INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สุพันธุศาสตร์

IMG 3125

สุพันธุศาสตร์

เรื่องราวของความเป็นผู้นำเริ่มต้นด้วย “ทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่” มันเป็นความคิดนับตั้งแต่วันของนักประวัติศาสตร์ความเป็นผู้นำเริ่มแรกพลูตาร์ช นักเขียนชีวะประวัติโบราณชาวกรีก พลูตาร์ซ คิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับคุณลักษณะความเป็นผู้นำของชาวกรีกและชาวโรมันที่มีชื่อเสียง เขาได้มุ่งเฉพาะตัวของ “ผู้ยิ่งใหญ่” ของยุคของเขาเขาได้เขียนประวัติโดยย่อภายใน “Lives” ที่มีชื่อเสียงของเขา รวมทั้งนักการเมืองและนายพล เช่น จูเลียส ซีซาร์ อเล็กซานเดอร์มหาราช และมาร์ค แอนโทนี พลูตาร์ช ได้สกัดอะไรที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นผู้นำที่ฉลาดภายในเรียงความ มันเต็มไปด้วยบทเรียนที่สำคัญ เพื่อผู้นำที่มีประสบการณ์และทะเยอทะยานของวันนี้เรามีนักทฤษฎีเชิงคุณลักษณะเริ่มแรกที่มีชื่อเสียงมากคือ โทมัส คาร์ไลน์ค.ศ 1975- 1881 และฟรานซิส กอลตัน ค.ศ 1822- 1911 พวกเขาทั้งสองได้เสนอเเนะว่าบุคคลบางคนเป็น “ผู้นำกำเนิดตามธรรมชาติ” การศึกษา
ความเป็นผู้นำเริ่มแรกส่วนใหญ่มุ่งที่คุณลักษณะทางบุคลิกภาพของบุคคลทำให้พวกเขาเป็นผู้นำไม่ใช่ผู้ตาม โทมัส คาร์ไลน์ได้วางรากฐานต่่อทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ และนักวิจัยตามมาได้ทำตามอย่างพยายามพิจารณคุณลักษณะอะไรสร้างผู้นำที่ยิ่งใหญ่

IMG 3124
ทฤษฎีความเป็นผู้นำเชิงคุณลักษณะได้ถูกอ้างเป็นทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ของความเป็นผู้นำด้วย ทฤษฎีความเป็นผู้นำเชิงคุณลักษณะสร้างจากผลงานที่ลึกซึ้งของโทมัส คาร์ไลน์ ทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ของความเป็นผู้นำ เขาได้ศึกษาและพิมพ์ทฤษฎีนี้ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1800 โทมัส คาร์ไลน์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ยุควิคตอเรีย เขาได้แนะนำทฤษฎีคุณลักษณะของความเป็นผู้นำครั้งแรกภายในกลาง ค.ศ 1800 เขายืนยันว่าประวัติศาสตร์โลกเป็นชีวะประวัติของผู้ยิ่งใหญ่ โลกสามารถถูกมองเป็นประวัติศาสตร์ของผู้ยิ่งใหญ่ เขาได้มองดูผู้นำประวัติศาสตร์ที่นิยมแพร่หลาย ตัวอย่างเช่น เขาได้เปรียบเทียบผู้นำเหมือนเช่นจูเลียตซีซาร์ มหาตมะ คานธี อับราฮัม ลินคอล์น และนโเลียน โบนาปาร์ต ทฤษฎีความเป็นผู้นำเชิงคุณลักษณะสามารถย้อนหลังไปยังผลงานที่มีชื่อเสียงของฟรานซิส กอลตัน นักมานุษยวิทยา เขาเป็นบิดาของสุพันธุศาสตร์ เขาได้บุกเบิกการศึกษาความฉลาดของมนุษย์ เขาได้สร้างถ้อย”Eugenics” สุพันธุศาสตร์ เขาระบุว่าสุพันธุศาสตร์ เป็นศาสตร์ของการปรับปรุงเชื้อสาย ภายในหนังสือ1869 ของเขา ” Hereditary Genius” ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ของโทมัส คาร์ไลน์ เขายืนยันว่าบุคคลที่พิเศษเฉพาะเท่านั้นครอบครองคุณลักษณะกำหนดความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ และยิ่งกว่านั้นบุคคลอื่นไม่สามารถพัฒนาคุณลักษณะเหล่านี้ได้ฟรานซิส กอลตัน ได้ถูกยกย่องด้วยการเป็นบุคคลหนึ่งของนักทฤษฎีความเป็นผู้นำเริ่มแรก กล่าวถึงวิธีการศึกษาเชิงคุณลักษณะของความเป็นผู้นำเป็นครั้งแรกภายในหนังสือของเขา “Heredity Genius” พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1869 ฟรานซิส กอลตัน เชื่อว่าคุณลักษณะของความเป็นผู้นำเป็นคุณลักษณะทางพันธุกรรมของครอบครัว คุณลักษณะหมือนเช่นความกล้าหาญและความฉลาดถูกถ่ายทอดระหว่างสมาชิกครอบครัวและระหว่างรุ่น เขาใช้ถ้อยคำอัฉริยะ แสดงความสามารถที่สูงเป็นพิเศษและในขณะเดียวกันโดยกำเนิด ข้อยืนยันที่สำคัญของเขาคือคุณลักษณะทางความคิดและร่างการถูกสืบทอดเท่าเทียมกันฟรานซิส กอลตัน ได้พยายามดึงการเชื่อมโยงพันธุกรรมและความเป็นผู้นำ เขาได้ตรวจสอบครอบครัวของผู้ยิ่งใหญ่ เเละเสนอเเนะว่าความฉลาดเป็นพันธุกรรม ดังนั้นเขาได้สร้างศาสตร์ของสุพันธุศาสตร์ขึ้นมาฟรานซิส กอลตัน ญาติของดาร์วิน ได้สร้างถ้อยคำ สุพันธุศาสตร์เมื่อค.ศ 1883 เขาได้ใช้ถ้อยคำครั้งแรกภายในหนังสือ 1883 “Inquiries Into Human Fertility and Its Development” เขาเขื่อว่าพันธุกรรมสามารถควบคุมวิวัฒนาการของมนุษย์ ภายในหนังสือของเขา เขายืนยันว่าคุณลักษณะทางสังคมไม่มีตัวตน เช่น ความฉลาดเป็นผลลัพธ์ของกรรมพันธุ์ ภายในหนังสือของเขา เขาอ้างว่าเชื้อชาติที่สูงเท่านั้นสามารถบรรลความสำเร็จ ข้อเขียนของฟรานซิส กอลตันสะท้อนความคิดที่อคติเกี่ยวกับเชื้อชาติ ชนชั้น เพศ และพันธุกรรมสุพันธุศาสตร์ได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายภายในอเมริการะหว่างครี่งแรกของศตวรรษที่ยี่สิบ แต่กระนั้นมันได้รับการเชื่ิอมโยงทางลบของมันส่วนใหญ่จากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และความพยายามที่หมกมุ่นของเขาสร้างเชื้อชาติอารยันที่ก้าวหน้าฟรานซิส กอลตัน ได้ถ้อยคำ “Eugenics” จากภาษากรีก “Eugenes”หมายความว่า เกิดมาดี นักปรัชญากรีกโบราณ เพลโต อาจจะเป็นบุคคลแรกส่งเสริมความคิด แม้ว่าถ้อยคำนี้ไม่ได้ขึ้นมาบนเวที จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์อังกฤษ ฟรานซิส กอลตันได้สร้างถ้อยคำนี้เมื่อ 1883 ภายในหนังสือของเขาภายในผลงานวรรณกรรมที่รู้จักกันดีที่สุดของเพลโต “The Republic”เขาได้เขียนเกี่ยวกับการสร้างสังคมที่เหนือกว่าโดยการสืบพันธุ์ชนชั้นสูงด้วยกัน และการกำจัดการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นต่ำ เขาได้เสนอแนะความหลากหลายของกฏการผสมพันธุ์ช่วยสร้างสังคมที่ดีที่สุดด้วยฟรานซิส กอลตัน ไม่เพียงเเต่เป็นนักภูมิศาสตร์เเละนักสถิติเท่านั้นเขาได้คิดค้นสุพันธุศาสตร์ภายใน ค.