การสืบทอดอำนาจทางการเมืองของไทย ตอนที่ 1

การสืบทอดอำนาจทางการเมืองของไทย ตอนที่ 1
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิจบดี ก้องเบญจภุช
การเข้าสู่อำนาจทางการเมืองของประเทศไทย
ประเทศไทยได้มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อำนาจปกครองที่เคยอยู่ที่พระมหากษัตริย์ ได้ไปตกอยู่กับคณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารราชการของรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ก็มิได้มีความราบรื่นมากนัก จนกระทั่ง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2476 นายปรีดี พนมยงค์ ได้เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลเห็นว่า เค้าโครงดังกล่าว มีลักษณะเป็นแนวทางของระบอบคอมมิวนิสต์ ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีและความมั่นคงของประเทศทำให้รัฐสภาเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงถึงขั้นที่รัฐบาลประกาศปิดสภา และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา พร้อมทั้งประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พุทธศักราช 2476 เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2476 เป็นผลทำให้นายปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศในช่วงเวลานั้น[2]
ความขัดแย้งดังกล่าว ทำให้พระยาพหลพลพยุหเสนา ทำการรัฐประหารรัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี นายปรีดี พนมยงค์ จึงกลับมายังประเทศไทยเพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรี ถึงอย่างไรก็ตาม การบริหารราชการของรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา ก็มิได้เป็นไปด้วยความราบรื่น เนื่องจากการบริหารราชการของรัฐบาลมีความขัดแย้งกับพระราชวินิจฉัยอยู่เนือง ๆ เป็นสาเหตุที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศอังกฤษ และทรงสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ต่อมาได้มีการเลือกตั้ง ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 และหลังจากการเลือกตั้ง พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ปฏิเสธที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป
วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481 สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติให้ หลวงพิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และได้ลาออก เนื่องจากแพ้มติการตราพระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ฯ พ.ศ. 2487 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2487
วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2487 นายควง อภัยวงศ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังเกรงว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังมีบารมีในกองทัพ อาจกลับมาทำรัฐประหารในรัฐบาลของตนจึงปลด จอมพล ป.พิบูลสงคราม ออกทุกตำแหน่ง และแต่งตั้งให้พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นแม่ทัพใหญ่คุม 3 เหล่าทัพ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กับนายควง อภัยวงศ์ ได้ปรึกษากันว่ารัฐธรรมนูญ
ประกาศใช้มานานกว่า 14 ปีเศษ ซึ่งบ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับสถานการณ์ สภาผู้แทนราษฎรจึงได้ตั้งคณะกรรมาธิการคณะหนึ่งพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ
วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 ร่างเสร็จ ได้ประกาศใช้ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นมาเพื่อใช้กีดกันทางการเมือง คือ ห้ามข้าราชการประจำเข้ามาดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในทางการเมือง ซึ่งหมายความว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีเจตนามิให้ทหารเข้ามามีอำนาจทางการเมือง ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคต นายปรีดี พนมยงค์ จึงลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ได้รับการสนับสนุนให้กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกครั้ง การบริหารราชการของรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์ ไม่สามารถบริหารราชการได้อย่างราบรื่น จึงได้ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2489 และสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับ นายปรีดี พนมยงค์ ต่อมาเที่ยงคืนของวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 รัฐบาลของหลวงธ ารงนาวาสวัสดิ์ ได้ถูกรัฐประหารโดยคณะทหารที่มีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นแกนนำ ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 โดยที่คณะทหารที่ทำการรัฐประหารไม่รับตำแหน่งทางการเมือง แต่ให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาล และจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งที่ 6 นายควง อภัยวงศ์ ได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีก แต่ปัญหาค่าครองชีพแพง ปัญหาทุจริตยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ไขได้ วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2491 คณะรัฐประหารโดยการนำของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม บังคับให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2491 จอมพล ป.