อารยธรรมอิสลามกับวิทยาการด้านปรัชญาและตรรกวิทยา ปรัชญาอิสลาม : อัตลักษณ์และคุณค่าทางปัญญา ตอนที่ 4

อารยธรรมอิสลามกับวิทยาการด้านปรัชญาและตรรกวิทยา
ปรัชญาอิสลาม : อัตลักษณ์และคุณค่าทางปัญญา ตอนที่ 4
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
อิทธิพลแนวคิดปรัชญาต่างชาติต่อมุสลิม
หลังจากที่อิสลามได้แผ่อำนาจไปทุกมุมเมืองและขยายอาณจักรไปเมืองต่างๆ จนได้ยึดครองนครอิสกันดะรียะฮ์(อียิปต์)หรือนครอะเล็กซานเดรีย โดยแม่ทัพอัมรุ อาส ทำให้วัฒนธรรมกรีกโบราณได้ไหลบ่าสู่ชนชาติอาหรับ เริ่มเข้าสู่ซีเรีย เป็นฐานอำนาจของบะนีอุมัยยะฮ์ และต่อมาเข้าสู่อิรัก เป็นยุครุ่งเรืองของการปกครองของบะนีอับบาซและได้เจริญเติบโต แล้วแผ่ขยายสู่ดินแดนอิหร่านและได้ไหลบ่าไปยัง ตูนีเซีย และเข้าสู่ยุโรป(สเปน) ทำให้แนวคิดของปรัชญากรีกโบราณได้มีอิทธิพลต่อชนอาหรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
นครอิสกันดะรียะฮ์ หรือ อะเล็กซานเดรียแห่งอียิปต์ในยุคนั้นเป็นศูนย์กลางของศาสตร์ปรัชญาและศูนย์กลางการค้นคว้าด้านเทววิทยา และต่อมาความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการนั้นได้มุ่งสู่ดินแดนเมืองชาม(ประเทศซีเรีย เลบานอนและบางส่วนของอิรัก ในปัจจุบัน) และเข้าประเทศอิรัก จะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า ด้วยกับอิทธิพลของปรัชญากรีกในยุคนั้น ทำให้ในซีเรียและอิรักได้กวดขันกันร่ำเรียนภาษากรีกและยังให้ราววัลต่อผู้มีความรู้ภาษากรีกและภาษาซีรรี
ต่อมาได้นำตำราต่างๆที่เป็นภาษากรีกมาแปลเป็นภาษาอาหรับ โดยเฉพาะตำราด้านปรัชญาและด้านเทววิทยา โดยนำแนวคิดหรือหลักความเชื่อของนักการศาสนาชาวคริสต์และชาวยิวมาแปลเป็นภาษาอะหรับ และด้วยกับความลึกในเนื้อหาทางศาสตร์เทววิทยาและปรัชญา และยากที่จะเข้าถึงแก่นของเนื้อหา จึงต้องแปลตำราด้านตรรกศาสตร์เพิ่มเติมโสตหนึ่งเลยทีเดียว
ศูนย์กลางของการนำเสนอกระบวนทัศน์ปรัชญากรีกโบราณคือเมืองฮัรรอน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของซีเรีย เป็นช่วงสมัยของการปกครองราชวงศ์อับบาซียะฮ ได้ทำให้โลกอาหรับเห็นความสำคัญทางศาสตร์ปรัชญาและตรรกวิทยา และไม่ใช่แค่เพียงปรัชญาเท่านั้นที่ได้หลั่งใหลเข้ามาสู่โลกอาหรับและมุสลิมในยุคนั้น แม้แต่ดาราศาสตร์ หรือแพทยศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทและได้สร้างความสนใจแก่โลกอิสลามอีกด้วย ซาบิต บินกอรเราะฮ์ และหลานอีกสองคน ซาบิตและอิบรอฮีมถือว่าเป็นผู้มีบทบาทในการแปลตำราต่างชาตินั้น อีกทั้งพวกเขายังได้นำศาสตร์ด้านคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์มาเผยแพร่และมีการเรียนการสอนอย่างเป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว
–การแปลตำราปรัชญาในโลกอิสลาม-
ในช่วงท้ายๆการปกครองราชวงศ์อุมัยยะฮ์ การรุกรานทางด้านวัฒนธรรมของโลกภายนอกโดยเฉพาะวัฒนธรรมกรีกและเปอร์เซียได้มีอิทธิพลต่อโลกมุสลิมเป็นอย่างมาก และพร้อมกับความอ่อนแอของอำนาจรัฐในตอนนั้น ทำให้ด้านหนึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านกระบวนทัศน์ในเรื่องศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นผลของการการรุกของนักการศาสนาชาวยิวและชาวคริสเตียน จนทำให้คอลีฟะฮบะนีอุมัยยะฮ์ในสมัยนั้นต้องเคลื่อนและคล้อยตามกระแสความนิยม นั่นก็คือทำให้นักวิชาการและนักการศาสนาได้เอาจริงเอาจังการการแปลงานด้านปรัชญาและเทววิทยาของต่างชาติมากขึ้น จนทำให้ในช่วงการปกครองคอลีฟะฮอับดุลมะลิก บินมัรวาน (๖๘๕-๗๐๕ค.ศ.)เป็นหนึ่งจากคอลีฟะฮบะนีอุมัยยะฮ ทำให้ภาษากรีกและภาษาเปอร์เซียถือว่าเป็นภาษาหนึ่งที่เป็นภาษาทางการของราชสำนักของคอลีฟะฮ์เลยทีเดียว
ต่อมาได้มีคำสั่งจากผู้ปกครองคอลีฟะฮ์ให้มีการแปลตำราสาขาอื่นๆ เช่นตำราด้านการแพทย์ ตาราด้านเคมี ตาราด้านดาราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ชื่อดัง อย่างอิบนุนะดีมได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ”อัลฟะฮริส”ว่า บุคคลแรกที่ได้แปลตำราด้านเคมีและดาราศาสตร์และด้านการแพทย์คือคอลิด บินยาซีด (เสียชีวิตปี ๗๐๔ ค.ศ.) และอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทในการแปลตำราต่างชาติสู่โลกอะหรับท่านอับดุลลอฮ บิน มุก๊อฟฟะฮ เป็นชาวเปอร์เซียนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์มาก่อน แล้วเข้ารับอิสลาม ต่อมาเขาได้นำตำราด้านปรัชญาของพวกฟะลาวี(นักปรัชญาเปอร์เซียโบราณ)มาแปลเป็นภาษาอะหรับ และยังได้นำตำราอื่นๆทางวรรณคดีเปอร์เซียเช่นหนังสือ”โคดอ-นอเมะ”หรือนหนังสือ “ตารีกมะลูกฟัรซ์” และตำราอื่นๆอีกจำนวนมาก(หนังสืออัลฟะฮ์ริส หน้า๒๕๕-๒๕๖)
ต่อมาได้มีการแปลตำราด้านปรัชญาและตรรกศาสตร์ของอะริสโตเติ้ล ในสมัยคอลีฟะฮมันซูร อับบาซี (ปี๗๕๔-๗๗๕ค.ศ.)ราชวงศ์บะนีอับบาส และถือว่ามีความรุ่งเรืองมากในยุคนั้น เนื่องจากคอลีฟะฮ์มันซูร เป็นผู้ที่มีความนิยมต่อปรัชญาและสนับสนุนให้นักวิชาการหันมาสนใจต่อเนื้อหาปรัชญาเพราะเป็นสิ่งที่สามารถช่วยแก้ปัญหาด้านหลักาการศรัทธาหรือหลักความเชื่อหรือนำมาอรรถาธิบายประเด็นปัญหาทางเทววิทยา เพราะว่าในยุคของเขานั้นมุสลิมมีความขัดแย้งและมีความเห็นต่างในเรื่องหลักความเชื่อระหว่างสำนักคิด ดังที่มัสอูดีย์ได้กล่าวเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ”มุรูญุซซะฮับ”ว่า “ในสมัยคอลีฟะฮมันซูรตำราปรัชญาอะริสโตเติลและทฤษฎีทางธรรมชาติวิทยาของธาเลสถูกแปลเป็นภาษาอาหรับและยังมีตำราด้านอื่นๆของปราชญ์ชาวกรีกได้ถูกแปลเป็นภาษาอาหรับ”(มุรูญุซซะฮับ เล่ม๘หน้า๒๙๑)