ศ 1883 ด้วย สุพันธุศาสตร์ หมายถึงศาสตร์ของการปรับปรุงเผ่าพันธุ์เชื้อชาติ พัฒนามาจากทฤษฎีพันธุกรรมใหม่คิดโดยฟรานซิส กอลตันตัวเขาเอง และจากทฤษฎีวิวัฒนาการของชารลส์ ดาร์วินนักวิชาการวันนี้เชื่อว่าทฤษฎีเชิงคุณลักษณะของความเป็นผู้นำย้อนรอยต้นกำเนิดของมันกลับไปยัง “Heredity Genius” ของฟรานซิส กอลตัน พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1869 เขาได้สร้างสมมุติฐานความคิดที่สำคัญสองอย่างเกี่ยวกับความเป็นผู้นำ :
‘*มันเป็นความสามารถเฉพาะที่ครอบครองโดยบุคคลผิดธรรมดาบางคนและความคิดเห็นและการตัดสินใจของพวกเขาสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
* คุณลักษณะเฉพาะเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพันธุกรรมของพวกเขา นั่นคือกล่าวได้ว่า ความเป็นผู้นำเป็นพันธุกรรม ผลงานของฟรานซิส กอลตัน สนับสนุนความคิด เรามีผู้นำกำเนิดตามธรรมชาติภายในหนังสือของฟรานซิส กอลตัน “Heredity Genius” เขาได้นำเสนอจุดที่สำคัญสองอย่างนำทางการอภิปรายความเป็นผู้นำ ข้อเเรกบุคคลบางคนมีคุณลักษณะของผู้นำทำให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงและกระทบอนาคตขององค์การ ข้อที่สองผู้นำเหล่านี้มีคุณลักษณะทางพันธุกรรมดังนั้นคุณลักษณะทางพันธุกรรมเหล่านี้เป็นคุณลักษณะความเป็นผู้นำไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ มันเป็นทฤษฎีอธิบายว่าความเป็นผู้นำเป็นบางสิ่งบางอย่างที่บุคคลมี ไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่สามารถเรียนรู้ ทั้งโทมัส ไคลน์ และฟรานซิส กอลตันได้เสนอแนะว่าบุคคลบางคนเป็นผู้นำกำเนิดตามธรรมชาติ

IMG 3122

สุพันธุศาสตร์เป็นความเชื่อและการปฏิบัติมุ่งหมายที่จะปรับปรุงคุณภาพพันธุกรรมของมนุษย์ การวางแผนปรับปรุงสายพันธุ์ด้วยเป้าหมายของการสร้างเชื้อชาติมนุษย์ที่เหนือกว่า ด้วยการกำจัดคุณลักษณะที่ไม่ต้องการออก ความคิดของฟรานซิส กอลตันขาดศีลธรรมอย่างลึกซึ้งตั้งแต่เริ่มต้น แต่มันไม่ได้ไปถึงข้อสรุปที่น่ากลัวของมันหลายทศวรรษ
