INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ดะอ์วะฮ์ ตอนที่ 2

ดะอ์วะฮ์ ตอนที่ 2

จรัญ มะลูลีม

แม้ว่าขบวนการดะอ์วะฮ์ในปัจจุบันจะมีสองสายธารแห่งการเผยแผ่คือสายหนึ่งเรียกว่าสายของสะอ๊าด (Saadi) แห่งนิซอมุดดีน กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียและสายธารของดะอ์วะฮ์โลกที่เรียกว่าสายอะลามี (Allami) ซึ่งมีฐานอยู่ในปากีสถาน แต่วัตรปฏิบัติก็จะมีความคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่

ที่ผ่านมานักวิชาการทางด้านศาสนาที่มีชื่อเสียงของโลกมุสลิม ทั้งจากอินเดียและปากีสถานก็เคยเข้าร่วมกับขบวนการดะอ์วะฮ์มาก่อนไม่ว่าจะเป็นอบุล อะลา เมาดูดีย์ ของปากีสถานหรืออะบูหะซัน อะลีนัดวีย์จากอินเดีย  แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ร่วมกับขบวนการนี้ตลอดไปก็ตาม

เท่าที่ยังระลึกถึงได้ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในอินเดียทุกเช้าวันอาทิตย์จะมีผู้ที่อยู่ในขบวนการดะอ์วะฮ์จะมาเยือนหอพัก (Hostel) ของนักศึกษาต่างชาติแล้วก็เรียกร้องให้ไปฟังธรรมร่วมกันเวลา 10 โมงเช้าที่ญะมามัสญิด หรือมัสญิดที่ผู้คนมารวมกันมากที่สุด  และเป็นศูนย์กลางของการรวมตัวกันของศรัทธาชนในเทศกาลสำคัญ เช่นการเฉลิมฉลองการสิ้นสุดการถือศีลอด (อีดิลฟิฎริ) และพิธีฮัจญ์ (อีดิลอัฏฮา)

กลุ่มผู้เชิญชวนหลังจากสามารถนำศรัทธาชนมาฟังธรรมในตอนเช้าได้จนสิ้นสุดโปรแกรมราวหนึ่งชั่วโมงแล้ว  พวกเขาก็จะพยายามโน้มน้าวให้ผู้มาฟังธรรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยออกไปเผยแผ่คำสอนของศาสนาร่วมกับพวกเขา  ซึ่งมีตั้งแต่ออกไปเผยแผ่ 3 วัน 7 วัน 15 วัน และ 40 วัน ตามแต่โอกาส

นักศึกษาต่างชาติหรือนักศึกษาของอินเดียเองก็เหมือนกับผู้อยู่ในวัยหนุ่มสาวทั่วไป  พอถึงวันอาทิตย์บางคนที่รู้ว่าจะมีกลุ่มก้อนของชาวดะอ์วะฮ์มาเชิญชวนไปฟังธรรม  แม้ว่าพวกเขาไม่ปฏิเสธที่จะรับฟัง  แต่บางคนก็เลือกที่จะออกไปดูหนังเช้าวันอาทิตย์ที่ในเมือง  ซึ่งมีในทุกเช้าวันอาทิตย์  และเป็นหนังต่างชาติ รู้จักกันในชื่อ  Morning Show อันเป็นช่วงเวลาที่นักเผยแผ่ศาสนาเดินทางมาเยือนที่หอพักนักศึกษาเช่นกัน

นักเผยแผ่จากขบวนการดะอ์วะฮ์เป็นผู้ได้รับการฝึกฝนในด้านกิริยามารยาทของนักเชิญชวนที่ดีเยี่ยม  อาทิตย์แล้วอาทิตย์เล่าพวกเขาก็จะมาเยือน  แม้จะได้พบกับนักศึกษาหรือไม่ก็ตาม   การเชิญชวนให้ออกไปเผยแผ่กับพวกเขาก็ไม่เคยหยุดลงแม้แต่ครั้งเดียวไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนก็ตาม

สำหรับผมเองหลังจากได้รับการเชิญชวนต่อเนื่อง  จึงได้ตัดสินใจออกเดินทางโดยเลือกที่จะร่วมกับนักเผยแผ่ไปยังเมืองที่มีความสวยงามและยังไม่เคยเดินทางไป  โดยเฉพาะอยู่ในช่วงปีที่สองที่มาอยู่อินเดียเท่านั้น

เมืองที่ผมเลือกเดินทางไปกับพวกเขาคืออัครา (Agra) อันเป็นเมืองที่อนุสรณ์สถานรักบันลือโลก ทัช มาฮัล (Taj Mahal)  อันเป็นอนุสรณ์สถานที่เป็นหลุมฝังศพของมหาราชา  ชาฮ์ ยะฮันกับพระนางมุมต๊าซ มาฮัล (Mumtaz Mahal) ผู้เลอโฉม