ต่อมาในยุคคอลีฟะฮ์ฮารูน อัรรอซีด เขาได้สนับสนุนศาสตร์ปรัชญาและตรรกศาสตร์มากยิ่งขึ้น จนทำให้กรุงแบกแดดเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ด้านปรัชญา และถึงแม้ว่าส่วนมากนักประวัติศาสตร์ต่างกล่าวกันว่าคอลีฟะฮฮารูน รอชีดได้มุ่งเด้นศาสตร์การแพทย์มากกว่าก็ตาม เพราะว่าได้มีตำราทางด้านการแพทย์ได้ถูกแปลเป็นภาษาอะหรับหลายเล่มทีเดียว และยังได้มีคำสั่งพิเศษในงานแปลด้านการแพทย์
ต่อมาถึงยุคคอลีฟะฮมะมูน เขามีความนิยมปรัชญาและวิทยาการด้านตรรกศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เขาจึงได้สร้างห้องสมุดอันยิ่งใหญ่ ”บัยตุลฮิกมะฮ” เป็นความรุ่งเรืองที่ต่อยอดจากยุคก่อนหน้าคอลีฟะฮ์ของเขา และยังเป็นการบ่งบอกให้เห็นว่ากระแสการตอบรับด้านปรัชญาในโลกอะหรับได้ขยายวงกว้างและเข้ามามีบทบาทต่อแนวคิดของนักการศาสนาและมีอิทธิพลต่อสถาบันการศึกษาในยุคนั้น
ยังมีนักวิชาการคนอื่นๆอีกที่ได้ทำหน้าที่แปลตำราศาสตร์ต่างๆของชาวต่างชาติเช่น อุมัร บินฟารคอน ได้แปลตำราชื่อดังของบัดลัมยุซคือ”กิตาบุลอัรบะอะฮ”(Quadripartitus) (อ้างจากหนังสืออัลฟะฮริส หน้า๓๙๕) หรือ ท่านมาชาอัลลอฮ เป็นชาวเปอร์เซียและเป็นยิวมาก่อนแล้วต่อมาเข้ารับอิสลาม เป็นหนึ่งจากนักแปลที่มีชื่อเสียงในสมัยคอลีฟะฮอับบาซียะฮ และ อะบูซะฮ์ลุ ฟัฎล์ นูบักตี ถือว่าสายตระกูลนูบักตีแต่เดิมอยู่ในศาสนาโซโรอัสเตอร์ ต่อมาได้ยอมรับอิสลาม เขามีความโด่งดังในงานแปลศาสตร์ต่างๆในสมัยคอลีฟะฮมันซูร ซึ่งคอลีฟะฮมันซูรได้ยกยอ่งให้เขาเป็นนักแปลแห่งราชสำนัก(อัลฟะฮริส หน้า๓๙๖)
จะเห็นได้ว่าในช่วงแรกๆของการแปลตำราวิชาการต่างๆนั้น คอลีฟะฮอับบาซียะฮได้สนับสนุนด้านงานแปลและให้ชาวอะหรับให้ความสนใจต่อศาสตร์ต่างๆของต่างชาติ เพราะว่าแนวคิดต่างชาติเข้ามามีบทบาทในราชสำนักและในกลุ่มของนักคิด แต่ในช่วงนั้นตำราที่ได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือตำราด้านการแพทย์ ตำราดาราศาสตร์ เช่นในสมัยการปกครองของคอลีฟะฮฮารูน รอชีดซึ่งถือว่าเป็นสมัยแห่งความรุ่งเรืองทางด้านวิชาการและแม้แต่คอลีฟะฮมะมูนเองซึ่งเขานิยมในการให้ตรรกะและปรัชญา แต่ตำราด้านการแพทย์และตำราเกี่ยวกับดาราศาสตร์ได้นำมาแปลเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว แต่ต่อมาได้เริ่มขยายด้านวิชาการไปทีละนิด ซึ่งได้นำตำราเกี่ยวกับศาสนาโบราณหรือความเชื่อของศาสนามาแปลในนามของ”อัลมิลัล ลุวัลนิฮัล” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการแปลตำราปรัชญาขึ้นในยุคนั้น โดยเริ่มจากท่าน ยะฮยา บิน บัตรีก เขาได้อยู่ในสมัยของคอลีฟะฮฮารูน รอชีดและคอลีฟะฮมะมูน(ตอบะกตุลอะติบบา หน้า๖๗ ของท่านอิบนิญันญัน)
ตำราปรัชญาที่ได้แปลเป็นภาษาอะหรับที่โด่งดังเล่มหนึ่งคือตำราของเพลโตคือ”ตีมาอุส เพลโต” และต่อมาตำรา”อัลนัฟซ์”ของอริสโตเติล และบทความต่างๆของอริสโตเติล เช่น กิบาบุลอะยาวาน และตำราอื่นๆเกี่ยวกับปรัชญาชั้นสูงของอริสโตเติลที่ได้พูดถึงความเร้นลับของสรรพสิ่งก็ถูกนำมาแปลด้วยเช่นกัน
เมื่อตำราปรัชญาเหล่านั้นได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาษาอะหรับทำให้นักวิชาการระดับแนวหน้าได้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์และคุณค่าของศาสตร์ปรัชญา โดยเฉพาะคอลีฟะฮผู้ปกครองยุคนั้น จึงทำให้กระแสการตอบรับต่อศาสตร์ปรัชญานั้นไปในทิศทางที่ดี จนกระทั้งได้มีนายทุนระดับแนวหน้าและตระกูลที่ร่ำรวยมาสนับสนุนงานแปลด้านปรัชญา ดังที่อิบนุนะดีมได้กล่าวว่า “ได้มีพ่อค้านายทุนกลุ่มหนึ่งได้เดินทางไปยังกรีกเพื่อซื้อตำราวิชาการของกรีกมาให้นักวิชาการอิสลามแปลเป็นภาษาอะหรับ”(อัลฟะฮริส หน้า๓๕๓) ต่อมาในยุครุ่งเรืองแห่งการใช้ตรรกะและปรัชญาคือยุคของคอลีฟะฮมะมูน ซึ่งท่านมีความนิยมเป็นส่วนตัวในด้านตรรกและปรัชญาอยู่แล้ว จึงได้สนับสนุนสำนักมุตะซีละฮซึ่งมีความนิยมในศาสตร์ปรัชญา และท่านมะมูนได้แสดงตนให้เกียรติต่อนักเทววิทยาสำนักมุตะซีละฮเป้นพิเศษ จัดให้มีการปาฐกถาหรือการถกเถียงทางด้านวิชาการขึ้นจนเป็นที่เลื่องลือในยุคนั้น ทำให้นักวิชาการในยุคนั้นหันมาค้นคว้าและทำการวิจัยปัญหาต่างๆด้านหลักศรัทธาโดยใช้วิธีการของตรรกะวิธีและปรัชญา แม้แต่ตัวของมะมูนเองก็ได้ลงมาเล่นในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งเขาได้มีตำราเล่มเล็กๆและบทความหลายเรื่องเกี่ยวกับหลักการศรัทธาโดยอธิบายในเชิงของตรรกะวิธีและปรัชญาไว้ เช่น ”รีซาละตุลอิสลาม” อัตเตาฮีด อะลามุลนุบูวะฮ”(อ้างจากหนังสือมุรูยุซซะฮับ เล่ม๗หน้า ๓๘)
