อารยธรรมอิสลามกับวิทยาการด้านปรัชญาและตรรกวิทยา ปรัชญาอิสลาม : อัตลักษณ์และคุณค่าทางปัญญา ตอนที่ 5

อารยธรรมอิสลามกับวิทยาการด้านปรัชญาและตรรกวิทยา
ปรัชญาอิสลาม : อัตลักษณ์และคุณค่าทางปัญญา ตอนที่5
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ประวัติการกำเนิดตรรกศาสตร์
การพยายามที่จะแสวงหาความรู้และความเข้าใจในเนื้อหาด้านปรัชญาและตรรกศาสตร์ ถือว่าเป็นการตอบสนองธรรมชาติบริสุทธิ์(ฟิตเราะฮ์)ที่ถูกสร้างมาให้เสาะหาสิ่งที่ความรู้และการใช้หลักปัญญาเพื่อเข้าใจตัวเอง เอกภพและสิ่งที่อยู่เบื้องหลังธรรมชาติ และการเพียรพยายามในการที่จะเรียนรู้ด้านตรรกศาสตร์ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่พิเศษหนึ่งของมนุษย์ เพราะว่าแม้แต่อริสโตเติลได้นิยามมนุษย์ไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ใช้ความคิดและเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ติดตัวอยู่คือการแสวงหาความรู้และการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และเราจะพบว่า การใช้ความคิดและการมีหลักตรรกะคือความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะและเป็นความพิเศษของมนุษย์เท่านั้น ถึงแม้ว่าสัตว์อื่นๆจะมีธรรมชาติแห่งการสัมผัสหรือมีประสาทสัมผัสในการเรียนรู้ แต่ทว่านั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนทางในการเรียนรู้และการสร้างองค์ความรู้แต่ทว่ามนุษย์ใช้ปัญญาใช้เหตุผลในการเอาตัวรอดและการเรียนรู้ชีวิตและการสร้างความก้าวหน้า และในทัศนะของอิสลามถือว่าวิทยาการด้านการใช้สติปัญญา คือ องค์ความรู้ที่ผ่านกระบวนการคิดและการใช้หลักตรรกะในการพิสูจน์ด้วยสติปัญญาขั้นสูง เพื่อเข้าใจและประจักษ์รู้ถึงปัจจัยเหตุของการเกิดขึ้นของปัจจัยผลต่างๆในสรรพสิ่งที่เราพบเจอบนโลกใบนี้ และยังสร้างปรากฏการณ์ถึงการสร้างองค์ความรู้อย่างประจักษ์รู้ต่อเรื่องต่างๆ เช่นภาวะของสิ่งที่มีอยู่ ภาวะทางภวันต์(Being) และภาวะของการรู้จัก ภาวะทางจิต สิ่งเหนือธรรมชาติ พระเจ้า และอื่นๆที่เป็นเนื้อหาที่น่าสนใจและชวนให้สืบค้น
ถ้าเราลองสังเกตุและพิจารณาในการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์เรานั้น จะพบว่าเรามีการใช้เหตุผลเป็นกระบวนการทางความคิด และจะพูดคุยหรือจะตัดสินอะไรบางอย่างนั้น อย่างมีเหตุมีผล หรือบางครั้งก็จะพยายามแสดงออกต่อเนื้อหาที่มีเหตุผลหรือหลักฐานที่ดีพร้อมเพื่อมาสนับสนุน หรือลึกไปกว่านั้นเรายังต้องอธิบายถึงปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นโดยพยายามที่จะหาเหตุและผลมาอ้างอิงถึงการเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านั้น หรือบางครั้งการพิจารณาการตัดสินความและการพิพาทระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งขัดแย้งใดๆด้วยการนำหลักฐานและหลักเหตุและผลมาแสดงต่อกันและกันและนำไปสู่การพิพากษา ดัวยเหตุนี้เราจึงพบว่ามนุษย์ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในการใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้ จนกลายเป็นความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการด้านต่างๆ เหตุผลจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการดำเนินชีวิตของมนุษย์
แต่ทว่าก็มีบางครั้งในบางเหตุผลที่มนุษย์เรานำมาอ้างอิงหรือนำมาเป็นหลักฐานอาจไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้องเสมอไป ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักการใช้เหตุผลที่ถูกต้องและรู้จักวิวัฒนาการของตรรกศาสตร์ ซึ่งจะทำให้เรารู้จักการใช้เหตุผลมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเรามักใช้เหตุผลตามความเคยชินโดยขาดหลักเกณฑ์และการพิจารณาอย่างรอบคอบ เป็นเหตุให้เกิดความสับสนระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง ดังนั้นเราต้องมีวิจารณญาณที่จะแยกแยะเหตุผลที่ดีออกจากเหตุผลที่ ไม่ดีได้ แต่บางครั้งการวิเคราะห์การอ้างเหตุผลต้องใช้หลักเกณฑ์มาช่วยในการพิจารณาและนั่นแหละการที่จะต้องจัดระเบียบตรรกศาสตร์และการให้ตรรกศาสตร์เกิดขึ้นมา
ถึงแม้ว่าการสืบค้นทางด้านประวัติศาสตร์จะเป็นเรื่องยากก็ตามในการจะหาข้อสรุปว่าตรรกศาสตร์เกิดขึ้นมาเมื่อไหร่และได้วิวัฒนาการมาจากไหน แต่ทว่านักประวัติศาสตร์ทางด้านวิทยาการต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า แท้จริงศาสตร์ทางด้านการใช้ความคิดหรือตรรกศาสตร์ได้ถือกำเนิดมาจากในดินแดนนครรัฐกรีก เพราะว่ามีหลักฐานยืนยันว่าเนื้อหาทางด้านการใช้เหตุผลและหลักตรรกะพื้นฐานได้ถูกบันทึกไว้ในตำรับตำราของนักปราชญ์แห่งยุคกรีกโบราณ บุคคลแรกที่ได้นำหลักการอ้างเหตุผลและการใช้หลักตรรกะคือ ปาร์มินีดุส ( Paiminidus:ก่อนค.ศ.487) เขาได้นำหลัก”การใช้เหตุผล”ในด้านการโต้ตอบและการถกปัญหาทางวิชาการระหว่างสำนักต่างๆ โดยได้นำหลักคิดทางด้านหลัก”วิภาษวิธี”(Dialectic) และยุคต่อมาสานุศิษย์ของเขาได้สืบสานด้านการอ้างเหตุผลในเชิงตรรกะและได้พัฒนามีความก้าวหน้าจนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการถกเถียงทางวิชาการและการโต้ตอบระหว่างคนที่คิดเห็นต่างได้อย่างน่าสนใจทีเดียว
ต่อมาในช่วงท้ายศตวรรษที่5ก่อนคริสตศักราช บรรดานักวิชาการชาวกรีกและสำนักต่างๆได้นำเนื้อหาทางด้านการถกเถียงและการโต้ตอบมากขึ้น โดยยึดหลักการใช้เหตุผลของปาร์มินีดุส จนประสบความสำเร็จเกินขาด ดังนั้นจึงได้สนับสนุนและได้ให้ความสำคัญต่อการใช้หลักเหตุผลมากขึ้น และมีอีกบุคคลที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น คือโปรเดกุส(Prodecus) เขาได้แสดงความคิดและวิพากษ์วิจารณ์ต่อชนชั้นปกครองและสอนให้ประชาชนด้วยการใช้หลักการของการใช้เหตุและผลและมีรูปแบบที่เป็นเชิงตรรกะ จนทำให้เขาถูกขับไล่และเนรเทศ เนื่องจากมีความคิดนอกกรอบ และมีผู้ปกครองยังได้ทำลายตำรับตำราที่เขาแต่ง โดยการนำไปเผาจนหมดสิ้น ซึ่งกล่าวกันว่าตำราเหล่านั้นได้เขียนถึงการการถกเถียงและการโต้ตอบที่ใช้หลักเหตุผลและการอ้างอิงเหตุผลที่มนุษย์นั้นให้การยอมรับ
