เทววิทยาอิสลาม: ความสำคัญกับการเข้าใจระหว่างสำนักคิดในอิสลาม ตอนที่ 8

เทววิทยาอิสลาม: ความสำคัญกับการเข้าใจระหว่างสำนักคิดในอิสลาม ตอนที่ 8
สำนักคิดชีอะฮ์กับปรัชญาเทววิทยา
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
บรรดาผู้รู้หรือนักวิชาการสำนักชีอะฮ์ได้นำเสนอพื้นฐานห้าประการให้เป็นแกนหลักศรัทธาของสำนักชีอะฮ์ นั่นก็คือ หลักเอกภาพพระเจ้า(เตาฮีต) หลักความยุติธรรมพระเจ้า(อัดล์) ความเป็นศาสดา(นะบูวัต) ตำแหน่งผู้นำผู้ปกครอง(อิมามัต)และวันฟื้นคืนชีพ(มะอาด)
โดยปกติมักจะกล่าวกันว่า ห้าประการนี้เป็นพื้นฐานหลักความเชื่อที่เป็นรากฐานและส่วนที่เหลือเป็นข้อปลีกย่อยของหลักความเชื่อ แน่นอนที่สุดคำถามนี้ก็จะเกิดตามมาคือ ถ้าหากเป้าหมายจากพื้นฐานศาสนาหมายถึงเป็นพื้นฐานหลักของการศรัทธาและการเชื่อมั่นต่อมันเป็นเงื่อนไขของการเป็นมุสลิม ดังนั้นมีแค่สองพื้นฐานเท่านั้นคือ หลักเอกภาพพระเจ้า(เตาฮีต)และความเป็นศาสดา(นะบูวัต)เพราะเนื้อหาและสารัตถะของการปฏิญาณตนคือสองสิ่งนี้เท่านั้น ยิ่งกว่านั้นการปฏิญาณตนประการที่สองเกี่ยวข้องกับศาสดาองค์สุดท้าย(เฉพาะ) นั่นก็คือเฉพาะความเป็นศาสดามุฮัมมัดซึ่งท่านศาสดาท่านสุดท้าย ส่วนศาสดาทั่วๆไปหรือศาสดาท่านอื่นๆอยู่นอกเหนือเนื้อหาของการให้คำปฏิญาณตน ในขณะที่สิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของพื้นฐานทางศาสนาและการเชื่อมั่นศรัทธามั่นต่อมันเป็นเรื่องจำเป็น คือ ความเป็นศาสดาของศาสดาทั้งหมด
ความจริงที่สำนักคิดชีอะฮ์ได้นำหลักกรอบความเชื่อตั้งอยู่บนห้าประการนั้นหรือเหตุผลที่ได้ยึดหลักการพื้นฐานห้าประการข้างต้นได้ถูกเลือกให้อยู่ในลักษณะนี้คือ แง่มุมหนึ่งต้องเป็นตัวกำหนดของหลักการพื้นฐานโดยจะต้องเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องยึดถือศรัทธาตามทัศนะของอิสลามและอีกแง่มุมหนึ่งต้องเป็นสิ่งมาอธิบายและแสดงถึงเอกลักษณ์และความเป็นอัตลักษณ์ของสำนักคิดนั้นๆ พื้นฐานความความเชื่อต่อเรื่องหลักเอกภาพพระเจ้า ความเป็นศาสดาและวันฟื้นคืนชีพ สามประการนี้ตามทัศนะของอิสลามคือสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องมีศรัทธามั่นต่อมัน กล่าวคือการศรัทธาต่อหลักการพื้นฐานเหล่านี้คือเป้าหมายของอิสลาม ส่วนพื้นฐานความยุติธรรมเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ทางความเชื่อพื้นฐานทางนิกายของสำนักชีอะฮ์และสิ่งที่แนะนำให้รู้จักสำนักชีอะฮ์
ความเชื่อพื้นฐานความยุติธรรมแห่งพระเจ้า แม้ว่ามิได้เป็นเป้าหมายอันดับแรกเกี่ยวกับความศรัทธาของอิสลาม กล่าวคือมันไม่มีความแตกต่างอันใดเลยกับคุณลักษณะอื่นๆ เช่น การรอบรู้ ทรงพระชนมายุ ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ของพระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นพื้นฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนทัศน์และวิธีคิดเชิงเทววิทยาของสำนักชีอะฮ์