จากบทบาทอันสำคัญของคอลีฟะฮมะมุนแห่งอับบาซียะฮ์ต่อการสนับสนุนปรัชญาและตรรกวิทยาทำให้สำนักคิดมุตะซีละฮในยุคนั้นมีความรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ตำราทางด้านเทววิทยาของสำนักคิดมุตะซีละฮได้นำมาเขียนและเผยแพร่ และบทบาทของนักเทววิทยาจากสำนักมุตะซีละฮ์ได้แสดงเวทีของการปกป้องศาสนาจากการรุกรานทางด้านวัฒนธรรมและศาสนาเกิดขึ้นอย่างเห็นได้จัด โดยพวกเขาได้มีการโต้ตอบปัญหาทางศาสนากับพวกต่างชาติ ไม่ว่าจากกับผู้รู้ชาวยิว ผู้รู้ชาวคริสต์ หรือกับพวกบูชาไฟที่มุ่งเป้ามายังคำสอนของศาสนาอิสลาม ดังนั้นหน้าที่หนึ่งของนักเทววิทยาอิสลามในยุคนั้นคือการปกป้องคำสอนอันพิสุทธิ์และยืนหยัดกับหลักความเชื่อของอิสลามผ่านการพิสูจน์ด้วยหลักปรัชญาและตรรกะวิธีอย่างน่าสนใจทีเดียว
จากความเฉลียวฉลาดของคอลีฟะฮ์ มะมูนและกอรปกับที่เขามีความนิยมในปรัชญาและอยู่ในสำนักคิดมุตะซีละฮ ทำให้เขานั้นยิ่งเพิ่มความกระหายต่อศาสตร์ปรัชญามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปรัชญากรีกที่เป็นกระแสนิยม ดังนั้นคอลีฟะฮมะมูนได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษทุกครั้งที่เขาได้สนทนาวิชาการ โดยการนำสูตรแลทฤษฎีทางตรรกวิทยาของอริสโตเติลมาสนทนาและนำมาอ้างอิง
นี่คือจุดเริ่มของศาสตร์ปรัชญาที่เข้ามาในอิสลาม ซึ่งด้วยกับการสนับสนุนของอำนาจรัฐและกับการเอาจริงเอาจังของนักวิชาการในยุคนั้น ทำให้ศาสตร์ปรัชญาในยุคต้นๆนั้นมีเนื้อหาปรัชญาของกรีกโบราณหรือแก่นของปรัชญาอินเดียเข่ามาปะปนอยู่อย่างหลีกเลี่ยไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะมีนักวิชาการบางคนพยายามที่จะแก้ต่างว่าปรัชญาอิสลามนั้นไม่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ เพราะปรัชญาอิสลามมีอยู่ในคำสอนของศาสนาอยู่แล้วก็ตาม
แน่นอนที่สุดจากตำราประวัติศาสตร์ได้ยืนยันไว้อย่างชัดเจนว่า แท้จริงตำราปรัชญากรีกเช่นตำราของอริสโตเติล ตำราของเพลโต ได้แปลเป็นภาษาอะหรับและต่อมาตำราเหล่านั้นได้มีบทบาทสูงต่อนักปรัชญามุสลิม เช่นอิสฮาก อัลกินดี อะบูนัศน์ อัลฟารอบีได้นำตำราของอริสโตเติลมาวิจัยและทำความเข้าใจต่อเนื้อหานั้น แล้วนำเนื้อหาบางอย่างมาอธิบายเพิ่มเติมตามแนวทางปรัชญาอิสลาม ก่อให้เกิดผลสะท้อนที่ดีและสร้างความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
ตำราอีกเล่มหนึ่งที่ได้มีบทบาทต่อนักปรัชญามุสลิมคือตำรา”อภิปรัชญาของอริสโตเติล” และตำรา”อะซูลูยียา” เป็นตำราอีกเล่มหนึ่งที่อ้างว่าเป็นของอะลิสโตเติล ซึ่งท่านกินดีได้นำตำราเล่มนั้นมาศึกษาและยังมีตำราอื่นๆอีกของอะลิสโตเติล และตำรานี้เป็นที่รู้จักทั้งในโลกของอิสลามและโลกของคริสเตียนแม้แต่เซนต์ โตมัส อะกาวีนัสได้นำหนังสือนี้มาศึกษาโดยเรียกว่า”Liber de Causis “ หรือแปลเป็นภาษาอะหรับว่า”خير المحض” ในตำราทั้งสองนี้ได้มีอิทธิพลต่อนักปรัชญามุสลิมมาก