ต่อมาประวัติศาสตร์ของยุคกรีกโบราณได้บันทึกว่า หลังจากที่ประชาชนได้ยอมรับความจริงและเชื่อต่อการมีอยู่สิ่งต่างๆรอบตัวของเขาแล้ว หลังจากนั้นชาวกรีกได้กลับสู่ภาวะความสงสัยและการไม่ยอมรับการมีสิ่งต่างๆ เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นคือภาพลวงตา จนเกิดการถกเถียงกันในวงกว้างและมีการโต้ตอบระหว่างกลุ่มที่เชื่อว่ามีความจริงอยู่กับกลุ่มที่สงสัย จนทำให้มีนักถกเถียงและจัดตั้งกลุ่มคณะบุคคลของพวกเขาในเรื่องการถกเถียงและการโต้ตอบกับฝ่ายตรงกันข้ามโดยใช้หลักการถกเถียงที่ลวงล่อฝ่ายตรงกันข้ามในตกหลุมพลาง และกลุ่มคนพวกนี้ถูกรู้จักในนาม”พวกโซฟิสต์”(Sophists:แปลว่าปราชญ์) และกลุ่มโซฟิสต์ได้ขยายตัวการยอมรับจากประชาชนมากยิ่งขึ้น มีทั้งมีเอกลักษณ์ของการถกเถียงและการโต้ตอบกับฝ่ายตรงกันข้ามอย่างชำนาญทีเดียว จนกระทั้งความหมายเดิมของคำว่าโซฟิสต์แปลว่าปราชญ์นั้น ได้เปลี่ยนไปเป็นกลุ่มคนที่มีกลอุบายทางการถกเถียงโดยใช้หลักตรรกะแบบเหตุผลวิบัติ(Fallacy)เป็นเหตุผลลวง เพื่อเอาชนะฝ่ายตรงกันข้ามด้วยใช้หลัก”จับแพะชนแกะ” ทำให้นักคิดหรือผู้รู้บางท่านเสียทีกับเล่ห์เหลี่ยม จนทำให้โซเครติสได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ทางความคิดและโต้ตอบกับกลุ่มพวกนี้ และได้นำหลักการใช้เหตุผลเชิงตรรกะที่เป็นเลิศ ในที่สุดได้รับชัยชนะเหนือพวกโซฟิสต์ และได้ริเริ่มการวางรากฐานของกระบวนการคิด แต่ยังไม่ได้ออกมาเป็นรูปตัวอักษรหรือเป็นตำรา
จนกระทั้งมาถึงสมัยของเพลโต้ ศิษย์เอกของโซเครติส ได้ขยายความและเนื้อหาของตรรกศาสตร์บางประการ เช่นว่าด้วยเรื่องคำและประเภทของคำ การนิยาม และอื่นๆ จนเป็นที่ถูกรู้จักในนามของอะคาเดมีแห่งเพลโต้ หนึ่งจากสานุศิษย์ของเพลโต้ คืออริสโตเติล ถือได้ว่าเป็นผู้วางรากฐานที่เป็นรูปธรรมและเป็นตำราด้านตรรกศาสตร์ขึ้น โดยนำหลักคิดเชิงตรรกะเป็นระบบมากยิ่งขึ้น และมีเนื้อหาถึง 5 บท คือ
๑. ว่าด้วยเรื่องการอนุมาน
๒.ว่าด้ายหลักการพิสูจน์ความจริง
๓.ว่าด้วยหลักวิภาษวิธี
๔.ว่าด้วยเรื่องการกล่าวสุนทรพจน์และการโต้วาที
๕.ว่าด้วยหลักการใช้บทกวี
ตรรกศาสตร์อิสลาม
