มูฮัมหมัด ยูนุส โลกสามศูนย์

มูฮัมหมัด ยูนุส โลกสามศูนย์
บุคคล ณ ระดับสูงไม่ใช่บุคคลไม่ดี แต่ระบบต้องถูกเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง เพื่อที่ระบบจะกลายเป็นพลิกผัน ไม่ใชความมั่งคั่งจะเคลื่อนลงไปที่เห็ด ความมั่งคั่งจะเริ่มต้นมาสู่บุคคล 99% อยู่ที่ระดับล่าง
มูฮัมหมัด ยูนุสโต้แย้งว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จะไม่เพียงพอภายในหนังสือเล่มใหม่ของเขา A World of Three Zeroes เขาได้กล่าวว่าเราจะมีบางสิ่งบางอย่าง
โดยพื้นฐานไม่ถูกต้องกับทุนนิยมที่เป็นอยู่วันนี้ และนำไปสูความไม่เสมอภาค
ที่น่าสนใจนักวิชาการ ณ มหาวิทยาลัยดุค ได้ยืนยันว่าทุนนิยมจะนำไปสู่โลกที่ไม่ยุติธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันจะเป็นกฏตามธรรมชาติ เพียงแต่น้ำจาก
กระแสเล็กไหลไปสู่แม่น้ำใหญ่ ความมั่งคั่งจากคนยากจนไปสู่คนร่ำรวยเท่านั้น
แต่มูฮัมหมัด ยูนุส ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ จากการคิดค้นไมโครไฟแนน จะมองโลกในแง่ดี เขาเชื่อมันสามารถและควรจะแก้ไข มูฮัมหทัด ยูนุสได้เล่าประสบการณ์การก่อตั้งและการบริหารกรามีน แบงค์ ครั้งแรกของเขาภายในหนังสือของเขา Banker to the Poor : Micro Lending and the Battle Against World Poverty ตลอดเวลาขอบเขตของกิจกรรมของกรามีน แบงค์ได้เพิ่มมากขึ้น พวกเขาจะมีกลุ่มของธุรกิจเพื่อสั่งคมมุ่งหมายที่จะสร้างผลกระทบทางสังคมไม่ใช่ทำกำไรสูง มูฮัมหมัด ยูนุส ได้ใช้ตัวอย่างเหล่านี้ที่จะสร้างข้อเท็จจริงว่าทุนนิยมสามารถถูกแก้ไขได้จริง
ขอต้อนรับต่อโลกของธุรกิจเพื่อสังคม วิสัยทัศน์ที่สร้างสรรค์ของผู้ประกอบการได้ถูกประยุกต์ใช้กับปัญหาร้ายแรงที่สุดของวันนี้ : การให้อาหารแก่คนยากจน การรจัดหาบ้านแก่คนไร้บ้าน การรักษาคนเจ็บป่วย และการคุ้มครองโลก การสร้างโลกที่ไม่มีคนยากจนได้เล่าเรื่องราวของตัวอย่างของธุรกิจเพื่อสังคมรวมทั้งกรามีน แบงค์ ของมูฮัมหมัด ยูนุส การแสดงขั้นตอนต่อไปภายในการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคมที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว และภายในความพยายามทั่วโลกที่จะกำจัดความยากจน ด้วยการปลดปล่อยพลังที่มีประสิทธิภาพของมนุษย์ทุกคน เราได้ใช้ประโยชน์พลังของธุรกิจที่จะสิ้นสุดความยากจน
ิื การเจริญเติบโตและการสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมที่จะแก้ปัญหาที่รุนแรงของโลก เราได้เปลี่ยนแปลงการบริจาคเป็นการลงทุนภายในธุรกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืนจัดหาการจ้างงาน การศึกษา การดูแลสุขภาพ น้ำที่ปลอดภัย และพลังงานที่สะอาดแก่บุคคลมากกว่า 9 ล้านคนทั่วโลก และเงินทุนที่เราได้สนับสนุนการเจริญเติบโตที่จะช่วยธุรกิจเพื่อสังคมของเราสร้างผลกระทบ
ทางสังคมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ณ การปราศัยภายในปาร์กเมื่อ ค.ศ 1996 เลช วาเลซา ผู้นำกรรมกรของโปแลนด์ ได้กล่าวว่าในขณะที่การเปลี่ยนแปลงจากทุนนิยมไปเป็นคอมมิวนิสต์จะง่าย การเปลี่ยนแปลงจากคอมมิวนิสต์ไปเป็นทุนนิยมจะไม่ง่ายเลย มันง่ายที่จะเอาปลาจากตู้ปลาทองมาทำซุปปลา แต่มันจะเป็นความท้าทายแค่ไหนที่พยายามจะทำให้ซุปปลากลายเป็นตู้ปลาทอง
มูฮัมหมัด ยูนุส ในขณะนี้ได้ผลักดันข้อเสนอที่จะทำตู้ปลาทองจากซุปปลา ขึ้นอยู่กับความสำเร็จที่ท้าทายของขบวนการไมโครเครดิต เขาได้นำเสนอกรณีเพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสหลักภายในโลกของสามศูนย์ ข้อเสนอเพื่อเศรษฐกิจใหม่มุ่งหมายที่จะสร้างโลกด้วยความยากจนเป็นศูนย์ การว่างงานเป็นศูนย์ และการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์
มูฮัมหมัด ยูนุสได้ชักจูงว่าโลกของความยากจนเป็นศูนย์ การว่างงานเป็นศูนย์ และการปล่อยคารบอนเป็นศูนย์ จะเป็นไปได้อย่างมาก เขาได้กล่าวว่าสหประชาชาติ
และประเทศของโลกกำลังทำงานไปสู่เป้าหมายการพัฒนามี่ยั่งยืน : เอสดีจี
กลุ่มของเป้าหมายเศรษฐกิจโลกและสังคมสิบเจ็ดอย่างได้ถูกกำหนดโดยยูเอ็นที่จะบรรลุภายใน ค.ศ 2030 เป้าหมายอย่างหนึ่งของเอสดีจี จะมุ่งที่ความยากจนเป็นศูนย์
