขณะที่มีชายแดนร่วมกับกองกำลัง IS ในซีเรียและประเทศซีเรีย  อันเป็นชายแดนซึ่งกลายเป็นจุดพักสำหรับนักต่อสู้จำนวนนับพันคนจากทั่วโลก

แทนที่จะได้เข้าไปละหมาดในมัสญิดอุมัยยะฮ์ของซีเรียพรรค AKP มีความกังวลว่าจะจัดการกับผู้อพยพชาวซีเรียราวสองล้านคนในตุรกีอย่างไร

ในความคิดของดาโวโตกลูปัญหาที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางเป็นผลมาจากนโยบายต่างประเทศที่เน้นในเรื่อง “ความต่างของสำนักคิด” (Sectarian) ของอิหร่าน ซาอุดีอาระเบียและตะวันตก ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของสงครามกลางเมืองในอิรักและซีเรีย

เขากล่าวว่าซาอุดีอาระเบียมีความผิดพลาดในความพยายามที่จะละเลย  รัฐบาลของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brothrhood) ในอียิปต์ซึ่งถูกมองว่าเป็นรัฐบาลที่อาจจะคุกคามระบอบราชาธิปไตยของซาอุดีอาระเบีย   แต่เขาก็ละเว้นที่จะเอากาตาร์มารวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย  ท้ายที่สุดดาโวโตกลู ก็วิพากษ์ความหน้าไหว้หลังหลอกของตะวันตกที่สนับสนุนการรัฐประหารในอียิปต์ในขณะที่ละเลยการใช้กองกำลังทางทหารเพื่อโค่นล้มอัล-อะสัดในซีเรีย

ในความเห็นของเขา เขาบอกว่าในบรรดาตัวแสดงในดะลันออกกลางนั้นมีเพียงตุรกี กาตาร์และขบวนการฮามาสเท่านั้นที่ปฏิบัติตามหลักการที่ถูกต้อง

พรรค AKP ต้องการกล่าวถึง 13-14 ปีในอำนาจว่าเป็นเวลาที่ตุรกีได้กลายมาเป็นประเทศที่ “ประชาธิปไตยมีความก้าวหน้า”

ปัจจุบันตุรกีถูกจัดลำดับโดย Press Freedon Index ให้อยู่ในอันดับที่ 15 ของโลกจาก 180 ประเทศ

อย่างไรก็ตามตุรกีก็หนีไม่พ้นการถูกวิจารณ์  ในการใช้หลักนิติธรรมในประเทศและถูกกล่าวหาว่ามีการคอร์รัปชั่นอยู่ทั่วไป    ที่สำคัญตุรกีกำลังหันกลับไปสู่รัฐบาลรวบอำนาจ โดยมีการใช้สายลับเข้าไปล้วงความลับฝ่ายค้าน

เออร์ดูอันเองก็สร้างการพาดหัวข่าวที่ได้รับการพูดถึงและวิพากษ์ไปในเวลาเดียวกัน เมื่อเขากล่าวว่ามุสลิมคนพบโลกใหม่ก่อนโคลัมบัส  และออกมาต้อนรับประธานาธิบดีอับบาส มะห์มูดของปาเลสไตน์ด้วยชุดทหาร

สำหรับสหรัฐ การที่สหรัฐสนับสนุนพรรค AKP ก็ด้วยความหวังที่ว่าแนวคิดสายกลางของอิสลามจะหันมาโต้กับลัทธิของบินลาเด็น “Bin Ladenism” ได้ในที่สุด

ก่อนหน้านี้หลายประเทศในสหภาพยุโรปเชื่อว่าตุรกีจะปฏิบัติตามมาตรฐานสากลว่าด้วยประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

พรรค AKP มิได้มีความปรารถนาที่จะเป็นตัวแบบของโลกอิสลามเท่านั้น  แต่มีความปรารถนาที่จะเป็นผู้นำของโลกอิสลามอีกด้วย  เป็นหน้าที่ของตุรกีที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการรักษาผลประโยชน์ของชาวมุสลิมที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในยุโรปรวมกันถึง 20 ล้านคน  ในทรรศนะของเออร์ดูอันในศตวรรษที่ 20 EU จะต้องปรับตัวเองเข้าหาตุรกี  มิใช่ตุรกีต้องปรับเข้าหา EU

ทั้งสองฝ่ายต้องประสบความผิดหวังเนื่องจากตุรกีมีความใฝ่ฝันถืง Pan Islam หรือการผนึกกำลังอิสลาม   ในขณะที่ประเทศตะวันตกมองว่าตุรกียังไม่ประสบความสำเร็จในการรับรู้ถึงศักยภาพของประชาธิปไตยของตน

ตะวันตกและตุรกียังมีความต้องการกันและกัน  ทั้งนี้ก็เพราะ NATO ตั้งอยู่ตรงกลางความโกลาหลในตะวันออกกลาง   ตุรกีจึงเป็นส่วนที่มีค่าสำหรับโลกตะวันตก และตุรกีก็ไม่อาจอยู่ห่างจากตะวันตกในการพัฒนาประเทศของตนได้

หากพิจารณาจากซาลาซาร์แห่งปอร์ตุเกส ซึ่งเป็นสมาชิกของนาโต้หรือชาฮ์แห่งอิหร่าน  อดีตพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ

เออร์ดูอันต้องการพันธมิตรที่มีความสำคัญต่อผลประโยชน์ด้านยุทธศาสตร์ของตุรกี  มิใช่อุดมการณ์ประชาธิปไตย

เออร์ดูอันได้กล่าวกับประเทศตะวันตกว่าถ้าทางต้องการความช่วยเหลือจากตุรกีในตะวันออก ตุรกีก็จะเล่นไปตามกฎเกณฑ์ของตุรกีเอง

