แฟรงคลิน รูสเวลท์ “วันที่จะมีชีวิตอยู่ภายในความอับอาย”

แฟรงคลิน รูสเวลท์ “วันที่จะมีชีวิตอยู่ภายในความอับอาย”
นิว ดีล เป็นลำดับของโครงการ โครงการงานสาธารณะ การปฏิรูปการเงิน และข้อจำกัดใหม่ สร้างระหว่างการตกต่ำเศรษฐกิจครี้งใหญ่โดยประธานาธิบดีเเฟรงคลิน รูสเวลท์ ระหว่าง ค.ศ 1933 และ ค.ศ 1938 การป้องกันต่ออุตสาหกรรมธนาคาร และความพยายามขยายตัวใหม่เศรษฐกิจ ภายหลังราคาได้ตกต่ำอย่างรุนแรง นิว ดีล เป็นลำดับของโครงการสร้างระหว่างการตกต่ำเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มุ่งหมายที่จะฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองแก่ชาวอเมริกันโครงการนิว ดีล มีทั้งการออกกฏหมายโดยรัฐสภา และคำสั่งประธานาธิบดี ระหว่างวาระเเรกของการเป็นประธานาธิบดีของแฟรงคลิน รูสเวลท์โครงการนิว ดีล มุ่งอะไรที่นักประวัตศาสตร์อ้างถึงอาร์สามตัว บรรเทาเพื่อการว่างงานและบุคคลที่ยากจน ฟื้นฟูเศรษฐกิจกลับมาสู่ระดับปรกติ และปฏิรูประะบบการเงินป้องกันการตกต่ำเศรษฐกิจซ้ำ
เมื่อ 4 มีนาคม ค.ศ 1933 ระหว่างวันมืดมัวที่สุดของการคกต่ำเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ประธานาธิบดีเลือกตั้งใหม่ แฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้ให้การปราศัยพิธีการรับตำแหน่งครั้งแรกของเขา ต่อหน้าชาวอเมริกัน 100,000 คน เขาได้กล่าวว่า เหนือสิ่งอื่นใด ให้ผมยืนยันความเชื่อที่มั่นคงของผมว่าสิ่งเดียวเท่านั้นที่เรากลัวคือความกลัวตัวมันเอง เขาได้สัญญาว่าเขาจะกระทำอย่างรวดเร็วเผชิญกับความเป็นจริงที่มืดของช่วงเวลา และยืนยันชาวอเมริกันว่าเขาจะทำสงครามต่อสู้ความเร่งด่วน เราอยู่ภายในข้อเท็จจริงถูกบุกโดยศัตรูต่างประเทศ คำปราศัยของเขาได้ให้ความเชื่อมั่นแก่บุคคลจำนวนมากที่พวกเขาได้เลือกตั้งบุคคลไม่กลัวที่จะใช้ขั้นตอนอย่างกล้าหาญแก้ปัญหาของประเทศ ดังที่เจมส์ เบิรนส์ ได้มองเขาต้องเข้มแข็งเหมือนสิงโตและฉลาดหลักแหลมเหมือนสุนักจิ้งจอก เจมส์ เบิรน ได้เรียกชื่อเล่มแรกของชีวะประวัติของแฟรงคลิน รูสเวลท์
Roosevelt : The Lion and the Fox ตามการสร้างกรอบเรื่องเล่าของเขาตามหลักการของ นิคโคโล มาเคียเวลลี เจ้าชาย….. ต้องเลียนแบบสิงโตและสุนัขจิ้งจอก ต่อสิงโตแล้วไม่สามารถป้องกันตัวมันเองจากหลุมพรางได้ และสุนัขจิ้งจอกไม่สามารถป้องกันตัวมันเองจากหมาป่าได้ บุคคลหนึ่งต้องเป็นทั้งสุนัขจิ้งจอกที่จะรับรู้กับดัก และเป็นสิงโตที่จะต่อสู้หมาป่านิโคโล มาเคียเวลลี่ ได้ใช้คำพูดเปรียบเทียบของสุนัขจิ้งจอกและสิงโตอธิบายการรวมกันของความฉลาดหลักแหลมและความแข็งเเรงที่เจ้าชายต้องครอบครอง เพื่อที่จะรักษาการควบคุมรัฐของเขา มาเคียเวลลี่เน้นย้ำว่าเจ้าชายต้องเรียนรู้เลียนแบบทั้งสุนัขจิ้งจอกและสิงโตอย่างไร เพื่อที่จะดึงคุณลักษณะทีจำเป็นของสัตว์เหล่านี้ เมื่อสถานการณ์ต้องการมันตามมาเคียเวลลี นักปกครองที่รอบคอบต้องปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ กระทำเหมือนสุนัขจิ้งจอก เพื่อที่จะรับรู้กับดัก และเป็นสิงโต เมื่อเขาต้องทำให้หมาป่าหวาดกลัว นิโคโล มาเคียวเวลลี่ยืนยันว่าสิงโตไม่สามารถป้องกันตัวเองต่อกับดัก ในขณะที่สุนัขจิ้งจอกไม่สามารถป้องกันตัวเองต่อหมาป่า เจ้าชายต้องเลียนแบบพฤติกรรมของทั้งสองสัตว์ป่า เพื่อที่จะได้ประโยชนฺจากความสามารถที่สนับสนุนของมัน และเอาชนะความอ่อนเเอที่แตกต่างกันของมันภายในความยุ่งเหยิงของการเมือง เมื่อไรผู้นำควรจะยึดมั่นเพื่อหลักการ และเมื่อไรเขาควรจะเก็บอำนาจเพื่อใช้ในอนาคต เมื่อไรคุณนำ และเมื่อไรคุณถอยไป แฟรงคลิน รูสเวลท์ได้เผชิญสภาวะที่ยากลำบากนี้ตลอดทุกปัญหาที่สำคัญของการเป็นประธานาธิบดีของเขาประธานาธิบดียิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกาเป็นตัวอย่างที่ดีของคุณลักษณะดูเหมือนขัดเเย้งกันสองอย่างเหล่านี้ ความเชื่อมั่นที่เข้มแข็งของแฟรงคลิน รูสเวลท์และการบริหารการเมืองอย่างชัดเจน ได้นำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อตลาดหุ้นอเมริกาได้พังทลายลงเมื่อ ค.