INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เมื่อ “กฎหมายกัญชา” VS “มนุษยธรรมทางสังคม” และการบ้านที่รออยู่…

เมื่อ “กฎหมายกัญชา” VS “มนุษยธรรมทางสังคม” และการบ้านที่รออยู่…

พิศิษฐ์ วิริยสกุล

กัญชาเป็นยาเสพติด หรือ กัญชาเป็นยาสมุนไพร กำลังเป็นประเด็นร้อนถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ เพราะ จู่ๆ ภาพลักษณ์ของกัญชาคือสิ่งมึนเมาจนทำให้บางคน “หลงกลิ่นกัญชา” ตามสำนวน รงค์ วงษ์สวรรค์ ถ่ายทอดวิถีชีวิตฮิปปี้ (Hippy) กลุ่มบุคคลผู้รักอิสระ ปฏิเสธระเบียบสังคม แสวงหาความสุขจากเสียงดนตรีกับสิ่งมึนเมา กลับกลายมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคร้ายต่างๆ ที่การแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้

เชื่อหรือไม่ว่า ประเทศไทยมีกฎหมายกัญชาเป็นยาเสพติดก่อนสหรัฐอเมริกาถึง 3 ปีคือพระราชบัญญัติกัญชา พ.ศ. 2477 กำหนดให้การครอบครอง ขายและใช้กัญชาเป็นความผิดตามกฎหมาย ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศใช้กฎหมายห้ามเสพและจำหน่ายกัญชาฉบับแรก พ.ศ. 2480 โดยกฎหมายภาษีกัญชา ค.ศ. 1937 (Marihuana Tax Act) และที่แปลกยิ่งไปอีกคือ “กฎหมายฉบับนี้ถูกดำเนินการวางแผนโดยแฮร์รี อันสลิงเกอร์ (Harry Anslinger) ผู้อำนวยการสำนักงานปราบปรามยาเสพติดกลาง (Federal Bureau of Narcotics) ตามการรณรงค์ทั่วประเทศโดยสื่อภาพยนตร์ เรื่อง กัญชาบ้า (reefer madness) ที่แสดงให้เห็นถึงกัญชาเป็นสาเหตุของความวิปลาส การเสพติด และความรุนแรงทางอาชญากรรม ต่อมาภายหลังพนักงานสืบสวนได้ลบล้างการกล่าวอ้างที่เกินจริงจากภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว”[1] การที่ประเทศไทยมี พ.ร.บ.กัญชาก่อนสหรัฐอเมริกา เพราะได้รับอิทธิพลการโฆษณาชวนเชื่อมาจากสหรัฐอเมริกามาก่อนหน้านั้น กัญชาเป็นยาเสพติดหรือไม่ จึงเป็นคำถาม?

กฎหมายยาเสพติดไทยยังถูก “ล็อคคอตีเข่า” ด้วยอนุสัญญาที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทยได้ลงนามครั้งแรกในพ.ศ.2504 เป็นอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ.1961ที่จัดระบบเป็นครั้งแรกในการตั้งกฎเกณฑ์สากลอย่างถาวรในการควบคุมกัญชา โคคา และยาเสพติดในตระกูลฝิ่น ตามด้วยอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ.1971 และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ.1988 อนุสัญญาทั้ง 3 ฉบับ จึงกำหนดกรอบให้ประเทศสมาชิก 196 ประเทศภายใต้อนุสัญญาดำเนินการเรื่องยาเสพติดในแนวเดียวกัน

แม้ก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลกจะปลดล็อคกัญชาออกจากอนุสัญญาดังกล่าว ประกาศผลการประชุมผู้เชี่ยวชาญยาเสพติด (WHO Expert Committee on Drug Dependence) เรื่องกัญชาอย่างชัดเจน โดยแยกระหว่างสารหลักสองสารคือ Tetrahydrocannabinoid (THC) มีผลต่อการรักษาโรคได้ และ Cannabidiol (CBD) ทำให้เกิดอาการมึนเมา แต่การประชุมสมัชชาใหญ่อนามัยโลกล่าสุด ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ “แม้จะเปิดให้นำกัญชาเป็นส่วนผสมผลิตภัณฑ์ต่างๆได้ ล้วนทำภายใต้เงื่อนไขข้อกำหนดที่รัดกุม เพราะชัดเจนว่าองค์การอนามัยโลกยังคงให้กัญชาเป็นสารเสพติด” นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา

เคยถามกับผู้บริหารระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ท่านหนึ่ง ถึงเงื่อนไขข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ.2562 ได้รับคำตอบว่าเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโดยตรง จึงต้องคุ้มครองผู้ป่วยให้ได้กัญชาสะอาดแท้จริง ปราศจากยาฆ่าแมลง ไม่มีเชื่อรา ไม่ปนเปื้อนโลหะหนัก เลือกดินปลูกที่เหมาะสม และสารสกัดน้ำมันกัญชาต้องมีมาตรฐาน โดยเฉพาะค่าของ THC และ CBD ต้องสม่ำเสมอ และป้องกันผู้ผลิตยารักษาโรคจากกัญชาโดยปราศจากความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก จึงต้องควบคุมกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานที่ถูกต้อง ตลอดจนเป็นการบล็อกนายทุนไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและผูกขาดไปในตัว ที่สำคัญเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงกัญชาและนำไปใช้ในทางที่ผิดง่ายกว่าเดิม

ถือว่าเป็นเหตุเป็นผลที่ภาครัฐจะต้องออกกฎหมายมาเพื่อครอบคลุมดูแลประชาชนทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ ประกอบกับกฎหมายยาเสพติดของไทยยังถูกพันธนาการด้วยอนุสัญญากับสหประชาชาติข้างต้น การจะเปิดเสรีกัญชาจึงเป็นไปได้ยาก เพราะต้องคำนึงและระมัดระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทุกด้าน  องค์ประกอบทั้งหมดทำให้กฎหมาย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับล่าสุดออกมาเช่นนี้

แต่เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆ จำนวนมาก และโรคบางโรคการแพทย์ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ต้องทนทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วย ทำให้พวกผู้ป่วยเหล่านั้นต้องเลือกที่จะรักษาตัวเองตามข้อมูลความรู้ที่แสวงหากันเอง และสารสกัดจากกัญชาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แม้จะเป็นการลักลอบแอบรักษาตัวเองอย่างผิดกฎหมายก็ตาม ขณะเดียวกันก็มีผู้ที่ทดลองผลิตสารสกัดจากกัญชามารักษาโรคตัวเอง คนใกล้ชิด และเมตตาแจกจ่ายให้กับผู้ป่วยจำนวนมาก เช่น อาจารย์เดชา ศิริภัทร นายบัณฑูร นิยมาภา และอีกหลายท่าน ที่ยอมทำผิดกฎหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ทุกข์ทรมานคนอื่นๆ

แต่เมื่อมีการแพร่ภาพและเนื้อหาทางสื่อสังคมออนไลน์ว่า วันที่ 1-2 เมษายน 2562 มีการแจกน้ำมันสารสกัดจากกัญชาให้กับประชาชนเพื่อนำไปใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า วันที่ 3 เมษายน 2562 จึงมีการจับกุมเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิข้าวขวัญ พร้อมกับออกหมายเรียกอาจารย์เดชา ศิริภัทร (ประธานมูลนิธิฯ) ให้รับทราบข้อหาผลิต มีไว้ในครอบครอง และแจกจ่าย “น้ำมันกัญชา” แก่คนป่วยทั่วไปนำไปใช้รักษาโรค ดังที่เป็นข่าวรับรู้กันทั่วไป ทำให้เกิดความไม่พอใจจากผู้ป่วยที่กำลังรอรับการรักษา และประชาชนทั่วไปที่มองว่าการแจกจ่ายน้ำมันสารสกัดจากกัญชาเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์

จึงเกิดปรากฏการณ์ “กฎหมาย VS มนุษยธรรม” ด้วยขบวนการ “Save เดชา ศิริภัทร” ตามมาด้วย “ระดมทุนช่วยค่าใช้จ่ายคดีความอาจารย์เดชา” และ“เดินเพื่อผู้ป่วย กัญชารักษาโรค” หวังปรับเปลี่ยนกฎหมายยาเสพติดปัจจุบันให้ดีขึ้นด้วยแนวคิด “กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด แต่เป็นยารักษาโรค” วันที 21 พฤษภาคม ถึง 9 มิถุนายน 2562 แน่นอนว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยยอมเกิดขึ้นได้กับทุกคน เมื่อจุดที่จำเป็นต้องพึ่งกัญชารักษาโรค แต่ละคนก็จะยอมฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อรักษาตัวรอด ซึ่งกำลังเป็นพลวัตทางสังคมที่จะขยายวงกว้างต่อไป ปัญหากฎหมายกัญชากับความจำเป็นของผู้ป่วย ผู้เขียนไม่ห่วงนัก ย่อมมีทางออกในที่สุด เพราะข้อกำหนดที่รัดกุมการผลิตยาจากกัญชาของภาครัฐมาจากตัวแบบตะวันตก ในขณะที่การผลิตยาจากกัญชาของภาคประชาชนมาจากฐานความรู้ตะวันออกที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย คงต้องเรียนรู้ต่อกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“การบ้านที่รออยู่” ตอนนี้ คือ พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานในวัยเสี่ยงและประชาชนทั่วไป ต่างวิตกกังวลว่า จะทำให้บุตรหลานและเยาวชนเสพติดกัญชากันง่ายมากขึ้น หลายคนพยายามบอกว่า “กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด” ขอตอบว่า “เสพแล้วติด” ถ้าผู้เสพนั้นพอใจกับสิ่งที่เสพ เขาก็อยากจะกระทำสิ่งนั้นบ่อยๆ เช่น เด็กติดเกม ผู้ใหญ่ติดการพนัน คนติดยาเสพติด ฯลฯ ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานของต่อมไร้ท่อใต้สมอง (Limbic System) จะกระตุ้นเร่งหลั่งสื่อเคมีตอบสนองความสุขให้เขาได้รับมากยิ่งขึ้น อาการนี้เรียกว่า “ติดใจ”

