INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

วัฒนธรรมสมัยนิยมของอินเดีย ตอนที่ 9

วัฒนธรรมสมัยนิยมของอินเดีย ตอนที่ 9

จรัญ มะลูลีม

ตอนกลางของทศวรรษ 1970 ภาพยนตร์ที่เน้นบทโรแมนติกเปิดทางให้กับภาพยนตร์อาชญากรรมและภาพยนตร์บู๊โลดโผนว่าด้วยกลุ่มก้อนของนักเลงหัวไม้จากบอมเบย์ (มุมใบ) (The Bombay underworld)

บทประพันธ์ของสะลีม-ญาเว็ด ส่งให้อมิตาบ บัชจัน กลายเป็นดาราแถวหน้าที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น  อย่างเช่นบทของเขาในภาพยนตร์เรื่อง Zanjeer (โซ่) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพยนตร์เรื่อง Deewar (กำแพง) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่กล่าวถึงอาชญากรรมโดยภาพยนตร์ได้รับแรงบันดาลใจเช่นเดียวกัน มาจากภาพยนตร์เรื่องคงคา ยมนา อันเป็นเรื่องของตำรวจที่ต่อต้านพี่ชายของตัวเองที่เป็นหัวหน้าแก็งค์ค้าของเถื่อนในนามฮายี มัสตาน (Haji Mastan) นำแสดงโดยอมิตาบ บัชจัน

ภาพยนตร์เรื่อง Deewaar (กำแพง) ของ Danny Boyle ถือเป็นแนวโน้มสำคัญของภาพยนตร์อินเดียในเวลานั้น  โดยเฉพาะบทที่นำแสดงโดยอมิตาบ บัชจัน จากนั้นนักแสดงในเวลาต่อมาก็เดินตามแนวโน้มเช่นนี้  โดยแนวโน้มดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อต้นทศวรรษ 1990

สำหรับนางเอกในยุคสมัยเดียวกันที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ เฮมา มาลินี (Hema Malini) จายา บัชจัน (Jaya Bachchan) ราคี (Raakhee) ชาบานา อัซมี (Shabana Azmi) ซีนาต อมัน (Zeenat Aman)  ประวีน เบบี (Parveen Babi)  เรขา (Rekha) ดิมเปิล กาปาเดีย (Dimple Kapadia) สมิตา ปาติล (Smita Patil) จายา ปราดา (Jaya Prada) และปัดมินี โกลฮาปุรี (Padmini Kolhapure)

ภาพยนตร์บอลลีวู้ด ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นความบันเทิงเชิงพาณิชย์ถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าภาพยนตร์ที่มีหลายรสชาติคลุกเคล้ากัน (masala film)

ช่วงของภาพยนตร์ในรูปแบบซึ่งมีบทที่หลากหลายเช่นนี้เป็นช่วงสมัยของนักสร้างภาพยนตร์อย่างนาซิร ฮุสเซน (Nasir Hussain) สะลีม – ญาเว็ด เป็นสองนักเขียนบทภาพยนตร์ที่สร้างผลสะเทือนสำคัญให้วงการภาพยนตร์อินเดีย  ในแนวการต่อสู้และบู๊ล้างผลาญ

สามพี่น้อง (Yaadon Ki Baarat) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในปี 1973 กำกับโดยนาซิร ฮุสเซน และเขียนบทโดยสะลีม-ญาเว็ด ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์มัสสะลาหรือภาพยนตร์หลากรสที่ได้รับความสำเร็จสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980

ภาพยนตร์แนว Masala ดังกล่าวนี้ส่งให้นักแสดงอย่างอมิตาบ บัชจัน ดังเป็นพลุระเบิดอยู่ในแวดวงบอลลีวู้ด ภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาว่าด้วย ความเป็นเพื่อนจากสามศาสนา (ฮินดู มุสลิม คริสต์) ที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อความถูกต้องในทางสังคม  ได้แก่ภาพยนตร์เรื่องอมัร (Amar – ตัวแทนของศาสนาฮินดู) อักบัร (Akbur – ตัวแทนของศาสนาอิสลาม) และแอนโทนี (Anthony – ตัวแทนของศาสนาคริสต์) เขียนบทโดยกอดีร ข่าน (Kader Khan) และกำกับการแสดงโดยมันโมฮัน เดซาย (Manmohan Desai) เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ประสบความสำเร็จ

การนำเอาภาพยนตร์แนวผสมผสานหลายๆ บทเข้าด้วยกัน   ไปรวมกับการก่ออาชญากรรมถูกนำเสนอในภาพยนตร์โชเล่ (Shalay – ความร้อน) ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น   เป็นการนำเอาเนื้อหาจากภาพยนตร์ชื่อดังในอดีตอย่าง คงคา ยมนาและธรณีกรรแสงมาคลี่คลายใหม่  บวกเข้ากับภาพยนตร์แนวตะวันตกที่ได้รับความนิยมช่วงทศวรรษ 1970

