วัฒนธรรมสมัยนิยมของอินเดีย ตอนที่ 8

วัฒนธรรมสมัยนิยมของอินเดีย ตอนที่ 8
จรัญ มะลูลีม
คงคา ยมนา (Gunqa Jumna) เป็นภาพยนตร์ที่เขียนบทและสร้างโดยพระเอกชื่อดังของอินเดีย อย่างดิลิพ กุมาร
เป็นภาพยนตร์แนวอาชญากรรมว่าด้วยสองพี่น้อง ซึ่งอยู่คนละฝั่งความคิด อันเป็นเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ของภาพยนตร์อินเดียในช่วงทศวรรษ 1970
ในช่วงเวลาดังกล่าวภาพยนตร์ที่เป็นมหากาพย์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาเช่นกัน อย่างเช่น งานของเค อะสีฟ (K.Asif) มุคัล อะซัม (Mughal Azam – กษัตรย์แห่งราชวงศ์มุคัล) ที่เข้าฉายในปี 1960 ที่กล่าวถึงเรื่องราวแห่งความรักและการพลัดพรากที่เกิดในราชวงศ์ มุคัลหรือโมกุล อันเป็นราชวงศ์ที่มาจากเปอร์เซียที่เข้ามาปกครองอินเดียเป็นเวลายาวนาน ( )
นักสร้างภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงในช่วงเวลานี้ได้แก่ กะมั้ล อัมโรฮิ (Kamal Amrohi) และวิเจย์ บัตต์ (Vijay Bhatt)
ดาราภาพยนตร์อินเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดช่วงปี 1950-1960 ได้แก่ดิลิพ กุมาร (Dilip Kumar) ราช กาปูร (Raj Kapoor) และเดฟ อานันต์ หรือที่คนไทยเรียกว่าเดวานันต์ (Dav Anand) ปัจจุบันเฉพาะดิลิพ กุมารที่ยังมีชีวิตอยู่
พระเอกแต่ละคนจะมีเทคนิคการแสดงเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ราช กาปูร นำเอา Charlie Chaplin มาเป็นต้นแบบ
เดวา อานันต์ มีดาราฮอลลีวู้ดอย่าง Gregory Peck และ Cary Grant มาเป็นต้นแบบ
ส่วนดิลิพ กุมาร มี Marlon Brando เป็นต้นแบบ ดิลิพ ได้รับการเรียกขานจากสัตยาจิต เรย์ ผู้กำกับภาพยนตร์แนวเพื่อชีวิตว่าเป็นนักแสดงต้นตำหรับ”
นอกจากนี้ดิลิพ กุมาร ยังเป็นต้นแบบให้กับนักแสดงอินเดียในยุคสมัยต่อมาอีกหลายคน เหมือนกับที่ Brando มีอิทธิพลต่อ Robert Di Nero และ Al Pacino ดิลิพมีอิทธิพลอย่างมากต่ออมิตาบ บัชจัน นาซีรุดดีน ชาฮ์ (Naseeruddin Shah) ชาฮ์ รุกห์ ข่าน (Shah Rukh Khan) และนาซีรุดดีน ศิดดีกี (Naseeruddin Siddhiqui) รวมทั้งอิทธิพลที่ดีต่อบรรดานางเอกของอินเดียอย่างสุรอยญา (Suraiya) และนากริส (Narqis)
นากริสเป็นนางเอกจากเรื่องธรณีกรรณแสงและภรรยาของสุนิล ดัต) (Sunil Dutt) พระเอกจากเรื่องรอยสักรอยมลทิน ( )
รวมทั้งสุมิตรา เทวี (Sumitra Davi) มาธุบาลา (Madhu bala) มีนา กุมารี (Meena Kumari) วาหิดา เรห์มาน (Vaheda Rehman) นูตัน (Nutan) สาธนา (Sadhana) มาลา ซินฮา (Mala Sinha) และวิชัยยันติ มาลา (Vijayanthimala)