ภายในดินแดนที่เงินก่อให้เกิดเงิน มือที่มองไม่เห็นของอดม สมิธ จะไม่ตอบสนองคนยากจนที่นำไปสู่นักเศรษฐศาสตร์ โทม้ส พิเค็ตตี้ ยืนยันว่าการเก็บภาษีแบบก้าวหน้าสามารถแก้ความไม่สมดุลของรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น ข้อยืนยันของมูฮัมหมัด ยูนุสว่าสองอย่าง ไม่ว่าจะเป็นมือที่มองไม่เห็นและการเก็บภาษี แบบก้าวหน้าจะเปลี่ยนแปลงภาพได้ เขาเชื่อว่าข้อแก้ปัญหาจะอยู่ที่การปลดปล่อยทักษะการเป็นผู้ประกอบการของระดับล่างจำนวนมากภายในการสร้างรากฐานมวลชน เพื่อการสร้างโมเดลของธุรกิจเพื่อสังคม โลกต้องการระบบเศรษฐกิจใหมที่จะปลดปล่อยการเห็นแก่ผู้อื่นเป็นพลังที่สร้างสรรค์ ด้วยความเชื่อว่ามนุษยฺ์จะเป็นผู้ประกอบการโดยกำเนิด และไม่ใช่เป็นแต่เพียงผู้แสวงหางาน
มูฮัมหมัด ยูนุส ได้ใช้ถ้อยคำโมเดลการธนาคารที่เป็นอยู่ว่า ธนาคารเพื่อคนร่ำรวย และได้เสนอแนะเราควรจะมีธนาคารเพื่อคนยากจนที่จะยกฐานะทางเศรษฐกิจของบุคคล ธนาคารที่มีอยู่ปัจจุบันนี้ เราจะอธิบายพวกเขาอย่างไร
ถ้าโมเดลของกรามีน แบงค์ ของเราภายในบังคลาเทศ ได้ถูกเรียกว่าธนาคารเพื่อคนยากจนแล้ว พวกเขาควรจะถูกเรียกว่าธนาคารเพื่อคนร่ำรวย ธนาคารสมัยเดิมโดยธรรมชาติจะไม่ให้เงินกู้แก่คนยากจน แต่บางครั้งเนื่องจากรัฐบาล
หรือการเมือง พวกเขาถูกบังคับให้กระทำ เราควรจะมีธนาคารเพื่อคนยากจน
เมื่อ ค.ศ 1983 มูฮัมหมัด ยูนุส ได้ก่อตั้งกรามีน แบงค์ หมายถึง ธนาคารหมู่บ้านที่จะให้เงินกู้แก่คนยากจนที่สุดเหมือนกับขอทาน เขาได้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างกรามีน แบงค์ และธนาคารธรรมดาว่า ธนาคารธรรมดาชอบที่จะดำเนินงานภายในเมืองใหญ่ที่ธุรกิจและคนร่ำรวย
ตั้งสำนักงานของพวกเขา กรามีน แบงค์ จะดำเนินงานภายในหมู่บ่้านของบังคลาเทศอย่างเดียว กรามีน แบงค์ จะมุ่งเป้าหมายคนยากจน โดยเฉพาะครัวเรือนผู้หญิง และการให้เงินกูยืมแก่พวกเขาโดยไม่มีการค้ำประกันใดเลย และข้อตกลงทางกฏหมายที่เข้มงวด
เมื่อ ค.ศ 2018 กรามีน แบงค์ มีสาขา 2,564 แห่ง ด้วยบุคคล 19,800 คนบริการผู้กู้ยืม 8.29 ล้านคนภายใน 81,367 หมู่บ้านของบังคลาเทศ มูฮัมหมัด
ยูนุส ได้เตือนว่าบุคคลจะไม่ยอมรับการกระจุกตัวของความมั่งคั่งภายในมือของบุคคลจำนวนน้อยในระยะยาวที่เอาทุกสิ่งทุกอย่างจากคนยากจน และทำให้คนร่ำรวยรวยขึ้น
เมื่อเราพิจารณาการกระจายความมั่งคั่งภายในโลก บุคคลมักจะพูดเกี่ยวกับ
การมองเป็นพีระมิด และกล่าวว่าคนยากจนอยู่ระดับล่างได้อย่างไร แต่ผมไม่มองเห็นพีระมิดใดเลย คำอธิบายดีที่สุดของมันควรจะเป็นเห็ด ส่วนข้างบนของเห็ดจะเจริญเติบโตตลอดเวลา ความมั่งคั่งทั้งหมดของโลกจะถูกสะท้อน
ภายในเห็ด เห็ดนั้นจะเป็นเจ้าของโดยบุคคลจำนวนน้อย และในขณะนี้จำนวนจะยิ่่งน้อยลง ดังนั้นจำนวนของเจ้าของกำลังน้อยลง แต่รูปร่างของเห็ดกำลัง
งอกเงยขึ้้น และนั่นคือส่วนที่อันตรายของการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง ส่วนลำต้นของเห็ดกำลังกลายเป็นบางลงและบางลง นั่นคือ 99.9% ของประชากร
ธุรกิจเพื่อสังคมเป็นบริษัทที่ไม่มีเงินปันผลที่จะแก้ปัญหาของมนุษย์ เราได้กำจัดความคิดของการทำกำไรส่วนบุคคลอย่างสิ้นเชิงภายในธุรกิจเพื่อสังคม
เราได้ทุ่มเทตัวเราเองที่จะแก้ปัญหา ในขณะนี้ความคิดของธุรกิจเพื่อสังคมกำลังเจริญเติบโต บุคคลวัยหนุ่มสาวกำลังเกิดความคิดทางธุรกิจ ธุรกิจใหญ่กำลังที่จะสร้างธุรกิจเพื่อสังคมเคียงข้าง
ภายใต้การมองโลกในแง่ดี A World of Three Zeroes ของมูฮัมหมัด ยูนุส
ได้นำเสนอกรณีตัวอย่างเพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจกระเเสหลักที่จะสร้างโลก
ด้วยความยากจนเป็นศูนย์ การว่างงานเป็นศูนย์ และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ มูฮัมหมัด ยูนุส มั่นใจว่าโลกสามศูนย์จะเป็นไปได้มาก เขาได้กล่าวว่าสหประชาชาติและชาติของโลกกำลังทำงานไปสูเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน : เอสดีจี กลุ่มของเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคมโลก 17 อย่าง กำหนดโดยยูเอ็นที่จะบรรลุภายใน ค.ศ 2030 เป้าหมายอย่างหนึ่งของเอสดีจี มุ่งหมายที่ความยกจนเป็นศูนย์ มูฮัมหมัด ยูนุส คิดว่า