ความสำคัญของซีเรียที่มีต่อรัสเซียและการหาทางยุติสงครามกลางเมืองในซีเรีย

สำหรับรัสเซียแล้ว ซีเรียเป็นสมบัติทางยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลาง ฐานทัพเรือที่อยู่ภายนอก อดีตสหภาพโซเวียตนั้นตั้งอยู่ที่ชายฝั่งซีเรียที่เรียกกันว่าตาร์ตัส (Tartus)

รัสเซียมองว่าซีเรียเป็นป้อมค่ายในอำนาจของตนซึ่งสามารถเข้าไปมีอิทธิพลต่อการเมืองของตะวันออกกลางได้

นับจากตอนเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองของซีเรียแล้วที่จุดหมายเบื้องต้นของรัสเซียคือการรักษาผลประโยชน์ของตนและช่วยให้รัฐบาลอะสัดรักษาผลประโยชน์ของชาติเอาไว้

จนถึงเวลานี้รัสเซียก็ยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่ รัสเซียสามารถเชิญชวนให้อะสัดทำลายอาวุธเคมีได้สำเร็จ   อันเป็นการเคลื่อนไหวที่สามารถรักษาหน้าโอบามาเอาไว้ได้  จากการประกาศว่าจะถล่มกรุงดามัสกัสในปี 2013

นอกจากนี้รัสเซียยังได้ส่งนักกู้ระเบิดเข้ามาในซีเรียในเดือนกันยายนปีเดียวกัน   อันเป็นการเข้ามาข้องเกี่ยวกับดินแดนที่อยู่ภายนอกอดีตสหภาพโซเวียต   นับจากที่ได้มีสงครามอัฟกัน (Afghan War) ในปี 1979-89 เพื่อช่วยโจมตีฝ่ายกบฏของอะสัดเมื่อต้องสูญเสียแนวรบไป

การเดิมพันของรัสเซียครั้งนี้มีราคาสูง  แต่การเดิมพันของปูตินนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวอะสัดแต่อย่างใด  แต่อยู่ที่รัฐของพวกนิยมพรรคสังคมนิยมอาหรับ (Baathis) ที่ตั้งอยู่ที่ซีเรียต่างหาก

ด้วยเหตุนี้ปูตินจึงกล่าวว่าทางออกต่อวิกฤตของซีเรียคือ “การฟื้นฟูความเป็นรัฐ”

ดูเหมือนรัสเซียจะเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีว่า การอยู่บนตำแหน่งสูงสุดของอะสัดจนในที่สุดได้ระเบิดออกมาเป็นสงครามในซีเรียนั้นในทางภาคปฏิบัติแล้วย่อมไม่ได้นำมาซึ่งสันติภาพที่มั่นคงในซีเรีย

รัสเซียต้องการการเปลี่ยนผ่านที่มีโครงสร้าง ซึ่งนอกจากจะรักษาหน้าในการลงจากอำนาจของอะสัดแล้ว ยังสามารถรักษาสายสัมพันธ์กับซีเรียเอาไว้ได้อีกด้วย

สิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นไปตามการเรียกร้องของ UN อย่างแท้จริง  ตัวอย่างเช่นในประเด็นที่เกี่ยวกับอนาคตของอะสัดก็ไม่ได้มีการพูดถึงในข้อมติด้วย

ทั้งนี้จะพบว่าไม่มีตอนใดของข้อความที่มีอยู่ 1,656 คำ ที่อ้างไปถึงอะสัดเลย   นอกจากนี้ก็มิได้มีการเรียกร้องให้เขาลาออกหรือพูดถึงว่าเขามีความชอบธรรมที่จะแข่งขันในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่แต่อย่างใด  สิ่งเหล่านี้ใกล้เคียงกับที่รัสเซียกำหนดเอาไว้   นั่นคือเป็นหน้าที่ของชาวซีเรียเองที่จะตัดสินอนาคตของอะสัด  แต่มติได้ลำดับขั้นตอนเอาไว้ว่า “ประชาชนซีเรียทั้งมวล  รวมทั้งสมาชิกที่ได้กระจายไปในที่ต่างๆ   ผู้ลี้ภัยและผู้ไร้ถิ่น ควรมีสิทธิที่จะลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งซึ่งจะได้รับการจัดการโดย UN”

สหรัฐได้คาดคำนวณแล้วว่าถ้าผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ต่างๆ ของโลกมีสิทธิลงคะแนนเสียงก็จะทำให้เสียงของอะสัดถดถอยลงได้

อาจกล่าวได้ว่ามติของ UN เป็นสิ่งที่น่ายินดี ซึ่งจะนำไปสู่สันติภาพในที่สุด  อย่างไรก็ตามการนำไปใช้ก็เป็นภารกิจที่ยากลำบาก  แม้ว่าข้อมตินี้จะมีลายลักษณ์อักษรและความมุ่งมั่นก็ตาม  มันก็ไม่อาจครอบคลุมปัญหาในซีเรียทั้งมวลได้

ทั้งที่การเจรจาพูดคุยจะเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายกบฏที่อยู่ทางตอนใต้และทางตะวันตกก็ตาม

ทั้งนี้ดินแดนของประเทศส่วนใหญ่ซึ่งเป็นฉนวนยาวไปตามพื้นดินนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลัง IS และอัล-นุสเราะฮ์ ซึ่งสังกัดอยู่กับอัล-กออิดะฮ์ในซีเรีย   โดยสงครามกลางเมืองก็กำลังดำเนินต่อไป ดังนั้นการรวมรัฐซีเรียให้เป็นหนึ่งเดียวก็ยังคงเป็นความฝันอันยาวไกลต่อไป แต่สิ่งที่น่ากังวลนั้นอยู่ที่ว่าในส่วนของภาคปฏิบัติ  ข้อเสนอของ UN ก็ยังสับสนอยู่และยังคงถูกท้าทาย