นักสร้างภาพยนตร์อินเดียอย่างชยัม เบเนกัล (Shyam Benegal) มานี กาอุล (Mani Kaul) กุมาร ชาฮานี (Kumar Shahani) กีตาน เมห์ตา (Ketan Mehta) โกวินด์ นิฮาลานี (Govind Nihalani) และวิจายา เมห์ตา (Vijaya Mehta) ยังคงยืนหยัดที่จะสร้างภาพยนตร์แนวสะท้อนชีวิตจริงของคนยากไร้ต่อไปในปี 1970

ในปี 1983 อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียมีรายได้ต่อปีราว 700 crore (เจ็ดพันล้านรูปี) หรือ 1.78 พันล้านเหรียญสหรัฐ  ที่ได้รับความชื่นชอบจากทั่วโลก ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่องสะลาม บอมเบย์ (Salaam Bombay) ของมิรา แนร์ ซึ่งได้รับรางวัลปาล์มทองคำจากงานประกวดภาพยนตร์ที่เมืองคาน ฝรั่งเศส คำว่าสะลามเป็นคำที่ใช้โดยชาวอินเดียทั่วไปมาจากคำเต็มว่า อัสสะลามุอะลัยกุม อันเป็นคำทักทายของชาวมุสลิมเมื่อพบปะกันที่มีความหมายว่าขอความสันติจงมีแด่ท่าน และได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์  ในฐานะภาพยนตร์ดีเด่นต่างประเทศ

 

บอลลีวู้ดใหม่ (1990 – ปัจจุบัน)

ภาพยนตร์อินเดียทั้งบอลลีวู้ดและภาพยนตร์ฮินดี (Hindi cinema) ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่าภาพยนตร์อินเดียได้ผ่านเลยมาถึงยุคสมัยแห่งความหยุดนิ่งปลายทศวรรษ 1980 และมีรายได้ลดลง  เนื่องจากบทภาพยนตร์เต็มไปด้วยความรุนแรง  ดนตรีในภาพยนตร์ขาดคุณภาพพร้อมๆ ไปกับสถานการณ์การลักลอบก็อปปี้วีดีโอ

หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นคือการมาถึงของภาพยนตร์เรื่องกายามัต เซ กายามัต ตัค (Qayamat Se Qayamat Tak – จากวันสิ้นโลกถึงวันสิ้นโลก) ซึ่งนำเสนอการกล่อมเกลาของความเป็นหนุ่มสาว  ความบันเทิงในครอบครัว ความฉลาดทางอารมณ์และดนตรีที่มีความไพเราะ   ทั้งหมดนี้สามารถดึงดูดผู้ชมกลับมาสู่จอเงินได้อีกครั้ง  นอกจากนี้ภาพยนตร์ที่ประกอบไปด้วยดนตรีแห่งความซาบซึ้งของบอลลีวู้ดก็กลับมาอีกครั้ง    หลังจากความตกต่ำในช่วงทศวรรษ 1990

เรียกการกลับมาครั้งนี้มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 แล้วว่าเป็นช่วงบอลลีวู้ดใหม่  (New Bollywood) บอลลีวู้ดร่วมสมัยจึงมีความเชื่อมโยงกับเสรีนิยมทางเศรษฐกิจในอินเดียในช่วงเริ่มต้นทศวรรษ 1990 ลูกตุ้มนาฬิกาหมุนกับมาที่ดนตรีแนว romantic ที่มีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง

หลังจากกายามัต เซกายามัต ตัค  ก็ตามมาด้วยภาพยนตร์ทำเงินอย่าง เมเน ปิยาร เกียยา (Maine Pyar Kiya – ฉันมีรัก) แฮ กอน (Hain Kaun) อาบเก (Hum Aopke Hain Kaun) ดิวาลี ดุลฮานียา เล จัย เองเก (Dilwale Dulhania Le Jayange) ราชา ฮินดูสตานี (Raga Hindustani – ฉันเป็นใครสำหรับคุณ) และกุช กุชโฮตา ไฮ (Kuch Kuch Hota Hai – บางอย่างเกิดขึ้น)

เป็นช่วงสมัยของพระเอกมุสลิมรุ่นใหม่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ อามิร ข่าน (Aamir Khan) ชาฮ์ รูกห์ ข่าน (Shah Rukh Khan) และสัลมาน ข่าน (Salman Khan)   แม้พระเอกทั้ง 3 คนจะมีสกุลว่าข่าน (สืบเชื้อสายมาจากลูกหลาน เจงกิส ข่าน) แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกันในทางชีวภาพแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม  สัลมาน ข่านนั้นไม่ใช้คนแปลกหน้าของบอลลีวู้ดแต่อย่างใด  ในเมื่อบิดาของเขาคือสะลัม ข่าน นักเขียนบทชื่อดังที่รู้จักกันดีนั่นเอง

ส่วนอมิตาบ บัชจัน ยังคงเป็นดาราชื่อดังอยู่ในบอลลีวู้ดเหมือนกับ Robert Re Niro ที่ยังคงมีชื่อเสียงอยู่ในฮอลลีวู้ด

