INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ปรัชญาการเมืองอิสลาม  ตอนที่ 2

ปรัชญาการเมืองอิสลาม  ตอนที่ 2

ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

อาจารย์ ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์  วทส.

 

สังคมคือระบบหนึ่งซึ่งประกอบด้วยส่วนย่อยหรือสถาบันจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยแต่ละส่วนมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม ระบบย่อยหรือสถาบันทางสังคมที่สำคัญได้แก่ สถาบันทางการเมือง สถาบันทางการศึกษา สถาบันทางศาสนา สถาบันเศรษฐกิจ ซึ่งสมาชิกในสังคมต้องการให้ทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น และจัดระบบระเบียบ ชี้แนะแนวทาง และการปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตหรือปฎิบัติหน้าที่ของตนเองได้อย่างเหมาะสม

การศึกษากรอบแนวคิดหรือหลักคิดของบุคคลผู้เป็นปราชญ์ ไม่ว่าอยู่ในฐานะใด จะเป็นศาสดา หรือผู้นำลัทธิทางศาสนา หรือ นักปรัชญา ถือว่ามีประโยชน์อย่างมากมายทีเดียว ซึ่งจะยังประโยชน์ทั้งส่วนปัจเจกบุคคลและสังคม โดยที่มนุษย์ในยุคหลังสมัยนั้นนำคำสอนนั้นมาเป็นหลักคิดเพื่อการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ ด้านการเมืองและวัฒนธรรมและด้านอื่นๆ

แนวคิดทางการเมือง ถือว่าผลผลิตหนึ่งจากการสังเคราะห์ประเด็นปัญหาทางสังคมและการปกครอง โดยนักรัฐศาสตร์หรือนักปกครอง หรือนักคิดทางด้านรัฐศาสตร์ได้มีมุมมองและโลกทัศน์ผ่านกรอบความคิดเชิงปรัชญา แล้วนำสู่การปฏิบัติในการบริหารจัดการบ้านเมือง

ปรัชญาการเมือง (political philosophy) เป็นสาขาวิชาหนึ่งขององค์ความรู้ในวิชารัฐศาสตร์ ปรัชญาการเมืองเป็นวิชาที่เก่าแก่ที่สุดเนื่องจากเป็นวิชาที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาลในดินแดนคาบสมุทธเพลอพอนเนซุส หรือดินแดนของประเทศกรีซในปัจจุบัน จุดเริ่มต้นของวิชาปรัชญาการเมืองเกิดขึ้นในนครรัฐที่ชื่อว่าเอเธนส์ในช่วงที่เอเธนส์เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากระบบอภิสิทธ์ชนธิปไตย (Aristocracy) มาเป็นประชาธิปไตยโบราณ (Demokratia) (พิสิษฐิกุล แก้วงาม. ทฤษฎีการเมืองกับการศึกษารัฐศาสตร์)

สารานุกรมปรัชญาของรูธเลท (Rouledge Interrnet Encyclopedia of Philosophy) นิยามวิชาปรัชญาการเมืองว่าเป็นกระบวนการสะท้อนความคิดทางปรัชญา ในเรื่องการจัดการชีวิตสาธารณะให้มีความเหมาะสม เหมาะควร ผ่านการครุ่นคิดว่าสถาบันทางการเมืองแบบใดที่ดีที่สุด กิจกรรมทางการเมืองแบบใดที่ดีที่สุด ฯลฯ ส่วนสารานุกรรมปรัชญา (Internet Encyclopedia of Philosophy) อธิบายว่า ปรัชญาการเมืองคือการแสวงหาชีวิตที่ดี แสวงหาชีวิตที่ควรจะเป็น แสวงหาค่านิยมที่ดีในการปกครอง สถาบันทางสังคมที่ดีในการปกครอง(พิสิษฐิกุล แก้วงาม. ทฤษฎีการเมืองกับการศึกษารัฐศาสตร์)