ก้าวแรกของแผนการนี้อยู่ที่การทำให้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายกบฏมาลงนามในสัญญาหยุดยิง  ทั้งนี้รัสเซียและอิหร่านจะสร้างความกดดันไปที่รัฐบาลซีเรียในขณะที่ซาอุดีอาระเบียและตุรกีก็จะใช้อิทธิพลที่มีอยู่กับฝ่ายกบฏ

ปัญหาสำคัญนั้นอยู่ที่ว่าซาอุดีอาระเบียและอิหร่านซึ่งเป็นปรปักษ์กันในภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลางนั้นต่างฝ่ายต่างก็ไม่ไว้วางใจต่อกันในประเด็นที่เป็นแกน (Core) และในประเด็นทางยุทธศาสตร์  ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับตุรกีก็อยู่ในภาวะเลวร้ายสูงสุด  หลังจากตุรกียิงเครื่องบินรัสเซียตกที่ชายแดนรัสเซีย

ที่สำคัญมากที่สุดก็คือยังไม่เป็นที่กระจ่างชัดว่าใครคือกบฏสายกลางและใครคือผู้ก่อการร้ายที่อยู่ในฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

ก่อนการประชุมที่ UN ซาอุดีอาระเบียและตุรกีได้ขอให้จอร์แดนเตรียมรายชื่อของผู้ก่อการร้ายและกบฏที่ได้สร้างความรุนแรงในที่ต่างๆ มาให้ด้วย

ได้มีการตกลงร่วมกันว่าไม่ควรนำเอากองกำลัง IS มานับรวม  แต่ก็ยังตกลงเป็นเสียงเดียวกันไม่ได้ โดยเฉพาะกับสองกลุ่มที่ติดอาวุธซึ่งได้แก่กลุ่มยัชห์ อัลอิสลาม  อันเป็นกลุ่มนักรบอิสลามนิยมสะลาฟี 12 คน  และกลุ่มอะห์รอร อัลอิสลามอีกจำนวนหนึ่ง

ศัตรูของอะสัดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายต่อต้านที่จะได้ร่วมเจรจาด้วย  ในขณะที่ซีเรีย รัสเซีย และอิหร่านเรียกกลุ่มอะห์รอร อัลอิสลามว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย โดยหลายฝ่ายต่างมองกลุ่มนี้ด้วยความสงสัย

กลุ่มนี้มีสายสัมพันธ์ทางทหารกับอัล-นุสเราะฮ์และถูกกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง

พวกเขาต้องการนำเอาชะรีอะฮ์ (กฎหมายอิสลาม) มาลงรากปักฐานหลังจากได้มีการจัดสรรอำนาจในซีเรียแล้ว  ซึ่งถือเป็นการท้าทายต่อมหาอำนาจที่ต้องการสร้างซีเรียให้เป็นรัฐประชาธิปไตยที่มีความครอบคลุม

ทั้งสองกลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายกบฏที่เคยประชุมร่วมกันที่กรุงริยาฏในปี 2015 ทั้งนี้ซาอุดีอาระเบียจะไม่เรียกพวกเขาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย   ยังไม่มีการขานรับจากทางซีเรีย หากว่ากลุ่มเหล่านี้จะกลายมาเป็นทีมเจรจาตกลงด้วย

ถึงที่สุดแล้วสิ่งที่จะมาทำให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญคือคำว่า “อะสัดต้องไป” ซึ่งมาจากแกนของฝ่ายซาอุดีอาระเบีย-กาตาร์นั่นเอง

ในการประชุมที่กรุงริยาฏ อาดิล อัล-ญุเบร (Adel al-Jubeir) กล่าวว่าอะสัด มีข้อเลือกแค่สองประการคือ “ออกโดยผ่านการเจรจาหรือถูกบังคับให้ออกจากอำนาจ” หลังจากข้อมติได้รับการยอมรับนายกรัฐมนตรีตุรกี ดาวูโตกลู (Ahmet Davutoglu) ออกมาวิพากษ์ข้อเสนอสันติภาพอย่างรุนแรงโดยกล่าวว่า “ขาดแง่มุมที่เป็นจริง”  ในขณะที่กล่าวเพิ่มเติมว่า “วิกฤตซีเรียจะแก้ไขได้ มีอยู่อย่างเดียวคืออะสัดต้องทิ้งอำนาจของตนไปเสีย”

แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าการขับอะสัดออกไป ซึ่งสามารถกระทำได้โดยผ่านกระบวนการสันติภาพตามรูปแบบประชาธิปไตยคือการทำให้ฝ่ายกบฏเป็นคนของประเทศ ปลดอาวุธกลุ่มต่างๆ และฟื้นฟูการมีอาวุธของรัฐได้แต่ฝ่ายเดียว

หากเป็นได้ตามที่กล่าวมารัฐซีเรียที่เข้มแข็งก็สามารถทำสงครามต่อต้านฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้และสถาปนารัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพให้กลับมาทำหน้าที่ได้อีกครั้ง   หากว่าสิ่งนี้ทำไม่ได้เป็นประการแรก กระบวนการเปลี่ยนผ่านทั้งหมดก็จะสับสนอลหม่าน

แต่ศัตรูของอะสัดในภูมิภาคจะยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้หรือนี่คือคำถาม

คณะมนตรีความมั่นคงให้การยอมรับข้อมติที่กล่าวถึงกระบวนการสันติภาพในซีเรีย ซึ่งตัวแทนของรัฐบาลซีเรียและฝ่ายต่อต้านมีการพูดคุยกัน  แต่ร่างข้อมติไม่ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับบทบาทนี้ที่บาชัรอัล-อะสัดจะต้องแสดงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามเชื่อกันโดยทั่วไปว่าข้อมติและกระบวนการสันติภาพของ UN จะไม่ทำให้ความขัดแย้งหมดไปเนื่องจากมีการห้ามกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลซึ่งปฏิบัติการณ์อยู่ในประเทศ  รวมทั้ง IS และอัลนุสเราะฮ์จากการเข้าร่วมหยุดยิง