เอสดีจี ไม่ได้พูดถึงเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์
เราจะมีการตรหนักโดยทั่วไปต่อการปรับปรุงสิ่งแวดล้อม แต่นักเศรษฐศาสตร์ยืนยันว่าเราควรจะบรรลุการไหลก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูยย์เมื่อ ค.ศ 2040 หรือ 2050 เอ็มดีจี : เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ได้พูดเกี่ยวกับ
การลดการจ้างงาน แต่ไม่ได้พูดแน่นอนเกี่ยวกับการจ้างงานเป็นศูนย์ตามที่
มูฮัมหมัด ยูนุส ได้ระบุไว้ภายในหนังสือของเขา
1 ความยากจนเป็นศูนย์
มูฮัมหมัด ยูนุสยืนยันว่าเพื่อการแก้ปัญหาความยากจน สังคมจะต้องกำหนดกรอบใหม่ของการมองว่าทุนนิยมจะเป็นกรอบข่ายทางเศรษฐกิจดีที่สุด เขาได้ให้ข้อมูลมากมายที่จะสนับสนุนการอ้างของเขาว่าทุนนิยมสมัยใหม่มีส่วนช่วยต่อการเจริญเติบโตของระดับความไม่เสมอภาคทางรายได้ จำนวนประชากรโลกเล็กน้อยที่ยึดครองส่วนแบ่งมากมายความมั่งคังของโลก มูฮัมหมัด ยูนุส
หวังว่าด้วยธุรกิจเพื่อสังคมและการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการ กระแสความไม่เสมอภาคของความมั่งคั่งนี้สามารถถูกพลิกผันได้
โอกาสจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของวงล้อความยากจน เราต้องการทรัพยากรบางอย่างที่จะเริ่มต้น อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อทรัพยากรไม่มี เราจะเข้าไปภายในวงล้อของความยากจน ภายในจุดนี้ กรามีน แบงค์ ได้เริ่มต้น แนวคิดของมันจะเรียบง่ายมาก การให้เชื้อเพลิงบินขึ้นแก่คนยากจนที่สุด มันทำให้พวกเขาเริ่มต้นหรือปรับปรุงธุรกิจ ผลลัพธ์คือ อัตราผลตอบแทน 92 % ดีกว่าธนาคารสมัยเดิม ทำไม เนื่องจากมันอยู่บนรากฐานของความไว้วางใจ
ผู้ให้กู้และผู้กู้ยืมจะรู้จักระหว่างกันก่อนการเริ่มต้น
2 การจ้างงานเป็นศูนย์
มูฮัมหมัด ยูนุสมองว่าการว่างงานจะเกิดขึ้นจากการพึ่งพาที่ไม่จำเป็นต่อบุคคลอื่น การขึ้นอยู่กับบุคคลอื่นเพื่อการจ้างงานจะจำกัดศักยภาพ
ของบุคคล การกำจัดการว่างงานจะอยู่ที่การเป็นผู้ประกอบการ เราต้องการการเป็นผู้ประกอบการที่จะกลายเป็นธรรมดา เราต้องการจะเลี้ยงดูบุคคลวัยหนุ่มสาวด้วยการสนับสนุนและการศึกษาอย่างเพียงพอ และเชื้อเพลิงบินขึ้น
ที่ทำให้พวกเขาเจริญเติบโต
มูฮัมหมัด ยูนุสได้ถามเราพิจารณาอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเราได้แนะนำบุคคลวัยหนุ่มสาว
จากการล่างานที่จะสร้างงานเพื่อตัวพวกเขาเองและบุคคลอื่น และอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเราได้ทำให้ง่ายขึ้นที่จะทำผ่านทางสถาบันสนับสุนเงินทุนบนพื้นฐานความคิดทางธุรกิจ มูฮัมหมัด ยูนุสได้ตาหนิข่าวสารที่เราส่งให้แก่เด็กว่า ไม่มีงาน ไม่มีชีวิต ข่าวสารนี้ได้ถูกส่งอย่างชัดเจนและเสียงดังจากทุกทิศทาง : บ้าน โรงเรียน สื่อ….. เมื่อเรากลายเป็นผู้ใหญ่ เราได้เสนอตัวเราเองต่อการพิจารณาของตลาดงาน งานจะเป็นโชคชะตาของเรา ถ้าเราพลาดมัน เราจะเข้าแถวรอรับแจกอาหาร ไม่มีใครบอกบุคคลวัยหนุ่มสาวว่าพวกเขาโดยธรรมชาติได้ถูกสร้างที่จะกลายเป็นผู้ประกอบการ มาใช่เข้าแถวรอที่จะถูกว่าจ้าง
3 คารบอนไดออกไซ์เป็นศูนย์
มูฮัมหมัด ยูนุสหวังว่าธุรกิจเพื่อสังคมสามารถแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลง
ภูมิอากาศโลกได้ การโต้เถียงต่อนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมักจะรวมศูนย์อยูที่ความสมดุลระหว่างการสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เขาได้เนอแนะว่าเป้าหมายสองอย่างเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน กลยุทธ์ธุรกิจที่ยั่งยืนสามารถเจริญเติบโตเศรษฐกิจในขณะที่รับผิดชอบทางสิ่งแวดล้อมได้ เขาได้ชี้ธุรกิจใหม่หลายอย่างที่มุ่งความยั่งยืน
กำลังใช้ธุรกิจเพื่อสังคม การป้องกันสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนชุมชน
เมื่อเราได้เจริญเติบโตเป็นมนุษยชาติ 7620,292,021 คน ณเวลาที่เขียนหนังสืออยู่ เราได้เร่งทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไปจนถึงการบริโภคทรัพยากร ภายในสิ่งแวดล้อมนี้ื้ เราไม่สามารถคิดระยะสั้นได้แล้ว ระยะสั้นจะไม่เคยสั้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ ค.ศ 2050 เราจะมีพลาสติคมากกว่าภายในมหาสมุทรของโลก เมื่อเราได้เผชิญปัญหาของมนุษย์เหมือนเช่นความหิว เราต้องการความตระหนักของผลกระทบที่เราได้สร้างต่อสิ่งแวดล้อม เพราะว่าภายในระยะสั้นเราจะรักษาแผล ไม่ใช่การแก้แกนของปัญหา

เมื่อ ค.ศ 2006 มูฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศ ได้รับราง
โนเบิล สาขาสันติภาพ – ไม่ใช่เศรษฐกิจ ครั้งแรกจากโลกของธุรกิจ เขาได้ทำอะไร เขาได้คิดค้นไมโครเครดิต – สินเชื่อรายย่อย
การปฏิบัติของการให้กู้เงินจำนวนเล็กน้อยแก่คนยากจน มูฮัมหมัด ยูนุสได้เสนอแนะความคิดบางอย่างที่ขัดแย้งกับอดัม สมิธ เขาได้เสนอแนะว่าบุคคลเริ่มต้นธุรกิจ
ุพยายามอย่างเจตนาที่จะช่วยเหลือสังคม ในขณะที่ อดัม สมิธคิดว่าสังคมจะได้ประโยชน์มากขึ้น ถ้าบุคคลแสวงหาผลปะโยชน์ของตัวพวกเขาเอง
สาเหตุที่แท้จริงของความยากจนตามมุมมองของมูฮัมหมัด ยานุส คือ กรอบข่ายทางทฤษฎีของทุนนิยมที่ยอมรับอย่างกว้างขวางวันนี้จะเป็นโครงสร้างสร้างครึ่งเดียว การทำให้มือที่มองไม่เห็นของอดัม สมิธเป็นมือที่ลำเอียงอย่างมาก การผลักดันกิจกรรมของตลาดที่สนับสนุนคนร่ำรวย บุคคลอาจจะสังสัยว่ามือที่มองไม่เห็นเป็นของคนร่ำรวย มูฮัมหมัด ยูนุสได้กล่าวหามือที่มองไม่
ห็นของอดัม สมิธว่่า มือที่มองไม่ห็นได้หลบหลีกคนยากจน เขาได้อ้างอิงสองครั้งภายในหนังสือของเขาว่าบุคคลร่ำรวยที่สุดแปดคนภายในโลกจะเป็นเจ้าของความมั่งคั่งของโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง ภายใต้การปรับปรุงโครงสร้างใหม่ของการกระจายความมั่งคั่งของโลก มูฮัมหมัด ยูนุส ได้ใช้ตัวอย่างของมารค ซัคเกอร์เบิรกของการให้ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของเขาที่จะมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงโลกเพื่อลูกสาวของเขา
ภายในหนังสือเล่มแรกของอดัม สมิธ The Theory of Moral Sentiment 1759 หนังสือจะแสดงว่าความคิดและการกระทำทางศีลธรรมของเราจะเป็นผลิตผลทางธรรมชาติของเราในฐานะของสัตว์สังคม มันได้ระบุกฏพื้นฐาน
ของความรอบคอบและความยุติธรรมที่สังคมต้องการเพื่อความอยู่รอด อดัม สมิธ ได้ใช้ถ้อยคำ ความเห็นอกเห็นใจ แสดงความรู้สึกของความรู้สึกทางศีลธรรม มันจะเป็นความรู้สึกกับความเจ็บปวดของบุคคลอื่น เราจะมีความโน้มเอียงตามธรรมชาติที่จะดูแลตัวเราเอง นั่นคือเพียงแต่ความรอบคอบเท่านั้น
และขณะที่เป็นสัตว์สังคม เราจะให้ความเห็นอกเห็นใจตามธรรมชาติต่อบุคคลอื่น เมื่อเรามองเห็นบุคคลอื่นเศร้าโศรกหรือไม่มีความสุข เราจะรู้สึกกับพวกเขา
แม้ว่าจะรุนแรงน้อยกว่า
แต่กระนั้นมูฮัมหมัด ยูนุส กล่าวว่า อดัม สมิธ ไม่เคยรวมสองมุมมองที่แตกต่างกันของลักษณะมนุษย์ที่เขาได้แสดงภายในหนังสือสองเล่มเหล่านี้กลายเป็น
กรอบข่ายทางทฤษฎี ถ้าอดัม สมิธ ได้ใช้หนังสือสองเล่มของเขาเสนอแนะรากฐานทางทฤษฎีแก่ประเภทของธุรกิจที่แตกต่างกันสองอย่าง บางทีโลกสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤติที่ร้ายแรงที่เรากำลังเผชิญอยู่วันนี้ได้ มูฮัมหมัด ยานูส ได้นำเสนอความคิดของธุรกิจเพื่อสังคมเป็นตัวเชื่อม
อดัม สมิธ จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักปรัชญา และนักเขียนชาวสก็อต เขาได้ถูกเรียกว่า บิดาของเศรษฐศาสตร์ หรือ บิดาของทุนนิยม เขาได้เขียนหนังสือคลาสสิคสองเล่ม The Theory of Moral Sentiment 1975
และ The Wealth of Nation 1776 หนังสือเล่มนี้จะเป็นผลงานเศรษฐศาสตร์
สมัยใหมเ่ล่มแรก ตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของโลก The Wealth of Nations ได้แนะนำสิ่งที่เขาเรียกว่า “ทฤษฎีของมือที่มองไม่เห็น” ทฤษฎีนี้ได้ถูกใช้เป็นรากฐานต่อการพัฒนาของเศรษฐกิจตลาดเสรีทั่วโลก อดัม สมิธได้มุ่งที่พลังทางเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกันแต่ร่วมกันสองตัวคือ ผลปรโยชน์ของตัวเอง และการแข่งขัน