ในขณะที่ภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ หรือภาพยนตร์ทำเงินจะรุ่งเรืองอยู่ในทศวรรษ 1950 ภาพยนตร์แนวเพื่อชีวิตและศิลปะก็ปรากฏตัวขึ้น ตัวอย่างของภาพยนตร์แนวนี้ก็เช่น ดาร์ตี เก ลาล (Dharti Ke Lal) ซึ่งกำกับโดยควาญา อะห์มัด อับบาส (Khwaja Ahmad Abbas) ซึ่งเสนอภาพความแห้งแล้งและความอดอยากที่เกิดขึ้นในรัฐเบงกอลในปี 1943
ภาพยนตร์เรื่องนิชา นคร (Neecha Naqar) ซึ่งกำกับการแสดงโดยชีตัน อนันต์ (Chetan Anand) และเขียนโดยควาญาอะห์มัด อับบาสก็นำเสนอความรันทดและหดหู่ของสังคมอินเดียในช่วงเดียวกัน
เสียงวิจารณ์และความสำเร็จด้านรายได้ปูทางให้กับแนวสัจจนิยมใหม่ (neorealism) และนักแสดงคลื่นลูกใหม่ของอินเดียก็ได้รับความชื่นชมจากนานาประเทศด้วยเช่นกัน
โดยทั่วไปภาพยนตร์บอลลีวู้ด จะใช้เวลาชมนานกว่าภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด โดยภาพยนตร์บอลลีวู้ดจะใช้เวลาสามชั่วโมง เนื่องจากผู้ดูชาวอินเดียต้องการเข้ามาชมภาพยนตร์ที่มีแง่มุมหลายหลาย รวมทั้งเพลงที่สอดใส่อยู่ในภาพยนตร์ทำให้ภาพยนตร์อินเดียใช้เวลายาวนาน รวมทั้งช่วงพักครึ่ง (Interval หรือ Intermission อีกไม่ต่ำกว่า 20 นาที)
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ทำรายได้มหาศาลและทำให้คนอินเดียจำนวนนับล้านมีงานทำโดยอินเดียมีหน่วยงานที่เรียกกันว่า National and Film Development คอยช่วยเหลือทางการเงินสำหรับภาพยนตร์ที่มีค่าใช้จ่ายไม่มากนักอีกด้วย
โดยทั่วไปภาพยนตร์บอลลีวู้ดก็เหมือนกับการแสดงดนตรีเช่นกัน เนื่องจากผู้ชมมักจะคาดหวังบทเพลงในภาพยนตร์
โดยปกติภาพยนตร์อินเดียก็จะมีทั้งดนตรีและการเต้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบทภาพยนตร์อยู่แล้ว
ความสำเร็จของภาพยนตร์จะมาจากคุณภาพและจำนวนเพลงที่มีอยู่ในภาพยนตร์นั้นๆ บ่อยครั้งที่บทเพลงจะถูกนำเสนอออกมาก่อนตัวของภาพยนตร์เอง ซึ่งจะทำให้คนดูมีมากขึ้นตามไปด้วย
เพลงในภาพยนตร์มีอิทธิพลต่อธุรกิจการดนตรีและวัฒนธรรมสมัยนิยมมาหลายทศวรรษ ทุกวันนี้ภาพยนตร์อินเดียจะประกอบด้วยเพลง 6-10 เพลง
เนื้อเรื่องที่อยู่ในภาพยนตร์จะอยู่ในรูปของแบบเพลงประกอบภาพยนตร์ โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งจะมาจากชีวิตจริง อย่างเช่นความรักที่บิดามารดาไม่ยอมรับและโกรธเคือง รักสามเส้า (love triangles) สายสัมพันธ์ของครอบครัว การเสียสละ นักการเมืองผู้ฉ้อฉล พี่น้องที่จากกันโดยการนำทางของชะตากรรม โชคลาภ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
สำหรับอิทธิพลของเสื้อผ้าและแฟชั่นที่มาจากภายนอกนั้นแต่เดิมผู้แสดงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดจะได้รับอิทธิพลการแต่งกายมาจากตะวันตก ในขณะที่การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ผลิตในอินเดียถูกมองว่าล้าสมัยและไม่ดึงดูดใจ