รัฐมนตรีต่างประเทศจาก 17 ประเทศได้เข้าร่วมพูดคุย ซึ่งใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคที่มาจากการมีความเห็นไม่ลงรอยกันในการร่างข้อมติ

ข้อมติดังกล่าวถือว่าเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อสันติภาพในซีเรียที่บ่อยครั้งจะมีความเห็นแตกต่างกันในวิกฤตที่เกิดขึ้น

ร่างข้อมติที่ได้รับการยอมรับมีขึ้นในเดือนธันวาคมปี 2015 โดยข้อมติดังกล่าวได้เรียกร้องให้บันคีมูน เลขา UN เชิญชวนตัวแทนรัฐบาลซีเรียและฝ่ายต่อต้านเข้ามาเจรจาอย่างเป็นทางการในกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้วยความรีบด่วน โดยได้มีการเริ่มต้นพูดคุยเป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม ปี 2016

ภายใน 6 เดือนกระบวนการสันติภาพควรจะก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือมีความครอบคลุม และไม่มีเรื่องของสำนักคิดทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวกับการปกครอง  ทั้งนี้ UN จะเข้ามาดูแลการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและยุติธรรม

ร่างข้อมติเพื่อการเปลี่ยนผ่านซีเรียและให้ชาวซีเรียเป็นผู้กำชะตากรรมของตัวเองนี้ย้ำว่า “ประชาชนซีเรียจะเป็นผู้ตัดสินอนาคตของซีเรียด้วยตัวเอง”

ร่างข้อมติยังกล่าวต่อไปว่าความพยายามเรื่องการหยุดยิงควรเดินหน้าต่อไปเคียงคู่กับการเจรจาและเรียกร้องให้เลขาธิการสหประชาชาติบัน คีมูนรายงานความก้าวหน้าภายใน 1 เดือน  เมื่อร่างมติถูกนำไปใช้เพื่อตรวจสอบการหยุดยิง

ในเวลาเดียวกันในการประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศถึง 20  คน ต่างก็พยายามหาทางยุติสงครามกลางเมืองในซีเรีย  รวมทั้งคัดสรรว่ากลุ่มใดของฝ่ายต่อต้านจะเป็นตัวแทนในการเจรจาสันติภาพ   ทั้งนี้ร่างข้อมติยังได้บันทึกไว้ด้วยว่าการหยุดยิงจะไม่รวมไปถึงกลุ่มใด ๆ ที่ถูกพิจารณาว่าเป็นองค์การก่อการร้าย  ซึ่งหมายความว่าการถล่มทางอากาศโดยรัสเซีย ฝรั่งเศส สหรัฐและพันธมิตรของสหภาพ   ดูเหมือนจึงไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

รัฐมนตรีต่างประเทศจอร์แดน นาซิร ญูเดห์ กล่าวว่าเขาได้มอบรายชื่อกลุ่มต่างๆ ไม่น้อยกว่า 20 กลุ่มจากละประเทศต่างๆ ที่ถือว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายให้ที่ประชุมด้วย

เวลานี้ผมคิดว่าจะมีการติดตามงานในเรื่องที่ประเทศต่างๆ จะมาประชุมกันอีก ซึ่งจะมีการวางกฎเกณฑ์ที่จะช่วยเติมเต็มรายชื่อต่างๆ ให้ครบถ้วน  ญูเดห์ซึ่งประเทศของเขาได้รับมอบหมายให้นำเอารายชื่อกลุ่มก่อการร้ายในที่ต่างๆ มารวมกันกล่าว

การตัดความสัมพันธ์อิหร่าน-ซาอุดีอาระเบียอาจนำไปสู่การชะงักงันของการเจรจาสันติภาพในซีเรีย

การตัดความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีขึ้นหลังจากกลุ่มผู้ประท้วงบุกพังสถานทูตซาอุดีอาระเบียพร้อมจุดไฟเผาอาคารสถานทูต

การกระทำดังกล่าวเป็นปฏิกิริยาหลังจากชัยค์ นิมร์ อัลนิมร์ นักการศาสนาจากสำนักคิดชีอะฮ์ของซาอุดีอาระเบียถูกประหารชีวิตพร้อมนักโทษอื่นๆ อีก 46 คน

ทั้งนี้เมื่อเกิดเหตุอาดิล อัล-ญุเบร (Adel al-Jubeir) รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียให้เวลานักการทูตอิหร่านในซาอุดีอาระเบีย 48 ชั่วโมงในการเตรียมตัวกลับบ้าน

การประหารชัยค์ นิมร์ อัลนิมร์กับนักโทษคนอื่นๆ อีก 41 คน เป็นการลงโทษครั้งใหญ่ของซาอุดีอาระเบียในช่วง 3 ทศวรรษครึ่ง  เป็นการปูทางให้เกิดการแบ่งแยกสำนักคิดทางศาสนา  ซึ่งกำลังขยายเข้ามาในภูมิภาค  ทั้งนี้จะพบว่าการประหารดังกล่าวได้รับการประณามจากผู้นำของอิหร่าน โดยมีการเดินขบวนต่อต้านตามท้องถนนจากบาห์เรนไปจนถึงปากีสถาน

เป็นการแสดงให้เห็นท่าทีของผู้นำคนใหม่ของซาอุดีอาระเบียที่นำกองกำลังผสมต่อสู้กับกบฏชีอะฮ์ในเยเมน  และต่อต้านอำนาจของอิหร่านในภูมิภาค  แม้ว่าอิหร่านจะยุติโครงการนิวเคลียร์กับมหาอำนาจอื่นๆ ของโลกแล้วก็ตาม

ผู้นำอิหร่าน อะยาตุลลอฮ์ อะลี คอเมเนฮีได้เตือนซาอุดีอาระเบียให้ระวังการกระทำของตนอันเนื่องมาจากความตายของชัยค์ อัล-นิมร์ ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียก็กล่าวหาอิหร่านว่าสนับสนุน “การก่อการร้าย” ในสงครามคำพูดซึ่งจะทำให้ความรุนแรงบานปลายออกไป

ทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐต่างก็ยื่นมือเขามายุติความไม่สงบในภูมิภาค อัล-ญุเบร รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียกล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงริยาฏว่ารัฐบาลอิหร่านมีสถิติยาวเหยียดในการละเมิดภารกิจด้านการต่างประเทศ”  ย้อนหลังกลับไปถึงการเข้ายึดสถานทูตสหรัฐในปี 1979 และเหตุการณ์ดังกล่าวก็เป็นการละเมิดข้อตกลงที่เปราะบางระหว่างประเทศอีกด้วย

เขาบอกว่า”นโยบายที่เป็นปรปักษ์” ของอิหร่านมีจุดมุ่งอยู่ที่ การทำให้ความมั่นคงในภูมิภาคขาดเสถียรภาพพร้อมกับกล่าวว่าอิหร่านเป็นผู้ลักลอบอาวุธและระเบิดรวมทั้งปลูกฝังกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ในราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค  เขายืนยันว่าซาอุดีอาระเบียจะไม่ย้อมให้อิหร่านมาทำให้สังคมของซาอุดีอาระเบียถูกมองข้ามอัล-ญุเบรกล่าวก่อนจะประกาศตัดความสัมพันธ์ในเวลาต่อมา

สำหรับซาอุดีอาระเบีย อัล-นิมร์เป็นบุคคลสำคัญในช่วงอาหรับสปริงที่สนับสนุนให้ชนกลุ่มน้อยชีอะฮ์ในซาอุดีอาระเบียมีความตื่นตัว  จนกระทั่งมาถูกจับในปี 2012 เขาถูกกล่าวหาด้วยข้อหาเป็นผู้ใช้การก่อการร้าย  แต่ได้รับการปฏิเสธว่าเป็นผู้สนับสนุนความรุนแรง

อัล-นิมร์ถูกสังหารพร้อมๆ ไปกับผู้ถือสำนักคิดชีอะฮ์คนอื่นๆ อีกสามคนพร้อมๆ ไปกับนักรบอัล-กออิดะฮ์

การสังหารชัยค์ อัล-นิมร์ ก่อให้เกิดการประท้วงใหญ่ของผู้ถือนิกายชีอะฮ์ทั่วโลก  ซึ่งสนับสนุนเรื่องร้องเรียนของเขาให้มีการปฏิรูปและเสรีภาพทางการเมืองในสำนักคิดของพวกเขา

ความจริงการแตกออกเป็นซุนนี-ชีอะฮ์นั้นสามารถย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยต้นๆ ของอิสลามเป็นความคิดที่แตกต่างกันว่าด้วยผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในฐานะผู้สืบทอดท่านศาสดามุฮัมมัดในฐานะเคาะลีฟะฮ์หรือที่คนไทยเรียกกันว่ากาหลิป

การแบ่งแยกดังกล่าวเติบโตเคียงคู่กันมากับการเมืองของภูมิภาค  โดยทั้งอิหร่านและซาอุดีอาระเบียต่างแข่งขันกันเพื่อที่จะขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในตะวันออกกลางแต่ยังไม่มีฝ่ายใดประสบความสำเร็จอย่างเด็ดขาดมาจนถึงทุกวันนี้

ความขัดแย้งซาอุดีอาระเบีย-อิหร่าน

ฮัซซัน โรฮานี (ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาจัดสัมมนาที่ชะอำ) ประธานาธิบดีสายพิราบของอิหร่าน  ประณามการสังหารนักการศาสนาชัยค์อัล-นิมร์ แต่ก็เรียกผู้ที่โจมตีสถานทูตของซาอุดีอระเบียว่าเป็น “คนสุดโต่ง” ไม่อาจยอมรับได้เขากล่าวในแถลงการณ์

ในเวลาต่อมาผู้ประท้วงนับร้อยได้มารวมตัวกันที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียและสุเหร่ากลางนอกกรุงเตหะราน  ทั้งนี้ที่ท้องถนนใกล้กับสถานทูตถูกแทนที่ด้วยรูปภาพของชัยค์อัล-นิมร์

ประเทศตะวันตกมีความพยายามที่จะยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่วอชิงตัน  โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจอห์น เคอร์บี (John Kirby) กล่าวว่าฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกาได้รับรู้ถึงการที่ซาอุดีอาระเบียตัดความสัมพันธ์กับอิหร่าน “เราเชื่อว่าการใช้การทูตและการสนทนากันโดยตรงยังคงเป็นสิ่งสำคัญเพี่อจะทำงานร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง  และเราจะยังคงสนับสนุนบรรดาผู้นำในภูมิภาคให้ใช้ขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อยุติความตึงเครียด” เคอร์บีกล่าว

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าหัวหน้านโยบายของสหภาพยุโรปเฟเดอริกส์โมกีริดี (FedericsMogheridi) ได้กล่าวกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน มุฮัมมัด ญาวาด ซารีฟ (Muhammad JavadZarif) ทางโทรศัพท์และสนับสนุนอิหร่านให้ “หาทางยุติความรุนแรงและปกป้องนักการทูตซาอุดีอาระเบีย”

แน่นอนว่าความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งมาเกิดในช่วงที่หลายฝ่ายมีความพยายามจะยุติความขัดแย้งในซีเรีย  จะส่งผลต่อการเจรจาเพื่อสันติภาพได้เช่นกัน

รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา จอห์น เคอร์รี่ และผู้นำคนอื่นๆ ได้ใช้ความพยายามที่จะนำเอาประเทศต่างๆ เข้ามาสู่โต๊ะเจรจา  พวกเขามีการพูดคุยกันเพื่อหาทางออกทางการทูตสำหรับสงครามกลางเมืองในซีเรีย