ผลประโยชน์ของตัวเองจะเป็นตัวเร่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การแข่งขันจะเป็นตัวควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พลังทางเศรษฐกิจสองตัวร่วมกันจะสร้างสิ่งที่อดัม สมิธ เรียกว่ามือที่มองไม่เห็น
พลังทางตลาดที่มองไม่เห็นที่ช่วยให้อุปสงค์และอุปทานของสินค้าภายในตลาดสู่จุดดุลยภาพโดยอัตโนมัติคือมือที่มองไม่เห็น ลูกค้าจะแสวงหาผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของพวกเขาเอง ผู้ผลิตจะแสวงหาผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของพวกเขาเอง มือที่มองไม่เห็น จะทำให้อุปทานเท่ากับอุปสงค์ มือที่มองไม่เห็นจะเป็นส่วนหนึ่งของเสรีนิยม หมายถึง วิถีทางของตลาดที่ทำไป ปล่อยไป ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง วิถีทางที่ยึดถือว่าตลาดจะพบดุลยภาพของมันโดยไม่มีรัฐบาลหรือการแทรกแซงอื่นใดบังคับมันไปสู่แบบแผนที่ไม่เป็นธรรมชาติ
ถ้อยคำมือที่มองไม่เห็นได้ถูกแนะนำโดยอดัม สมิธ ภายในหนังสือของเขา The Wealth of Nations
เขาเชื่อว่าเศรษฐกิจสามารถทำงานได้ดีภายในตลาดเสรีที่บุคคลทุกคนจะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของเขาเอง ภายในตลาดเสรีที่เราไม่มีการบังคับหรือการจำกัดที่กำหนดโดยรัฐบาล ถ้าบุคคลบางคนกำหนดราคาต่ำ ลูกค้าจะซื้อจากเขา ดังนั้นเราจะต้องลดราคาของเราให้ต่ำลง หรือนำเสนอบางสิ่งบางอย่างที่ดีกว่าคู่แข่งขันของเรา ทุกครั้งที่บุคคลต้องการบางสิ่งบางอย่าง มันจะถูกจัดหาให้โดยตลาด และบุคคลทุกคนจะมีความสุข ผู้ขายจบลงด้วยการได้ราคาที่ดี และผู้ซื้อจะได้สินค้าที่ดีื ณ ราคาที่ต้องการ
มือที่มองไม่เห็นจะเป็นถ้อยคำเปรียบเทียบต่อพลังทางทางตลาดที่มองไม่เห็นที่กระตุ้นเศรษฐกิจตลาดเสรี ภายใต้ผลประโยชน์ของตัวเองของบุคคล และเสรีภาพของการผลิตและการบริโภค ผลประโยชน์ดีที่สุดของสังคมโดยส่วนรวมจะถูกตอบสนอง
ื การแบ่งงานกันทำจะเป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์อย่างหนึ่งที่ระบุว่าการแบ่งกระบวนการผลิตเป็นขั้นตอนที่แตกต่างกันจะทำให้คนงานมุ่งงานเฉพาะด้านได้ ถ้าคนงานสามารถจดจ่อที่งานเฉพาะด้านของการผลิต พวกเขาจะมีประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มสูงขึ้น แนวคิดนี้ได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลาย
โดยอดัม สมิธ จุดมุ่งที่สำคัญของ The Wealth of Nations ของอดัม สมิธ
จะอยู่ที่แนวคิดของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามมุมมองของอดัม สมิธ การเจริญเติบโตจะมีรากอยู่ภายในการแบ่งงานกันทำ
The Wealth of Nations ได้ถูกพิมพ์ ค.ศ 1776 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของอเมริกา และบนจุดสัมผัสของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ผลกระทบของผลงานของเขาจะมากมาย และอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ของเขาต่อนโยบายของรัฐบาลจะยืนหยัดจนถึงวันนี้

มูฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ปรากฏขึ้นภายในหนังสือเล่มใหม่ของเขา A World of Three Zeros : The New Economics of Zero Poverty, Zero
Unemployment, and Zero Net Carbon Emission มูฮัมหมัด ยูนุส ได้สร้างไมโครเครดิต : สินเชื่อรายย่อย คิดค้นธุรกิจเพื่อสังคม และได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ จากผลงานของเขาภายในการกำจัดความยากจน ในขณะนี้
เราต้องการระบบเศรษฐกิจใหม่ของความยากจนเป็นศูนย์ การว่างงานเป็นศูนย์
และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ เราสามารถกลายเป็นโลกของสามศูนย์ได้ด้วยธุรกิจเพื่อสังคมยูนุส
ทุนนิยม เครื่องยนต์สุดยอดของโลกปัจจุบันนี้ได้อยู่ภายในการพังทลาย
และความไม่เสมอภาคของความมั่งคั่งที่กว้างขึ้น การสร้างคนร่ำรวยไม่กี่คน