ตามแนวคิดอิสลามนั้น รัฐเป็นสิ่งจำเป็นตามธรรมชาติของมนุษยชาติที่จะเป็นกลไลสำคัญอันจะนำไปสู่จุดมุ่งหมายแห่งอิสลามได้ คือการนำอิสลามมาใช้เพื่อสร้างความสันติและความเป็นธรรมในทุกแง่มุมของชีวิตของทั้งปัจเจกบุคคลและส่วนรวม  ทั้งนี้รัฐยังมีอำนาจส่งเสริมการทำความดีและการห้ามปรามการกระทำชั่วซึ่งเป็นความชอบธรรมของรัฐในการให้คุณให้โทษดังกล่าวได้(ดร. สามารถ ทองเฝือ อิสลามกับการเมือง หน้า๔๒)

ประวัติศาสตร์อิสลามได้จารึกไว้อย่างน่าภาคภูมิว่า อารยธรรมของอิสลามและของมนุษยชาติได้พึ่งพาอำนาจรัฐ ไม่ว่ารัฐนั้นจะเป็นรูปแบบก็ตาม  ไม่มีใครปฏิเสธว่า อำนาจรัฐสามารถที่จะพัฒนาสังคม ตลอดจนรักษากรอบกฎหมายและความสงบสุขในสังคมให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ที่ควรจะเป็น

อิมามโคมัยนี ผู้สถาปนารัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้กล่าวว่า..”บรรดาปวงปราชญ์ทางศาสนาย่อมเห็นด้วยที่จะให้บ้านเมืองมีฝ่ายปกครองเพื่อให้เกิดความสงบสุข เห็นด้วยที่บ้านเมืองมุสลิมควรจะเป็นอิสระ  และต่อให้พบเห็นว่ามีการละเมิดศาสนบัญญัติหรือมีพฤติกรรมที่ฉ้อฉลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยคัดค้านการมีระบบการบริหารและการปกครองบ้านเมืองเลย แม้แต่ครั้งเดียว”

“เนื่องจากการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองถือเป็นข้อกำหนดหนึ่งที่สำคัญของศาสนา  กอปรกับการที่อิสลามกำชับมิให้เกิดความโกลาหลอลหม่านในสังคม  แน่นอนว่าหากไร้ซึ่งอำนาจรัฐและผู้ปกครองรัฐ การธำรงรักษาบ้านเมืองตลอดจนการป้องกันมิให้เกิดความวุ่นวายนั้นย่อมมิอาจสำฤทธิ์ผล ฉะนั้น ไม่สงสัยเลยว่า จะต้องสถาปนารัฐและให้มีการปกครองเกิดขึ้นมาให้จงได้”(แนวคิดทางการเมืองอิมามโคมัยนี   อนุชา เกรียรติธารัย แปล หน้า๘๕-๘๖)

การเมืองการปกครองเป็นคำนิยามของพฤติกรรมทางสังคมที่สังคมร่วมกันกำหนดกลไกหนึ่งขึ้นเพื่อจะให้ผู้คนในสังคมนั้นๆสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีระเบียบ ไม่ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย นั่นก็คือ กลไกการปกครอง(Govern) แต่การเมืองการปกครองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีบุคคลเกิดขึ้นครอบทุกภาคฝ่าย ได้แก่ภาคบริหารหรือภาครัฐ  ซึ่งเป็นฝ่ายการปกครอง  และภาคของประชาชน หรือฝ่ายถูกปกครอง(การเมืองการปกครองเรื่องที่ทุกคนต้องรู้    ดาณุภา ไชยพรธรรม  เรียบเรียง หน้า๒๕)

และต่อไปนี้เราจะมองผ่านประวัติศาสตร์การปกครองและการเมืองในยุคต่างๆ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1. ปรัชญาการเมืองคลาสสิก

โซเครติสเป็นผู้เริ่มต้นทางปรัชญาการเมือง ต่อมาได้สืบทอดและพัฒนาโดยเพลโต้และเจริญถึงขีดสุดในสมัยอริสโตเติ้ล โดยมีแนวคิดที่สำคัญคือ เป็นเรื่องการต่อสู้เพื่อดำรงรักษาและพัฒนาชุมชนขนาดเล็กให้มีความเจริญก้าวหน้าในการปกครองตนเอง มีเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญใบประวัติศาสตร์อารยธรรมของมนุษยชาติ

