INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ใครจะชนะสงครามไวรัส

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

ใครจะชนะสงครามไวรัส

ผมไม่ได้หมายความว่าประเทศไหนจะชนะสงครามไวรัส แต่ผมหมายถึงสงครามระหว่างไวรัสฝ่ายหนึ่งกับมนุษย์ฝ่ายหนึ่ง ที่กำลังสัประยุทธ์กันในเวลานี้และมนุษย์กำลังตกเป็นฝ่ายถอยกรูด ณ แต่ละแนวรบ มนุษย์ต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว จนตั้งตัวแทบไม่ทัน

หวั่นเหลือเกินว่า ผลที่สุดมนุษย์จะแตกพ่ายยับเยิน นั่นคือการสิ้นสูญเผ่าพันธุ์ เหมือนกับครั้งที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปเมื่อ ๖๕ ล้านปีที่แล้ว

น่ากลัวไหมครับ

เพราะมนุษย์เราไม่ได้เตรียมตัวหาดาวอื่น ที่มีสภาวะแวดล้อมเหมาะสมอย่างดาวโลก ที่จะอพยพไปอยู่ หรือถึงแม้หาดาวเตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่จะอพยพไปได้อย่างไร ในเมื่อไม่มียานพาหนะเหมือนยาน”เอ็นเตอร์ไพรซ์”อย่างในภาพยนตร์”สตาร์ เทร็ก” หรือมี”เครื่องย้ายมวลสาร”อย่างในภาพยนตร์เรื่อง“สตาร์เกต”

ที่กล่าวนำมาทั้งหมดนั้น แม้จะเข้าข่ายเพ้อฝัน แต่ก็มีข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ ธรรมชาติได้ส่งอาวุธร้ายคือ”ไวรัส”มาทำลายล้างมนุษย์ หมายกวาดเรียบจนหมดโลก ชนิดที่แทบจะทันทีทันควัน หลังจากมนุษย์ได้บ่อนทำลายธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มขึ้นเมื่อปีพ.ศ. ๒๓๐๓ เป็นต้นมา ด้วยการผลิตเครื่องจักรไอน้ำ(ที่เริ่มต้นจาก”เจมส์ วัตต์”)มาใช้ในอุตสาหกรรมแทนแรงคน แรงสัตว์และแรงธรรมชาติ(จากกระแสลม-กระแสน้ำ) ด้วยการใช้เชื้อเพลิง เช่น ถ่านหินและน้ำมัน  และพัฒนามาเป็นเครื่องยนตร์สันดาปภายนอกกับเครื่องยนตร์สันดาปภายใน ซึ่งล้วนใช้เชื้อเพลิงจากซากสัตว์-พืชโบราณที่เรียกว่า””ฟอสซิล”

ผมจำเป็นต้องหยิบยกเรื่องเครื่องจักรมาพรรณา เพียงเพื่อบอกว่า บรรดาเชื้อเพลิง จากซากฟอสซิล อันได้แก่ ถ่านหิน น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาตินั้น ล้วนเป็นต้นตอหลักของปัญหาโลกร้อน(Global warming) เพราะได้ขุดขึ้นมาใช้ อย่างมากมายมหาศาลในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจากใช้เชื้อเพลิงของยวดยานพาหนะ ปล่อยก๊าซต่างๆ สู่ชั้นบรรยากาศ ซ้ำเติมภาวะเรือนกระจกที่เกิดขึ้นแล้วตามธรรมชาติ(เพื่อรักษาสมดุล) ให้ค่อยๆกลายเป็นภาวะโลกร้อนมากขึ้นๆ จนในที่สุดโลกก็เกิดอาการป่วยชัดเจน ในลักษณะสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง(Climate change) อย่างรุนแรง เช่น ในรูปของพายุโหมกระหน่ำ ฝนตกหนักต่อเนื่องยาวนาน น้ำหลากน้ำท่วม แผ่นดินถล่ม แห้งแล้งกันดาร อภิมหาไฟป่า ฤดูกาลที่ร้อนกลายเป็นหนาว หนาวกลายเป็นร้อน เปลี่ยนแปลงชนิดเอาแน่เอานอนไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก เพราะความแห้งแล้งผิดปกติและขาดแคลนอาหาร

และที่แน่ๆ ก็คือ เกิดโรคภัยไข้เจ็บแปลก ๆ เช่น “เมอร์ส” หรือ”ซาร์ส” หรือ”อีโบลา”

จนหลังสุดก็คือ”ไวรัสโคโรนา” แพร่ระบาดไปทั่วโลก เข้าหลัก

”ธรรมชาติเอาคืนมนุษย์”เพราะกระหน่ำทำร้ายมัน(ธรรมชาติ)มาตลอด ในระยะเวลาเพียงไม่ถึงสามศตวรรษ(ราว ๒๖๐ ปี) ในระยะเวลาเพียงแค่”เสี้ยวจิ๊ดเดียว”ของอายุโลก ที่อยู่มายาวนาน ๔.๖ พันล้านปี โดยมนุษย์อุบัติขึ้นมาบนโลก(กลุ่มที่มาก่อนใครในพื้นที่”ยูเรเซีย”)ราว ๑๒๕,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจาก”ความโลภและความหลง”ของมนุษย์ที่ผิดปกติเท่านั้น

โลภผิดปกติ จากการแสวงหาความมั่งคั่งอย่างไม่รู้จบ แสวงหาอำนาจอย่างไม่รู้จบ

หลงยึดติดความมั่งคั่ง ความร่ำรวย เป็นสรณะ

จนลืมไปว่า ความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงนั้น เพียงแค่มีพออยู่ พอกิน พอใช้ ก็น่าจะใช้ได้แล้ว คืออยู่อย่างสมถะ ไม่ถึงกับต้องอยู่อย่างพระหรอกครับ เพราะนั่น ท่านอยู่อย่างเทวดา มุ่งพระนิพพานอยู่แล้ว

เมื่อสงครามมาประชิดตัว ต้องรบพุ่งพัวพันอย่างนี้ มนุษย์ควรทำอย่างไร

ผมขอเสนอให้จัดระเบียบโลกใหม่เลยครับ จะเรียกให้เท่ ก็คือ Neo new world order หรือ “จัดระเบียบโลกใหม่”ด้วยการ”จัดใหม่”อีกที

ลัทธิจัดระเบียบโลกใหม่ นั้นมีพัฒนาการมาตลอดตั้งแต่ช่วงปี ๑๙๐๐ ด้วยการตั้งเป้าหมาย ทำให้”โลกเป็นโลกเดียว”หรือ  One world order

จนหลังสุด เมื่อสหรัฐขึ้นมาเป็น”มหาอำนาจขั้วเดียว”หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตแล้ว การจัดระเบียบโลกใหม่โดยสหรัฐ ก็ไล่เรียง ให้ความสำคัญตามลำดับ ดังต่อไปนี้คือ

๑ ความเป็นประชาธิปไตย

๒ สิทธิมนุษยชน

๓ สภาพแวดล้อม

๔ การค้าเสรี

๕ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร

ซึ่งปรากฎว่า การพัฒนาสู่เป้าหมายดังกล่าว กระทำในลักษณะที่ผิดเพี้ยนไปหมด  เพราะสหรัฐและชาติพันธมิตร ที่ร่ำรวยมั่งคั่ง นำหลักการนี้มาใช้แสวงหาผลประโยชน์จากชาติอื่น ที่มีอำนาจต่อรองด้อยกว่า โดยนำเอาระเบียบที่กำหนดไว้ บีบบังคับชาติต่างๆ ให้ตกอยู่ในอิทธิพล

ที่สำคัญที่สุดก็คือไม่รักษาสภาพแวดล้อม

ดังนั้น หากจะต่อสู้เพื่อเอาชนะไวรัส ให้ได้ ก็จะต้องยกเอาข้อ ๓ ว่าด้วยสภาพแวดล้อมให้ความสำคัญ ขึ้นไปเป็นข้อ ๑

ถามว่า สหรัฐจะทำได้ไหม (ในฐานะที่เสียหายอย่างหนักในสงครามไวรัสเที่ยวนี้) ที่จะตั้งใจจะตั้งตนเป็นผู้นำรณรงค์ ชี้ชวนให้ทั่วโลก ช่วยกันทำให้สภาพแวดล้อมโลก ได้ฟื้นกลับคืนสู่ภาวะปกติมีสมดุลอีกครั้ง

ธรรมชาติจะได้เลิกลงโทษมนุษย์ ด้วยการส่งไวรัสมาสั่งสอนอีก (มันมาแน่ ๆ ถ้ายังไม่ฟัง)

หรือว่า จะต้องรอให้ จีน ซึ่งกำลังจะกลายเป็นชาติอภิมหาอำนาจชั้นนำในทางเศรษฐกิจ ขึ้นมาดำเนินการแทนสหรัฐ ที่มักจะหลีกเลี่ยงลดการปล่อยก๊าซเสีย จากอุตสาหกรรม ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ แม้คณะนักวิทยาศาสตร์จะเสนอผลงานการวิจัย เมื่อสองปีที่ผ่านมาว่า โรงงานอุตสาหกรรมสหรัฐ ปล่อยก๊าซมีเทน ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณที่น่าจะเป็นอันตราย

ครับ มีข่าวดีจะบอกว่า เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ สำนักข่าว”เซาธ์ ไชนา มอร์นิง โพสต์”ของ”แจ็ก หม่า”รายงานด้วยภาพเคลื่อนไหวว่า ระหว่างการปิดเมืองต่างๆ ในจีน ช่วง”ไวรัสโคโรนา”แพร่ระบาด จะพบว่าท้องฟ้าสดใสอย่างเห็นได้ชัด เพราะอุตสาหกรรมทุกอย่างปิดตัว

เอาเป็นว่า ไม่ว่าการแพร่ระบาดของ”โควิด 19” จะอยู่นานอีกเท่าไร ทุกชาติในโลกนี้ สมควรจะฉวยโอกาส ระหว่างการ”ล็อกดาวน์”ปิดโรงงานอุตสาหกรรมชั่วคราว ช่วยกันรณรงค์ ต่อต้าน”ภาวะโลกร้อน”ตัวการปัญหาอย่างจริงจัง ก็น่าจะได้ผล นับเป็นการ”ตีเหล็กแต่ยังร้อนๆ”

โดยกดดันผ่านสหประชาชาติ เพื่อเรียกร้องให้ชาติอุตสาหกรรม ทบทวน”การจัดระเบียบโลกใหม่ ให้มาเป็น”ระเบียบโลกใหม่-จัดใหม่” โดยให้ความสำคัญต่อสภาพแวดล้อมเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะไม่มีที่หลบซ่อนไวรัส

งานนี้ ใคร่ขอเสนอให้ประเทศไทย เป็นตัวตั้งตัวตี เสนอการรณรงค์นี้ผ่านสหประชาชาติ ด้วยมติของ”อาเซียน” ก็น่าจะได้

เรียนถามรัฐมนตรีต่างประเทศ”ดอน ปรมัตถ์วินัย”ว่าเอาด้วยไหมครับ กับข้อเสนอนี้

หรือจะปล่อยไวรัสชนะสงครามครั้งนี้อย่างง่ายดาย โดยไม่คิดจะตั้งป้อมตีโต้เลย

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com