INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เมฆทะมื่น-สัญญานน้ำท่วมโลก


สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
เมฆทะมื่น-สัญญานน้ำท่วมโลก
ช่วงเช้าวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๕ เกิดภาวะวิปริตขึ้นบนท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กินอาณาเขตไปถึงฉะเชิงเทรา คือมีเมฆหนาทะมึนครอบคลุมแผ่เป็นบริเวณกว้างขวางแสนสุดจะคะเน ท้องฟ้าซึ่งควรจะสว่างไสว กลับกลายเป็นมืดมิด เหมือนยามค่ำคืน คล้ายเกิด”สุริยะคราส“เต็มดวง สร้างความตื่นตระหนกกันไปทั่ว
ฝนตกลงมาห่าใหญ่ ดีที่ตกไม่นานนัก “ลมบน”ที่แรงและเร็ว หอบเมฆดำผืนใหญ่กลุ่มนั้นมาจากทิศตะวันออก จนพ้นไปในที่สุด
ส่วนจะหอบไปตกที่ไหน รุนแรงเพียงไร เกิดน้ำท่วมหรือไม่ ผมไม่ได้ติดตามต่อครับ
ปรากฏว่า ชาวโซเชียล โพสต์ภาพเมฆเหนือฟ้ากทม.พร้อมวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่านี่คือสัญญานวันสิ้นโลก ที่กำลังใกล้เข้ามา พร้อมเร่งให้ทุกคนทำความดี ทั้งนี้ตามคติความเชื่อและศรัทธาของแต่ละบุคคล
บางคนก็ให้ความเห็นเชิงขำขันว่า น้ำจะท่วมโลก เห็นจะต้องสร้างเรือ “โนอาห์”รอรับเสียแล้ว
แต่นี่ ไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะ
เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาด้วยเหตุผล ตามความเป็นจริงรอบด้าน ว่ายุคแห่ง”ภาวะอากาศสุดขั้ว”ได้เริ่มมาอย่างจริงจังหลายปีแล้ว โดยธรรมชาติส่งสัญญานต่างๆ อย่างชัดเจน ถี่กระชั้นและต่อเนื่อง ทั้งในด้าน “ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ” ยกตัวอย่าง เช่น
-แผ่นดินไหว เมื่อปี ๒๐๑๑ ส่งให้เกิดคลื่นยักษ์”สึนามิ”ในญี่ปุ่น ตายไปกว่า ๑๕,๐๐๐ คน / ก่อนหน้านั้นในปี ๒๐๐๔ เกิดแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย แผ่นดินรอบๆ มหาสมุทรอินเดียคือเอเชียใต้ (อินเดีย บังกลาเทศและศรีลังกา) ไทย อินโดนีเซีย (อาเจะ) เลยไปจนถึงอาฟริกาฝั่งตะวันออก ล้วนได้รับผลกระทบ มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้นกว่า ๒๒๐,๐๐๐ คน ในไทยตายไปกว่า ๕,๐๐๐ คน (ราวกึ่งหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ)
-น้ำท่วม ซึ่งกำลังเกิดขึ้นทุกปีตามดินแดนต่างๆของโลก ที่เห็นชัดๆ ขณะนี้ เกิดน้ำท่วมใหญ่ในปากีสถานชนิดที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ตายไปแล้วกว่าหนึ่งพันคน พี้นที่ราว ๑ ใน ๓ ของประเทศตกอยู่ในภาวะอุทกภัย ขาดแคลนของกินของใช้ ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ถึงกับต้องร้องขอให้นานาชาติช่วยเหลือด่วน
-พายุโหมกระหน่ำ ชนิดที่สร้างความเสียหายอย่างย่อยยับ แก่ทั้งทรัพย์สินและชีวิต ก็คือที่”ไฮติ”ในย่านทะเลแคริบเบียน ที่นั่นต้องเผชิญกับ”พายุหมุน”เฮอร์ริเคน”ซ้ำซากทุกปี โดยเฉพาะในปี ๑๙๖๓ และ ๑๙๖๔ โดนแรงที่สุด มีผู้เสียชีวิต (รวมสองปี) กว่า ๘,๐๐๐ คน
-ไฟป่า (ไม่นับรวมไฟที่มนุษย์จุดขึ้น) นับวันจะแพร่กระจายไปทั่วโลก เพราะคลื่นความร้อนที่เกิดจากภาวะ”เอล นิโญ”เช่น ในภาคเหนือของออสเตรเลีย ทั้งยังพบว่าหลายปีต่อเนื่องมานี้ คลื่นความร้อน ได้แผ่กระจายขึ้นเลยเหนือเส้นรุ้งขึ้นไป โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา สร้างความสูญเสียมหาศาลต่อทรัพย์สิน แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตมากนัก เพราะส่วนมากหนีทัน
ทั้งหมดนี้เกิดจากความไม่ตระหนักของบรรดาผู้นำโลกอุตสาหกรรม ไม่สนใจป้องกันภาวะโลกร้อน แม้บรรดานักวิทยาศาสตร์ จะพยายามส่งเสียงให้เห็นอันตรายแต่เนิ่นๆ ก็ตามที
ที่แย่ไปมากกว่านั้นก็คือ มีนักอุตสาหกรรมตะวันตก รวมหัวกันว่าจ้างนักประชาสัมพันธ์ระดับโลก ออกมาให้ความรู้ ผิดๆ ต่อสาธารณชนว่า ถึงอย่างไรๆ ภาวะโลกร้อน ก็จะยังไม่เกิดขึ้นแน่นอน