ต่อมาเมื่อฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจฟรานซิส กอลตันได้พิมพ์บทความของเขา “The History of Twins” เมื่อ ค.ศ 1875 อธิยายการศึกษาฝาแฝดของเขา เขาได้ใช้ฝาแฝดพิจารณาและแยกระหว่างคุณลักษณะที่บุคคลมีตอนกำเนิด และคุณลักษณะที่พวกเขาได้รับจากสภาพแวดล้อมของชีวิต ฟรานซิส กอลตันเรียกปัจจัยเหล่านี้ว่า “ธรรมชาติและการเลี้ยงดู” บนพื้นฐานการศึกษาของเขาฟรานซิส กอลตันได้สรุปว่าธรรมชาติมีผลกระทบกว้างกว่าการเลี้ยงดูต่อการพัฒนาเขาเชื่อว่าวิถีทางที่ฝาแฝดเกิดกำหนดภายในบุคคลมากกว่าวิถีทางพวกเขาจะกลายเป็น ด้วยการศึกษาฝาแฝด ฟรานซิสกอลตันได้เเนะนำวิถีทางพิจารณาผลกระทบของธรรมชาติและการเลี้ยงดูภายในบุคคลกำเนิดด้วยคุณลักษณะเหมือนกันการทำให้เขามุ่งที่ผลกระทบของประสบการณ์ต่อการพัฒนาของบุคคล ฟรานซิส กอลตัน ได้สร้างถ้อยคำ ธรรมชาติ-การเลี้ยงดู และสุพันธุศาสตร์และเชื่อว่าความฉลาดเกิดขึ้นจากพันธุกรรม แกลตันรู้สึกว่าบุคคลฉลาดควรจะถูกกระตุ้นให้แต่งงานและมีลูกหลายคน ในขณะที่บุคคลไม่ฉลาดควรจะถูกขัดขวางจากการการสืบพันธุ์ด้วยในเเง่ของการพัฒนาและพฤติกรรมของบุคคล เรามีการถกเกียงกันอย่างสม่ำเสมอต่ออะไรที่แน่นอนสร้างคุณลักษณะของบุคคล มันเป็นพันธุกรรมของพวกเขาหรือสภาพแวดล้อมที่ล้อมรอบของพวกเขา บุคคลบางคนเชื่อว่ามันเป็นธรรมชาติเหนือการเลี้ยงดูและกลับกัน เเละบุคคลบางคนเชื่อว่ามันเป็นการรวมกันของทั้งสองกำหนดบุคลิกภาพของเรา ธรรมชาติอ้างถึงพันธุกรรมมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพของบุคคลอย่างไร ในขณะที่การเลี้ยงดูอ้างถึงสภาพแวดล้อมของพวกเขา – รวมทั้งความสัมพันธ์และประสบการณ์ กระทบการพัฒนาของพวกเขาอย่างไรนโยบายสังคมของนาซีได้รับอิทธิพลอย่างเข้มเเข็งโดยการเคลื่อนไหวของสุพันธุศาสตร์ สุพันธุศาสตร์เป็นทฤษฎีสังคมที่นิยมแพร่หลาท่ามกลางนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา นักวิชาการ และนักเขียนจำนวนมากภายในต้นศตวรรษที่ 20 ความเชื่อพื้นฐานของมันคือมนุษย์สามารถถูกปรับปรุงผ่านการควบคุมการสร้างพันธุกรรมของพวกเขา ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่งสังคมสามารถบรรลุผลลัพธ์ทางบวก เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพหรือการลดอาชญกรรม ถ้ามันได้เอาพันธุกรรมที่ไม่ต้องการออกไปรัฐบาลของหลายประเทศได้ทดลองกับนโยบายขับเคลื่อนสุพันธุศาสตร์มาก่อนนาซีขึ้นมาสู่อำนาจชาวอเมริกันมากกว่า 64,000 คนด้วยความเจ็บป่วยทางจิตใจถูกทำให้ปราศจากเชื้ออย่างบังคับระหว่าง ค.ศ 1890 และ ค.ศ 1924 รวมทั้งประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และคานาดา เป็นต้น ระหว่างยุคนาซีภายในเยอรมัน สุพันธุศาสตร์ได้กระตุ้นการทำให้ปราศจากเชื้อของบุคคลจำนวนมาก และนำไปสู่โครงการต่อต้านชาวยิวของการุณยฆาต และในที่สุดไปสู่ค่ายมรณะ

IMG 3123