อนุสรณ์แห่งความรักแห่งนี้ได้กลายมาเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลกยุคใหม่ที่มีสถาปัตยกรรมอันงดงาม   ตามศิลปะของชาวเปอร์เซียเมื่อราชวงศ์มุคัลหรือโมกุลแห่งเปอร์เซียเข้าครองอินเดีย

วันเวลาของการเดินทางถูกกำหนดขึ้น  ซึ่งตรงกับวันที่มหาวิทยาลัยปิด  ผมกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัย Aligash Muslim อีกจำนวนหนึ่งจะออกเดินทางด้วยความอยากรู้อยากเห็นและเป็นครั้งแรกที่จะได้ร่วมขบวนการดะอ์วะฮ์ที่เรียกว่าตับลีฆ ญะมาอัต  หรือกลุ่มก้อนของผู้เผยแผ่

สำหรับผมใจหนึ่งของการเดินทางก็อยากเห็นอนุสรณ์รักบันลือโลก  อีกใจหนึ่งก็อยากเรียนรู้วิถีของดะอ์วะฮ์ ความรู้สึกนี้ปะปนกันอยู่   ดังนั้นช่วงว่างจากการอบรมและการอ่านคัมภีร์กุรอานและการตักเตือนกันและกันแล้ว  ผมก็หาโอกาสไปเยือนทัช มาฮัลเป็นครั้งแรกเช่นกัน

ผมจึงได้ประสบการณ์ในสองรูปแบบทั้งจากความงามแห่งสถาปัตยกรรมเปอร์เซียอย่างทัช มาฮัล และวิถีของการเผยแผ่ของขบวนการดะอ์วะฮ์

และเรียนรู้ว่าพี่น้องดะอ์วะฮ์จะกินเมื่อความหิวมาเยือนเท่านั้น  อาหารการกิน ผลไม้ของหวานจึงดูมีคุณค่าต่อชีวิตในยามหิว     อย่างที่ได้รับรู้มาว่าความหิวทำให้ความอิ่มน่าอภิรมย์

ครูบาอาจารย์คือคนส่วนใหญ่ที่รวมอยู่ในขบวนการดะอ์วะฮ์ ก่อนการเดินทางจะมีการแต่งตั้งอมีร ตออาม (Amir Taam) หรือผู้ดูแลการหุงหาอาหาร

ทุกคนร่วมกันออกค่าเดินทาง ค่าอาหารซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เล็กน้อยมาก  พวกเขาส่วนใหญ่ในทริปนี้  นอกเหนือจากผู้อยู่ในกลุ่มก้อนของนักเผยแผ่ทั่วไปที่มาจากหลากหลายอาชีพแล้ว  ส่วนที่เหลือก็จะเป็นอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์  แพทย์ศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์เป็นด้านหลัก

ดะอ์วะฮ์คือขบวนการเผยแผ่ศาสนาของผู้คนที่ไม่ต้องการชื่อเสียง  ไม่ต้องการการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อใดๆ ไม่มีการถ่ายรูปไม่มีการเมือง  ไม่วิพากษ์องค์กรการเผยแผ่ศาสนาอิสลามอื่นๆ  ไม่เน้นการวิพากษ์วิจารณ์นิกายที่ต่างกัน   แต่ที่เน้นมากที่สุดคือการซึมซับพจนารถของพระผู้เป็นเจ้าและคำสอนของศาสดามุฮัมมัดเป็นด้านหลัก   รวมทั้งการเผยแผ่ที่จำกัดวงอยู่เฉพาะชาวมุสลิมเท่านั้น    แม้ว่าในเวลาต่อมาจะมีผู้เปลี่ยนมาเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามเข้าร่วมด้วยก็ตาม

เมื่อเวลาละหมาดยามรุ่งอรุณใกล้จะมาถึงคณะผู้เดินทางที่ไปนอนอยู่ในมัสญิดร่วมกัน     ซึ่งมัสญิดดังกล่าวอยู่ไม่ไกลจากทัช มาฮัลและแม่น้ำยมุนาอันงดงามมากนักนั้น  ผู้เผยแผ่ศาสนาที่ตื่นก่อนก็จะมาปลุกผู้คนที่ยังคงนอนอยู่ให้ลุกขึ้นมาภักดีพระผู้เป็นเจ้าด้วยการบีบเบาๆ ไปที่ตาตุ่มของผู้ที่ยังหลับอยู่อย่างนุ่มนวลแล้วพวกเขาก็จะตื่นมาอาบน้ำละหมาดเพื่อละหมาดต่อไป

