แผ่นดินไหวทำไมต้องที่ตุรกี-ซีเรีย

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
แผ่นดินไหวทำไมต้องที่ตุรกี-ซีเรีย
ขณะที่เขียนเรื่องนี้ เมื่อเช้าวันพุธที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ การค้นหาผู้รอดชีวิตทั้งในตุรกีและซีเรีย ที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงซ้ำกันสองครั้ง ด้วยขนาดความรุนแรงเกิน ๗ ตามมาตรวัดริกเตอร์ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ ๖ ยังไม่แล้วเสร็จ ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนเกือบจะ ๘,๐๐๐ แล้ว
คาดว่าท้ายสุด ตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจถึง ๑๐,๐๐๐ หรือมากกว่านั้น เสียด้วยซ้ำ
ก็ได้แต่สลดใจ ด้วยความเวทนาสงสาร คนผู้คนที่ไร้ที่อยู่อาศัยและผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ที่ต้องพลัดพรากจากผู้อันเป็นที่รัก ต้องหมดตัว ไร้ที่อยู่อาศัย ต้องอดอยาก ลำพังแค่เพียงรัฐบาลซีเรียและตุรกีช่วยไม่ไหวแน่นอน
โลกทั้งใบจะสามารถช่วยพวกเขาได้แค่ไหนและอย่างไร ไม่มีใครให้หลักประกันได้ ในขณะที่สงครามในยุโรปก็ยังสู้รบกันไม่หยุด ด้วยความมัวเมาเอาชนะ….ช่างน่าอับอายเสียจริงๆ
ถามว่า “แผ่นดินไหวทำไมต้องที่ตุรกี-ซีเรีย
ต่อไปนี้คือคำตอบครับ

ในความเป็นจริง แผ่นดินไหวในตุรกี ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะก็เกิดขึ้นได้ทั่วๆ ไปในโลกและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่มวลของโลก ที่เคยเคยเป็นดาวฤกษ์ ในรูปดวงไฟเย็นลงกลายเป็นเทหวัตถุแข็ง ล่องลอยไปในอวกาศพร้อมๆ กับดาวแม่คือดวงอาทิตย์และบริวารอื่นๆ
มวลของโลกส่วนที่เป็นก้อนทรงกลม ประกอบด้วยหินและดินมีความเคลื่อนไหวในตัวของมันเองและปรับตัวตลอดมา อย่างต่อเนื่อง เสมือนดั่งมีชีวิต
นี้เองที่ทำให้เกิดทฤษฎี”การล่องลอยของทวีป”หรือ The theory of continental drift ที่นักธรณีฟิสิกส์ชาวเยอรมัน”อัลเฟรด เวเกอเนอร์” นำเสนอและเป็นที่ยอมรับกันในที่สุด ว่าเดิมทีทวีปต่างๆ อยู่ติดแผ่นดินเดียวกัน จากนั้นก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากกัน
ผมเคยแปลเรื่องนี้(“การล่องลอยของทวีป”)จาก Reader’s Digest ลงในวารสารประจำปีของโรงเรียนวัดสระเกศสมัยเรียนชั้น ม.๖ ก็เลยยกมาอ้างถึง เท่าที่จำได้ครับ
ตามทฤษฎีนี้ เนื้อโลกที่จับแข็ง เป็นชั้นๆ ซ้อนทับกัน ตามที่ศัพท์ทางธรณีวิทยาเรียกว่า Plate นั้นหมายถึง”แผ่น” “แผ่น”ที่ว่านี้ จะเคลื่อนที่ปรับตัวตลอดเวลา ด้วยอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงที่ดึงดูดสู่ศูนย์กลางโลก โดยอาจเคลื่อนตัวออกจากกัน เข้าหากัน หรือกระแทกกัน ทำให้แผ่นดินข้างบนเคลื่อนไหว
การเคลื่อนไหวที่ว่านี้ นักวิทยาศาสตร์ บอกไว้ว่า เคลื่อนที่เฉลี่ยราว ๑ นิ้วต่อปี
แผ่นโลกที่ซ้อนๆ กันหลายชั้นนี้ มากมายหลายที่ ซึ่งซ้อนเหลื่อมตรงไหน ตรงนั้นเรียกว่า“รอยเลื่อน”หรือ Fault
เจ้า”รอยเลื่อน”นี่แหละ หากเมื่อไร มันเคลื่อนที่เบียดกัน ได้จังหวะแล้ว ก็จะเกิด อาการสั่นเสทือนตามผิวโลกแถบนั้น อย่างรุนแรงหรืออย่างเบาบาง ก็แล้วแต่”ขนาด”และ”ความเร็ว”ในการเคลื่อนตัวของมัน
ก่อให้เกิดแผ่นดินไหว

ขนาดความรุนแรงของแผ่นดินไหวนั้น วัดได้ด้วย”ไซส์โมมีเตอร์”หรือเครื่องมือวัดขนาดแรงสั่นเสทือน ที่ระบุได้ว่า ขนาดความรุนแรงเท่าไร โดยแบ่งระดับความรุนแรงเป็น ๑๒ ระดับ หากเกิดขึ้นในระดับ ๖ ขึ้นไป จะเกิดความเสียหายบนผิวพื้นโลกได้และถ้าเลย ระดับ ๗ ไป จะเสียหายรุนแรงมาก เช่นที่ตุรกีและซีเรีย ความรุนแรงในแต่ละพื้นที่ จะมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับระยะห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวด้วย
สำหรับที่ตุรกีนั้น จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว อยู่ในเขต”คาห์รามานมาราส”กับเขต”กาเซียนเตป”ในภาคใต้ ติดกับพรมแดนซีเรีย ซึ่งมีเมือง”อาเลปโป” พื้นที่สงครามซีเรียอยู่ใกล้ๆ
ผิวพื้นที่นี้ตกอยู่บนแผ่นโลกที่ทับซ้อนกันคือ“ยูโรเชียน เพลต”-“อีเจียนซี เพลต”-“อานาโตเลียน เพลต”-“อาราเบียน เพลต”
ผมไม่ได้ค้นลึกลงไปว่า แผ่นไหนเคลื่อนที่ปะทะกับแผ่นไหน ตรงรอยเคลื่อนไหน
รู้แต่ว่ามันเกิดขึ้นรุนแรงมาก ก็จากข่าวนั่นแหละครับ
ตุรกีนั้นเป็นพื้นที่ซึ่งนักวิจัยทางธรณีวิทยาให้ความสนใจเป็นพิเศษมานานแล้ว คอยดักจับความเคลื่อนไหวของแผ่นดินมาอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ทศวรรษที่ ๑๙๘๐
ศูนย์วิจัยภูมิวิทยาศาสตร์เยอรมันได้ติดตั้งเครื่องมือดักจับความสันเสทือนของแผ่นดินไว้ เก็บข้อมูลไว้แสดงความเสี่ยงสูงต่อการที่จะเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่รอบๆ เช่น ทะเล”มาร์มารา”ซึ่งมีนคร”อิสตันบูล”ตั้งอยู่
อย่างไรก็ตามเครื่องมือที่ว่า ไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้าว่า จะเกิดแผ่นดินไหวที่ไหนและเมื่อไร ด้วยความรุนแรงขนาดไหน
แต่จากการตั้งเครื่องดักจับความสั่นเสทือนในตุรกี ที่นักสังเกตการณ์แผ่นดินไหวเชื่อว่า เป็น”พื้นที่ตัวอย่าง”ในการดักจับความสั่นเสทือนเพราะเกิดแผ่นดินไหวมากที่สุด ตั้งแต่ต้นๆ คริสต์ศตวรรษเป็นต้นมาแล้ว
เกิดแผ่นดินไหวหลายหนมากมาย นับไม่ถ้วนและในหลายๆ หนนี้ มีผู้เสียชีวิตนับหมื่น ถึงสองหมื่นหรือสามหมื่นขึ้นไป
จึงเฝ้าจับตามองตุรกี เป็นกรณีพิเศษ เพื่อสะสมข้อมูลพื้นฐานเก็บเอาไว้ศึกษา
ในครั้งนี้ก็เช่นกัน คาดว่า ท้ายสุดจะมีผู้เสียชีวิตถึงหมื่นหรือมากว่านั้น
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติคราวนี้ จึงไม่ได้ให้บทเรียนต่อชาวโลกอย่างไร

ไม่เหมือนกับ ปรากฏการณ์ความรุนแรงสุดโต่งที่เกิดจากภาวะ”โลกร้อน” หรือ climate change ที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์โดยตรง
น่าสมเพชไหมครับ ที่มนุษย์ไม่ร่วมมือกันจริงจัง ในการแก้ไขปัญหาที่น่าจะแก้ได้ ในด้านภาวะ”โลกร้อน”
กลับเกี่ยงกัน เถียงกันไม่จบสิ้น ในวงการหารือระหว่างประเทศ แม้จะจัดขึ้นมาโดยองค์การสหประชาติ
ผมเพียงบ่นให้ฟังเท่านั้นแหละครับ
จะไปทำอะไรได้มากกว่านี้