ส่วนพื้นฐานความเชื่อต่อเรื่องผู้นำ หรือตำแหน่งผู้ปกครอง ตามทัศนะของสำนักชีอะฮ์มีความสัมพันธ์ต่อทั้งสองแง่มุม คือเป็นทั้งพื้นฐานที่จัดอยู่ภายในขอบข่ายของความศรัทธาและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะทางนิกายของสำนักชีอะฮ์ด้วย
ที่กล่าวกันว่า การศรัทธาต่อบรรดาทูตสวรรค์และทวยเทพอันมีหลักฐานอ้างอิงจากตัวบทของอัลกุรอานเป็นเรื่องจำเป็นนั้น แล้วทำไมจึงไม่ได้ถูกนำเอามาเป็นหลักศรัทธาพื้นฐานประการที่หกด้วยเล่า? คำตอบก็คือ หลักศรัทธาพื้นฐานที่กล่าวมาข้างบนเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายของอิสลาม กล่าวคือ ศาสดาผู้ทรงเกียรติเชิญชวนประชาชาติให้ศรัทธาต่อสิ่งเหล่านั้น นั่นก็คือ สาส์นของศาสดาเป็นบริบททางความคิดสำหรับการกำหนดหลักความเชื่อเหล่านั้น ทว่า ความศรัทธาต่อทูตสวรรค์และทวยเทพ และเช่นเดียวกัน ความศรัทธาและความเชื่อต่อหลักการที่จำเป็นของศาสนาประการปลีกย่อยอื่นๆ อย่างเช่น การนมาซ การถือศิลอด มิได้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายหลักการศรัทธาที่เป็นพื้นฐาน หากแต่ว่าเป็นสิ่งจำเป็นทางด้านปฎิบัติของคำสั่ง
ส่วนประเด็นตำแหน่งผู้นำ หากจะพิจารณาในแง่มุมต่างๆทางสังคมและการเมือง หรือการปกครองจะเหมือนกับพื้นฐานความเชื่อเรื่องความยุติธรรมแห่งพระเจ้า กล่าวคือ มิได้จัดอยู่ในกรอบของความศรัทธา แต่หากเราพิจารณาในแง่มุมทางด้านการปกครองและการเมืองอิสลามและด้านความสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ถ้ามองความหมายเดิมของคำว่า”อิมาม” หมายถึง- ผู้นำ-แต่ตามศัพท์ทางวิชาฮะดีษ-คือ “ข้อพิสูจน์ของพระผู้เป็นเจ้า” และ “ตัวแทนของพระองค์” และยังมีความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณระหว่างมุสลิมกับผู้นำของตน อีกทั้งการใช้ชีวิตโดยรวมของมนุษย์มีความจำเป็นต่อมนุษย์ผู้สมบูรณ์ และการเป็นผู้นำเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกยุคทุกสมัย, จึงนำเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้านหลักศรัทธา
บรรดามุตะกัลลิมชีอะฮ์ได้แบ่งประเภทซีฟาตพระองค์อัลลอฮฺซ.บ.ออกได้ดังนี้
- ซีฟาตซุบูตียะฮ์ ซึ่งแบ่งออกได้อีก 2 ชนิด
1.1 ซาตีย์
1.2 เฟี๊ยะลียฺ
- ซีฟาตซัลบียะฮฺ
อธิบายข้อความข้างต้น
1.ซีฟาตซุบูตียฺ หมายถึงบรรดาซีฟาตสำหรับพระองค์ต้องมี ซึ่งจะขาดหายไปจากซาตพระองค์ไม่ได้ เช่นความรู้ ความเดชานุภาพ ซึ่งเป็นซีฟาตที่แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของพระองค์อัลลอฮฺซ.บ.
- ซีฟาตซุบูตียิเฟี๊ยะลียฺ หมายถึงบรรดาซีฟาตที่บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของพระองค์ แต่ไม่ได้มาคู่กับซาต ซึ่งได้เกิดขึ้นพร้อมกับการกระทำของพระองค์ พระองค์เป็นผู้สร้าง ผู้ให้ริซกียฺ ฯลฯ ซีฟาตเหล่านี้ได้เกิดขึ้นเมื่อการกระทำของพระองค์ได้เกิดขึ้น แต่ก่อนที่มีสร้างหรือก่อนการให้ริซกียฺ ซีฟาตนี้สำหรับพระองค์ยังไม่เกิด
- ซีฟาตซัลบียฺ หมายถึงบรรดาคุณลักษณะที่พระองค์ไม่ทรงมี และห้ามที่จะมีด้วย เพราะว่าเป็นคุณลักษณะที่ได้บ่งบอกถึงความบกพร่องและความไม่สมบูรณ์ของซาตพระองค์ เช่น การมีเรือนร่าง การมองเห็น การมีสถานที่ การเจ็บป่วย ฯลฯ
ซีฟาตซาตียพระองค์อัลลอฮฺซ.บ. ได้แก่
- พระองค์อัลลอฮฺซ.บ. ทรงเดชานุภาพ
ความหมายของความเดชานุภาพของพระองค์อัลลอฮฺซ.บ. คือ พระองค์มีความสามารถไร้ขีดจำกัด การงานใดที่พระองค์ต้องการ พระองค์กระทำ และการงานใดที่พระองค์ไม่ต้องการ พระองค์ก็ไม่กระทำ
นะซีรุดดีน ตูซียฺ (มุตะกัลลิมชีอะฮฺ) กล่าวว่า
“พระองค์อัลลอฮฺทรงมีความสามารถและเดชานุภาพ และด้วยความปรารถนาของพระองค์ ทุกสิ่งที่ต้องการกระทำ พระองค์มีความสามารถ”
ท่านอัลลามะฮฺฮิลลี้ยฺกล่าวว่า… “ความเดชานุภาพของพระองค์อัลลอฮฺไม่มีขีดจำกัด ซึ่งสามารถกระทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง (ในสิ่งที่ที่จะเกิดขึ้นได้และสิ่งที่เป็นไปได้) เพราะว่าทุกสิ่งที่เป็นสิ่งใหม่ต้องพึ่งไปยังความสามารถของพระองค์ในการเกิดขึ้น”
นี่คือการนิยามของคำว่า “ความเดชานุภาพของพระองค์อัลลอฮฺ” ดังนั้นสามารถสรุปได้ดังนี้
ความเดชานุภาพพระองค์อัลลอฮฺซ.บ. คือ พระองค์ทรงมีความสามารถทุกอย่างในสิ่งที่เป็นไปได้และสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ โดยที่มีอิสระในการกระทำคือจะทำหรือไม่ทำ ขึ้นอยู่กับความต้องการของพระองค์ และมีเงื่อนไข 3 ประการคือ
- ต้องมีอิสระในการกระทำคือ จะทำก็ได้หรือไม่ทำก็ได้
- การกระทำที่อิสระนั้นต้องขึ้นอยู่กับความพระประสงค์ของพระองค์ด้วย
- การกระทำที่อิสระนั้นถือว่าจะต้องคู่กับความสามารถของพระองค์ทุกครั้งเมื่อพระองค์ปรารถนาในสิ่งหนึ่งสิ่งใด (2)
ซีอะฮฺมียะฮฺกล่าวว่า.. “พระองค์อัลลอฮฺทรงมีความสามารถเหนือทุกสรรพสิ่ง กล่าวคือ ความสามารถของพระองค์ไม่มีขีดจำกัด สิ่งใดก็แล้วแต่ที่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้พระองค์ทรงมีความสามารถเหนือ แต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ความสามารถของพระองค์จะไม่ควบคุมไปถึงเช่นการรวมสิ่งที่ขัดแย้งกันในเวลาเดียวกัน เช่นเวลาเดียวกันของสิ่งหนึ่งทั้งร้อนและทั้งเย็น สิ่งเหล่านั้นปัญญาถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือความชั่วทั้งหลายเช่น การกดขี่ การขโมย ฯลฯ ความสามารถของพระองค์ไม่ควบคุมไปถึงอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่ว่าพระองค์ไม่มีความสามารถแต่สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้กับซาตของพระองค์”
- พระองค์อัลลอฮฺซ.บ. ทรงรอบรู้
ความรอบรู้ถือว่าเป็นซีฟาตซาตียฺของพระองค์อัลลอฮฺซ.บ. และเป็นซีฟาตที่อยู่คู่กับซาตเพราะเป็นคุณลักษณะที่ได้ชี้ให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของความเป็นพระเจ้าของพระองค์อัลลอฮฺซ.บ.
ท่านนะซีรุดดีน ตูซียฺ (มุตะกัลลิมชีอะฮฺ) กล่าวว่า..
“หลักฐานและเหตุผลที่บงบอกว่าพระองค์อัลลอฮฺทรงมีความรอบรู้ ก็คือสิ่งต่างๆ ของพระองค์ทุกอย่างมีความเป็นระบบระเบียบและมีความมั่นคงไม่ว่าชั้นฟ้าหรือผืนแผ่นดิน กลางวันกลางคืนทั้งหมด ได้สัมพันธ์กัน ดังนั้นแสดงว่าผู้สร้างนั้นต้องมีความรอบรู้ยิ่ง”
อัลลามะฮฺลี้ยฺกล่าวว่า..
“พระองค์ทรงมีความรอบรู้ทุกสิ่งที่สามารถรับรู้ได้ (ไม่สิ่งนั้นจะเล็กที่สุดหรือใหญ่ที่สุด)”
นะซีรุดดีนได้ให้ความหมายของ “ความรอบรู้” พระองค์อัลลอฮฺได้ดังนี้
“พระองค์อัลลอฮฺทรงรอบรู้ทุกอย่างเหมือนกับพระองค์ทรงมีความสามารถ (ทุกอย่าง) ความหมายของอัลมุพระองค์อัลลอฮฺคือ พระองค์ซาตพระองค์ทรงรับรู้สิ่งต่างๆ โดยที่เกิดขึ้น ณ พระองค์เอง) อิลมุอุซรียฺ) โดยที่ไม่ต้องมีการเรียนรู้ โดยที่ความรู้นั้นมิสามารถจะเลือนหายไปได้เลย”
นะซีรุดดีน กล่าวอีกว่า…
“พระองค์ทรงมีความรอบรู้ทั้งซาตพระองค์ และสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลาย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งใหญ่หรือสิ่งเล็ก และสามารถรับรู้ทุกอย่าง ที่สามารถรับรู้ได้”
ดั้งนั้นจากคำกล่าวของมุตะกัลลิมชีอะฮฺ ถือว่า ความรอบรู้ของพระองค์อัลลอฮฺเป็นสิ่งเดียวกับซาตไม่ได้แยกจากซาต และพระองค์ทรงรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ดังนี้
- รอบรู้ต่อซาตพระองค์
- รอบรู้ต่อสิ่งต่างๆ ก่อนการสร้าง
- รอบรู้สิ่งต่างๆ หลังจากการสร้าง
- รอบรู้สิ่งที่ใหญ่และสิ่งที่เล็ก
- รอบรู้สิ่งต่างๆ ถึงรายละเอียด ไม่ใช่รู้ทั่วไปอย่างคร่าวๆ
- พระองค์อัลลอฮฺซ.บ.ทรงมีชีวิต
การมีชีวิตของพระองค์อัลลอฮฺซ.บ.ถือว่าเป็นซีฟาตซาตียฺของพระองค์ และไม่สามารถยากจากซาตพระองค์ได้ ชีวิตของพระองค์แตกต่างกับชีวิตของมนุษย์และชีวิตสัตว์เพราะว่าชีวิตของมนุษย์และสัตว์เริ่มต้นมาจากการไม่มี หลังจากนั้นยังต้องพึ่งเรือนร่างซึ่งเป็นวัตถุ แต่แตกต่างกับชีวิตพระองค์อัลลอฮฺทรงมีโดยมี่พึ่งพาสิ่งใดและมีมาพร้อมกับซาต
และสามารถรับรู้ได้ว่าพระองค์ทรงมีชีวิตคือความรอบรู้และความสามารถของพระองค์ กล่าวคือจาการที่พระองค์ทรงมีความรู้และความสามารถแสดงว่าพระองค์ทรงมีชีวิต ดังที่ท่านนะซีรุดดีน ตูซีย์กล่าวว่า… “พระองค์ทรงมีชีวิตก็เนื่องจากว่าเป็นไปไม่ได้ต่อผู้ที่มีความรู้และมีความสามารถ แล้วจะไม่มีชีวิต
- พระองค์อัลลอฮฺซ.บ.ทรงปรารถนาและทรงต้องการ
ชีอะฮฺอิมามียะฮฺกล่าวว่า “อิรอดะฮฺ (ความปรารถนา) ของพระองค์ถือว่าเนซีฟาตซาตียฺและไม่แยกจากซาตของพระองค์ โดยให้ความหมายว่าการต้องการสิ่งหนึ่งไม่ว่าจะกระทำหรือต้องการจะไม่กระทำ โดยคำนึงถึงผลดีและผลเสียของสิ่งนั้น”
นะซีรุดดิน ตูซีย์กล่าวว่า “ ความหมายของการอิรอดะฮฺพระองค์อัลลอฮฺคือ ความต้องการของพระองค์พร้อมกับมีเป้าหมาย เพราะว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นได้เพราะความปรารถนาของพระองค์”
เจ้าของหนังสืออัลยากูตได้ให้ความหมาย “อิรอดะฮฺ” ว่า “คือพระองค์ทรงต้องการในการกระทำ พร้อมกับรู้ถึงผลประโยชน์ (ของสิ่งที่ถูกต้องการ) ดังนั้นความรอบรู้ (ต่อผลประโยชน์) สิ่งต่างๆ จึงเกิดขึ้น”
เซคมุฟีดก็มีทรรศนะอย่างนี้เช่นกันคือ ริรอดะฮฺของพระองค์ให้ความหมายว่าความรอบรู้ (ถึงประโยชน์) ดังนั้นสิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น
อัลลามะฮฺฮีลลี้ยุกล่าวว่า “ความอิรอดะฮฺของพระองค์คือการที่พระองค์ได้ทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น (พร้อมกับมีเป้าหมายในการให้เกิด)”
- พระองค์อัลลอฮฺซ.บ.ทรงมาแต่เดิม(กอดีม)
อัลกอดีมถือว่าเป็นซีฟาตซูบูตียุของพระองค์อัลลอฮฺซ.บ.ประเด็นในเรื่องนี้บรรดามุตะกัลลิมไม่มีความขัดแย้งใดๆ กล่าวคือทุกสำนักคิดและมุตะกัลลิมทุกคนต่างก็ยอมรับว่าพระองค์อัลลอฮฺทรงกอดีม มีมาแต่ตั้งเดิมไม่จุดเริ่มต้น
บรรดามุตะกัลลิมได้ให้ความหมายซีฟาตกอดีมว่า “คือพระองค์ทรงมีมาแต่เดิมโดยที่ไม่มีสิ่งใดมาหน้าพระองค์และพระองค์ทรงอมตะอีกด้วยคือการสูญสิ้นหรือการดับสูญจะไม่เกิดขึ้นกับพระองค์ อยู่สม่ำเสมอและคงอยู่ต่อไป และถือว่าความเป็นอมตะและการมีมาแต่เดิมของพระองค์เป็นซีฟาตคู่กับซาตไม่ใช่อมตะเวลาแต่อมตะด้วยซาตพระองค์ซ.บ.