“ฝาแฝด ฝาแฝด” อีวา คอร์ อายุ 10 ปีเกาะติดเเม่ของเธอ ท่ามกลางความวุ่นวายของชานชลา ณ เอาชวิทซ์ ก่อนการมาถึงค่ายมรณะ เธอได้ถูกยัดภายในรถไฟบนการเดินทางดูเหมือนไม่สิ้นสุดจากฮังการีในขณะนี้เธอและน้องสาวฝาแฝดของเธอถูกดันไปใกล้ทหารยามนาซีร้องตะโกนเป็นภาษาเยอรมันทันทีทหารยามเอสเอสหยุดข้างหน้าเด็กหญิงเหมือนกัน พวกเธอเป็นฝาแฝดใช่ไหม เขาได้ถามแม่ของพวกเธอ ใช่ เธอตอบ เขาพยักหน้าและชีวิตของอีวาได้เปลี่ยนแปลงตลอดไป ทหารยามเอสเอสจับมือเธอและมิเรียม สะบัดพวกเธอจากแม่ของพวกเธอ เมื่อพวกเขาได้ร้องเสียงดังและเรียกชื่อของพวกเธอ พวกเธอไม่เคยเห็นเธออีกครั้งหนึ่งเลยอีวาและมิเรียม คอร์ ได้กลายเป็นตัวอย่างโครงการทดลองทางแพทย์อย่างไร้มนุษยธรรม ณ เอาชวิทซ์ โครงการมุ่งหมายอย่างเดียวต่อฝาแฝดหลายพันคน ส่วนใหญ่ของพวกเขาเป็นเด็ก ฝาแฝดส่วนใหญ่ภายใต้การทดลองของ โจเซฟ เมอเกอเลอไม่รอดชีวิต แต่อีวาและมิเรียม คอร์ รอดชีวิตภายในเอาชวิทซ์ จนกระทั่งค่ายกักกันได้ถูกปลดปล่อยเมื่อ ค.ศ 1945 อีวา คอร์ ได้แต่งงานกับสามีของเธอ ไมเคิลเมื่อ ค.ศ 1960 และเธอได้กลายเป็นพลเมืองอเมริกันเมื่อ ค.ศ 1965เมื่อ ค.ศ 1978 อีวา และมีเรียม คอร์ ได้เริ่มต้นค้นหาฝาแฝดอื่นที่รอดชีวิตจากการทดลองพันธุกรรมภายในเอาชวิทซ์ เธอได้ก่อตั้งแคนเดิ้ลเมื่อ ค. ศ 1984 แคนเดิ้ล ได้รวมตัวกันใหม่ของ 122 ฝาแฝดจาก 10 ประเทศ และสี่ทวีปอีวา คอร์ ได้กลับไปสู่เอาชวิทซ์ 50 ปี ภายหลังการปลดปล่อยของมันณ ที่นี่ เธอได้ประกาศการตัดสินใจของเธอที่จะยกโทษให้นาซี เพื่อการปรับปรุงการมีชีวิตอยู่ที่ดีส่วนบุคคลของเธอความทรงจำผู้รอดชีวิตโฮโลคอสต์ยกโทษให้ ยอมรับการจูบจากทหารยามนาซีก่อนหน้านี้ ณ เอาชวิทซ์ ออสการ์ กรูนนิง เรื่องราวนี้ได้ถูกพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 2015 อีวา คอร์เสียชีวิตตอนอายุ 85 ปี ออสการ์ กรูนนิง ถูกตัดสินจำคุกสี่ปีเมื่อ ค.ศ 2015 ภายในช่วงเวลาเเห่งความเคลื่อนไหว ทหารเอสเอสนาซีก่อนหน้านี้ ออสการ์ กรูนนิง ได้สวมกอดอีวา กอร์ ผู้รอดชีวิตโฮโลคอสต์ พยานภายในคดีตรงกันข้ามกับเขา ออสการ์ กรูนนิง อายุ 93 ปี ตอนการไตร่สวนภายในเยอรมัน จูบแก้มอีวา คอร์ อายุ 81 ปี ตามวารสารไทม์เมื่อทั้งสองคนได้กอดกัน เธอได้แบ่งปันภาพของเธอและได้อธิบายว่ามันเป็น “คนแก่สองคนได้เอื้อมมือออกมา”อีวา คอร์ กล่าวว่า การกอดกันไม่ได้วางแผนไว้ มันเเสดงศัตรูก่อนหน้านี้สามารถเข้ากันได้ในฐานะของมนุษย์ อะไรบนโลกนี้ที่เราต้องการบอกแก่โลก การฆ่ากันไม่เคยสร้างอะไรก็ตามที่ดีเลย ฉันต้องการบอกบุคคลวัยหนุ่มสาว แม้ว่านาซีก่อนหน้านี้และผู้รอดชีวิตสามารถเข้ากันได้อีวา คอร์ ได้เดินทางไปลูเอนเบิรก เยอรมัน เมื่อ ค.