ทั้งสาม ข่านประสบความสำเร็จสูงสุดมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 จนถึงตอนต้นทศวรรษ 1990 และยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงเวลานี้

ชาฮ์ รูกห์ ข่าน เป็นดาราภาพยนตร์อินเดียที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดทศวรรษ 1990-2000 ส่วนอามิร ข่าน เป็นดาราภาพยนตร์อินเดียที่ประสบความสำเร็จในช่วงกลางทศวรรษ 2000

อัคชัย กุมาร (Akshay Kumar) พระเอกรุ่นใหม่ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพและพัทยา (พาหุรัด)  เรียนรู้ ศิลปะการป้องกันตัวจากประเทศไทย  กลายมาเป็นดาราที่ประสบความสำเร็จด้านรายได้อันเนื่องมาจากการแสดงบทบาทการต่อสู้ที่ได้เทคนิคมาจากมวยไทยและศิลปะการป้องกันตัวอื่นๆ

อัคชัย กุมาร โด่งดังมาพร้อมๆ กับโกวินดา (Govinda) ในภาพยนตร์ของผู้สร้างอิสระและประสบความสำเร็จด้านรายได้

ภาพยนตร์เรื่องสัตยา (Satya) กำกับโดยราม โกปาล เวอร์มา (Ram Gopal Verma) ประสบความสำเร็จทั้งการได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางและการสร้างรายได้จนนำไปสู่การปรากฎตัวของภาพยนตร์ในแนวที่รู้จักกันดีว่าเป็นภาพยนตร์แห่งเมืองมุมใบ (Mumbai noir urban film)  เนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์คือการนำเสนอปัญหาสังคมที่เกิดในเมือง

ในเวลาเดียวกันภาพยนตร์เพื่อชีวิตและศิลปะก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง  ภาพยนตร์เพื่อชีวิตและในปลายทศวรรษ  ซึ่งมักจะเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์

ช่วงทศวรรษ 2000 นักแสดงบอลลีวู้ดได้รับการยอมรับในระดับโลก   อันเนื่องมาจากการเติบโตของชุมชนอินเดียในภาคโพ้นทะเล

การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียและความต้องการด้านการบันเทิงที่มีคุณภาพของยุคสมัย  นำไปสู่การผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ซึ่งเน้นเทคนิคสมัยใหม่ในทุกรูปแบบ

ยัชห์ เรย์ ฟิลม์ (Yash Ray Films) และธรรมะ โปรดักชั่น (Dharma Production) เป็นผู้ผลิตภาพยนตร์แนวใหม่   ภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมในช่วงนี้ได้แก่ กาโฮนา ปุยาร ไฮ กอล มิล กายา กัลโฮนาโฮ (Kaho Naaho – ไม่มีใครรู้อนาคต)   ในปี 2003 ลาเก ราโฮ มุนนาใบ๋ (Laqe Raho Munna Bhai – รักษาคุณมุนนาเอาไว้) ในปี 2006 กริชห์ (Krrish – อำนาจพิเศษ) ในปี 2006 และญับ วี เม็ต (Jab We Met – เมื่อเราพบกัน)   ในปี 2007 พร้อมๆ ไปกับการถือกำเนิดของดาราใหม่ๆ

ช่วงทศวรรษ 2010 อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของอินเดียได้สร้างดาราทำเงินขึ้นมาจากภาพยนตร์เรื่องดาบาฆ (Dabanqq)  ในปี 2010 เอ็ก ทา    ไทเกอร์ (Ek Tha Tiger) ในปี 2012 Rawdy Rathore ในปี 2012 และ Kick ในปี 2014 แม้ว่าภาพยนตร์เหล่านี้จะไม่ได้รับการพูดถึงและวิพากษ์จากนักวิจารณ์ภาพยนตร์ แต่กลับประสบความสำเร็จด้านรายได้เป็นอย่างดี

ภาพยนตร์บางเรื่องถูกสร้างขึ้นจากมุมมองใหม่และทำให้ทันสมัยโดยพระเอก อามิร ข่าน ซึ่งถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่สร้างสติสำนึกทางสังคม

ดาราที่ได้รับความนิยมในช่วงทศวรรษ 2000 ก็ยังคงประสบความสำเร็จต่อไปถึงทศวรรษต่อมา   ช่วงทศวรรษ 2010 คนรุ่นใหม่ที่เป็นนักแสดงที่ได้รับความนิยมก็มาจากภาพยนตร์หลายเรื่อง   โดยบางเรื่องมีสตรีเป็นศูนย์กลางของเรื่องอย่างเช่น The Dirty Picture แห่งปี 2011 กะฮานี (Khahani – เรื่องราวแห่งปี 2012 พิงค์ (Pink) ช่วงปี 2016 และปัทมาวัต (Patmavat – ชื่อของผู้ปกครองสตรี) แห่งปี 2018 จากเรื่องเดิม  ปัทมาวาตี ภาพยนตร์เหล่านี้ต่างประสบความสำเร็จด้านรายได้ทั้งหลาย

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com