ด้วยต้นทุนของคนยากจน ทุกโมเดลธุรกิจในขณะนี้ไม่อาจจะยกคนยากจนออกจากความยากจนได้ เราจำเป็นต้องมีโมเดลใหม่ที่จะถูกแนะนำที่จะพลิกผันแนวโน้ม มันจะเป็นความจำเป็นอย่างเดียวกันที่กระตุ้นมูฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศ ผู้ชนะรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ที่จะหว่าน
เมล็ดพืชของไมโครไฟแนน : การเงินรายย่อย และโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมภายในประเทศของเขา บังคลาเทศ
เมื่อ ค.ศ 1974 บังคลาเทศได้เผชิญกับความยากลำบากเลวร้ายที่สุด
ความเจ็บปวดของชาวบ้านได้ทวีคูณ ความยากลำบากทำให้พวกเขาต้อง
กู้เงินจากผู้ให้กู้ยืมที่ไร้ยางอายด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก การผลักดันบุคคลเหล่านี้ไปสู่วงจรเลวร้ายของความยากจน ท่ามกลางความเป็นจริงที่รุนแรงขึ้น
มูฮัมหมัด ยูนุส มีควมต้องการที่จะบรรเทาความรู้สึกของคนยากจน และเริ่มต้นให้กู้ยืมจากกระเป๋าของเขา นี่จะเป็นการเริ่มต้นของการดินทางทีละน้อยและสม่ำเสมอ พัฒนาไปเป็นธนาคารการเงินรายย่อยเจริญเติบโตเต็มที่เรียกว่า กรามีน แบงค์
กรามีน แบงค์ จะเป็นธนาคารการเงินรายย่อยและการพัฒนาชุมชน กรามีน แบงค์ จให้เงินกู้จำนวนน้อยเรียกว่าเครดิตรายย่อยหรือเครดิตกรามีนแก่คนยากจนโดยไม่มีหลักประกัน มูฮัมหมัด ยูนุสได้เกิดแรงบันดาลใจระหว่างความอดอยากของบังคลาเทศเมื่อ ค.ศ 1974
ที่จะให้เงินกู้จำนวนน้อย 27 เหรียญแก่กลุ่มของ 42 ครอบครัวเป็นเงินสตาร์ท อัพ เพื่อที่พวกเขาจะผลิตสินค้าขาย โดยไม่มีภาระของดอกเบี้ยที่สูงภายใต้การให้กู้ยืมที่เบียดเบียน มูฮัมหมัด ยูนุสเชื่อว่าการมีเงินกู้ทำนองนี้แก่บุคคลจำนวนมากสามารถกระตุ้นธุรกิจและลดความยากจนของท้องที่ที่แพร่กระจายภายในบังคลาเทศได้
มูฮัมหมัด ยูนุส ได้พัฒนาหลักการของกรามีน แบงค์จากการวิจัยและประสบการณ์ของเขา เขาได้แสดงธนาคารสมัยเดิมกีดกันบุคคคลจำนวนมากจากการเข้าสู่สินเชื่อที่ต้องการอย่างไร การกล่าวโทษพวกเขาต่อวงจรของความยากจน ความต้องการหลักประกันและหลักทรัพย์ได้จำกัดทั้งจิตวิญ
ญานการเป็นผู้ประกอบการและการเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจ เขายืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงภายในระบบนี้จะต้องมาจากบุคคลที่ไม่แสวงหากำไร แต่ต้องการความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ
ธุรกิจเพื่อสังคมยูนุส : วายเอสบี เชื่อภายในพลังของธุรกิจที่จะสิ้นสุดความยากจน งานของเราจะนำเสนอการหลุดพ้นจากความยากจนอย่างสง่างามแก่บุคคลจำนวนมากด้วยธุรกิจเพื่อสังคม โมเดลที่บุกเบิกโดยมูฮัมหมัด
ยูนุส ธุรกิจเพื่อสังคมจะเป็นบริษัทด้วยภารกิจทางสังคม ณ แกนของม้น
การทุ่มเท 100% ต่อการแก้ปัญหาของมนุษย์ การแก้ปัญหาเฉพาะเพื่อประโยชน์ของคนยากคนและคนที่เสียเปรียบภายในสังคม ธุรกิจเพื่อสังคมจะดำเนินงานเหมือนกับบริษัทปรกติ ไม่เหมือนกับการบริจาค ธุรกิจเพื่อสังคมสร้างกำไรและมุ่งหมายเลี้ยงตัวเองทางการเงิน 100% ของกำไรบริษัทจะถูกลงทุนใหม่ภายในความต่อเนื่องภารกิจทางสังคมของบริษัท
เงินทุนของเราได้เจริญเติบโตธุรกิจเพื่อสังคมท้องที่ การสร้างการจ้างงาน
การศึกษา การดูแลสุขภาพ น้ำและพลังงานที่สะอาดแก่บุคคลมากกว่า 9 ล้านคนภายในอัฟริกาตะวันออก ลาติน อเมริกา และอินเดีย เราได้เปลี่ยนการบริจาคเป็นเงินลงทุนภายในธุรกิจเพื่อสังคม เราจะลงทุนใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
การสร้างผลกระทบทวีคูณแต่ละครั้ง
ธุรกิจเพื่อสังคมยูนุสจะมีรากเหง้าภายในบังคลาเทศ เมื่อ ค.ศ 1983 มูฮัมหมัด ยูนุสได้ก่อตั้งธนาคารกรามีน การเริ่มต้นการปฏิรูปของการเงินรายย่อยที่เขาได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ กรามีนได้เจริญเติบโตจากธนาคารไปสู่ธุรกิจหลายอย่าง
ธุรกิจแต่ละอย่างทุ่มเทที่จะตอบสนองชุมชนชนบทยากจนภายในบังคลาเทศ
และธุรกิจแต่ละอย่างถูกสร้างด้วยความมุ่งหมายเฉพาะของการลงทุนใหม่กำไรทั้งหมดกลับไปสู่การสร้างประโยชน์ต่อคนยากจน สิ่งเหล่านี้จะเป็นธุรกิจเพื่อสังคมครั้งแรก