ศ 2015 เป็นพยาน ณ การไตร่สวนของออสการ์ กรูนนิง ทหารเอสเอสก่อนหน้านี้ ขนานนามว่า “นักบัญชีแห่งเอาชวิทซ์” “ฝาแฝดของเมงกอเลอ” ได้รับการคุ้มครองเพียงในนามจากการทำลายชีวิต ณ เอาชวิทซ์ พวกเขาไม่ถูกคัดเลือกเข้าห้องรมแก้ส อาศัยอยู่ภายในที่พักแยกออกมา และได้รับอาหารเพิ่ม และการดูแลทางเเพทย์ เพื่อการเเลกเปลี่ยน พวกเขากลายเป็นตัวอย่างของการทดลองที่ไร้มนุษยธรรมของโจเซฟ เมงเกอเลอ ได้รับชื่อเสียงเป็นฑูตแห่งความตาย ต่ออำนาจของเขา ความโหดร้ายของเขา และอารมณโกรธของเขา ต่ออีวา คอร์ เป็นฝาแฝดเมงเกอเลอ หมายถึงต้องนั่งเปลือยหลายชั่วโมงและร่างกายของเธอถูกวัดซ้ำซาก และเปรียบเทียบกับมิเรียม เธออดทนการฉีดสารที่ไม่รู้จัก ทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนเรง ในฐานะของฝาแฝดอีวา อีคอร์ รู้ว่าเราไม่เหมือนใคร เพราะว่าเราถูกห้ามเกี่ยวพันกับใครก็ตามภายในส่วนอื่นของค่ายกักกัน แต่ฉันไม่รู้ว่าฉันถูกใช้ภายในการทดลองพันธุกรรมตามมาการพิมพ์เผยเเพร่ของ The Origin of Species ของชารลส์ ดาร์วินเมื่อ ค.ศ 1859 การศึกษาสุพันธุศาสตร์ได้กลายเป็นนิยมแพร่หลายอย่างมาก สุพันธุศาสตร์เป็นศาสตร์ของการควบคุมประชากรผ่านการผสมพันธุ์ที่ควบคุม นักสุพันธุศาสตร์มุ่งหมายกำจัดคุณลักษณะเชื่อว่าไม่ต้องการและกระตุ้นคุณลักษณะที่ต้องการเพื่อการปรับปรุงเชื้อขาติมนุษย์ ความคิดนี้เป็นอันตรายเมื่อมันได้เสนอแนะว่ากลุ่มบางกลุ่มเหนือกว่ากลุ่มอื่นต่อมาอดอล์ฟ ฮิตเลอรฺ์ และนาซี ได้ใช้ความนิยมแพรหลายของสุพันธุศาสตร์ สนับสนุนความคิดของพวกเขาที่ไม่ใช่ชาวอารยัน เป็นเชื้อชาติต่ำต้อย และดังนั้นควรจะถูกกำจัด การต่อต้านชาวยิวเป็นสาเหตุพื้นฐานมากที่สุดของโฮโลคอสต์ การลุกขึ้นของการต่อต้านชาวยิวบนเส้นทางของศตวรรษที่ยี่สิบเป็นอันตรายอย่างยิ่ง มัยยอมให้มีการต่อต้านชาวยิวอย่างเปิดเผยเหมือนเช่นนาซีขึ้นสู่อำนาจเมื่อ ค.ศ 1933 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และนาซีมองชาวยิวเป็นเชื้อชาติของบุคคลต่ำต้อย ฮิตเลอร์เชื่อว่าชาวยิวทำลายโดยเฉพาะต่อเชื้อชาติชาวอารยันของเยอรมัน และต้องไม่มีสถานที่ใดก็ตามภายในนาซี เยอรมันการดำเนินการกฏหมายต่อต้านชาวยิวที่ข่มเหงและบังคับชาวยิว และในที่สุดนำไปสู่การเนรเทศเเละการฆ่าหมู่ของพวกเขาการลุกขึ้นสู่อำนาจของนาซี และบทบาทของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ตัวเขาเองเป็นสาเหตุพื้นฐานอย่างหนึ่งของโฮโลคอสต์ นาซี ได้ริเริ่มและควบคุมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และอุดมการณ์เหยียดเชื้อชาติเป็นฐานรองรับมันสุพันธุศาสตร์ตัวมันเองมีรากฐานภายในการวิจัยฝาแฝด ฟรานซิส กอลตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ใช้การศึกษาฝาแฝดภายในการวิจัยสุพันธุศาสตร์เริ่มแรกของเขา เขาได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากหนังสือ “The Origin of Species” ของญาติของเขา ชารลส์ ดาร์วิล