ปรัชญาการเมืองยุคนี้ พิจารณาเป้าหมายสูงสุดของชีวิตการเมืองคือคุณธรรม โดยเห็นว่าความเสมอภาคหรือประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งสูงสุด เพราะมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างให้มีคุณธรรมเท่าเทียมกัน การกำหนดให้สิทธิแก่มนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในขณะที่บางคนเป็นผู้สูงกว่าผู้อื่นโดยธรรมชาติจึงเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม

เพลโต เชื่อว่ารัฐต้องมีความต้องการ ๓ ประการเหมือนกับชีวิตมนุษย์ คือ กษัตริย์หรือผู้ปกครองที่เป็นนักปรัชญา(Philosopher-King) ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง  สันติภาล สำหรับรักษาความปรอดภัยด้วยความกล้าหาญและเข้มแข็ง และสุดท้ายราษฏร สำหรับผลิตเครื่องอุปโภคและบริโภค และเพลโตได้กล่าวไว้ในหนังสือRepublic ซึ่งนักวิชาการบางคนได้แปลว่า อุตมรัฐ ซึ่งเป็นการเสนอปรัชญาทางการเมืองของเพลโตอย่างน่าสนใจและแหลมคมมากทีเดียว

 

  1. ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่

ลักษณะของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ ถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 – 17 เป็นปฏิกิริยาที่มีผลต่อคริสต์ศาสนาที่แตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆ อันเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งของสงครามกลางเมืองและสงครามระหว่างรัฐที่ไม่หยุดหย่อน

แนวคิดนี้ สังเกตได้จากงานเขียนของ มาเคียเว็ลลี ฮอบส์ และรุสโซ่ เป็นต้น อันเป็นการต่อต้านแนวคิดอุดมการทางคริสต์ศาสนา ซึ่งมีรากฐานอยู่ในปรัชญาการเมืองคลาสสิกอีกทีหนึ่ง นักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ แม้จะมีแนวคิดที่ต่างกันมากมาย แต่ที่เห็นร่วมกันคือ การปฏิเสธโครงร่างของปรัชญาการเมืองคลาสสิกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

มาเคียเว็ลลีถือว่าเป็นบิดาของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ เพราะเขาวิจารณ์แนวคิดแบบยุคคลาสสิกว่าเป็นแนวคิดที่ผิด เพราะไปตั้งสมมติฐานหาเป้าหมายที่คุณธรรมและคิดว่ามนุษย์เป็นสัตว์ทางการเมือง

อันที่จริง ควรเริ่มมองมนุษย์จากแง่ความเป็นจริงว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ชั่วร้ายและจะต้องถูกบังคับให้เป็นคนดี สำหรับฮอบส์ก็ปฏิเสธแนวคิดของยุคคลาสสิก ที่เห็นว่ามนุษย์จะดีได้เพราะอาศัยการเมือง เพราะเขาถือว่า ความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดต่างหาก เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของความยุติธรรมและศีลธรรม

โทมัส ฮอบส์ มีแนวคิดทางปรัชญาการเมืองว่า มนุษย์จะมีการปกครองระบอบใดก็ได้ ขอให้รัฐมีอำนาจเด็ดขาดในการควบคุมให้พลเมืองแต่ละคนเห็นแก่ตัวภายใต้ขอบเขตแห่งบทบาทของตนเท่านั้น นั่นก็คือให้แต่ละคนพยายามแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนให้มากที่สุด แต่จะต้องไม่ไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น  อำนาจเด็ดขาดนี้ที่รัฐจะต้องมี ฮอบส์เรียกว่า”เจ้าสมุทร”(Leviathan)