ซึ่งในเนื้อหาปรัชญาหนึ่งของอิสลามเรื่อง”การให้กำเนิดสรรพสิ่ง” ซึ่งได้นำเนื้อหาที่เป็นอภิปรัชญามากล่าวไว้คล้ายกับตำราของอลิสโตเติล โดยเฉพาะในสำนักปรัชญามัชชาอียะฮหรือสำนักปรัชญาเหตุผลนิยมของ อัลฟารอบี และอิบนุ ซีน่า หรือเนื้อหาเรื่อง”ความเป็นหนึ่ง”และระดับขั้นของความเป็นหนึ่ง” โดยที่ท่านคินดีย์ ได้อรรถาธิบายเนื้อหานั้น โดยใช้หลักการและรูปแบบที่มีคล้ายกับตำราของอลิสโตเติล แต่น่าเสียดายตำราเหล่านั้นไม่มีให้ค้นคว้าและเห็นอีกเลย และยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระผู้สร้าง เนื้อหาปฐมเหตุแรกและอื่นๆที่ได้กล่าวไว้
อิทธิพลปรัชญาอินเดียและปรัชญาเปอร์เซียโบราณในอิสลาม
จากวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของฮินเดียและเปอร์เซียซึ่งได้มีบทบาทต่อมวลมนุษยชาติมาเป็นเวลาช้านาน ดังนั้นทำให้ปรัชญาตะวันออกนั้นถือว่ามีส่วนและบทบาทหนึ่งที่เข้ามาในนักวิชาการมุสลิมในยุคหลัง เริ่มตั้งแต่ค.ศ.ที่๘๐๐ มุสลิมได้นำตำราของชาวฮินดูมาแปลเป็นภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นตำราเกี่ยวกับดาราศาสตร์ทำให้วิชาการด้านดาราศาสตร์ในอิสลามได้รับรับประโยชน์จากตำรานั้นอย่างมาก และยังมีตำราภาษาเปอร์เซียโบราณในสมัยคอลีฟะฮมันซูรได้มาแปล และถึงกับได้ให้ชาวอิหร่านท่านหนึ่งชื่อว่า ยะฮยา มัรมะกี เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักของรัฐ และถึงแม้ว่าความสนใจของนักวิชาการมุสลิมในยุคนั้นต่อตำราด้านปรัชญาของอินเดียไม่มากเหมือนกับปรัชญากรีก แต่ก็ได้นำตำราอินเดียมาแปลไม่น้อยเช่นกัน และท่านอิบนุนะดีมได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ว่า แท้จริงได้มีตำราชื่อ”มิละลุลฮินด์ วะ อัดยานุฮุม”(สำนักคิดชองอินเดียและศาสนาของพวกเขา) ซึ่งในหนังสือนั้นได้กล่าวถึงกลุ่มต่างๆของศาสนาฮินดูและชนชั้นชาวฮินดูและนิกายต่างๆของฮินดู และหลักความเชื่อของพวกเขา ซึ่งแฝงไปด้วยคำสอนที่เป็นอภิปรัชญาระดับสูง(อัลฟะฮริส หน้า๔๙๘) และถ้าจะกล่าวให้ใกล้ชิดกว่านี้ก็คืออิทธิพลของปรัชญาอินเดียที่มีต่อนักปรัชญาอิสลามทีเห็นได้ชัดคือ ในแนวคิดของไบรูนี(เสียชีวิตปีค.ศ.๑๐๔๘) ได้มีสิ่งหนึ่งบันทึกไว้ในหนังสือของเขาภายใต้หัวข้อ”บทวิจัยเกี่ยวกับศาสนาฮินดู” ซึ่งเขาได้นำปรัชญาฮินดูมากล่าวไว้อย่างน่าทึ่งทีเดียวและน่าสนใจมาก และต่อมานาศีร กุซรู(เสียชีวิตค.ศ.