ศ 1929 คลื่นตกตะลึงทำให้ตลาดทั่วโลกทรุดลง สามปีต่อมาชาวอเมริกัน 15 ล้านคนได้ออกจากงาน การลงทุนลดลงจาก 10 พันล้านเหรียญเมื่อ ค.ศ 1929 เป็น 1 พันล้านเหรียญเมื่อ ค.ศ 1932 รายได้เกษตรกรลดลง 60% จีดีพีทั่วโลกได้ลดลง 15% แฟรงคลิน รูสเวลท์ได้ใช้การกระทำเร่งด่วนและกล้าหาญช่วยชีวิตชาวอเมริกันจากการพังทลาย ประเทศต้องการการทดลองอย่างกล้าหาญและมั่นคง เขาได้บอกชาวอเมริกัน มันเป็นสามัญสำนึกที่จะใช้วิธีการและพยายามกัยมัน ถ้ามันล้มเหลว ยอมรับมันอย่างจริงใจ และพยายามอย่างอื่น เเต่เหนือสิ่งอื่นใด พยายามยามบางสิ่งบางอย่างวันก่อนพิธีการรับตำเเห่นงของแฟรงคลิน รูสเวลท์ ธนาคารภายใน 32 ของ 48. รัฐของประเทศได้ปิดลง เงินฝากได้หายไป ถึงอยางไรเงินไร้ประโยชน์มันไม่มีอะไรเลยที่จะซื้อ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 1933 ท้องฟ้ามืดมนคู่กับอารมณ์ของประเทศ ณ พิธีการรับตำแหน่งของแฟรงคลิน รูสเวลท์ แต่กระนั้นเขาได้แผ่รังสีของการมองโลกในเเง่ดี ภายในการปราศัยของเขา แฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้แถลงว่าเขาจะพูดด้วยความจริงใจ นำด้วยความเข้มแข็ง และกระทำอย่างกล้าหาญ เขายืนยันชาวอเมริกันของความเขื่อที่มั่นคงว่าสิ่งเดียวเท่านั้นที่เราต้องกลัวคือความกลัวตัวมันเอง เมื่อเขาได้พูด แสงอาทิตย์ได้ปรากฏขึ้นนักประวัติศาสตร์ มองว่าแฟรงคลิน รูสเวลท์ เป็นประธานาธิบดียิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง ลำดับเขาเคียงข้างจอร์จ วอชิงตัน อับราฮัม ลินคอล์น และโทมัส เจฟเฟอร์สัน แฟรงคลิน รูสเวลท์ รู้จักกันเป็นเอฟดีอาร์ เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่างเเท้จริง ครอบครองคุณลักษณะกำหนดไว้ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เช่น ความฉลาด ความเชื่อมั่นตัวเอง การมีบารมี ความมุ่งมั่น ความซื่อสัตว์ และความเป็นกันเอง แฟรงคลิน รูสเวลท์ มีจิตใจอยากรู้อยากเห็น และกระตือรือร้นเรียนรู้ให้มากขึ้น เขาเป็นนักสื่อสารที่ดีเยี่ยม และเรียนรู้อย่างมากผ่านการพูดคุย และเกี่ยวพันกับโลกภายนอก แฟรงคลิน รูส เวลท์เชื่อมั่นสูงมากภายในความคิดเห็นและการตัดสินใจของเขาเอง มันเป็นคุณลักษณะนี้นำเขาไปสู่ไม่เชื่อที่ปรึกษาใกล้ชิดที่สุดของเขาต่อการยุ่งเกี่ยวของอเมริกาภายในสงครามโลกครั้งที่สอง ความเชื่อมั่นของเขาไม่ยอมรับการสนับสนุนเริ่มแรกของอังกฤษภายในสงคราม แต่แฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้ทุ่มน้ำหนักของเขาเบื้องหลังกองกำลังพันธมิตรต่ออะไรที่บุคคลหลายคนมองเป็นช่วงเวลาแกว่งความสมดุลของอำนาจไปจากชาติอักษะต่ออเมริกาแล้ว สงครามโลกครั้งที่สองเป็นการต่อสู้พร้อมกันต่อการรบทางทหารสองด้าน ภายในยุโรปและเเปซิฟิค ชาวอเมริกันได้ถูกระดมมาเป็นทหารประมาณ 16 ล้านคน และเสียชีวิตประมาณ 405,000 คน ด้วยอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้นำประเทศเข้าสู่สงครามเขาได้สร้างพันธมิตรอย่างใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล และต่อมากับนายกรัฐมนตรีรัสเซีย โจเซฟ สตาลินเมื่อ 7 ธันวคม ค.ศ 1941 ญี่ปุ่นได้โจมตีเพิรล ฮาเบอร์ ด้วยการใช้เครื่องบินรบมากกว่า 350 ลำ และเครื่องบินตอร์ปิโดจากเรือบันทุกเครื่องบินหกลำ เครื่องบินได้จมและทำลายเรือรบอเมริกาแปดลำ ญี่ปุ่นได้ทำลายเครื่องบินอเมริกา 188 ลำ และทหารอเมริกันเสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน

อเมริกาได้เจ็บปวดจากความพ่ายแพ้ทางทหารเลวร้ายที่สุดภายในประวัติของพวกเขา ณ เพิรล ฮาร์เบอร์ แต่มันเป็นจุดต่ำของสงครามโลกครั้งที่สองต่ออเมริกา เมื่อ 8 ธันวาคม ค.ศ 1941 วันภายหลังจากกองกำลังญี่ปุ่นได้โจมตีฐานทหารอเมริกัน ณ เพิรล ฮาร์เบอร์ ฮาวายแฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้ปราศัยการประชุมร่วมรัฐสภาด้วยการแถลง”วันแห่งความน่าอับอาย” เขาได้ขอการประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และรัฐสภาเห็นด้วยกับการประกาศสงครามอย่างไม่เอกฉันท์ ด้วยเสียงหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยวันที่จะมีชีวิตอยู่ภายในความอับอาย แฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้เริ่มต้นการปราศัยของเขาด้วยการระบุว่าวันที่ของการโจมตีเพิรล ฮารเบอร์ “จะมีชีวิตอยู่ภายในความอับอาย” มันหมายความว่า 7 ธันวาคม 1941 จะถูกบันทึกภายในประวัติศาสตร์เป็นวันเมื่อญี่ปุ่นกระทำอย่างมุ่งร้ายต่อการทรยศอเมริกาด้วยการทิ้งระเบิดเพิรล ฮาร์เบอร์ ภายในไม่กี่ข้อความต่อไป รูสเวลท์ได้อธิบายว่าญี่ปุ่นทรยศอเมริกาด้วยการแสร้งทำเป็นผูกพันต่อการฑูตในขณะที่วางแผนลับให้ประหลาดใจและทำให้ความสามารถทางทหารของอเมริกาพิการ ผ่านการโจมตีอย่างทำลายล้าง แฟรงคลิน รูสเวลท์ได้อ้างถึงข้อความจากฑูตญี่ปุ่นประกาศว่าญี่ปุ่นไม่พยายามต่อไปที่จะรักษาสันติภาพผ่านทางการฑูตและการเจรจาต่อรอง รูสเวลท์ย้ำว่าข้อความนี้ได้รับภายหลังการทิ้งระเบิดเพิรล ฮาร์เบอร์ ได้เริ่มต้นแล้วความจริงคือ ญี่ปุ่นมุ่งหมายต่ออเมริกาที่จะได้รับการประกาศสงครามนี้เพียงแค่ก่อนการทิ้งระเบิดได้เริ่มต้น แต่น่าจะเหตุผลทางเทคนิคข้อความได้ล่าช้า การโจมตีกองทัพเรืออเมริกัน ณ เพิรล ฮาร์เบอร์ ของญี่ปุ่นได้นำอเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นการ แฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้พิสูจน์ผู้นำยามสงครามที่มีความสามารถ และเมื่อ ค.ศ 1943 ทหารของอเมริกาเคียงข้างกับพันธมิตรของพวกเขาได้พลิกสถานการณ์ต่อสู้ทั้งเยอรมันและญี่ปุ่น แต่แฟรงคลิน รูสเวลท์ไม่ได้มีชีวิตอยู่มองเห็นการสิ้นสุดของสงคราม เมื่อ ค.ศ 1945 เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ก่อนเยอรมันยอมแพ้ ประธานาธิบดีได้ทรุดลงและเสียชีวิตจากเลือดออกภายในสมองภายใต้ความเป็นผู้นำของแฟรงคลิน รูสเวลท์ อเมริกาได้ปรากฏจากสงครามโลกครั้งที่สองเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก อเมริกาได้ตอบสนองต่อการโจมตีเพิรล ฮาร์เบอร์ ของญี่ปุ่น เริ่มต้นบนวันนั้น 24 ชั่วโมงเท่านั้นภายหลังความหายนะภายในฮาวาย การผลิตทางอุตสาหกรรมได้เพิ่มจำนวน ผลิตรถบันทุก รถจิ้ป รถถัง ปืนใหญ่ ระเบิด เครื่องบินรบ และเรือรบ อุตสาหกรรมอเมริกันไม่ได้ติดอาวุธแก่กองกำลังอเมริกาเท่านั้น แต่เป็นกองกำลังอังกฤษและรัสเซียด้วย โลกไม่เคยเห็นผลผลิตที่มหาศาลนี้มาก่อนเลยภายในไม่ถึงห้าเดือนภายหลังญี่ปุ่นได้ทิ้งระเบิดเพิรล ฮาร์เบอร์กองกำลังกองทหารอากาศยูเอส ได้ปล่อยเครื่องบินทิ้งระเบิดบี 25 จากดาดฟ้าของฮอร์เน็ตยูเอสเอส บางสิ่งบางอย่างที่เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ได้ทิ้งระเบิดลงที่โตเกียว การโจมตีเป็นชัยชนะทางจิตวิทยา มากว่ายุทธวิธี แต่จิตวิทยาสำคัญต่อการชนะสงคราม หกเดือนภายหลังเพิรล ฮาร์เบอร์ กองทัพเรือยูเอสที่ดีกว่าได้ชนะกองกำลังเรือญี่ปุ่นจำนวนมากใกล้เกาะมิดเวย์อย่างน่าประหลาดใจ การได้ชัยชนะการรบทางเรือสำคัญที่สุดของสงครามทั้งหมดไม่ถึงสี่ปีภายหลังที่อเมริกาได้เข้าสู่สงคราม ภายหลังสี่ปีที่อเมริกาได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจยามสงบ อเมริกาสามารถชนะศัตรูที่สำคัญทั้งเยอรมันและญี่ปุ่น วันที่ 7 ธันวาคม 1941 เป็นจุดต่ำ การเริ่มต้นวันที่ 8 ธันวาคมอเมริกาไม่เคยยอมแพ้ บทเรียนความเป็นผู้นำของแฟรงคลิน รูสเวลท์คือ อย่ายอมแพ้ การเริ่มต้นทำอะไรที่เราต้องทำไม่ว่ามันลำบากอย่างไรจำไว้ว่าเรากำลังต่อสู้เพื่ออะไรสามวันก่อน 7 ธันวาคม ค.