อย่างไรก็ตาม ดาราภาพยนตร์อินเดียในสมัยต่อมาเริ่มหันมาใส่เสื้อผ้าของอินเดียและทำให้แฟชั่นที่เรียกว่า Hindi-style กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
อิทธิพลของภาพยนตร์มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านนี้ คนรุ่นใหม่ก็เดินตามการแต่งกายของดาราที่พวกเขาชื่นชอบจากภาพยนตร์ที่พวกเขาได้ชม
ภาพยนตร์แนวสัจจสังคม (Social-realist) เรื่องนิชา นคร (Neecha Naqar) ได้รับรางวัลปาล์มทองคำ (Palme d’Or) ในปี 1946 ในงานประกวดภาพยนตร์เมืองคาน (Cannes Film Festival) หลังจากนั้นภาพยนตร์อินเดียก็เข้าไปประกวดอย่างสม่ำเสมอเพื่อรางวัลสูงสุดจากเมืองคาน ในช่วงทศวรรษ 1950 มีภาพยนตร์บางเรื่องของอินเดียที่ได้รับรางวัลกลับมา
ผู้กำกับกูรู ดัตต์ ได้รับรางวัลหลายรางวัลจากต่างประเทศในช่วงทศวรรษ 1980 ในปี 2002 ผู้วิจารณ์ภาพยนตร์จากสื่อของอังกฤษอย่าง Sight & Sound กล่าวถึงงานของดัตต์ว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และสื่ออย่าง Time’s All-Time 100 Movies ถือว่าภาพยนตร์เรื่อง Pyaasa (เงิน) เป็นภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล
อย่างไรก็ตามช่วงทศวรรษ 1960 และตอนต้นทศวรรษ 1970 อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียตกอยู่ใต้อิทธิพลของภาพยนตร์รักประกอบดนตรีที่มีบทพระเอกเสียสละให้แก่ความรักเป็นตัวนำ
ภาพยนตร์แนวคลาสสิกของบอลลีวู้ด 1970-1980
ช่วงทศวรรษ 1970 ภาพยนตร์อินเดียส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นเรื่องราวแห่งความรัก ความเสียสละ
การมาถึงของสองผู้กำกับอย่างสะลีม-ญาเว็ด (Salim Khan-Javed Akhtar) คือการเปลี่ยนผ่านที่ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ภาพยนตร์อย่างซันญีร (Zanjeer – โซ่) และดีวาร์ด (Deewar – กำแพง) เป็นภาพยนตร์ของสองผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่ที่นำเอางานของเมห์บูบ (Mehboob) เรื่องธรณีกรรณแสงและคงคา-ยมนาของดีลิพ กุมาร มาตีความด้วยบริบทของการสะท้อนปัญหาสังคม-เศรษฐกิจและบรรยากาศทางสังคมการเมืองของทศวรรษ 1970 ที่สะท้อนถึงความไม่พอใจของมวลชน และการเติบโตอย่างรวดเร็วแบบคาดไม่ถึงของสลัมและเนื้อหาที่สะท้อนความทุกข์ยาก คอร์รัปชั่นและอาชญากรรม ภาพยนตร์เรื่อง “Angry young mans” นำแสดงโดย อมิตาบ บัชจัน ก็เกิดจากการตีความการแสดงของดีลิพ กุมารในเรื่องคงคา ยมนา ใหม่อีกครั้งในรูปแบบวิถีชีวิตในตัวเมืองของแรงงานผู้ยากจนที่เต็มไปด้วยความปวดร้าว