ผู้เสพกัญชาที่ชอบความมึนเมาฤทธิ์ของมัน เขาก็จะอยากเสพบ่อยๆ และหากเสพประจำร่างกายจะปรับตัวเข้ากับสารกัญชาจนเกิดความ “เคยชิน” แต่จะไม่มีอาการขาดยา (Withdrawal) หนาวสั่น ปวดเมื่อยทรมานร่างกาย  เช่นเดียวกับ เฮโรอีน หรืออนุพันธ์ฝิ่นอื่นๆ ที่มีผลต่อสุขภาพร่างกายและอาจเกิดปัญหาด้านอาชญากรรมตามมาเมื่อเขาหาเสพไม่ได้

กรณีผู้เสพกัญชาผู้เขียนใช้วิธี “ย้ายความคิด” คือ เมื่อความคิดความเชื่อและการกระทำแบบเดิมๆ ไม่เกิดประโยชน์หรืออาจเกิดโทษแก่ตัวเขาเอง ก็ย้ายความคิดความเชื่อใหม่ อาจใช้สภาพแวดล้อมแห่งใหม่ช่วย และตามด้วยการป้อนข้อมูลเชิงบวกหลายมิติเข้าแทน หรือหากไม่มีสภาพแวดล้อมแห่งใหม่ให้ไปอยู่ ก็ต้องร่วมมือกันทั้งชุมชนปรับสภาพแวดล้อมในชุมชนตัวเองเสียใหม่ จะยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละพื้นที่ ทางออกของการป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าไปเกลือกกลัวกับกัญชา หรือแม้กระทั่งการเสพติดอื่นๆ  คือต้องใช้กลไกทางสังคมช่วย

ด้านการปราบปรามเรามีกฎหมายและเครื่องมืออยู่ครบครัน ด้านการบำบัดรักษาเรามีวิธีการและสถานพยาบาลรองรับอยู่ทั่วประเทศ แต่ด้านการป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าไปสู่วงจรยาเสพติด เราไม่มีกระบวนการขับเคลื่อนทางสังคมที่ดีพอ ไม่ใช่เราขาดเครื่องมือ ไม่ใช่เราขาดอาสาสมัครมาช่วย อย่างน้อยพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กในหมู่บ้าน/ชุมชน พร้อมที่จะออกมาให้ความร่วมมือ แต่สิ่งที่เขาขาดคือองค์ความรู้เชิงเนื้อหาที่จะให้คนในพื้นที่เข้าใจและทำกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เราหรือหน่วยงานอื่นใดสิ้นสุดโครงการลง กิจกรรมในพื้นที่ก็จะยุติตามไปด้วยเมื่อเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ ในขณะที่ผู้เสพติดยังสามารถดิ้นรนหาเสพได้อยู่ทุกวัน

การป้องกันการแพร่ระบาดยาเสพติดให้ได้มีประสิทธิผล คือ การสร้างสภาพแวดล้อมและวิธีคิดหรือทัศนคติเชิงบวกของคนในชุมชนและสังคม สร้างบรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการแพร่ระบาดและการใช้ยาเสพติด สร้างแวดล้อมให้บุตรหลานของเขาเติบโตขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย ถึงเวลานั้นเสียงบ่นอยู่ซ้ำซาก “ยาเสพติด…ปราบไม่หมด รักษาไม่หาย ป้องกันไม่ได้” ก็จะแผ่วเบาลงติดตามมา

31 พฤษภาคม 2562

[1] โครงการกำลังใจ “การเปรียบเทียบอันตรายของสารเสพติดชนิดต่างๆ และโมดาฟินิล (Modafinil) : ทางเลือกแทน (เมท) แอมเฟตามีนกับข้อพิจารณาทางวิทยาศาสตร์และกฎหมาย” สำนักกิจการในพระราชดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (กรกฎาคม 2558) หน้า 18

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com