ศ 1941 ญี่ปุ่นโจมตีเพิรล แฟรงคลิน รูสเวลท์ได้ถูกเตือนภายในบันทึกจากข่าวกรองกองทัพเรือที่ทหารของโตเกียวและเครือข่ายสายลับได้มุ่งที่ฮาวาย กองทัพเรืออเมริกาได้ปฏิบัติต่อการคุกคามของการโจมตีเพิรล ฮาร์เบอร์ ฮาวาย ของญี่ปุ่นอย่างไร มันจะเป็นปลาย ค.ศ 1941 และอเมริกายังไม่เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง นายทหารของกองทัพเรือแปซิฟิค ณ เพิรล ฮาร์เบอร์จะมีข่าวกรองว่าญี่ปุ่นเตรียมการโจมตีขนาดใหญ่ แต่พวกเขาจูงใจตัวพวกเขาเองได้สำเร็จว่ามันไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเขา เพริล ฮาร์เบอร์ เป็นฐานทัพเรือของอเมริกาใกล้โฮโนลูลู ฮาวาย ได้ถูกโจมตีทำลายล้างอย่างน่าประหลาดใจเมื่อ 7 ธันวคม ค.ศ 1941 ก่อน 8 โมงตอนเช้าของ
วันอาทิตย์ เพิร์ล ฮาร์เบอร์ อยู่ใกล้กับศูนย์กลางของมหาสมุทรแปซิฟิค ประมาณ 2,000 ไมล์จากแผ่นดินใหญ่อเมริกา และประมาณ 4,000 ไมล์จากญี่ปุ่น ไม่มีใครเชื่อว่าญี่ปุ่นจะเริ่มต้นสงครามด้วยการโจมตีีเกาะฮาวายที่ไกล แผนของญี่ปุ่นจะเรียบง่าย การทำลายกองเรือแปซิฟิค ด้วยวิถีทางนี้อเมริกาไม่สามารถโจมตีกลับ เมื่อกองกำลังของญี่ปุ่นได้กระจายข้ามแปซิฟิคใต้การศึกษาส่วนใหญ่ของการโจมตีเพิรล ฮาร์เบอร์ ได้มุ่งสิ่งที่ผู้บัญชาการอเมริกันทำผิด แต่จุดสำคัญที่จะเข้าใจทำไมการโจมตีอย่างน่าประหลาดใจบรรลุความสำเร็จจะอยู่ที่การรับรู้สิ่งที่ญี่ปุ่นทำอย่างถูกต้องเมื่อ มกราคม ค.ศ 1941 นายพลเรืออิโซโรกุ ยามาโมโต ได้เริ่มต้นวางแผนที่จะโจมตีฐานทัพอเมริกันภายในเพิรล ฮาร์เบอร์ ภายในสิบเอ็ดเดือนญี่ปุนได้ปรับปรุงแผนของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันได้ใช้การเมืองลดความตึงเครียดลงด้วยตามมุมมองของยามาโมโต ความมุ่งหมายของการโจมตีเพิรล ฮาร์เบอร์ คือ การจมเรือรบไม่ใช่เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือรบได้ถูกยึดมั่นภายในจิตใจของชาวอเมริกันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจทางเรือ ด้วยการทำลายฝูงเรือรบของพวกเขา ยามาโมโตเชื่อว่าขวัญของชาวอเมริกันจะถูกบดขยี้ แม้แต่เขาได้พิจารณายกเลิกการปฏิบัติการ เมื่อมันปรากฏว่าปัญหาของการใช้ตอร์ปิโดภายในท่าเรือตื้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ตอร์ปิโดได้ถูกต้องการที่จะจมเรือรบหุ้มเกาะที่หนัก การมุ่งเป้าหมายของเรือรบไม่ใช่เรือบรรทุกเครื่องบินจะเป็นข้อสงสัยต่อการยกย่องยามาโมโตเป็นนักกลยุทธ์ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ชื่อเสียงมากที่สุดของเขาจะมาจากการวางแผนโจมตีเพิรล ฮาร์เบอร์ และการโจมตีตามมาที่กวม ดัทช์ ฮาร์เบอร์ และฟิลิปปินส์ ยามาโมโตจะไม่เหมือนใครท่ามกลางนายพลทหารของญี่ปุ่น เขาได้ใช้เวลาเรียนรู้ภายในอเมริกา ยามาโมโต จบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือญี่ปุน เขาได้ไปศึกษาภาษาอังกฤษ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระหว่าง ค.