อัลลามะฮฺฮีลลี้ยฺกล่าวว่า “ความกะดีม(ดั้งเดิมและอมตะ) ถือว่าเป็นซีฟาตซูบูดีย์ของพระองค์ และความหมายคือพระองค์ทรงมีมาแต่เดิมและคงอยู่ต่อไปอมตะ เพราะว่าพระองค์เป็นสาเหตุของทุกๆ สิ่ง ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสิ่งใดมาก่อนพระองค์ หรือหลังจากนั้นจะสูญสลาย และความอมตะของพระองค์คู่กับซาตไม่แยกจากซาต เหตุผลที่แสดงให้เห็นถึงความอมตะของพระองค์ถือซาตของพระงอค์นั้นไม่มีวันจะสูญสลาย จึงถือว่าพระองค์ทรงอมตะและคงอยู่อย่างนิรันด์”
- พระองค์อัลลอฮฺซ.บ.ทรงได้ยินและทรงเห็น
สำนักคิดชีอะฮฺเชื่อว่า “การได้ยินและการมองเห็นของพระองค์อัลลอฮฺซ.บ.ไม่ใช่ย้อนกับไปหาความรอบรู้ของพระองค์ต่อสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่ได้ยิน และให้ความหมายการรับรู้และเข้าใจต่อสิ่งปลีกย่อยต่างๆ”
ท่านนะซีรุดดิน ตูซีย์กล่าวว่า “ความหมายของการได้ยินและการมองเห็นของพระองค์อัลลอฮฺคือ การรับรู้ต่อสิ่งต่างๆ ที่เฉพราะจากสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่ได้ยิน คือสีเสียงทุกอย่าง ณ พระองค์นั้นรับรู้ และไม่ใช่ให้ความว่าพระองค์ทรงรอบรู้ เพราะว่าอิลมฺของพระองค์ควบคุมไปทุกอย่าง แต่การได้ยินและการเห็นเพียงการรับรู้(อิดรอก)สิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่ได้ยินทั้งหมด”
- พระองค์อัลลอซ.บ.ทรงสนทนา
สำนักคิดชีอะฮฺอิมามียะฮฺกล่าวว่า “กะลามของพระองค์อัลลอฮฺที่ถูกเขียนขึ้นมาเรียกว่าอัลกุรอานถือว่าเป็นสิ่งใหม่ แต่ผู้พูดนั้นหมายถึงการให้คำสั่งต่างๆ เกิดขึ้นถือว่าเป็นซีฟาตซาตีย์”
นะซีรุดดีน ตูซีย์กล่าวว่า “ซีฟาตหนึ่งที่ถือว่าเป็นซีฟาตซาตีย์คือการสนทนาของพระองค์ โดยให้ความหมายว่าพระองค์ได้กำหนดให้อักษรและเสียงออกมาเป็นรูปประโยคไม่ใช่พระองค์ทรงพูดเหมือนกับมนุษย์”
ท่านอัลลามะฮฺฮีลลีย์กล่าวว่า “มุตะกัลลิม (ผู้พูด) ของพระองค์อัลลอฮฺซ.บ.คือ การกำหนดให้คำพูดต่างๆ เกิดขึ้นบนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ไม่ใช่) พระองค์ได้พูดออกมาเหมือนมนุษย์)(1)
สำนักคิดซีอะฮฺอิมามียะฮฺกล่าวว่า “กะลามของพระองค์อัลลอฮฺที่ถูกเขียนขึ้นมา เรียกว่าอัลกุรอานถือว่าเป็นสิ่งใหม่ แต่ผู้พูดนั้นหมายถึงการให้คำสั่งต่างๆ เกิดขึ้นถือว่าเป็นซีฟาตซาตีย์”
ท่านนะซีรุดดีน ตูซีย์กล่าวว่า “ซีฟาตหนึ่งที่ถือว่าเป็นซีฟาตซาตีย์คือการสนทนาของพระองค์ โดยให้ความหมายว่าพระองค์ได้กำหนดให้อักษรและเสียงออกมาเป็นรูปประโยค ไม่ใช่พระองค์ทรงพูดเหมือนกับมนุษย์”
อัลลามะฮฺฮีลลีย์กล่าวว่า “มุตะกัลลิม (ผู้พูด) ของพระองค์อัลลอฮฺซ.บ.คือ การกำหนดให้คำพูดต่างๆ เกิดขึ้นบนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ไม่ใช่) พระองค์ได้พูดออกมาเหมือนมนุษย์)
ซีฟาตซัลบียะฮ์ของพระองค์อัลลอฮฺซ.บ.
ซีฟาตซัลบียะฮฺหมายถึงบรรดาคุณลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับพระองค์อัลลอฮฺซ.บ.และถือว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ เพราะว่าซีฟาตซัลบียะฮฺถ้าเกิดขึ้นกับพระองค์เมื่อไหร่ ถือว่าพระองค์ทรงบกพร่องและไม่สมบูรณ์ ดังนี้
- พระองค์ทรงไม่มีส่วนประกอบ
บรรดามุตะกัลลิมได้กล่าวว่า “พระองค์อัลลอฮฺทรงไม่ส่วนประกอบและไม่ถูกประกอบกับสิ่งใด เพราะว่าการประกอบหรือมีส่วนประกอบถือว่าได้พึ่งพา ถ้าพระองค์ได้พึ่งพา เท่ากับพระองค์ไม่มีความสมบูรณ์นั่นเอง”
ท่านนะซีรุดดีน ตูซีย์กล่าวว่า “พระองค์อัลลอฮฺซ.บ.ไม่มีส่วนประกอบและเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะประกอบเข้ากับสิ่งอื่น เพราะว่าการประกอบหรือมีส่วนประกอบ เป็นเหตุให้ต้องพึ่งพาไป และทุกสิ่งที่ได้พึ่งพาสิ่งนั้นเป็นสิ่งใหม่ ดังนั้นซาตพระองค์ซึ่งมีความสมบูรณ์ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะพึ่งพาไปยังสิ่งอื่น ดังนั้นพระองค์ไม่ทรงมีส่วนประกอบใดๆ”
- พระองค์ทรงไม่มีเรือนร่าง
อีกคุณลักษณะหนึ่งสำหรับพระองค์นั้นไม่มี และเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นต่อพระองค์คือ การมีเรือนร่างและการเป็นวัตถุ กล่าวคือ จากการที่ได้พิสูจน์มากแล้วว่าพระองค์นั้นไม่มีส่วนประกอบและไม่ถูกประกอบเข้ากับสิ่งใด ดังนั้นสามารถเข้าใจได้ว่าพระองค์อัลลอฮฺซ.บ.ทรงไม่มีเรือนร่างและไม่ใช่เป็นวัตถุอย่างแน่นอน
บรรดามุตะกัลลิมได้นำหลักฐานและเหตุผลในการพิสูจน์ถึงการไม่มีเรือนร่างของพระองค์ คือ ถ้าพระองค์ทรงมีเรือนร่าง ถือว่าพระองค์นั้นมีสถานที่และมีขีดจำกัด ทุกๆ สิ่งที่มีสถานที่และมีขอบเขต ย่อมมีการพึ่งพาต่อสิ่งนั้น เมื่อมีการพึ่งพาย่อมเป็นสิ่งใหม่ ดังนั้นค้านกับซีฟาตซาตีย์ของพระองค์ที่ว่าพระองค์ทรงมาแต่เดิมและพระองค์ไม่ทรงเป็นสิ่งที่เกิดมาใหม่ ด้วยเหตุนี้เป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะมีเรือนร่าง
ท่านนะซีรุดดีน ตูซียฺกล่าวว่า “พระองค์อัลลอฮฺไม่มีเรือนร่างและไม่ใช่ธาตุวัตถุ เพราะว่าถ้าพระองค์มีเรือนร่างเท่ากับพระองค์นั้นอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง และมีการพึ่งพาต่อสถานที่นั้นเมื่อมีการพึ่งพาเท่ากับพระองค์ทรงเป็นสิ่งใหม่ ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะมีเรือนร่าง”
- พระองค์อัลลอฮฺทรงไม่ใช่ธาตุวัตถุ
คือพระองค์ไม่ใช่ธาตุวัตถุ บรรดามุตะกัลลิมได้นำเหตุผลมาพิสูจน์ในเรื่องนี้ว่า การเป็นวัตถุ เป็นที่มาของการเป็นสิ่งเกิดใหม่และการเป็นธาตุวัตถุบ่งบอกถึงการมีสถานที่ ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์อัลลอฮฺจะเป็นธาตุ
- พระองค์อัลลอฮฺทรงไม่มีสถานที่