เราจะพิจารณากรณีตัวอย่างของธุรกิจสังคมของยูนุส “โกลเด้น บีส์”
โกลเด้น บีส์ จะเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่จัดหาผลิตภัณฑ์และการบริการแก่คนเลี้ยงผึ้งชนบทภายในยูกันดา โกลเด้น บีส์ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และการบริการที่หลากหลายแก่คนเลี้ยงผึ้ง ตั้งแต่อุปกรณ์เลี้ยงผึ้ง การฝึกอบรม และการให้คำปรึกษา หรือการช่วยเหลือด้วยการบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิต โกลเด้น บีส์ได้ซื้อผลผลิตของคนเลี้ยงผึ้งด้วย การจัดหาช่องทางการขายที่ยุติธรรมแก่คนเลี้ยงผึ้งมากกว่า 2,000 คนภายในยูกันดา
โกลเด้น บีส์ ได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ผึ้ง รวมทั้งน้ำผึ้ง ขี้ผิ้ง และน้ำลายผึ้ง ทั่ว
อัฟริกาตะวันออก และไปสูตลาดภายในยุโรป ภายใต้ความสำเร็จของพวกเขา
บริษัทได้วางแผนการขยายตัวอย่างทะเยทะยาน พวกเขาได้มุ่งหมายที่จะเพิ่มการผลิตจาก 50 เป็น 600 เมตริก ตัน ต่อปี ตลอดห้าปีข้างหน้า โกลเด้น บีส์ ได้ให้คำปรึกษาและการฝึกอบรมแก่คนเลี้้ยงผึ้งด้วย พวกเขาจะผลิตและขายรังผึ้งและอุปกรณ์อย่างอื่นภายในตลาดยูกันดาด้วย
ด้วยเงินเพียง 300 เหรียญภายในการออม ผู้ประกอบการเลี้ยงผึ้ง เบรน มูกิชา และวินเซนต์ โอชาน ได้เริ่มต้นธุรกิจสังคมของพวกเขาเรียกว่า โกลเด้น บีส์ ภายนอกเมืองแคมพาลา ยูกันดา ปัจจุบันธุรกิจเพื่อสังคมของพวกเขาจะมีการจ้างงานบุคคล 12 คน และเสาะหาผลิตภัณฑ์จากคนเลี้ยงผี้งขนาดเล็กมากกว่า 2,600 คนทั่วประเทศ
โกลเด้น บีส์ ขายน้ำผึ้งและขี้ผึ้งแก่ทั้งตลาดท้องที่และส่งออก บริษัทได้เพิ่มรายได้แก่คนเลี้ยงผึ้งท้องที่ภายในอูกานดามากกว่า 400% นับตั้งแต่ ค.ศ 2014 ด้วยการให้เงินทุนแก่เบรน มูกิชา ธุรกิจเพื่อสังคมยูนุส สามารถนำเสนอการหลุดพ้นจากความยากจนอย่างสง่างามแก่คนเลี้ยงผึ้ง
ยูกันดาจะเป็นเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรม การเกษตรได้สร้างส่วนแบ่งมากที่สุดต่อจีดีพีของประเทศ ภายในส่วนหนึ่งที่มีศักยภาพของยูกานดาคือ การเลี้ยงผึ้ง แต่โชคไม่ดีการเลี้ยงผึ้งไม่ได้ถูกพัฒนาเนื่องจากปัญหาหลายอย่าง ความยากจนและการขาดรายได้ การขาดการฝึกอบรม การขาดข้อมูล และการขาดการเชื่อมโยงกับตลาดของประเทศและระหว่างประเทศ
คนเลี้ยงผึ้งภายในยูกันดามีความคิดว่าผลิตภัณฑ์อย่างเดียวที่ได้คือน้ำผึ้ง โกลเด้น บีส์ คอมพานี ได้ให้ความรู้แก่พวกเขาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่มีกำไรนอกจากน้ำผึ้ง เช่น กาวผึ้ง ขี้ผึ้ง และพิษผึ้ง การสร้างรายได้ที่ไม่ได้คาดหวังแก่ผู้เลี้ยงผึ้ง วิถีทางที่สร้างสรรค์และรากฐานทางสังคมของโกลเด้น บีส์ ได้ให้อำนาจคนเลี้ยงผึ้งมากกว่า 2,000 คน คนเลี้ยงผึ้งหนึ่่งคนจะเจ้าของอย่างน้อยที่สุดเฉลี่ยรังผึ้งสามถึงห้ารังที่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 20 รังต่อคน และเพิ่มรายได้จากต่ำสุด 300 เหรียญเป็น 800 เหรียญต่อปี รายได้ของคนเลี้ยงผึ้งต่อคนจะต่ำกว่า 200 เหรียญต่อปี ก่อนการเริ่มของโกลเด้น บีส์
คนเลี้ยงผึ้งจำนวนมากภายในยูกันดาและประเทศเพื่อนบ้านขาดการเข้าสู่ตลาดของประเทศและระหว่างประเทศอย่างเพียงพอ และโอกาสการฝึกอบรม
ที่จะปรับปรุงทักษะของพวกเขา โกลเด้น บีส์ ได้จัดหาการบริการที่หลากหลาย
ที่จะฝึกอบรมและสนับสนุนคนเลี้ยงผึ้ง โกลเด้น บีส์ ได้ขายน้ำผึ้งและขี้ผึ้งของพวกเขาแก่ทั้งตลาดท้องที่และส่งออก

ฟรองค์ รีบูลด์ ซีอีโอของกรุ้ป ดานอน ได้พบกับมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ก่อตั้งกรามีน แบงค์ ของบังคลาเทศ โดยบังเอิญย้อนหลังไปเมื่อ ค.ศ 2005 โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมได้กำเนิดขึ้น
พวกเขาได้ตัดสินใจที่จะสำรวจความเป็นไปได้ของการเป็นหุ้นส่วนดานอน – กรามีน ภายในบังคลาเทศ และเมื่อ ค.ศ 2006 ได้ประกาศการก่อตั้งกรามีน ดานอน ฟูดส์ ภายในดากา การร่วมลงทุน 50 : 50 ระหว่างกรามีน แบงค์ของบังคลาเทศ และดานอน บริษัทอาหารฝรั่งเศสสองพันล้านเหรียญ