ศ 1919 – 1921 อิโซโรกุ ยามาโมโต ได้คัดค้านการทำสงครามกับอเมริกา เขาได้กล่าวว่า ผมกลัวว่าเราได้ปลุกยักษ์หลับ และทำให้เขาตัดสินใจอย่างน่ากลัว ฮอลลีวูดได้อ้างข้อความ การปลุกยักษ์หลับ ต่อนายพลเรือยามาโมโตภายในภาพยนตร์สองเรื่องเกี่ยวกับการโจมตีเพิรล ฮาร์เบอร์ ของญี่ปุ่น ภายใน ” Tora Tora Tora! ฉายเมื่อ 1970 ยามาโมโต ได้กล่าวว่า ผมกลัวว่าทั้งหมดที่เราได้ทำจะปลุกยักษหลับให้ตื่น ภาพยนตร์ 2001 ” Pearl Harbor” ได้ใช้คำพูดอ้างอิงอย่างเดียวกันก่อนที่เพิรล ฮาร์เบอร์ จะถูกโจมตี วันที่ 7 ธันวาคม 1941 ข่าวสารของญี่ป่นได้ถูกลอบดักฟัง และมันไดัถูกค้นพบว่าพวกเขากำลังเตรียมการโจมตีภายในแปซิฟิค ด้วยเหตุนี้วอชิงตันได้ส่งคำเตือนไปยังนายทหาร ณ เพิรล ฮาร์เบอร์ แต่ทำไมข่าวสารนี้ไม่ถูกเห็นจริงเพียงพอที่จะเตรียมการเพื่อการโจมตี การอภิปรายได้นำกองทัพเรือและกองทัพบกได้สรุปว่าการโจมตีไม่น่าจะเป็นไปได้ และพวกเขาให้เหตุผลตวามคิดเห็นด้วยวิถีทางแตกต่างกันหลายอย่าง พวกเขาเชื่อว่าการโจมตีจะเป็นเพียงการตอบสนองต่ออเมริกาโจมตีญี่ปุ่นเท่านั้น และญี่ปุ่นไม่บ้าพอที่จะเริ่มต้นสงครามที่พวกเขาไม่สามารถชนะ
ยิ่งกว่านั้นนายทหารคิดว่าถ้าการโจมตีได้เกิดขึ้น พวกเขาสามารถจะชนะ และทำลายกองเรือก่อนที่จะมาถึงฝั่ง การคิดคล้อยตามกลุ่มได้เกิดขึ้นต่อข้อข้อสรุปเหล่านี้อย่างไร ภาพลวงตาของการเห็นพ้องกันได้เกิดขึ้น ความเงียบของนายทหารทำให้ดูเหมือนว่าบุคคลทุกคนเห็นด้วย เพริล ฮารเบอร์ จะแสดงอาการสองอย่างของการคิดคล้อยตามกลุ่ม ภาพลวงตาของการทำลายไม่ได้ได้สร้างการ

การปฏิบัติการแก้แค้นเป็นการปฏิบัติการทางทหารอเมริกันที่จะฆ่าพลเรือเอกอิโซโรกุ ยามาโมโต ของกองทัพเรือจักรวรรดิ์ญี่ปุ่น เขาได้ถูกฆ่าใกล้เกาะบลูเกนวิลล์ เมื่อเครื่องบินขนส่งของเขาได้ถูกยิงโดยเครื่องบินรบของกองทัพอากาศอเมริกา ผู้ถอดรหัสอเมริกาได้พบข่าวสารกองทัพเรือญี่ปุ่นที่ให้โอกาสต่อการแก้เเค้นเมื่อ ค.ศ 1943 ภายหลังการแปลรหัสแผนการเดินทางของผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพเรือของญี่ปุ่น ผู้วางแผนเบื้องหลังการโจมตีเพิรล ฮาร์เบอร์บุคคลที่เชื่อมโยงมากที่สุดกับวันแห่งความละอาย การโจมตีเพิรลฮาร์เบอร์ นายพลเรืออิโซโรกุ ยามาโมโต เขาได้ใช้หลายปีภายในอเมริกา และตระหนักอย่างเต็มที่ถึงกำลังคนและอำนาจอุตสาหกรรมของอเมริกา ระหว่างการอยู่ภายในอเมริกาตอนอาชีพทหารเริ่มแรกของเขา เขาทำทุกอย่างเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศ เขาได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ เขาเดินทางอยู่เสมอเท่าที่มีเวลา และอ่านให้ได้มากที่สุดเกี่ยวกับอเมริกา เขาได้ใช้เวลาพูดคุยกับชาวอเมริกัน เพื่อที่จะเรียนรู้นิสัยของพวกเขา เขาเป็นนักศึกษา ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตั้งแต่ ค.ศ 1919 ถึง ค.ศ 1921 ภายหลังการโจมตีเพิรล ฮาร์เบอร์ เขาได้กลายเป็นบุคคลที่ชาวอเมริกันเกลียดที่สุดภารกิจโดยเฉพาะของเครื่องบินรบยูเอสคือ การฆ่ายามาโมโต ทำให้เป็นไปได้ เพราะว่าข่าวกรองของกองทัพเรืออเมริกาได้ถอดรหัสการสื่อสารเกี่ยวกับรายละเอียดการเดินทางของยามาโมโตผ่านพื้นที่เกาะโซโลมอน การเสียชีวิตของยามาโมโตได้ทำลายขวัญของทหารเรือญี่ปุ่นอย่างมาก และเพิ่มขวัญแก่กองกำลังพันธมิตร มันมุ่งหมายที่จะเป็นการแก้แค้นโดยผู้นำอเมริกากล่าวหายามาโมโตต่อการโจมตีเพิรล ฮาร์เบอร์ ริเริ่มสงคราม
ระหว่างจักวรรดิ์ญี่ปุ่นและอเมริกากองทหารญี่ปุ่นได้พบศพของอิโซโรกุ ยามาโมโต เผาศพและส่งเถ้าถ่านของเขากลับไปสู่ญี่ปุ่น เพื่องานพิธีศพของรัฐ แต่ญี่ปุ่นไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการการเสียชีวิตของยามาโต จนหนึ่งสัปดาห์ต่อมาได้กล่าวว่าเขาเสียชีวิตบนเครื่องบินรบ ในขณะที่สั่งการกลยุทธ์บนแนวหน้า
เมื่อ ค.ศ 1943 โจเซฟ สตาลิน แฟรงคลิน รูสเวลท์ และวินสตัน เชอร์ชิลผู้ยิ่งใหญ่สามคน ได้เรียกประชุมเพื่อการประชุมเตหราน โจเซฟได้กดดันแฟรงคลิน และเชอร์ชิล ผูกพันวันเพื่อการบุกฝรั่งเศสทางใต้ ใช้ชื่อรหัสว่าโอเวอลอร์ด รู้จักกันดีด้วยชื่อเล่นของมัน ดี-เดย์ สตาลิน ได้เสนอเเนะว่าพวกเขาควรจะคัดเลือกผู้บัญชาการทหารสูงสุดต่อการข้ามช่องแคบดี-เดย์ แฟรงคลิน รูสเวลท์ได้เลือกนายพลดไวท์ ไอเซนฮาวด์มันได้พลิกสถานการณ์ภายในสงครามโลกครั้งที่สอง ดี-เดย์ เป็นการปฏิบัติการทางทหารใหญ่ที่สุดภายในประวัติศาสตร์จนถึงวันนี้ การบุกนอร์มังดีได้ใช้กองทหาร 156,115 คน เรือรบและเรือลำเลียง 6,939 ลำเครื่องบิน 10,440 ลำ กระสุน 450,000 ตัน และแผนที่ 17 ล้านใบแฟรงคลิน รูสเวลท์ และวินสตัน เชอร์ชิล ใช้เวลามากกว่าสองปีต่อการวางแผน ดี-เดย์ ทั้งสองผู้นำรู้ว่าพันธมิตรต้องบุกนอร์มังดี แต่ได้เผชิญกับอุปสรรคหลายอย่าง ก่อนการปฏิบัติการ โอเวอลอร์ด เเฟรงคลิน รูสเวลท์และวินสตัน เชอร์ชิล ได้พบกันที่ทำเนียบขาวเมื่อ ค.ศ 1943 การกำหนดวันต่อพันธมิตรข้ามช่องแคบยกพลขึ้นบกทางเหนือของฝรั่งเศสที่ได้กลายเป็น ดี-เดย์แฟรงคลิน รูสเวลท์ ในฐานะของผู้บัญชาการทหารสูงสุดของของกำลังอเมริการะหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แสดงบทบาทอย่างสำคัญและเด็ดเดี่ยวต่อดี เดย์ ด้วยการอภิปรายกับวินสตัน เชอร์ชิล และคณะเสนาธิการร่วมอเมริกันแล้ว เขาได้ส่งเสริมอย่างมั่นคงการบุกทวีปยุโรป ปลดปล่อยมันจากเยอรมันของอดอลฟ ฮิตเลอร์ 6 มิถุนายน 1944 เมื่อกองกำลังพันธมิตรเคลื่อนตัวไปสู่นอร์มังดีภายหลังการยกพลขึ้นบก ณ ตอนสองทุ่ม สามสิบนาทีของวันดี-เดย์ 6 มิถุนายน 1944 แฟรงคลิน รูสเวลท์ นั่งข้างหน้าไมโครโฟนภายในห้องรับรองทางการฑูต ณ ทำเนียบขาว รอที่จะเริ่มต้นการปราศัยทางวิทยุแห่งชาติ ก่อนหน้านี้ของวัน ประธานาธิบดีไมีการแถลงข่าวภายในห้องทำงานรูปไข่แก่นักข่าว 180 คน ในขณะที่ให้รายละเอียดค่อนข้างน้อยต่อการบุก แฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้แสดงความเชื่อมั่นเกี่ยวกับความสำเร็จของมัน ใขณะนี้เขาต้องการพูดโดยตรงต่งสาธารณะคำปราศัยของแฟรงคลิน รูสเวลท์ ใช้รูปแบบของการสวดภาวนา เขาได้เเต่งมันระหว่างวันสุดสัปดาห์ ก่อนการบุก ด้วยความช่วยเหลือจากลูกสาวของเขาและสามีของเธอ เเฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้อ่านคำภาวนาด้วยน้ำเสียงที่เหมาะกับคำเทศนาคริตจักร มากกว่าการปราศัยทางการเมืองทำนองเดียวกัยอับราฮัม รูสเวลท์ ได้ย้ำความสำคัญของชัยชนะ และภายในคำภาวนาของเขา เขาได้ร้องขอพระเจ้าช่วยกองกำลังภายในการบุกดี-เดย์ จุดสำคัญต่อการสวดภาวนาของแฟรงคลิน รูสเวลท์ เหมือนกับมันเป็นต่อคำปราศัยเกตตี้เบิรกของอับราฮัม ลินคอลนคือความคิดว่าชัยชนะให้โอกาสทื่จะสร้างโลกใหม่และดีกว่า พวกเขาต่อสู้ไม่ได้เพื่อความต้องการเอาชนะ พวกเขาต่อสู้เพื่อที่จะสิ้นสุดการเอาชนะ เเฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้กล่าวต่อกองทหารของอเมริกาอับราฮัม ลินคอล์น กล่าวเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองเพื่อที่จะรักษาคุณค่าของคำประกาศอิสระภาพ แฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้ มองเห็นการต่อสู้ทางประวัตืศาสตร์คู่ขนานเกิดขึ้นภายในสงครามโลกครั้งที่สองทำนองเดียวกับเกตตี้เบิรก ดีเดย์ สร้างจุดพลิกผันภายในประวัติศาสตร์อเมริกัน ภายในกรณีของเกตตตี้เบิรก ความทรงจำการสู้รบของเราแยกออกไม่ได้จากคำปราศัยของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอลน ณ ที่นี่สี่เดือนต่อมาเมื่อ ค.ศ 1863 แต่เรามักจะลืมว่าดี-เดย์ ได้ถูกจดจำภายในปีที่มันได้เกิดขึ้นด้วยแน่นอนแฟรงคลิน รูสเวลท์ต้องเป็นผู้นำภายในเวลาที่ลำบาก และความต้องการนี้รุนแรงระหว่างเวลาสงคราม เขาบรรลุความสำเร็จผิดธรรมดาภายในการสื่อสารกับชาวอเมริกันผ่านทางการออกอากาศวิทยุของเขารู้จักกันเป็นการพูดคุยข้างกองไฟ – ไฟร์ไซด์ แขท แฟรงคลิน รูสเวลท์ได้พูดต่อประเทศเกี่ยวกับดี-เดย์ การยกพลดี-เดย์ทำให้อเมริกาและพันธมิตรบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก นายพลดไวท์ ไอเซนฮาวด์ ได้เตือนกองทหารว่างานของคุณไม่ได้ง่าย ศัตรูของคุณถูกฝึกสอนอย่างดี อาวุธพร้อม และต่อสู้อย่างเข้มแข็ง พวกเขาจะต่อสู้อย่างดุร้ายแฟรงคลิน รูสเวลท์ รู้สึกอย่างเดียวกับนายพลไอเซนฮาวด์เขาได้มองล่วงหน้าการต่อสู้ที่ยาวนานข้างหน้า แม้ว่ากองทหารและอาวุธได้ยกขึ้นฝั่งนอร์มังดีจำนวนมากมาย สงครามครั้งนี้ไม่ได้จบลงด้วยวิถีทางใดก็ตามประธานาธิบดี ได้เตือนประเทศภายในการแถลงข่าวดี-เดย์ของเขาภายในการสวดภาวนาของเขา แฟรงคลิน รูสเวลท์ ไม่ยอมต่อการสวดภาวนาของประเทศเพียงวันเดียว เขามองว่าถนนยาวไกล ความต้องการยิ่งใหญ่ ผมขอให้บุคคลของเราเสียสละตัวพวกเขาเองสวดภาวนาอย่างต่อเนื่องแฟรงคลิน รูทเวลท์ เชื่อว่าผลลัพธ์สุดท้ายของการบุกดี-เดย์ ไม่ควรจะเป็นเเพกซ์ อเมริกานา : สันติภาพอเมริกา มันควรจะเป็นต่อโลก เเพกซ์ อเมริกานา – ภาษาลาติน ” สันติภาพอเมริกา”- แบบอย่างตามเเพกซ์ โรมานา และเเพกซ์ บริแทนนิกา เรียกกันว่าสันติภาพที่ยาวนานด้วย เป็นถ้อยคำประยุกต์ใช้ต่อแนวคิดของสันติภาพเทียบเคียงภายในซีกโลกตะวันตก และต่อมาภายในโลกภายหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ ค.ศ 1945 เมื่ออเมริกาได้กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารภายในความรู้สึกนี้ แพกซ์ อเมริกานาเข้ามาที่จะอธิบายตำแหน่งทางการทหารและเศรษฐกิจของอเมริกาเทียบเคียงต่อประเทศอื่น แผนการ มาร์แชล – แผนฟื้นฟูยุโรป – ได้มองเห็นการโอนเงิน 13.3 พันล้านเหรียญของโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจแก่ประเทศยุโรปตะวันตก ได้ถูกอธิบายเป็นการปล่อยแพกซ์ อเมริกานาแพกซ์ อเมริกานา อ้างถึง สันติภาพระหว่างประเทศ ดูแลโดยอเมริกา มันเป็นถ้อยคำที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่ออเมริกาชนะสงครามเยอรมันและญี่ปุ่น ถ้อยคำได้ถูกใช้ภายในปีหลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วย อเมริกาเป็นมหาอำนาจโลกทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร มันไม่ได้เป็นถ้อยคำสร้างโดยบุคคลหนึ่ง แต่มาจากคณะกรรมการที่ปรึกษาของนโยบายต่างประเทศหลังสงคราม ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง คณะกรรมการได้เสนอแนะอเมริกามีหน้าที่นำทางภายในยุคที่มุมมองอเมริกันควรจะนำพาไปสู่แผ่นดินอื่น และสร้างแพกซ์ อเมริกานา แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งข้อแนะนำของคณะกรรมการต่อแฟรงคลิน รูสเวลท์ เพื่อที่จะบริหารการต่างประเทศระหว่างและภายหลังสงครามอย่างไร

เสรีภาพสี่อย่างเป็นเป้าหมายที่ถ่ายทอดโดยแฟรงคลิน รูสเวลท์ เมื่อ 6 ธันวาคม 1941 ภายในการปราศัยรู้จักกันเป็นคำปราศัย โฟร์ ฟรีดอมส์” มันเป็นวิสัยทัศน์ที่มีพลังต่อโลก และมันได้ช่วยเปลี่ยนแปลงโลก เขาได้เสนอแนะเสรีภาพพื้นฐานสี่อย่างที่บุคคลที่ไหนก็ตามภายในโลกควรจะพอใจคือ เสรีภาพแห่งการพูด เสรีภาพแห่งการบูชา เสรีภาพจากความต้องการ เสรีภาพจากความกลัว วิสัยทัศน์นี้ได้ยืนยงตลอดสงครามโลกครั้งที่สอง และกลายเป็นสัญลักษณ์อุดมคติเบื้องหลังสิทธิของความเป็นมนุษย์ และเดินตามสันติภาพภายในโลกหลังสงคราม แฟรงคลิน รูสเวลท์ได้ให้คำปราศัยของเขาสิบเอ็ดเดือนก่อนก่อนการโจมตีเพิรล ฮารเบอร์อย่างน่าประหลาดใจของอาณาจักรญี่ปุ่น ทำให้อเมริกาต้องประกาศสงครามกับญี่ปุ่นเมื่อ 8 ธันวาคม 1941 แฟรงคลินรูสเวลท์ ได้ให้คำปราศัยที่มาสู่สัญลักษณ์ความหมายที่กว้าง เบื้องหลังความพยามของอเมริกากำจัดลัทธิฟาสซิสต่างประเทศแฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้แสดงการต่อต้านลัทธิโดดเดี่ยวของอเมริกาแพร่หลาย ณ เวลานั้นและได้เรียกร้องการกระทำป้องกันประชาธิปไตยโลก การกล่าวว่าอเมริกามีความรับผิดชอบต่อสู้ เพื่ออิสระภาพสี่อย่างของบุคคลทั่วโลกภายหลังที่อเมริกาได้เข้าสู่สงครามอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ 1941 เสรีภาพสี่อย่างเหล่านี้แสดงสัญลักษณ์ความมุ่งหมายสงครามของอเมริกา และให้ความหวังภายในหลายปีตามมาแก่บุคคลที่ได้เหน็ดเหนื่อยสงคราม เพราะว่าพวกเขารู้พวกเขาได้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพเสรีภาพสี่อย่างเหล่านี้ได้กลายเป็นคำพูดขับเคลื่อนความต้องการที่จะหยุดอำนาจของอักษะ สงครามโลกครั้งที่สองไม่ได้เป็นเพียงแค่สงครามกำจัดผู้เผด็จการเท่านั้น แต่มันเป็นสงครามรักษาเสรีภาพพื้นฐานที่กำหนดชีวิตภายในสังคมประชาธิปไตยเสรี การมองไปข้างหน้าเต่อการสิ้นสุดของสงคราม แฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้อธิบายโลกที่เขามองเหมือนสร้างบนเสรีภาพของบุคคลสี่อย่าง เขากล่าวว่า เสรีภาพเสรีภาพจากความต้องการเป็นการรวมความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่จะรับรองต่อทุกประเทศยามสงบที่มีสุขภาพดี เมื่อความยุ่งยากของ สงครามได้มาสู่การสิ้นสุด เสรีภาพจากความกลัว แฟรงคลิน รูสเวลท์เชื่อว่ามันมาจากการลดอาวุธยุทโทปกรณ์ทั่วโลกเสรีภาพเหล่านี้ – ของการปราศัย และการบูชา และจากความต้องการและจากความกลัว – ให้ความมุ่งหมายที่ชัดเจนแก่บุคคลที่ไปสงคราม คำปราศัยนี้ไม่ได้ร่างเค้าโครงอะไรที่ชาวอเมริกันต่อสู้ภายในสงครามโลกครั้งที่สองเท่านั้น แต่ที่สำคัญมากกว่า คำปราศัยอธิบายอะไรได้ถูกต่อสู้เพื่อด้วย แม้ว่าคำปราศัยนี้ได้ให้ภายในยุคของลัทธิโดดเดี่ยวอเมริกันเริ่มแรกมันได้รับการตำหนิอย่างมาก อุดมคติของแฟรงคลิน รูสเวลท์ได้หยิบยกปลูกฝังเป็นมรดกตลอดกาลต่อความพยายามของชาวอเมริกันทุกคนมีส่วนช่วยต่อสงครามทั้งภายในบ้านและต่างประเทศความคิดภายในเสรีภาพสี่อย่างของแฟรงคลิน รูสเวลท์ เป็นหลักการรากฐานที่วิวัฒนาการไปสู่ กฏบัตรแอตแลนติค ที่เกิดขึ้นจากแฟรงคลินรูสเวลท์ ได้มีการประชุมลับกับวินสตัน เชอ์ชิล บนทะเล ผู้นำสองคนได้ลงนามกฏบัตรแอตแลนติค สร้างบนหลักการเสรีภาพสี่เหล่านี้เมื่อ 6 มกราคม ค.ศ 1941 แฟรงคลิน รูสเวลท์ ได้แสดงเสรีภาพสี่อย่างขาดไม่ได้ต่อชัยชนะของประชาธิปไตยโลกต่อสู้เผด็จการนาซี เขาได้เสนอเสรีภาพสี่อย่างเพื่อบุคคลที่ไหนก็ตามภายในโลก สิบเอ็ดเดือนภายหลังการปราศัยนี้ อเมริกาได้ถูกโจมตีโดยญี่ปุ่น ณ เพิรล ฮาร์เบอร์ ทำให้อเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองศิลปะที่ได้เปลี่ยนแปลงโลก : เสรีภาพสี่อย่าง เมื่อ ค.ศ 1942 นอร์แมน รอคเวลล์ นักเขียนภาพ ได้มองหาวิถีทางที่จะสนับสนุนความพยายามของสงคราม เขาได้มองการปราศัยเสรีภาพสี่อย่างของแฟรงคลินรูสเวลท์เป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจ เขาได้นำคำปราศัยของแฟรงคลิน รูสเวลท์เพื่อโลกประชาธิปไตย และถ่ายทอดมันไปสู่การเขียนภาพเสรีภาพสี่อย่างความมุ่งหมายของการเขียนภาพคือ การช่วยให้บุคคลเข้าใจเสรีภาพเหล่านี้ได้ดีขึ้น การส่งเสริมความรักชาติของชาวอเมริกัน การเขียนภาพได้สัมผัสหัวใจของครัวเรือนอเมริกัน และมันขายได้มากกว่า 25 ล้านภาพพิมพ์การวางพื้นฐานเสรีภาพแต่ละอย่างบนภาพที่เรียบง่ายของบุคคลภายในการประชุมเมือง ภายในการสวดภาวนา หรือที่บ้านกับครอบครัวของพวกเขา นอร์แมน รอคเวลล์ ได้สร้างการเป็นตัวเเทนที่มองเห็นบรรลุความสำเร็จอย่างเเพร่หลายของเสรีภาพแต่ละอย่าง
ในที่สุดเดอะ เเซธเทอร์เดย์ อีฟวนิ่ง โพสท์ ได้พิมพ์การเขียนภาพของรอคเวลล์เมื่อ ค.ศ 1943 ภาพได้รับการตอบสนองอย่างท่วมท้นจากชาวอเมริกัน การตอบสนองนี้ทำให้เกิดจุดพลิกผันของความคิดเห็นสาธารณะพลังของภาพของนอร์แมน รอคเวลล์ทำให้บุคคลมองเห็นได้ดีขึ้นอเมริกาต่อสู้เพื่ออะไรภายในสงคราม
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