ส่วนมากของมุตะกัลลิมได้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าพระองค์อัลลอฮฺไม่มีสถานที่และไม่มีที่อยู่ เพราะว่าการมีสถานที่สำหรับพระองค์อัลลอฮฺถือว่าเป็นไม่ได้ เพราะเท่ากับพระองค์นั้นเป็นวัตถุ เมื่อพระองค์เป็นวัตถุ เท่ากับพระองค์มีเรือนร่าง เมื่อพระองค์มีเรือนร่างเท่ากับพระองค์เป็นสิ่งที่เกิดใหม่
ท่านนะซีรุดดีน ตูซีย์มุตะกัลลิมซีอะฮฺกล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะมีสถานที่ เพราะการมีสถานที่เป็นที่มาของการมีส่วนประกอบ (คือเวลาและสถานที่)”
- มนุษย์มองไม่เห็นพระเจ้เเห็นด้วยตา
อัลลามะฮฺฮีลลี้ยฺกล่าวว่า “การมองเห็นพระองค์ด้วยสายตา ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เพราะสิ่งที่สิ่งที่ถูกมองเห็นมีของเขตมีด้านมีสถานที่จำกัด และอยู่ต่อหน้า ดังนั้นสิ่งนั้นต้องเป็นวัตถุและมีเรือนร่าง และสิ่งนี้สำหรับพระองค์อัลลอฮฺเป็นไปไม่ได้ เพราะพระองค์ได้กล่าวต่อนบีมูซา(อ) ว่า “โอ้มูซา เจ้าจะไม่เห็นข้าตลอดกาล” ซึ่งคำว่า “ لن ” (ลัน) ในภาษาอาหรับบ่งบอกถึงการปฏิเสธตลอดกาล”
- พระองค์ทรงไม่หุ้นส่วนและภาคีกับสิ่งใด
พระองค์ทรงไม่มีการหุ้นส่วนหรือภาคีกับสิ่งใด ความหมายในซีฟาตซัลบีย์ในเรื่องนี้คือ สำหรับพระองค์อัลลอฮฺนั้นไม่การหุ้นส่วนหรือขอความช่วยเหลอใดๆ ในการงานของพระองค์ เหตุผลคือถ้าพระองค์ทรงมีหุ้นส่วนหรือของความช่วยเหลือ เท่ากับพระองค์ไม่มีความเพียงพอและพึ่งพา เมื่อพระองค์พึ่งพา เท่ากับพระองค์นั้นไม่ทรงมีความสมบูรณ์ในซีฟาต ดังนั้นค้านกับความเป็นพระเจ้าของพระองค์นั่นเอง
ท่านอัลลามะฮฺฮีลลี้ยฺกล่าวว่า “ซีฟาตซัลบียฺหนึ่งของพระองค์อัลลอฮฺคือพระองค์ทรงไม่หุ้นส่วนและภาคีกับสิ่งใด เหตุผลในเรื่องนี้คือ
ก.อัลกุรอานและฮาดีษได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการไม่ภาคีหุ้นส่วนกับต่อสิ่งใดของพระองค์
ข. เหตุผลทางปรัชญา ว่าด้วยข้อพิสูจน์การมีพระเจ้าองค์เดียว คือถ้ามีพระเจ้าหลายองค์ แน่นอนทำให้ความเป็นระบบระเบียบต่างๆ ของโลกต้องพินาศ เมื่อระบบต่างไม่มีการพินาศ ดังนั้นแสดงว่าพระเจ้ามีองค์เดียว
ค. การกล่าวว่าพระองค์มีการหุ้นส่วนหรือภาคีต่อสิ่งอื่น เท่ากับพระองค์ได้พึ่งพาต่อสิ่งเหล่านั้น
นักเทววิทยาสำนักชีอะฮ์กล่าวว่า “ในอัลกุรอานมีหลายอายะฮฺที่กล่าวถึงเตาฮีดของพระองค์เช่น
“สำหรับพวกเจ้าไม่มีสิ่งใดเลย นอกจากพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น”(บทอัลอะรอฟ โองการ59)
“อันแท้จริงอัลลอฮฺคือพระเจ้าองค์เดียว”( บทอันนิซา โองการ171)
เหตุผลที่ 2 ถ้าพระองค์มีการหุ้นส่วนหรือตั้งภาคีกับสิ่งอื่นใด แน่นอนโลกนี้ต้องพินาศ เพราะว่าการมีภาคี เท่ากับมีความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
เหตุผลที่ 3 ถ้าพระองค์มีการภาคีกับสิ่งอื่นหรือมีการหุ้นส่วน เท่ากับพระองค์ได้ส่วนประกอบ และทุกสิ่งที่มีส่วนประกอบสิ่งนั้นเป็นสิ่งเกิดใหม่ และสิ่งเกิดใหม่ ย่อมต้องการผู้ให้เกิด ดังนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์