แม้จะมีทัศนะและมีการกล่าวกันมากว่า ตรรกศาสตร์อิสลามถือว่าเป็นวิทยาการหนึ่งที่ได้นำเข้ามาจากต่างชาติหรือถูกนำมาจากโลกภายนอก เหมือนกับบางคนที่เชื่อว่าปรัชญาอิสลามได้ถูกเข้ามาจากชาวต่างชาติ ไม่ได้เป็นวิทยาการดั้งเดิมของอิสลาม จนทำให้นักนิติศาสตร์อิสลามหรือบางสำนักของนักเทววิทยาอิสลามถือว่า ทั้งตรรกศาสตร์และปรัชญาเป็นสิ่งนอกรีตห้ามศึกษา และบางยุคถึงกับได้เอาผิดกับสถาบันที่มีการเรียนการสอนตรรกศาสตร์และปรัชญาเสียด้วยซ้ำ เพราะว่ารูปแบบและเอกลักษณ์ของตรรกศาสตร์ ไม่เหมือนกับวิทยาการอื่นๆของอิสลาม ได้มีการตั้งกระทู้และคำถามที่แปลกๆอีกทั้งให้คิดและสร้างทฤษฎีที่ค่อนข้างจะเบี่ยงเบนออกจากตัวบทของศาสนา ดังนั้นทำให้นักวิชาการบางกลุ่มของมุสลิมคิดว่า ตรรกศาสตร์ไม่ใช่มาจากวิทยาการอิสลาม หรือบางคนได้คิดไปไกลกว่านั้นว่า ตรรกศาสตร์เป็นวิทยาการที่อิสลามได้ยืมมาจากต่างชาติ มาจากกรีกโบราณ การกล่าวเช่นนี้มีบางประเด็นที่น่าสนใจและมีข้อโต้แย้งอยู่ในการอ้างเหตุผลนั้นว่า ถ้าเราเชื่อว่าตรรกศาสตร์คือหลักการใช้ความคิดหลักการใช้เหตุผลในการสืบค้นหาความจริง และตรรกศาสตร์คือการบวนการให้เกิดการคิดที่ถูกต้องหรือเป็นกระบวนการคิดที่จะแยกแยะระหว่างการคิดที่ผิดพลาดกับความคิดที่ถูกต้อง แน่นอนว่า ตรรกศาสตร์นั้นอยู่ในศาสนาอิสลามและเป็นวิทยาการหนึ่งของอิสลาม เพราะว่าอิสลามสนับสนุนให้มีความคิดและมีอิสระต่อการคิดเพื่อสืบค้นหาความจริงต่างๆที่สามารถตรวจสอบได้ และอิสลามยังได้ประณามต่อการยึดปฎิบัติตามบุคคล โดยปราศจากการใช้ความคิด
พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่า…
“ทวยเทพ(มะลาอิกะฮ์)ได้ทูลขึ้นว่า พระองค์จะทรงให้มีขึ้นในพิภพซึ่งจะเกิดการบ่อนทำลายและก่อการนองเลือดกระนั้นหรือ? ทั้งๆที่พวกเราได้ให้การสรรเสริญและสดุดีต่อพระองค์พร้อมกับการสรรเสริญต่อพระองค์ อีกทั้งยังได้เทิดทูนความบริสุทธิ์ในพระองค์”(บทอัลบาเกาะเราะฮ์ โองการที่ ๓๐)
โองการหนึ่งที่พระเจ้า พระอัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงแจ้งข่าวแก่มวลทวยเทพถึงการที่จะสร้างมนุษย์และสร้างตัวแทนของพระองค์บนหน้าแผ่นดิน จึงทำให้พวกเขาเกิดความสงสัยในการสร้างมนุษย์ของพระเจ้า และทวยเทพคงคิดว่า การสร้างสร้างสิ่งหนึ่งที่ประเสริฐสุด คือการรำลึกและการสรรเสริญพระองค์เพียงเท่านั้น
ในขณะที่ทวยเทพไม่รู้ว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ เพื่อการแสวงหาและการเข้าถึงพระนามแห่งพระเจ้า อีกทั้งจะไปถึงตำแหน่งแห่งตัวแทนพระเจ้า(คอลีฟะตุลลอฮ์)ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทวยเทพไปไม่ถึง
แท้จริงแล้วพระเจ้าทรงบันดาลให้มนุษย์เกิดขึ้นมา มีพลังที่พิเศษติดตัวมนุษย์มาด้วย นั่นคือพลังแห่งความคิดและการมีสติปัญญา เป็นพลังที่ทำให้มนุษย์สามารถแยกแยะสิ่งถูกผิด สามารถที่จะเลือกทางเดินอย่างมีเสรีภาพและอิสรภาพแต่ก็มีความรับผิดชอบในการงานของตนเองด้วยหลักสติปัญญา
แน่นอนว่ามนุษย์ยังต้องการหลักเกณท์และกฎระเบียบเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางการคิดและการใช้หลักสติปัญญาให้เกิดความถูกต้องและผิดพลาดในความคิดนั้น และนั่นแหละคือ ที่มาของ”ตรรกศาสตร์อิสลาม” ที่ผ่านการตกผลึกจากการไตร่ตรองและการขบคิดของนักปรัชญา จึงได้สร้างกฎระเบียบของการคิดเชิงตรรกะขึ้นมา โดยที่รากเง้าและต้นกำเนิดของกระบวนการคิดนั้น ได้เกิดขึ้นมาจากอุ้งตักของอิสลาม ไม่ใช่เป็นการยึมมาจากชาวต่างชาติ