เป้าหมายคือ การจัดหาโยเกิรตโภชนาการ – ตราสินค้าโชคิท ดอย แก่เด็ก
บังคลาเทศเกือบ 50 ล้านคนโดยใช้โมเดลธุรกิจเพื่อสังคม
พวกเขาได้ร่วมพลังที่จะต่อสู้การขาดสารอาหารและสร้างโอกาสการจ้างงานแก่บังคลาเทศ ประเทศที่ยากจนที่สุดของโลก ผลิตภัณฑ์ : โชกิต ดอย หมายถึงโยเกิรตทรงพลัง โยเกิตที่ผสมสารอาหารหลากหลาย
ภารกิจของกรามีน ดานอง ได้พูดเพื่อตัวเองว่า ลดความยากจนด้วยการนำสุขภาพผ่านทางอาหารไปสู่เด็กใช้ชุมชนโดยเฉพาะ – บนพื้นฐานโมเดลธุรกิจ
30 % ของชาวบังคลาเทศทุกคน และ 56% ของเด็กบังคลาเทศอายุต่ำกว่า 5 ปี
ทรมานจากการขาดสารอาหาร
กรามีน ดานอน ได้ถูกก่อตั้งเมื่อ 2006 เพื่อที่จะต่อสู้การขาดสารอาหาร การร่วมลงทุนที่จะผลิตโยเกิตเพิ่มคุณภาพด้วยสารอาหารที่สำคัญ ณ ราคา แม้แต่คนยากจนที่สุดสามารถซื้อได้ แต่กระนั้นกรามีน ดานอน กระทบต่อชีวิตของบุคคลไม่เพียงแต่ปรับปรุงสุขภาพของพวกเขาเท่านั้น
ประโยชน์จะมีอยู่ตามลูกโซ่คุณค่าทั้งหมด นมของโยเกิรตได้ถูกซื้อจากเกษตรกรรายย่อย การผลิตได้ถูกออกแบบด้วยวิถีทางที่จะให้บุคคลมีงานทำมากที่สุด สาวโยเกิรตจะขายโยเกิรตถึงบ้าน และรับค่านายหน้า 10% โยเกิรตที่ขายไม่ได้จะถูกส่งกลับคืน กรามีน แดนองได้รับผิดชอบการสร้างงานประมาณ 1,600 งานภายในรัศมี 30 กิโลเมตรรายรอบโรงงาน
กรามีน ดานอน จะมุ่งมั่นต่อสังคมไม่ใช่รายได้ทางการเงิน เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ บริษัทได้สร้างนวัตกรรมที่จะเปิดตัวโครงการตอบสนองความต้องการทางสังคมและเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น โรงงานที่โบกราได้ถูกสร้างตามต้นแบบของธุรกิจเพื่อสังคมที่เหมือนกันภายในบังคลาเทศและทั่วโลก กรามีนดานอนได้ผูกพันที่จะตอบสนองคนยากจนที่สุดภายในบังคลาเทศ
บริษัทมุ่งหมายที่จะต่อสู้ความยากจนและการขาดสารอาหารภายในบังคลาเทศ และสร้างผลกระทบทางสังคมที่ดีตลอดวงจรคุณค่าของพวกเขา กรามีน ดานอน จะเป็นธุรกิจเพื่อสังคมได้ถูกออกแบบ
ที่จะจัดหาสารอาหารที่สำคัญแก่เด็กที่ขาดหายไปจากอาหารของพวกเขาภายในชนบทของบังคลาเทศ บริษัทจะบริหารบนพื้นฐานไม่ขาดทุน ไม่มีเงินปันผล เริ่มแรกกรามีน ดานอน ตกลงจ่ายเงินปันผลต่อปีหนึ่งเปอร์เซ็นต์แก่ผู้ถือหุ้น แต่กระนี้นเมื่อ ค.ศ 2009 คณะกรรมการบริษัทของกรามี ดานอน ได้ตกลงยกเลิกผลตอบแทนทุกอย่าง กรามีน ดานอน จะผลิตโยเกิรตเรียกว่า โชกิต ดอย ผสมโปรตีน วิตามิน ธาตุเหล็ก แคลเซียม และสารอาหารอื่น มุ่งหมายที่จะชดเชยการขาดโภชนาการของเด็กภายในบังคลาเทศ โชกิต ดอย – หมายถึงโยเกิรตพลัง อุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารเสริม ที่จริงแล้วปัจจัยที่สำคัญทำให้โครงการนี้บรรลุความสำเร็จจะเป็นประสบการณ์รากหญ้าของ
กรามีน แบงค์ โดยเฉพาะเมื่อมาถึงการขายและการกระจายผลิตภัณฑ์ การตลาดของผลิตภัณฑ์จะขึ้นอยู่กับการกระจายข่าวผ่านปากต่่อปากอย่างมาก
ลูกค้าเป้าหมายไม่ได้ตระหนักและมีความรู้ทางโภชนาการ หรือสามารถเดินทางได้ไกลมาก นั่นคือทำไมการขายถึงบ้านจะสำคัญ การนำเสนอผลิตภัณฑ์
และการอธิบายว่าผลิตภัณฑ์นี้สามารถช่วยพวกเขาจากการขาดโภชนาการของพวกเขาได้ ราคาของโยเกิรตจะยึดตามราคานม นมที่ผลิตโดยฟาร์มรายย่อยท้องที่ โยเกิรตจะถูกกำหนดราคาต่ำกว่าราคาตลาดของโยเกิรตที่ไม่มีใครช่วยภายในบังคลาเทศมาก ราคาจะถูกมากถ้วยละ 7 เซ็นต์เท่านั้น นอกจากการต่อสู้กับการขาดสารอาหารของชนบทแล้ว
การผลิตโยเกิรตได้สร้างงานจำนวนมากแก่ผู้ผลิตนม คนงานโรงงาน และสาวโยเกิรตกรามีน ผู้หญิงทำงานเหมือนกับเป็นผู้จัดจำหน่ายท้องที่ภายในพื้นที่ชนบท นับตั้งแต่การขายโยเกิรตมุ่งเป้าหมายชาวบ้านเท่านั้น สาวโยเกิรตกรามีนจะเป็นผู้จัดจำหน่ายของโชกิต ดอย เท่านั้น
เมื่อ ค.ศ 1919 กรุ้ป ดานอน ได้ถูกก่อตั้งภายในบาร์เซโลนา สเปน ปัจจุบันนี้
ดานอน จะเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมสดใหญ่ที่สุดภายในโลก ผลิตภัณฑ์สำคัญของพวกเขาคือดานอน โยเกิรต บริษัทมีบุคคลทำงานอยู่เกือบ 80,000 คน
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