บรรยากาศในยามเช้าซึ่งศรัทธาชนลุกขึ้นมาเข้าเฝ้าพระเจ้าเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ดูอบอุ่น และทุกคนก็ละหมาดอย่างพร้อมเพรียงกัน  ซึ่งหลังการละหมาดจบลงอิมาม (Imam) ซึ่งเป็นผู้นำละหมาดของท้องถิ่นและผู้นำในการเผยแผ่ที่เดินทางมาที่มัสญิดแห่งนี้ก็จะนั่งล้อมวงกันอ่านคัมภีร์กุรอาน  และบรรยายธรรมด้วยการกล่าวถึงจริยวัตรของท่านศาสดา  ความยุติธรรม  ความรักและความเข้าใจในศาสนธรรมและการอยู่ร่วมกัน

ยามเย็นก่อนการละหมาดช่วงสนธยา (มักริบ) นักเผยแผ่ศาสนาเหล่านี้จะออกไปตามหมู่บ้านและเชิญชวนชาวบ้านในท้องถิ่นนั้นๆ ให้มาฟังธรรม    ซึ่งโดยปกติผู้คนกลุ่มหนึ่งจะมาตามคำเรียกร้อง   ส่วนอีกส่วนหนึ่งรับฟังการเชิญชวนแต่อาจจะติดภารกิจอื่นๆ จึงไม่ได้มาร่วมรับฟังการบรรยายธรรมที่มัสญิด

ผู้เผยแผ่เหล่านี้จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาว และเนื่องจากอิสลามไม่มีข้อกำหนดในเรื่องการแต่งกายโดยเฉพาะเจาะจง  หากแต่มีคำสอนสำคัญคือสำหรับชายการปิดตั้งแต่สะดือถึงหัวเข่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับหญิงให้ปิดตลอดเรือนร่างยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ   แม้ว่าบางสำนักคิดจะมีความเห็นว่าสตรีเมื่อออกจากบ้านควรเอาบ้านไปกับตนด้วย จึงควรปกปิดใบหน้าของตน   อย่างไรก็ตามไม่ได้มีคำสอนจากโองการใดของคัมภีร์อัลกุรอานที่ให้สตรีปิดใบหน้าของตนเอง

ขบวนการดะอ์วะฮ์เรียบง่าย   ใช้ไม้ข่อยเป็นแปรงสีฟัน  กินอาหารร่วมกัน   แต่ในการเดินทางครั้งนั้น  ผมไม่เห็นผู้เผยแผ่เหล่านี้ที่กินอาหารร่วมกันจนต้องถึงกับดูดนิ้วตัวเองหรือเอานิ้วปาดถาดอาหารแล้วเอามาใส่ปากตัวเองเมื่อมีอาหารหลงเหลืออยู่แต่อย่างใด  อย่างที่ผู้เผยแผ่บางกลุ่มทำอยู่  และโดยทั่วไป แม้อิสลามจะสอนไม่ให้กินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยหรือเหลือทิ้ง  แต่การดูดนิ้วหรือเอานิ้วปาดที่ถาดหรือจานอาหารเพื่อให้อาหารหมดโดยไม่เหลือก็ไม่ใช่วิถีของคนมุสลิมส่วนใหญ่ที่จะทำเช่นนั้น

ชาวบ้านมุสลิมในชนบทจะมาร่วมรับฟังด้วยความตั้งใจ  บางทีพวกเขาก็มีอาหารติดไม้ติดมือมาให้ผู้เผยแผ่เหล่านี้ด้วย  ซึ่งจะมานอนที่มัสญิดของพวกเขา   ก่อนที่วันถัดไปขบวนการดะอ์วะฮ์ก็จะเดินทางไปยังมัสญิดใกล้เคียงหรือตำบลใกล้เคียงอื่นๆ ต่อไป

ในการเดินทางทุกคนจะมีถุงนอนและอุปกรณ์ในการดูแลตัวเองทุกอย่าง  แม้ว่าวันเวลาเหล่านี้จะผ่านมากยาวนานถึง 42 ปี แล้วผมก็ยังจำการทำหน้าที่ดะอ์วะฮ์ของตัวเองได้ดี   ภาพเหล่านี้ยังอยู่ในความทรงจำถึงชาวมุสลิมในอินเดียและชาวอินเดียทั้งหมดที่ผมเคยอยู่และมีความสุขมาโดยตลอดเมื่อได้ระลึกถึงพวกเขาในดินแดนของเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายอย่างอินเดีย

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com