ในสมัยการปกครองของบะนีอับบาส หรือยุคทองของคอลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ มีนักปราชญ์ของมุสลิมที่มีความชำนาญด้านภาษากรีกโบราณ หรือมีความรู้ทางด้านภาษาต่างประเทศ จึงได้นำตำราด้านตรรกศาสตร์ของอริสโตเติลมาแปลเป็นภาษาอาหรับ หนึ่งจากบุคคลที่ได้นำบทความเรียงด้านตรรกศาสตร์คือ ท่านฮุไนน์ บิน อิสฮาก หลังจากนั้นตำราด้านตรรกศาสตร์ได้ถูกนำมาเผยแพร่ในแวดวงมุสลิมแต่ช่วงแรกกระแสยังไม่ถูกตอบรับเท่าไหร่นัก จนกระทั้ง ตำราทางปรัชญาได้เป็นที่นิยมและนักวิชาการสนอกสนใจในศาสตร์นี้มากขึ้น ทำให้ตรรกศาสตร์ได้ถือว่าเป็นสาขาวิชาหนึ่งทางปรัชญา จนมาถึงสมัยของอัลฟารอบีย์ ได้นำหลักตรรกศาสตร์มาใช้อรรถาธิบายหลักปรัชญา จนกระทั้งมาถึงสมัยของอิบนุ สีน่า เขาได้แต่งตำราด้านตรรกศาสตร์และเขียนตำราตรรกศาสตร์อิสลามขึ้น โดยเป็นที่รู้จักในนาม “อันมันติก อัชชีฟาห”(ตรรกศาสตร์อิสลาม) มีรูปแบบการวางระบบและโครงสร้างที่สืบเนื่องจากอัลฟารอบีและอัลกินดีย์ได้วางไว้ ซึ่งเป็นการต่อเติมและเสริมตรรกศาสตร์อริสโตเติล จนปรากฏเป็นความสมบูรณ์และได้เนื้อหาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีการวางเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของวิชาตรรกศาสตร์อีกทั้งได้แยกระหว่างปรัชญากับตรรกศาสตร์ให้เป็นเป็นตัวตนมากยิ่งขึ้น และจากสมัยของอิบนุ สีน่า เป็นต้นมา นับได้ว่าวิชาตรรกศาสตร์ในอิสลามได้ถูกนำมาศึกษาและเรียนรู้กัน และถือว่าเป็นวิชาการด้านอิสลามแขนงหนึ่งที่มีความจำเป็นทีเดียว
นิยามตรรกศาสตร์
โดยทั่วไปตรรกศาสตร์ถูกนิยามไว้ดังนี้ คือศาสตร์หนึ่งที่เป็นเครื่องมือในการทำให้ความคิดและกระบวนการคิดนั้นถูกต้อง หรือ “ วิชาที่ว่าด้วยกฎระเบียบของหลักตรรกะวิธีเพื่อทำให้การคิดของมนุษย์มีความถูกต้อง
จากการนิยามข้างต้น พอจะเห็นเป็นภาพรวมๆได้ว่า แท้จริงวิชาตรรกศาสตร์คือเครื่องมือหนึ่ง นั่นคือ กฎระเบียบทางตรรกะวิธี เมื่อไหร่ที่มนุษย์ต้องการจะนำไปพิสูจน์หรือหาผลลัพท์ทางวิทยาศาสตร์หรือทางปรัชญา ให้นำเอากฏระเบียบหรือทฤษฎีทางตรรกวิทยานั้นหรือเครื่องมือนั้นมาพิสูจน์ เพื่อจะได้ผลลัพท์ที่ถูกต้อง ดังนั้นวิชาตรรกศาสตร์สำหรับนักปรัชญาเสมือนชาวสวนที่ต้องมีขวานเพื่อจะตัดไม้ หรือเหมือนกับชาวนาที่ต้องมีจอบหรือเสียมที่จะขุดร่องนา หรือผู้ที่จะเรียนภาษาอาหรับ จะต้องรู้หลักไวยกรณ์อาหรับ(วิชานะวุ วิชาศอร๊อฟ)
ประโยชน์การศึกษาตรรกศาสตร์