บีบีซี.รายงานว่า “เมื่อสามสิบปีก่อน มีการสมคบกันวางแผนอย่างบัดซบ สร้างความงุนงงสงสัย พร้อมชี้ชวนกันให้โลกเชื่อว่า
“การเปลี่ยนแปลงของภาวะอากาศ”นั้นไม่ใช่ปัญหาสำคัญ
การต้มตุ๋นระดับโลกที่ว่า ส่งผลต่อสภาพของโลกที่แท้จริง เป็นอย่างไร ก็คงได้ประจักษ์กันแล้ว ในตอนนี้
แม้แต่”โดนัลด์ ทรัมพ์”ยังเชื่อเป็นตุเป็นตะเลย
คนที่ทำงานประชาสัมพันธ์นั้น (ไม่กล้าเอ่ยชื่อ-กลัวโดนฟ้อง)แท้ที่จริงแล้ว ก็จะต้องมีจริยธรรม เฉกเช่น นักสื่อสารมวลชนอื่น ๆ
แต่พวกเขากลับละเลย อย่างหน้าตาเฉย ไม่รู้สึกละอาย ผมเองรู้สึกขายหน้าแทน
น่าจับตัวมา“เขกกบาล”ซะจริง ๆ
ข้อเท็จจริงที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดีที่สุด ก็คือของ “ดร.ธรณ์ ธำรงนานวาสวัสดิ์” นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เขียนลงเฟซบุ๊ก ว่า

Thon Thamrongnawasawat
ภาพเมฆดำทะมึน เปลี่ยนกรุงเทพตอนเช้าให้เป็นเหมือนตอนกลางคืน คงเป็นสิ่งที่ทำให้เพื่อนธรณ์ตกใจ
นั่นคือเมฆโลกร้อน เกิดจากทะเลร้อน น้ำระเหยเยอะ อากาศร้อน จุไอน้ำได้มากขึ้น กลายเป็นเมฆจุน้ำมหาศาล พร้อมจะเททะลักลงมากลายเป็นฝนห่าใหญ่
เคราะห์ดีที่หนนี้ลมพัดผ่านไป ฝนตกไม่มาก แต่ยังมีหนหน้าและหนต่อไป เพราะนี่คือการเริ่มต้นของยุค extreme weather
สภาพภูมิอากาศสุดขั้วเกิดจากความแปรปรวนของโลก หลังจากที่มนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปสะสมกันมานาน และยังคงปล่อยต่อไป
กลายเป็นภัยพิบัติที่จะสร้างผลกระทบสาหัส โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเปราะบางทางเศรษฐกิจ
ตัวอย่างเห็นชัด ปากีสถาน เจอมหาอุทกภัย จากสภาพอากาศเช่นนี้
ไม่ใช่เพียงฝนตกหนัก 8 สัปดาห์รวด ปริมาณน้ำจากฟ้ามากกว่าค่าเฉลี่ยเป็นเท่าๆ ยังรวมถึงธารน้ำแข็งบนหิมาลัยที่ละลายแบบไม่เคยเกิดมาก่อน
ปากีสถานเป็นประเทศที่มีธารน้ำแข็งมากที่สุดในโลก (ไม่นับแถบขั้วโลก) น้ำจากยอดเขาไหลทะลักมารวมน้ำฝน เกิดเป็นอุทกภัยทำให้ผู้เสียชีวิตนับพัน คน 33 ล้านคนเดือดร้อน แหล่งเกษตรเสียหายยับเยิน
ความเสียหายที่เกิดขึ้นนับว่าเกินความสามารถประเทศที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ทางการเงินไม่ดี จะรับมือได้
เมืองไทยเองก็กำลังเกิดน้ำท่วมใหญ่หลายแห่ง น้ำทางเหนือกำลังมา
ในขณะที่ลำธารและน้ำตกใกล้ภูเขา บางแห่งเจอน้ำป่าฉับพลัน ต้องปิดการท่องเที่ยวบางจุด
รวมไปถึงเมฆสีดำทะมึน ฝนตกรุนแรงในพื้นที่เล็กๆ เกิดน้ำท่วมรวดเร็ว
คนเมืองเหนื่อยเหลือเกินกับการไปทำงาน/กลับบ้าน รถติด/น้ำเข้าบ้าน
นั่นคือบางตัวอย่างของ extreme weather ที่เราเจอและจะเจอต่อไป
มันไม่หายไปหรอก แต่มันจะแรงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ขึ้นกับว่าจะแรงขึ้นเร็ว/ช้า ทั้งหมดอยู่ที่เราในวันนี้
ระหว่างที่เรากำลังไปอย่างเชื่องช้า เมฆสีดำลูกใหญ่กว่ากำลังเคลื่อนเข้ามา
เคลื่อนเข้ามาแทนความสุขของพวกเราที่กำลังจางหายไป
อยากให้ความสุขอยู่ต่อไปอีกหน่อย ทุกคนทราบดีว่าเราควรทำอย่างไร
ทำตามนั้น ทำให้มากสุดเท่าที่ทำได้
อาจไม่สะดวกสบาย อาจลำบากบ้าง
แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้า นี่ไม่ใช่ความลำบากอะไรเลย…
……………
ดีใจครับ ที่”ดร.ธรณ์”ท่านออกมาแสดงความเห็น ทำให้ไม่ต้องพากันตระหนกตกใจ จนเกินเหตุ
ซ้ำยังเตือนว่า ปัญหานี้ยังอยู่ในภาวะที่แก้ไขได้
ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี จะเชิญ”ดร.ธรณ์”ไปเป็นรมต.กระทรวงทรัพยากรของชาติและสิ่งแวดล้อมเลยครับ
จะส่งตัวออกไป รณรงค์ต่อบรรดาผู้นำชาติอุตสาหกรรมโลกทั้งหลาย เพื่อป้องกันภาวะโลกร้อน ให้รู้แล้วรู้รอด
ให้พับผ่าซี่ครับ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *