บารมีด้านมืดของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

บารมีด้านมืดของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
แนวคิดต้นกำเนิดของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปภายในอเมริกาเริ่มต้นด้วย เจมส์ ดาวน์ทอน นักสังคมวิทยา ดำเนินการวิจัยความเป็นผู้นำเชิงบารมี และขบวนการศาสนา เมื่อ ค.ศ 1973 เขาได้สร้างถ้อยคำ “ความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป” ภายในหนังสือของเขา ” Rebel Leadeship Commitment and Charisma in the Revolutionary Process” แต่กระนั้นบุคคลไม่กี่คนได้อ้างอิงถ้อยคำความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปแก่เขา บุคคลส่วนใหญ่ยกย่อง ต่อเจมส์ เบิรนส์ ได้พัฒนาแนวคิดต่อไป เจมส์ ดาวทอนได้ระบุผู้นำเชิงปฏิรูปแสวงหาที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด เทคนิค และเป้าหมายที่มีอยู่เดิมเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้นและประโยชน์ส่วนรวม เขาได้มุ่งเน้นบารมีของผู้นำเชิงปฏิรูป และความสามารถของพวกเขากระตุ้นการเปลี่ยนแปลง ถ่ายทอดวิสัยทัศน์และรวบรวมผู้ตามที่จงรักภักดีภายหลังจากนั้นความคิดของเขาได้ดึงดูดความสนใจแก่เจมส์ เบิรนส์ และริชาร์ด แบส เรามีหลายตัวอย่างของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปตลอดประวัติศาสตร์เช่น อับราฮัม ลินคอล์น มหาตมะ คานธี จอร์จ วอชิงตัน มาร์ติน ลูเธอร์ คิงก์ แฟรงคลิน รูสเวลท์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ วินสตัน เชอร์ชิล โจเซฟ สตาลิน และเหมา เซตุง เป็นต้น บุคคลเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางของประวัติศาสตร์แม้แต่ก่อนถ้อยคำความเป็นผู้นำปฏิรูปได้มีอยู่ ถ้าเราต้องเลือกถ้อยคำหนึ่งที่สามารถระบุความเป็นผู้นำเชืงปฏิรูป มันควรจะเป็นบารมี บารมีเป็นบุคลิกภาพส่วนบุคคลที่ให้อำนาจผิดธรรมดาแก่บุคคลสามารถที่จะทำให้หลงใหลได้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ รับผิดชอบต่อการริเริ่มสงครามโลกครั้งที่สอง และต่อการเสียชีวิตของบุคคล 11 ล้านคน รวมทั้งชาวยิวประมาณ 6 ล้านคน เขาเกิดภายในออสเตรีย เมื่อ 20 เมษายน 1889 เขาครอบครองคุณลักษณะส่วนใหญ่ของผู้นำเชิงปฏิรูป แต่อุดมการณ์และการกระทำของเขาไม่ได้มีผลแท้จริงอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นผู้นำเชิงปฏิรูป ส่วนใหญ่เนื่องจากบารมีอย่างท่วมท้นของเขา ได้ช่วยสร้างลัทธิบูชาบุคคลของบุคลิกภาพภายในเยอรมันหลายปี ภายในตอนเริ่มแรกอาชีพการเมืองของเขา อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้พยายามที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อเยอรมันในขณะที่มันกำลังเผชิญความยากจน การแยกตัวจากโลก และความกดดันของสนธิสัญญาแวร์ซายภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งไม่ว่าดีหรือเลว อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นตัวตนของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป ความสามารถของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทำให้บุคคลหลงใหล และได้รับการสนับสนุนของพวกเขาได้พิสูจน์อำนาจที่ผิดธรรมดา แม้แต่วันนี้บุคคลสามารถเปิดโทรทัศน์ และพบภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับเรื่องราวของเขาได้ง่ายจุดสำคัญคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สามารถสร้างความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปของเขาผลักดันเยอรมันกระทำความผิดของช่วงเวลาหนึ่งอย่างน่ากลัวที่สุดภายในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และผลักดันโลกไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปไม่ใช่เพียงแค่เกี่ยวกับการแสดงการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่น ระหว่าง ค.ศ 1930 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้ปฏิรูปเยอรมันด้วยวิถีทางที่ไม่น่าเชื่อถือ เขาเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปหรือไม่ “ไม่” ตามคำนิยามของเจมส์ เบิรนส์ ได้รวมค่านิยมศีลธรรมไว้ด้วย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ไม่ได้เป็นผู้นำเชิงปฏิรูปโดยสุจริต แม้ว่าเขาได้แสดงเป็นนักปฏิรูปศีลธรรมแต่ การกระทำของเขาตรงกันข้ามกับคำพูดของเขาอย่างสิ้นเชิง ริชาร์ด แบส ได้สร้างถ้อยคำผู้นำเชิงปฏิรูปปลอม เพราะว่าเขาได้ใช้อิทธิพลของเขาเพื่อความมุ่งหมายเข้าใจกันโดยทั่วไปชั่วร้าย แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นผู้นำเชิงปฏิรูปต่อส่วนใหญ่ตามคำนิยามของมัน วิกฤติอาจจะสร้างเวทีเพื่อผู้นำเชิงปฏิรูป

วิกฤติอาจจะสร้างเวทีเพื่อผู้นำเชิงปฏิรูปที่มีประสิทธิภาพ ตามกรณี ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ วิกฤติคือ การตกต่ำทางเศรษฐกิจที่รุนเเรงของเยอรมัน อดอลฟ ฮิตเลอร์ ได้ค่อยสร้างพรรคนาซีตลอด ค.ศ 1920 และระหว่างเวลาการตกต่ำทางเศรษฐกิจ เขาได้โจมตีสภาพเเวดล้อมภายในเยอรมันที่สุกงอม เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เขาได้ยึดโอกาสที่จะมีอิทธิพลต่อมวลชน มองหาคำตอบต่อปัญหาของสังคมที่พวกเขาได้เผชิญอยู่ บุคคลหลายล้านคนออกจากงาน ธุรกิจจำนวนมากได้ถูกปิดและธนาคารใหญ่สุดของเยรมันล้มลง อดอลฟ อิตเลอร์ได้สร้างบารมีด้วยอิทธพลอุดมการณ์ ลอเรนซ์ ลีส์นักประวัติศาสตร์ ได้กล่าวว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้บอกชาวเยอรมันหลายล้านคนว่าพวกเขาเป็นชาวอรายัน บุคคลที่พิเศษและเชื้อชาติดีกว่าบุคคลอื่น
ถ้าคุณบรรยายความเป็นผู้นำภายในห้องเรียน และต้องการกระตุ้นการอภิปรายอย่างมีชีวิตชีวา พยายามนำเสนอคำถามว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นผู้นำคนหนึ่งหรือไม่ นักศึกษาหญิงคนหนึ่งได้ตอบอย่างจริงจัง “ใช่” เเม้ว่าเขาชั่วร้าย เธอกล่าว เขาได้สะท้อนความหวังและความเกลียดของชาวเยอรมัน เขาชนะการเลือกตั้ง เเละเขาได้ทำตามสัญญา ด้วยการเปลี่ยนแปลงเยอรมันตามแนวที่ผู้ตามของเขาต้องการ ดังนั้นเขาไม่ถูกเรียกว่าผู้นำได้อย่างไร
ความสามารถเป็นผู้นำของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มักจะเกิดขึ้นภายในการอภิปรายและโต้เถียงทางปัญญาต่อความเป็นผู้นำอยู่เสมอบุคคลบางคนสามารถเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป ถ้าพวกเขาขาดคุณธรรมหรือไม่ บุคคลบางคนสามารถเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป ถ้าพวกเขาเเสงหาการทำลายและความชั่วร้ายเท่านั้นหรือไม่ภายในหลายวิถีทาง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ไม่ได้เป็นผู้นำเชิงปฏิรูป แต่เขายังคงสร้างการเชื่อมโยงกับชาวเยอรมันหลายล้านคน การสร้างระดับของความดึงดูดทางบารมีเกือบจะไม่มีเทียบเทียม แต่กระนั้นมันเป็นบารมีด้านมืดของเขาอดอล์ฟ ฮิตเลอร์เป็นผู้นำเชิงบารมีต้นแบบ เขาไม่ได้เป็นนักการเมืองธรรมดา บุคคลบางคนที่สัญญานโยบาย เช่น การลดภาษี หรือการดูแลสุขภาพที่ดี แต่เขาเป็นผู้นำคล้ายศาสนา นำเสนอเป้าหมายค่อนข้างจิตวิญญานของการช่วยชีวิต เขาได้ถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยความรู้สึกของโชคชะตาส่วนบุคคลที่เขาเรียกว่าพรหมลิขิตก่อนสงครามโลกโลกครั้งที่หนึ่ง เขาเป็นบุคคลธรรมดา และพฤติกรรมที่แปลก ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ไม่สามารถโต้เถียงด้วยปัญญา และเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความอคติ แต่เมื่ออดอล์ฟฮิตเลอร์ ได้พูดภายในโรงเบียร์มิวนิคภายหลังการแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งของเยอรมัน จุดอ่อนของเขาได้ถูกรับรู้ทันทีเป็นจุดเเข็งการตีระฆังที่เกลียดชังของเขาด้วยความรู้สึกของชาวเยอรมันจำนวนมากที่รู้สึกอับอายด้วยเงื่อนไขของสนธิสัญญาแวร์ซาย และเเสวงหาแพะรับปาบต่อการแพ้สงคราม ความสามารถของเขาที่จะโต้เถียงได้ถูกใช้เป็นจุดเเข็งของคุณลักษณะ การไม่ยอมพูดคุยไร้สาระของเขา ได้ถูกมองเป็นเครื่องชี้ของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ เหนือสิ่งอื่นใด มันเป็นข้อเท็จจริงที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้พบว่าเขาสามารถสร้างการเชื่อมโยง กับผู้ฟังของเขาเป็นฐานความสำเร็จในอนาคตของเขา และบุคคลหลายคนเรียกการเชื่อมโยงนี้ว่า “บารมี” อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้บอกชาวเยอรมันหลายล้านคนว่าพวกเขาเป็นชาวอารยัน ดังนั้นพวกเขาเป็นบุคคลพิเศษ และดีกว่าบุคคลอื่น บางสิ่งบางอย่างที่ช่วยยึดเหนี่ยวการเชื่อมโยงบารมีระหว่างผู้นำและผู้ตามเจมส์ เบิรนส์ มักจะถามนักศึกษาของเขา อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นผู้นำแท้จริงหรือไม่ มองเห็นได้ชัดเขาได้ให้ชื่อเรียกตัวเขาเองเป็นฟลูเรอร์หรือผู้นำของชาวเยอรมัน และข้างล่างเขาเป็นกองทหารของฟลูเรอร์ที่ต่ำกว่า ณ ทุกระดับ ภายในเอสเอส ค่ายกักกัน ตำรวจ อุตสาหกรรมวิทยาศาตร์ และการแพทย์ ทำตามคำสั่งของเขาและร่วมอาชญกรรมของเขาเจมส์ เบิรนส์ กล่าวว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ไม่ได้เป็นผู้นำ แต่เป็นทรราชย์เพราะว่าเขาชั่วร้าย ความเป็นผู้นำไม่ใช่เพียงแค่การมีผู้ตาม และทำงานด้วยกันเพื่อบางสิ่งบางอย่าง ตามมุมมองของเจมส์ เบิรนส์ แล้ว มันเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับศีลธรรมของการกระทำของผู้นำด้วย ตามเจมส์เบิรนส์ ความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปเป็นกระบวนการที่ผู้นำและผู้ตามช่วยเหลือกันและกันก้าวหน้าไปสู่ระดับที่สูงขึ้นของศีลธรรมและเเรงจูงใจเจมส์ เบิรนส์ ได้กล่าวถึงความยุ่งยากของการอธิบายความแตกต่างระหว่างการบริหารและความเป็นผู้นำ และเขาอ้างว่าความแตกต่างอยู่ที่คุณลักษณะและพฤติกรรม เขาได้ให้แนวคิดสองอย่าง : ความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปและความเป็นผู้นำเชิงแลกเปลี่ยน ตามเจมส์ เบิรนส์ วิถีทางการปฏิรูปสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญภายในชีวิตของบุคคลและองค์การ มันได้ออกแบบใหม่การรับรู้เเละค่านิยม และเปลี่ยนแปลงความคาดหวังและความทะเยอทะยานของบุคคล ไม่เหมือนกับวิถีทางการเเลกเปลี่ยน วิถตทางการปฏิรูปไม่ได้อยูบนพื้นฐานความสัมพันธ์ ” ให้และรับ” แต่อยู่บนบุคลิกภาพ คุณลักษณะ และความสามารถของผู้นำ สร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านการเป็นตัวอย่าง การถ่ายทอดวิสัยทัศน์ และเป้าหมายที่ท้าทาย ผู้นำเชิงปฏิรูปเป็นอุดมคติ ด้วยความรู้สึกที่พวกเขาเป็นตัวอย่างทางศีลธรรมของการทำงานไปสู่ประโชน์ของทีม องค์การ และชุมชน เจมส์ เบิรนส์ ได้สร้างทฤษฎีว่าความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป และความเป็นผู้นำเชิงเเลกเปลี่ยน ไม่เป็นสไตล์เกิดขึ้นร่วมกัน โดยทั่วไปผู้นำเชิงแลกเปลี่ยนไม่พยายามเพื่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมภายในองค์การ แต่พวกเขาทำงานอยู่ภายในวัฒนธรรมองค์การที่มีอยู่เดิม ในขณะที่ผู้นำเชิงปฏิรูปพยายามเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์การ

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นผู้นำของพรรคนาซี นายกรัฐมนตรี และฟือเรอร์ – ผู้นำ – ของเยอรมัน เขาได้ถูกเเต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ ค.ศ 1933 ภายหลังลำดับของชับชนะเลือกตั้งโดยพรรคนาซี เขาได้ปกครองเด็ดขาด จนกระทั่งการเสียชีวิตของเขาด้วยการฆ่าตัวตายเมื่อ ค.ศ 1945 เมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ขึ้นสูอำนาจสูงสุด เขาได้ทุบสถาบันประชาธิปไตย และปฏิรูปเยรมันไปสู่สภาวะสงคราม ด้วยความมุ่งหมายการยึดครองยุโรป เพื่อประโยชน์ของชนชาติอารยันการบุกโปแลนด์ของเขาเมื่อ ค.ศ 1939 ได้กระตุ้นสงครามโลกครั้งที่สองของยุโรป ระหว่างเส้นทางของสงคราม กองกำลังทหารนาซีของเขนได้ฆ่าบุคคล 11 ล้านคนที่พวกเขาถือว่าต่ำต้อย หรือไม่ต้องการ นโยบายต่างประเทศของพรรคนาซี มุ่งหมายกำจัดยุโรปของยิว และบุคคลที่ต่ำต้อยอื่น รับเอาชาวอารยันเลือดแท้ไปสู่เยอรมันที่ขยายตัวอย่างยิ่งใหญ่ – ไรช์ที่สาม – และทำสงครามอย่างไม่หยุดยั้งกับชาวสลาฟของรัสเซีย มองโดยฮิตเลอร์เป็นต่ำกว่ามนุษย์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ลุกขึ้นสู่อำนาจผ่านทางพรรคนาซี องค์การที่เขาสร้างภายหลังกลับมาเป็นทหารผ่านศึกบาดเจ็บจากการทำลายล้างสงครามสนามเพลาะของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เชามีชาวเยอรมันรักชาติคนอื่นโกรธเคืองและอับอายจากสนธิสัญญาเเวร์ซาย ด้วยพันธมิตรบังคับต่อรัฐบาลใหม่ สาธารณรัฐไวมาร์ยอมรับพร้อมด้วยพันธะจ่ายเงิน 33 พันล้านเหรียญต่อค่าปฏิกรรมสงคราม กองทัพเยอรมันได้ถูกลดขนาดอย่างมาก และการห้ามประเทศมีเรือดำน้ำ หรือกำลังทางอากาศมุมมองโลกของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์หมุนรอบแนวคิดอยู่สองอย่าง : การขยายอาณาเขต และความยิ่งใหญ่ทางเชื้อชาติ เรื่องที่สำคัญเหล่านี้ได้ดลใจการตัดสินใจของเขาบุกโปเเลนด์ และการฆ่าอย่างมีระบบชาวยิวหกล้านคน และบุคคลอื่นหลายล้านคนระหว่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

อำนาจหน้าที่เชิงบารมี ไม่เหมือนกับอำนาจหน้าที่เชิงประเพณี และอำนาจหน้าที่เชิงกฏหมาย อำนาจหน้าที่เชิงบารมีมุ่งการปฏิรูปและไม่มั่นคง แมกซ์ เวเบอร์ ได้ยืมถ้อยคำทางศาสนาของบารมี และขยายการใช้ของมันไปสู่ความหมายทางโลก บุคคลเชื่อว่าผู้นำเชิงบารเชื่อมโยงใกล้ชิดกับต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ พวกเขามีทักษะผิดธรรมดาหรือน่ายกย่องภายในวิถีทางบางอย่าง ผู้นำเชิงปฏิรูปสัญญาการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม และเปลี่ยนแปลงค่านิยมของบุคค ภายในวิถีทางนี้ อำนาจหน้าที่เชิงบารมีได้ปฏิรูปด้วยวิถีทางที่อำนาจหน้าที่เชิงประเพณี และอำนาจหน้าที่เชิงกฏหมายไม่เป็น แต่กระนั้นบารมีไม่มั่นคงและเสื่อมลง ถ้าผู้นำเชิงบารมีไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เขาได้สัญญาไว้ความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปร่วมกันมากกับความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป แต่บารมีเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป จุดที่สำคัญอย่างหนึ่งคือบุคคลหลายคนอ้างถึงด้านมืดของบารมี ผู้นำเชิงบารมีเหล่านี้ได้ใช้ความสามารถของพวกเขาบันดาลใจ และนำผู้ตามไปสู่เป้าหมายที่ทำลาย เห็นแก่ตัว หรือเเม้แต่ชั่วร้าย เรามีหลายตัวอย่างของผู้นำเหล่านี้ได้สร้างความหายนะและการเสียชีวิตจำนวนมาก เช่น โจเซฟ สตาลิน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และบิน ลาดิน แต่พวกเขาอาจจะถูกเรียกว่าผู้นำเชิงปฏิรูปปลอม ตามมุมมองของริชาร์ด แบส พวกเขาได้แสดงองค์ประกอบหลายอย่างของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป แต่ส่วนใหญ่เป็นการใช้บารมี เพื่อการหาประโยชน์ส่วนบุคคลและแรงจูงใจแผ่อำนาจตัวเอง
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