การศึกษาและแสวงหาความรู้ในด้านต่างๆของวิทยาการนั้น ก็จะพบว่าแต่ละศาสตร์เหล่านั้นมีประโยชน์ที่เป็นหลักสากลและบางศาสตร์ก็มีประโยชน์เป็นเนื้อหาเฉพาะ ดังนั้นการศึกษาตรรกศาสตร์ก็เช่นเดียวกันจะให้ประโยชย์ต่อผู้เรียนอย่างอนันต์และเกิดการเข้าใจต่อองค์ความรู้นั้นเพื่อต่อยอดในการเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์อื่นๆได้อย่างน่าทึ่งทีเดียง และเราจะขอหยิบยกประโยชน์ของตรรกศาสตร์มากล่าว ดังนี้
๑. เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ด้านการใช้ความคิดและกระบวนการคิดที่ถูกต้อง
๒. เพื่อจะได้รู้จักความคิดและกระบวนการคิดของมนุษย์ที่ทรงพลังและมีศักยภาพไร้ขีดจำกัด
๓. เพื่อสร้างกระบวนทางความคิดเชิงตรรกะ สามารถที่จะแยกแยะระหว่างความถูกต้องและผิดพลาด
๔. เพื่อสนองต่อความเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ดั้งเดิม(ฟิตเราะฮ์)ของมนุษย์ ในฐานะเป็นสัตว์การใช้ความคิด และบรรลุความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ในด้านสติปัญญา
ตรรกศาสตร์กับความสัมพันธภาพต่อศาสตร์อื่น
แท้จริงแล้วระหว่างศาสตร์ต่างๆมีความสัมพันธ์และเกื้อกูลระหว่างกันและกัน ดังนั้นตรรกศาสตร์อิสลามถือว่าเป็นศาสตร์หนึ่งที่มีความเชื่อมโยงและมีความสัมพันธ์ต่อศาสตร์อื่นๆ อีกทั้งยังรับใช้ต่อศาสตร์อื่นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว ดังนั้นบทบาทของตรรกศาสตร์อิสลามยุคปัจจุบันถึอว่าเป็นศาสตร์ที่มีคุณค่าและสร้างคุณูปการอย่างมากทีเดียว
ตรรกศาสตร์กับอิลมุอุซูล(อุซูลุลฟิกฮ)
จากความพัฒนาการทางด้านวิทยาการของอิสลาม และความเจริญก้าวหน้าทำให้นิติศาสตร์อิสลามก็ไม่หยุดอยู่กับที่ บรรดานักวินิจฉัยศาสนาต่างก็ได้ค้นคว้าและวิจัยปัญหาต่างๆเพื่อมุสลิมจะมีหลักปฏิบัติถูกต้อง และหนึ่งจากหลักฐานของการฮิจติฮาดคือสติปัญญา และสติปัญญามีบทบาทในการฮิจติอาดปัญหาทางศาสนาได้ระดับหนึ่ง ซึ่งในเนื้อหาของอุซูลุลฟิกฮ ภาคเหตุผลสติปัญญา ได้นำทฤษฎีทางปรัชญาอิสลามมาใช้ประโยชน์ เช่นในเรื่อง มุก็อดดิมะตุลวายิบ นั่นก็คือ เมื่อได้มีข้อบัญญัติเรื่องใดเรื่องหนึ่งเช่น การทำอัจญ์เป็นวายิบ ดังนั้นบทนำหรือสิ่งที่ต้องตระเตรียมเบื้องต้นเช่น การทำวีซ่า การหาเงินในการซื้อตั๋ว ก็ถือว่าเป็นวายิบ หรือนมาซเป็นวายิบ และนมาซจะถูกต้องได้ต้องมีวุฎุ ดังนั้นวุฎุจึงเป็นวายิบ
ตรรกศาสตร์กับมนุษยศาสตร์
ผลจากการที่นักปรัชญามุสลิมได้ยึดมั่นในอัลกุรอาน และซุนนะฮ ทำให้เกิดความยอมรับว่า อัลลอฮได้ทรงสร้างมนุษย์คู่แรกพร้อมกับชี้ทางนำเพื่อสามารถดำเนินชีวิตไปสู่การภัคดีต่อพระองค์ ดังโองการที่ว่า
“และเมื่อครั้งที่องค์อภิบาลของเจ้า ได้ตรัสแก่มวลมะลาอิกะฮว่า ฉันจะสร้างตัวแทนขึ้นในพื้นพิภพ “(๒/๓๐)
“โอ้มนุษย์ทั้งหลาย พวกเจ้าจงยำเกรงองค์อภิบาลของพวกเจ้า ผู้ทรงบันดาลพวกเจ้าจากชีวิตหนึ่ง และได้บันดาลจากชีวิตนั้น ซึ่งคู่ครองของเขา และพระองค์ทรงแพร่พันธุ์ไปจากทั้งสอง ซึ่งผู้ชายและผู้หญิงจำนวนมาก”(๔/๑)
จากคำสอนในอัลกุรอานพร้อมกับทฤษฎีทางมานุษยวิทยาให้คำตอบเหมือนกัน ซึ่งมนุษวิทยานั้นได้นำทฤษฎีทางปรัชญาอิสลามมาอ้างอิงในโครงสร้างของมนุษย์และความเป็นแก่นแท้ของมนุษย์ และจุดหมายปลายทางของมนุษย์ วิญญาณของมนุษย์ และอื่นๆ
ตรรกศาสตร์กับวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากในโลกปัจจุบัน การศึกษาวิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆขึ้น และวิทยาศาสตร์ในยุคก่อนและยุคปัจจุบันได้มุ่งค้นหาสิ่งหนึ่งคือความจริง โดยอาศัยการทดลอง ส่วนปรัชญาอิสลามได้สืบค้นความจริงแท้ ด้วยเหตุผล ดังนั้นการศึกษาวิทยาศาสตร์เช่นเรื่องจักรวาล เรื่องพืช มนุษย์ ทำให้เห็นถึงความสำคัญระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติและสภาพแวดล้อมในจักรวาล และเรื่องอื่นๆ ในวิทยาศาสตร์นั้นได้มีความสัมพันธ์กับปรัชญาอยู่มากทีเดียว เรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเรื่องของ สาเหตุและผล นั่นก็คือ(อิลลัต วะมะลูล) เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์หรือทดลองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต้องใช้ทฤษฎีทางปรัชญามาตัดสินในที่สุด และการศึกษาจักรวาล ฟิสิกค์ เคมี แสง เสียง เป็นส่วนหนึ่งในปรัชญาธรรมชาติของนักปรัชญามุสลิม เช่น ท่านคินดีย์ ท่านอิบนุ ซีน่า ทำให้เกิดทฤษฎีทางศาสตร์แห่งฟิสิกส์ขึ้นมากมาย แม้แต่เรื่องอะตอม นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงของมุสลิม เช่น บากิลลานี ท่านอิบนุรุชด์ ท่านอิมามฆอซาลี ได้เสนอแนวคิดเรื่องอะตอม(อ้างจากหนังสือปรัชญาอิสลาม กระทรวงศึกษาธิการปี ๒๕๒๔)
ตรรกศาสตร์กับปรัชญา
ความสัมพันธภาพระหว่างปรัชญากับตรรกศาสตร์ เป็นภาพที่เด่นชัดและโดดเด่นกว่าศาสตร์อื่นๆ เพราะถ้าเราได้จัดประเภทของศาสตร์หรือของวิทยาการจะพบว่าปรัชญาและตรรกศาสตร์จัดอยู่ในประเภทของศาสตร์ด้านการใช้หลักคิด หรือศาสตร์ด้านปัญญา เพราะตรรกศาสตร์จะช่วยให้กระบวนการทางความคิดทางปรัชญาในระดับลึกและระดับกว้างมีความสมบูรณ์และมีเหตุมีผลมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงไม่เป็นสิ่งที่แปลก ที่เราจะพบคำศัพท์เทคนิคของตรรกวิทยาได้ปรากฏอยู่ในตำราด้านปรัชญาไม่ว่าในสำนักมัชชาอียะฮ์ สำนักอิชรอกียะฮ์ และสำนักฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์ และสำนักย่อยอื่นๆ และยังจะพบว่านักปรัชญาคนสำคัญของมุสลิม เช่น อัลคินดีย์ อัลฟารอบีย์ อิบนุ สีน่า มุลลา ศอ็ดรอ และนักปรัชญาคนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่เป็นนักตรรกศาสตร์กันทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ตรรกศาสตร์เปรียบเสมือนปฐมบทของการเข้าสู่โลกของปรัชญา และปฐมบทของการเข้าสู่กระบวนการแห่งการคิดและการใช้หลักคิดเชิงปรัชญาที่ทำให้เข้าถึงหลักอภิปรัชญาได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น.