  1. ปรัชญาการเมืองหลังนวยุค

ในปัจจุบันนี้ฐานะของปรัชญาทางการเมืองได้รับความสนใจน้อยลง ทั้งนี้เพราะสังคมศาสตร์ได้ยอมรับเอาข้ออ้างทางวิทยาศาสตร์มาเป็นบรรทัดฐานของตน โดยมีความเห็นว่าแนวคิดของโซเครติสในเรื่องความดี ความกล้าหาญ ความยุติธรรม เป็นสิ่งที่ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว พิสูจน์ไม่ได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ แนวคิดยุคคลาสสิกเป็นเพียงค่านิยมเท่านั้น

แนวคิดปรัชญาการเมืองสมัยปัจจุบัน เน้นที่ความเป็นประชาธิปไตยซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดในยุคคลาสสิกโดยถือว่าสังคมจะดีขึ้นหรือเจริญขึ้น ขึ้นอยู่กับสถาบันในสังคม เช่น สถาบันการปกครอง หรือ สถาบันทางเศรษฐกิจเป็นใหญ่ ไม่ใช่การอบรมบ่มนิสัยสร้างบุคคลอย่างที่ยุคคลาสสิกยึดถือ(สิษฐิกุล แก้วงาม. ความรู้พื้นฐานในทางรัฐศาสตร์ (ภาคความคิด).

และท้ายที่สุดนักปรัชญาโลกาภิวัตน์พากันเสนอสังคมที่เชื่อว่าจะเหมาะทีสุดสำหรับยุคโลกาภิวัตน์ คือ  การสร้างสังคมอารยะ(Civil Society) เป็นการปกครองโดยประชาชนมีส่วนร่วม หรือเรียกว่าประชาสังคม ประชาชนเป็นเจ้าของสังคมร่วมกัน โดยแบ่งรับผิดชอบระหว่างสถาบันการเมือง สถาบันเอกชน สถาบันศาสนาเป็นสังคมอารยะเน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติโดยอยู่ในลักษณะของพหุนิยม(Pluralistie) ไม่แบ่งแยกสีผิว ภาษา ศาสนาและลัทธิ

เป็นการปกครองแบบสาธารณรัฐ โดยตรากฎหมายและหลักนิติรัฐที่ยืนอยู่บนความเป็นจริงและตามบริบททางการเมืองและสังคมซึ่งไม่มีหลักเกณท์เฉพาะตัวหนือเป็น แบบที่ตายตัว

ส่วนการเมืองและระบอบการเมืองของอิสลามเป็นที่น่าสนใจทีเดียว เพราะเป็นแนวคิดที่อ้างอิงแหล่งคำสอนของศาสนาอิสลาม  โดยตั้งอยู่บนพื้นฐาน วิวรณ์(วะฮ์ยู)   หรือเรียกว่า ตามหลักพระคัมภีร์อัลกุรอาน และยึดหลักปรัชญา และหลักนิติศาสตร์อิสลามว่าด้วยหมวดของการปกครองและการเมือง

หลักคิดทางการเมืองของอิสลามจะมีจุดเด่นและน่าสืบค้นนั่นก็คือ เป็นหลักคิดที่ตั้งอยู่บนกระบวนการคิดทางปรัชญา  หรือเรียกว่า “ปรัชญาทางการเมืองแบบอิสลาม”

หากจะมองย้อนไปนับตั้งแต่ยุคของศาสดามุฮัมมัด จนถึงปัจจุบันไม่มีนักวิชาการมุสลิมท่านใดทีปฏิเสธหรือตั้งข้อสงสัยว่าศาสดามุฮัมมัดได้สถาปนารัฐอิสลามขึ้นจริงหรือไม่

เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ผู้สร้างผู้ทรงปรีชาญาณ เอกองค์อัลลอฮซ.บ. ได้สร้างมนุษย์มาอย่างมีเป้าหมาย และเป้าหมายนั้นเพื่อเป็นประโยชน์ของมนุษย์เอง นั่นก็คือพระองค์อัลลอฮทรงรอบรู้และทรงเพียงพอทุกอย่าง ดังนั้นความจำเป็นของมนุษย์คือการมีแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ดังนั้นพระองค์อัลลอฮได้ส่งบรรดาศาสดามา เพื่อชี้นำทางประชาชาติให้พบกับทางนำ และมนุษย์จะได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ หนทางในการที่จะให้มนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์ได้ คือการอยู่ภายใต้พระบัญชาแห่งพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งคำสอนเหล่านั้นไม่มีใครสามารถจะนำมาได้ นอกจากตัวแทนของพระเจ้าเท่านั้น คือบรรดานบีที่อัลลอฮได้ส่งพวกเขามา

ท่านอบูอะลี อิบนิ สีน่า ได้เขียนไว้ในหนังสือปรัชญาขั้นสูง”อัชชีฟาห์”ว่า…

ความต้องการต่อการแต่งตั้งศาสดาจากพระเจ้า จะคงดำรงอยู่ในสายพันธุ์ของมนุษย์ และ(เป้าหมาย)ให้ได้มาซึ่งความสมบูรณ์แห่งการมีชีวิตอยู่ของเขานั้น มีความจำเป็นยิ่งกว่าการงอกของคิ้ว ขนตาและรอยปุ๋มของอุ้งเท้าเสียอีก”(อัชชีฟาห์ บทอัลนุบูวะฮ)

มนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม ไม่อาจดำเนินชีวิตของตนเองตามลำพัง ดังนั้นมนุษย์ต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ นี่คือการก่อเกิดสังคม เมื่ออยู่กันเป็นกลุ่ม มีการพบปะ ติดต่อสัมพันธ์กัน บางครั้งความขัดแย้งได้เกิดขึ้น บางครั้งการทะเลาะได้เกิดขึ้น ทำให้มีปัญหาต่างๆมากมาย

ดังนั้นสังคมจึงจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่ถูกต้องและมั่นคงและมีความยุติธรรม ซึ่งสามารถปกป้องรักษาสิทธิของปัจเจกชนและสังคมไว้  และเมื่อปัญญาเรายอมรับว่า มนุษย์ต้องมีกฎระเบียบ ดังนั้นคำถามเกิดขึ้นว่า ใครคือผู้เหมาะสมที่จะวางกฎระเบียบนั้นให้กับมนุษย์? เพื่อให้การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แน่นอนผู้ที่นับถืออัลลอฮเป็นพระเจ้า ยอมรับและเชื่อว่าพระเจ้าคือผู้ทรงรอบรู้ทุกอย่าง ดังนั้นพระเจ้าต้องมีกฎระเบียบและแบบแผนที่ดีที่สุดให้กับมนุษย์ ระเบียบแบบแผนนั้น เรียกว่า”ชะรีอัต” ซึ่งได้ส่งผ่านบรรดาศาสดามา ดังนั้นศาสดาคือผู้นำสาส์นของพระเจ้ามาเผยแพร่ให้กับมวลมนุษย์ เพื่อจะได้มีวิถีชีวิตที่ถูกต้อง และบรรดาศาสดาต้องใช้ความพยายามในการเผยแพร่ และนี่คือประโยชน์ของการมีศาสดา

สรุปประโยชน์ของการแต่งตั้งศาสดา คือ

๑)ตำแหน่งศาสดา คือความโปรดปรานของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์มีชีวิตที่ถูกต้อง

๒) ตำแหน่งศาสดา คือ การพิสูจน์ถึงความยุติธรรมของพระเจ้า นั่นก็คือเมื่อพระองค์ทรงสร้างมนุษย์แล้ว พระองค์ทรงนำทางให้มนุษย์สู่ทางนำ และด้วยกับการส่งบรรดาศาสดาทำให้ไปถึงเป้าหมายนั้น

๓) ตำแหน่งศาสดา คือบ่งบอกถึงการสร้างของอัลลอฮมีเป้าหมาย

๔)ตำแหน่งศาสดา คือการนำพามนุษย์ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

๕) ตำแหน่งศาสดา เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์รู้จักพระเจ้าและภัคดีพระเจ้า

๖) ตำแหน่งศาสดา เป็นข้อพิสูจน์(ฮุจญะฮ)ของอัลลอฮต่อมนุษย์

๗)ตำแหน่งศาสดา เป็นตำแหน่งทางการเมืองการปกครอง

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com