๑๐๖๑) เป็นมุสลิมนิกายชีอะฮอิสมาอีลียะฮได้นำเนื้อหาและแก่นปรัชญาตะวันออกมานำเสนอและอรรถาธิบายในเชิงอภิปรัชญาน่าสนใจ โดยเฉพาะปรัชญาฮินดูที่เขานำเสนอในตำราด้วยหลักคิดของปรัชญาอินเดีย หรือแม้แต่ปรัชญาพุทธศาสนาก็ได้มีบทบาทเช่นกันในแวดวงของนักวิชาการมุสลิม โดยเฉพาะในเรื่องของฌานวิทยา(อีรฟาน)และด้านจิต ซึ่งจะมีความสอดคล้องและคล้ายกับปรัชญาซูฟีบางสาขาในอิสลาม หรือแม้แต่ในตำราเทววิทยาของอิสลามซึ่งในหลักความเชื่อบางอย่างได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา แต่การที่ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้นั้นไม่ใช่ว่าแนวคิดนั้นเป็นแนวคิดที่บิดเบือนหรืออุตริ นอกรีต แต่ต้องการจะชี้ให้เห็นว่านักปรัชญามุสลิมบางท่านหรือนักเทววิทยาบางท่านได้รับอิทธิพลจากหลักอภิปรัชญาของต่างชาติมาน เช่นเรื่อง”อัลยุซอุ ลา ยะตะยัซซ่าอุ”(สิ่งที่เป็นหน่วยย่อยเล็กสุดนั้น ไม่สามารถจะแบ่งให้เป็นหน่วยย่อยกว่าได้อีก) ซึ่งเนื้อหาในเรื่องนี้มีความคล้ายกันมากระหว่างปรัชญาอิสลามกับปรัชญาอินเดีย หรือ เรื่องตำแหน่งศาสดา ซึ่งบางนิกายของศาสนาฮินดู ศาสนาพราหมณ์ได้เชื่อว่าไม่จำเป็นต้องมีศาสดา เพราะว่าสติปัญญาที่พระเจ้าให้กับมนุษย์นั้นมีความเพียงพอแล้ว สามารถแยกแยะสิ่งถูกผิดได้ เหมือนกับความเชื่อในบางสำนักปรัชญาของอิสลาม(อ้างจากหนังสือตารีกฟัลซะฟะฮ ดัรยะฮอนอิสลาม ของท่านมายิด ฟักรีหน้า๕๐) และยังมีคำสอนอื่นๆอีกหลายประเด็นที่ในคำสอนของบางสำนักในอิสลามมีความคล้ายคลึงกับคำสอนหรือหลักความเชื่อของศาสนาฮินดู (ดูเพิ่มเติมจากหนังสือ ตะกีกุล มา ลิลฮินด์ ของท่านบีรูนี หน้า ๑๐)
ส่วนอิทธิพลของปรัชญาเปอร์เซียทีมีต่อนักปรัชญามุสลิม ส่วนมากเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับด้านอภิปรัชญาและหลักปรัชญาจริยะ ซึ่งแน่นอนชาวอิหร่านจำนวนไม่นอ้ยทีได้มีบทบาทได้ถ่ายถอดตำราเหล่านั้นเป็นภาษาอะหรับ เช่นอิบนิมุกอ็ฟฟะฮ และเขาได้นำหลักคำสอนทางปรัชญาเปอร์เซียมาอรรถาธิบายและถ่ายทอดให้บางกลุ่มของมุสลิมที่สนใจปรัชญา และต่อมานักปรัชญามุสลิมได้นำคำสอนปรัชญาของชาวเปอร์เซียโบราณมาวิเคราะห์และเห็นด้วยกับบางทฤษฎีทางปรัชญาเปอร์เซีย และสามารถกล่าวได้ว่าร่องรอยหนึ่งที่หลงเหลืออยู่ถึงวันนี้ของกลิ่นอายปรัชญาเปอร์เซีย คือผลงานทางปรัชญาของมัสกูวัย(เสียชีวิตปีค.ศ.๑๐๓๐) เป็นนักปรัชญาชาวอิหร่าน ที่เขาได้นำตำราปรัชญาชาวฟะฮ์ลาวีย์ซึ่งเป็นกลุ่มนักปรัชญาเปอร์เซียโบราณมาอรรถาธิบายและแปลเป็นภาษาอาหรับ เช่นว่าด้วยเป็นบทแห่งจริยธรรมและคำสอนแห่งธรรมะที่แฝงไปด้วยเนื้อหาที่เป็นอภิปรัชญาชั้นสูง
อีกอิทธิพลหนึ่งทางแนวคิดในเชิงปรัชญาอื่นๆที่มีต่อมุสลิมคือปรัชญาของศาสนาโซโรอัสเตอร์ว่าด้วยเรื่องพระเจ้า และคุณลักษณะของพระเจ้า ยังได้เห็นบางเนื้อหานั้นได้ปะปนอยู่บ้างในตำรานักปรัชญามุสลิมบางคน