พิบูลสงครามได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 เกิด “กบฏวังหลวง” โดยการนำของนายปรีดี พนมยงค์ ในที่สุดนายปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยทางการเมืองไปพ านักในต่างประเทศ และรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังบริหารราชการต่อไป แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 เป็นฉบับชั่วคราว จึงได้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2492 ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ได้เกิดปฏิวัติประชาชนในประเทศจีนเพื่อจะนำระบอบคอมมิวนิสต์เข้ามาใช้ในการปกครอง โดยนายเหมา เจ๋อตง ได้เป็นผู้นำในการปฏิวัติประชาชนสำเร็จและประกาศชัยชนะใน ปี พ.ศ. 2492 ทำให้เกิดการสู้รบเป็นการแทรกแซงของระบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่มาจากต่างประเทศเกี่ยวกับด้านความมั่นคงของชาติ จากปัญหาดังกล่าว ทำให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องทำการยึดอำนาจรัฐบาลของตนเอง ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ หวังว่าจะใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญสร้างรัฐบาลใหเข้มแข็งและสืบทอดอำนาจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยนำรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 มาแก้ไขเพิ่มเติม ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 โดยหวังที่จะใช้สมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งมาจากการแต่งตั้งทั้งหมดจำนวนเท่ากับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 1 เป็นคะแนนเสียงที่ช่วยรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลมีความมั่นคง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี และได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 8 โดยพรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง[3]
หลังการเลือกตั้ง สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันคอมมิวนิสต์ได้เคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคอีสาน และภาคใต้ อีกทั้งโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายาได้ทวีความรุนแรง
ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อมาสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ไทย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ร่วมก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สปอ.) หรือ The South East Asia Treaty Organization (SEATO) เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยได้ลงนาม เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2497[4]
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 9 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้นำรัฐมนตรี 9 คน ลงสมัครเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานครและได้รับการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกกล่าวหาว่า ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม จึงเป็นประเด็นให้เกิดการเรียกร้องปลุกระดมจากกลุ่มที่นิยมในลัทธิคอมมิวนิสต์ให้นักศึกษา
ประชาชนเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งและขับไล่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เนื่องจากการเลือกตั้งไม่สุจริต เพื่อสืบทอดอำนาจของตนเอง เป็นผลทำให้พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พลเอกถนอม กิตติขจร พลตรีประภาส จารุเสถียร ลาออกจากคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2500 และทำการรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 โดยให้พลเอกถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่บริหารราชการเป็นไปด้วยความลำบากมาก อันเนื่องจากภัยคุมคามของคอมมิวนิสต์ จึงต้องทำการยึดอำนาจรัฐบาลตนเองอีกครั้ง เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 และใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495 และตามประกาศภาวะฉุกเฉิน พร้อมทั้งประกาศคณะปฏิวัติในขณะนั้น
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 ประกาศใช้ เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2502[5] พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับ
โปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการสืบทอดอำนาจจากจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งรัฐบาลจะต้องเร่งพัฒนาประเทศเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นปัญหาภายในประเทศ และปัญหาภายนอกประเทศ คือ ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ที่มีประเทศจีนอยู่เบื้องหลัง โดยใช้ประเทศลาวและประเทศกัมพูชา เป็นฐาน
ในการแทรกซึมประเทศไทย
วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรม และสภาผู้แทนราษฎร มีมติให้พลเอกถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลเป็นการสืบทอดอำนาจทางการเมืองโดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือและในขณะเดียวกันนั้น ประเทศจีนได้เข้ามามีอิทธิพลในประเทศเพื่อนบ้านของไทย และประกาศอย่างเปิดเผยว่าจะเปิดสงครามกองโจรขึ้นในประเทศไทย
วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 เป็น “วันเสียงปืนแตก” คือ วันที่เกิดการปะทะกันด้วยอาวุธเป็นครั้งแรกระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 ประเทศจีนได้ประกาศตั้งกองบัญชาการขึ้นในจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 สหรัฐอเมริกาได้ทำการรบในเวียดนามอย่างเต็มรูปแบบร่วมกับประเทศพันธมิตรและได้ส่งกำลังทหารเข้าไปร่วมรบในสงครามเวียดนามรวมทั้งประเทศไทยด้วย
ในช่วงปี พ.ศ. 2510 ถึง พ.ศ. 2511 ได้เกิดการประท้วง เพื่อกดดันรัฐบาลให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และมีการเลือกตั้งโดยเร็วทำให้จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 8 คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 เพื่อลดความตึงเครียดและลดปัญหาแทรกซ้อนอื่น ๆ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511 และให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2512 ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีพรรคสหประชาไทยที่มีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าพรรคได้รับการเลือกตั้งมากที่สุดจำนวน 75 คน จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 219 คน ส่วนวุฒิสภา 104 คน ซึ่งส่วนใหญ่แต่งตั้งมาจากสมาชิกพรรคสหประชาไทย ที่จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนารมณ์ให้จอมพลถนอม กิตติขจร สืบทอดอำนาจทางการเมืองตามกลไกที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ
หลังจากการเลือกตั้งแล้ว จอมพลถนอม กิตติขจร ได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สามารถบริหารราชการได้อย่างราบรื่น เพราะต้องต่อสู้กับภัยคุมคามจากระบอบคอมมิวนิสต์ทั้งในและนอกประเทศ อีกทั้งนักการเมืองต่างเรียกร้องผลประโยชน์ กลุ่มนักศึกษาเห็นว่า จอมพลถนอม กิตติขจร สืบทอดอำนาจเผด็จการทหารผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ทำให้บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย กลุ่มต่าง ๆ เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล มีการปลุกระดมอย่างกว้างขวาง และจากข่าวกรองของทางราชการทราบว่า กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ เป็นผลให้จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 9
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 9 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2515[6] มีสภาเดียวมาจากแต่งตั้งทั้งหมด จำนวน 299 คน และสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้จอมพลถนอม กิตติขจรเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 4 ฝ่ายตรงข้ามมองว่า เป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการ จึงเกิดการปลุกระดมมวลชนให้เกลียดชังรัฐบาล มีการเผยแพร่แนวคิดระบอบคอมมิวนิสต์ในหลายรูปแบบอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและการเลือกตั้งทวีความรุนแรงมากขึ้น กระบวนการของนักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ รวมตัวกัน
ประท้วงในลักษณะท้าทายรัฐบาล
จากปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศเอื้ออำนวยให้เกิดเหตุการณ์ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เป็นผลให้จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องลาออกและเดินทางไปต่างประเทศ แต่รัฐธรรมนูญและสภาแทนราษฎรยังคงอยู่ สภาจึงมีมติให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาล
ตามข้อเท็จจริงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การสืบทอดอำนาจทางการเมืองของทหารไม่สามารถกระทำได้สำเร็จ เพียงแต่เข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นมิให้ลุกลามบานปลายต่อไปเท่านั้น หากทหารยังคิดว่า ตนเองจะต้องแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จจบสิ้นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะปัญหาของชาติจะต้องแก้ไขตลอดไปไม่มีวันจบสิ้นและต้องอาศัยในทุกภาคส่วน อำนาจจึงเป็นเพียงอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่สามารถใช้อำนาจได้ทุกเรื่อง สุดท้ายอำนาจจะกลับมาทำร้ายผู้ใช้
อำนาจเอง
——————————————————
[1] บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เรื่อง “ปัญหาการบังคับใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญไทย” ของศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิจบดี ก้องเบญจภุช, ทุนวิจัยของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ประจำปีงบประมาณ 2561.
[2] นคร พันธุ์ณรงค์, (2526), ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์, กรุงเทพฯ: พิฆเนศ,
หน้า 399.
[3] กนก วงษ์ตระหง่าน, (2527), การเมืองในระบอบประชาธิปไตย (งานวิจัยการวิจัย), ลำดับที่ 6, กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), หน้า 371.
[4] สว่าง ลานเหลือ, (2515), 37 ปี แห่งการปฏิวัติ, กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, หน้า 112-156.
[5] ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร, (2502), ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 76, ตอนที่ 17 ฉบับพิเศษ, หน้า 1-8.
[6] ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร, (2515), ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 89, ตอนที่ 192 ก ฉบับพิเศษ,
หน้า 1-12.