ก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียได้จัดการประชุมกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ซึ่งซาอุดีอาระเบียมุ่งหมายที่จะสร้างกลุ่มตัวแบบของตนให้เข้าสู่การเจรจากับรัฐบาลซีเรีย  ซึ่งได้ผ่านขั้นตอนดังกล่าวไปแล้ว

ทั่วทั้งภูมิภาคมีผู้ออกมาเดินขบวนตามท้องถนนเพื่อประท้วงการสังหารชัยค์อัล-นิมส์ ในบาห์เรนตำรวจยิงก๊าซน้ำตาเข้าใส่ผู้ประท้วงที่เกาะซิตรา (Sitra) ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองหลวงมานามา  ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

ที่เมืองอัล-ดาอิห์ (al-Daih) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเมืองหลวง  ผู้ประท้วงซึ่งถือสำนักคิดชีอะฮ์ได้ออกมาตะโกนด่ารัฐบาลของตนเองและรัฐบาลของซาอุดีอาระเบีย

ในกรุงเบรุต ผู้นำฮิซบุลลอฮ์ฮัซซันนัศรุลลอฮ์ (Hassan Nasrullah) เรียกชัยค์อัล-นิมร์ว่านักรบผู้พลีชีพ  นักรบผู้ประเสริฐ  ในขณะที่การประท้วงได้เกิดขึ้นทั่วไปนับจากตุรกีไปจนถึงปากีสถาน

การสังหารนักการศาสนา ถือเป็นการคุกคามความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างซาอุดีอาระเบียกับรัฐบาลชีอะฮ์ในอิรัก   ที่นั่นสถานทูตซาอุดีอาระเบียในอิรักได้เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี เมื่อเกิดความขัดแย้งอิหร่าน-ซาอุดีอาระเบียสถานทูตก็ปิดตัวลงอีกครั้ง

หลักการจากไปของนักการศาสนาซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ถือสำนักคิดชีอะฮ์   ครอบครัวของเขาได้ทำพิธีไว้อาลัยเป็นเวลาสามวันที่สุเหร่า  อัล-อวามียะฮ์ที่อัล-กอตีฟ ซึ่งเป็นดินแดนทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบียที่เต็มไปด้วยผู้ที่ถือสำนักคิดชีอะฮ์

มุฮัมมัด อัล-นิมร์ (Muhammad al-Nimr) บอกกับผู้สื่อข่าว AP ว่าเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียได้รายงานกับครอบครัวของเขาว่าชัยค์อัล-นิมร์ ได้ถูกฝังแล้วในสุสานที่ไม่ได้บอกว่าอยู่ที่ใด   ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจก่อให้เกิดการประท้วงได้ในที่สุด

จนถึงทุกวันนี้ซาอุดีอาระเบียและอิหร่านจำเป็นต้องเข้าใจถึงอันตรายที่จะถูกส่งต่อออกไป (spilover) อันเนื่องมาจากความขัดแย้งและควรจะถอยมาคนละก้าว

การตัดความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ  หลังจากซาอุดีอาระเบียขับนักการทูตอิหร่านให้ออกนอกประเทศภายใน 48 ชั่วโมงนั้น ไม่ได้เป็นพัฒนาการที่น่าแปลกใจมากนัก  หลายฝ่ายมีความกังวลอยู่แล้วว่าสิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นในที่สุด  แต่ก็ไม่ได้มีมาตรการอะไรมาป้องกันเรื่องนี้แต่อย่างใด

การที่ซาอุดีอาระเบียประกาศให้นักการศาสนาอย่างชัยค์นิมร์อัล-นิมร์ และคนอื่นๆ ซึ่งเป็นซุนนีที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมงานกับอัล-กออิดะฮ์อีก 46 คน ถูกประหารนั้นได้สร้างความรู้สึกไปทั่วชุมชนชีอะฮ์ในตะวันออกกลาง  สร้างความโกรธแค้นแก่อิหร่านและปลุกเร้าให้ผู้นำจิตวิญญาณอะยาตุลลอฮ์อะลี คอเมเนอี (Ayatullah Ali Khamenei) ถึงกับใช้คำว่า “การแก้แค้นจากพระเจ้า” (divine revenge) จงมีต่อซาอุดีอาระเบียทีเดียว

หากดูจากสถานการณ์ทั่วไปหลังการประหารชีวิตของชาวซาอุดีอาระเบีย 47 คนแล้วจะพบว่ามีการประณามการกระทำครั้งนี้ไปทั่วโลก  การโจมตีสถานทูตซาอุดีอาระเบียในกรุงเตหะรานเร่งเร้าให้ซาอุดีอาระเบียจับเอาความต่อเนื่องของเหตุการณ์นี้ไว้ได้และตัดความสัมพันธ์กับอิหร่านทันที

ในฐานะที่เป็นผู้นำของโลกซุนนีและโลกชีอะฮ์ (Shi’a and Sunni worlds) อิหร่านและซาอุดีอาระเบียเป็นปรปักษ์กันมาโดยตลอด  แม้ว่าจะไม่ได้เป็นศัตรูกันอย่างเปิดเผยแต่ก็ไม่เคยเป็นมิตรที่ดีต่อกัน

หลังการปฏิวัติปี 1979 และสถานการณ์ยึดตัวประกันที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา  อิหร่านและซาอุดีอาระเบียพบว่าพวกเขาอยู่ตรงข้ามกันในช่วงของสงครามเย็น  แม้ว่าปลายทศวรรษ 1990 จะได้เห็นความสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้นภายใต้รัฐบาล สายกลางของมุฮัมมัดคอตามีก็ตามแต่ โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน  ได้ก่อให้เกิดอุณหภูมิที่ร้อนแรงขึ้นและไม่ยอมจบลง  แม้ว่าการเข้าถึงอิหร่านของสหรัฐอเมริกาจะจบลงด้วยข้อตกลงที่ดีระหว่างกันก็ตาม

ปัจจุบันอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียอยู่กันคนละข้างในสงครางกลางเมืองที่ซีเรียและเยเมน  ความขัดแย้งในสองดินแดนของเอเชียตะวันตกทำให้ทั้งสองประเทศทำสงครามตัวแทน (proxy war) ต่อกัน

ความเป็นปรปักษ์นี้เกิดขึ้นในท้องถนนของอาหรับและหากว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ขยายตัวออกไปเป็นการปะทะกันทางทหาร  ผลกระทบของมันก็จะส่งต่อไปถึงดินแดนอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งความเสียหายจากความขัดแย้งนี้ก็จะบานปลายออกไป   ทั้งนี้บาห์เรนและซูดานได้เดินตามซาอุดีอาระเบียในการตัดความสัมพันธ์กับอิหร่านในขณะนี้สหรัฐอาหรับอีมีเรตส์ได้ลดระดับความสัมพันธ์กับอิหร่านลงไป

ถึงเวลานี้ยังไม่เห็นฝ่ายใดจะยอมถอยมาคนละก้าวแต่อย่างใด ซาอุดีอาระเบียเอง ในเวลานี้ก็มีคามกังวลกับราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงและการแข่งขันกันในเรื่องการสืบทอดอำนาจ

ฝ่ายอนุรักษ์นิยมของอิหร่านหวาดกลัวว่าหลังการตกลงเรื่องนิวเคลียร์กันได้แล้ว   จะผลักดันให้นักปฏิรูปคนสำคัญๆ เกิดการเคลื่อนไหวและเกิดการรุกเข้ามาของตะวันตก

ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือการเกิดขึ้นของโวหารว่าด้วยความเป็นชาตินิยมและการขับเน้นอารมณ์ของประชาชนให้ออกมาทำหน้าที่รับใช้ประเทศทั้งสอง  และการแข่งขันกันเป็นผู้นำ จะขยายออกไปเหนือตะวันออกกลาง  แต่สิ่งที่จะได้รับบาดเจ็บเป็นอย่างแรกตามที่ได้เห็นหลักฐานแล้วก็คือความตกต่ำของราคาน้ำมัน  ตามมาด้วยความหวังในการหาทางออกในซีเรีย

 

การตั้งข้อหาต่อนักการศาสนาชัยค์นิมร์อัลนิมร์

การสังหารชัยค์นิมร์อัล-นิมร์ (NimrBaqr al Nimr) โดยรัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้กลายมาเป็นสาเหตุของการประท้วงที่ขยายตัวออกไปในหลายภูมิภาค  ข้อหาที่เขาได้รับคือ “แสวงหาการเข้ามาเกี่ยวข้องจากภายนอก   ไม่เชื่อฟังผู้ปกครองและใช้อาวุธต่อต้านกองกำลังฝ่ายความมั่นคง”  อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าที่ผ่านมาเขาทำการประท้วงด้วยความสงบ  ด้วยความต้องการที่จะให้มีการเลือกตั้งและไม่ต้องการให้ผู้ถือสำนักคิดชีอะฮ์เป็นคนชายขอบ   ผู้นำด้านจิตวิญญาณของอิหร่าน อะยาตุลลอฮ์ คอเมเนอี เรียกชัยค์นิมร์ว่า “ผู้เสียชีวิตในหนทางศาสนา”  โดยบอกว่านักวิชาการผู้ได้รับการกดขี่ผู้นี้ไม่เคยเชิญชวนผู้คนเข้าสู่ขบวนการทางอาวุธ  หรือเคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับแผนการที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำนักคิดทางศาสนา โดยกล่าวว่า “การกระทำของชัยค์นิมร์ก็คือการเป็นนักวิจารณ์ที่เปิดเผยเท่านั้น”

 

ความขัดแย้งอันเนื่องมาจากสภาพทางรัฐศาสตร์

ซาอุดีอาระเบียกับชีอะฮ์ อิหร่านได้รับการวิพากษ์ว่าเป็นคู่แข่งขันกันเพื่อมีอิทธิพลทั่วโลกมุสลิม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง  อย่างเช่นการอยู่คนละฝั่งในสงครามเยเมน ทั้งนี้อิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏ ซัยดี ชีอะฮ์เฮาษี (Zaidi Shi’aHouthi) ซึ่งตกอยู่ภายใต้การโจมตีทางอากาศที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย

สองประเทศอยู่คนละฝั่งในสงครามกลางเมืองซีเรีย  ทั้งนี้ฝ่ายหนึ่งจะประกอบไปด้วยอิหร่าน รัสเซีย ฮิซบุลลอฮ์ และกองกำลังของประธานาธิบดีบาชัรอัล-อะสัด ซึ่งต่อสู้กันมายาวนานในฝ่ายของแกนซาอุดีอาระเบียนั้นต้องการทำให้ชนกลุ่มน้อยชีอะฮ์อะลาวี (Alawiti Shi’a minority) หมดอำนาจลง

กระนั้นความยุ่งเหยิงที่ตามมา ได้แก่การถือกำเนิดของกองกำลัง IS หรือที่เรียกในภาษาอาหรับว่าดาอิชห์ (Daish) ทั้งนี้ซาอุดีอาระเบียและประเทศแถบอ่าวต่างก็ต่อต้าน IS ทั้งๆ ที่มีรายงานปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่องว่าประเทศเหล่านี้มีการเชื่อมโยงติดต่อกับ  IS มาก่อน

เวลานี้ซาอุดีอาระเบียมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งอันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านซึ่งร้าวฉานมายาวนานกว่าสามทศวรรษ  มีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น  ในขณะที่อิหร่านซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มประเทศที่สังกัดสำนักคิดชีอะฮ์ทั่วโลก  ได้รับการคาดหมายว่าจะขึ้นมามีบทบาทอยู่ในโลกมุสลิม ด้วยเหตุนี้ซาอุดีอาระเบียก็ต้องนำเอาประวัติศาสตร์การแบ่งแยกสำนักคิดซุนนีชีอะฮ์ซึ่งไม่ได้มีการนำมาเป็นข้ออ้างในความขัดแย้งมายาวนานมาทำให้แหลมคมขึ้นเพื่อให้จุดสนใจของโลกมุสลิมมาอยู่ที่ความแตกต่างทางสำนักคิด และยอมให้ตระกูลผู้ปกครองซาอุดีอาระเบียปกครองประเทศที่มีศาสนสถานอันประเสริฐของอิสลามตั้งอยู่

การนำเอาสำนักคิดมาปลุกเร้าการต่อสู้ทางการเมือง

            สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องใหม่  มันเป็นเรื่องเก่าแก่มานับศตวรรษ  ซึ่งในบริบทของสถานการณ์ตะวันออกกลางมันได้นำเอาอันตรายมาสู่ภูมิภาค

การล้มลงของซัดดัมฮุสเซ็น นั้นก็มาพ้องกับความพยายามของอัล-กออิดะฮ์ที่จะผลักดันอิรัก ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นชีอะฮ์และได้รับการกดขี่จากเผด็จการผู้บริหารจากพรรคสังคมนิยมอาหรับหรือพรรคบาธ (Baathist dictatouship) ให้เข้าสู่สงครามกลางเมือง

ในปี 2006 ในบทความของนิตยสาร Foreign Affairs นักวิชาการอย่างวะลี นัศร์ (Vali Nasr) ผู้เขียนหนังสือ การฟื้นฟูชีอะฮ์ ความขัดแย้งภายในของอิสลามจะก่อรูปอนาคตได้อย่างไร (Shi’a Revival : How Conflicts within Islam will shape the Future) วะลี นัศร์ได้เขียนเอาไว้ว่า

ด้วยการปลดปล่อยและให้อำนาจแก่คนส่วนใหญ่ของอิรักที่เป็นชีอะฮ์  ฝ่ายบริหารของบุชได้ช่วยเปิดตัวการฟื้นฟูชีอะฮ์ขึ้นอย่างกว้างขวาง  ซึ่งจะทำให้ความสมดุลเรื่องของสำนักคิดในอิรักและตะวันออกกลางที่จะมาถึงต้องผิดหวัง

นัศร์ได้กล่าวถึงขนาดของประชาชนชีอะฮ์ว่าร้อยละ 90 เป็นชาวอิหร่าน ร้อยละ 70 ของประชาชนอาศัยอยู่ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย  และร้อยละ 50 ของผู้คนในเลบานอนและอีกจำนวนไม่น้อยในปากีสถาน  รวมแล้วทั้งหมดจะมีอยู่ราว 140 ล้านคนซึ่งปรารถนาสิทธิอันยิ่งใหญ่และอิทธิพลทางการเมือง

ในเดือนธันวาคม  ปี 2004 กษัตริย์อับดุลลอฮ์แห่งจอร์แดนพูดถึงความเป็นไปได้ของการปรากฏ เสี้ยววงเดือนชีอะฮ์ (Shi’a cresent)อันเนื่องมาจากสิ่งที่ปรากฏให้เห็นโดยตรงของความเป็นประชาธิปไตยของตะวันออกกลาง   เขาพูดถึงความเป็นไปได้ของการเป็นพันธมิตรกันระหว่างอิหร่านกับฝ่ายชีอะฮ์ที่ครอบครองอิรัก  ผู้ปกครองอะลาวีในซีเรียและฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน

ในขณะที่ความคิดในการขึ้นมาของชีอะฮ์ในโลกมุสลิมนั้นเป็นการพูดเกินความจริงและมาจากผู้ที่หวาดหวั่นทางยุทธศาสตร์ทั้งนี้ก็เพราะสำนักคิดชีอะฮ์นั้นคิดเป็นแค่ร้อยละ 15-20 ในประเทศมุสลิมส่วนที่เหลือเป็นสำนักคิดซุนนี

แม้ว่าอาหรับสปริงจะเปลี่ยนแปลงพลวัตรแห่งอำนาจไปทั่วตะวันออกกลาง และได้เห็นการขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองของฝ่ายชีอะฮ์โดยไม่ได้ตั้งตัวก็ตาม

โอลิเวอร์ รอย (Oliver Roy) ผู้เชี่ยวชาญตะวันออกกลางและผู้เขียน  ความล้มเหลวของอิสลามการเมือง(The Failure of Political Islam) เชื่อว่าการนิยามภูมิรัฐศาสตร์และสำนักคิดทางศาสนาในตะวันออกกลางนั้นเป็น “การสร้างกับดักให้ซาอุดีอาระเบียต่อต้านอิหร่าน”  พร้อมกับกล่าวว่า

“ความแตกแยกหลักที่วิ่งผ่านโลกอาหรับ ตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนนั้น อย่างน้อยก็เป็นการต่อต้านกันระหว่างค่ายอาหรับ ซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียข้างหนึ่ง และอิหร่านในอีกข้างหนึ่ง  เป็นเวลา 30 ปี มาแล้ว ที่ซาอุดีอาระเบียถือว่าอิหร่านเป็นภัยการคุกคามหลักในภูมิภาค  และใช้ความพยายามในระดับต่างๆ เพื่อความสำเร็จ  เพื่อระดมอาหรับชาตินิยมและนักต่อสู่ข้องชาวซุนนีในทุกรูปแบบ  ให้มาขัดขวางความพยายามของอิหร่านที่จะกลายมาเป็นประเทศที่มีอำนาจในภูมิภาค” ข้อความดังกล่าวรอยได้เขียนเอาไว้ในบทความของเขาที่มีชื่อว่าสงครามอันยาวนานระหว่างซุนนีกับชีอะฮ์ ตีพิมพ์ในหนังสือพิพม์The State Manในปี 2015

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com