ฟรานซิส กอลตัน ได้กลายเป็นถูกกระตุ้นโดยมนุษย์ถ่ายทอดคุณลักษณะเหมือนเช่นความฉลาดได้หรือไม่และอย่างไร และหมกมุ่นกับศักยภาพของการผสมพันธ์ุคุณลักษณะทางพันธุกรรมที่ต้องการไปสู่มนุษย์มิเรียมเเละฉันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเด็กที่มีชีวิตอยู่ต่อเหตุผลเดียวเท่านั้น ใช้เป็นหนูตะเภามนุษย์ ระหว่างเวลาของเราภายในเอาชวิทซ์เราได้พูดคุยกันน้อยมาก หิวโหยอาหารและความเมตตาของมนุษย์ เนื่องจากเราเป็นฝาแฝด เราได้ถูกใช้ภายในการทดลองที่แตกต่างกัน สามครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์ เราเปลือยภายในห้องหกถึงเเปดชั่วโมงวัดและศึกษา มันเป็นการเหยียดหยามอย่างไม่น่าเชื่อภายในการทดลองครั้งหนึ่ง พวกเขานำเลือดจากแขนข้างหนึ่งและฉีดยาเรากับเเขนอีกข้างหนึ่ง ภายหลังการฉีดยานี้ ฉันกลายเป็นป่วยอย่างมากและถูกนำไปที่โรงพยาบาล โจเซฟ เมงเกเลอ มาถึงวันต่อมาและดูแผนภูมิเป็นไข้ และกล่าวว่าฉันมีชีวิตอยู่สองสัปดาห์เท่านั้นการวิจัยฝาแฝดเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งหมายที่จะพิสูจน์อำนาจสูงสุดของพันธุกรรมเหนือสภาพเเวดล้อม และทำให้สมมุติฐานนาซีของความเหนือกว่าทางพันธุกรรมของเชื้อชาติอารยันเข้มเเข็งขึ้น การศึกษาฝาแฝดได้ถูกจูงใจด้วยความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มอัตราการสืบพันธุ์ของเชื้อชาติเยอรมันด้วยการปรับปรุงโอกาสของบุคคลทที่ต้องการทางเชื้อชาติมีลูกแฝดต่อสองสัปดาห์ ฉันอยู่ระหว่างอยู่และตาย แต่ฉันไม่ยอมตาย ถ้าฉันตาย โจเซฟ เมงเกเลอจะฉีดยาให้ตายแก่มิเรียม เพื่อทำการชันสูตร เมื่อฉันไม่ตาย เขาได้ทำการทดลองกับเรา ทำให้ไตของมิเรียมหยุดการเจริญเติบโต มันยังคงมีขนาดของเด็กตลอดชีวิตของเธอเมื่อ ค.ศ 1945 สี่วันก่อนวันเกิดครบสิบเอ็ดปีของฉัน เอาชวิทย์ได้ถูกปลดปล่อยโดยกองทัพรัสเซีย ภายหลังเก้าเดือนภายในค่ายกักกัน ฉันได้กลับไปหมู่บ้านของฉันภายในโรมาเนีย พบว่าไม่มีใครเลยจากครอบครัวของฉันได้รอดชีวิต ดร ฮานส์ มันช์ เป็นแพทย์นาซี ณ เอาชวิทย์ รู้เห็นกระบวนการคัดเลือกและใช้แก้สกับบุคคลบริสุทธิ์จำนวนมาก เขาถูกตัดสินให้พ้นโทษจากการไตร่สวนอาชญกรรมสงครามเมื่อ ค.ศ 1947 เขาตกลงพบกับผู้รอดชีวิต อีวา คอร์ ณ บ้านของเขาเมื่อ ค.ศ 1993 ตรงที่เธอได้ถ่ายวีดีโอสัมภาษณ์กับเขา ภายหลังการพบกัน อีวา คอร์ ได้เขียนจดหมายการยกโทษแก่ ดร.มันช์ บุคคลสองคนได้พบกันภายในเอาชวิทย์เมื่อ ค.ศ 1995 ตรงที่เขาได้ลงชื่อเอกสารของห้องรมแก้ส อีวา คอร์ ได้ออกคำแถลงการนิรโทษกรรมต่อนาซีทุกคนด้วยเมื่อ ค.ศ 1993 ฉันได้เดินทางไปพบ ดร มันช์ ฉันรู้สึกกลัว แต่เมื่อฉันมาถึงบ้านของเขา เขาปฏิบัติต่อฉันด้วยความเคารพสูงสุด ฉันถามเขา เขาได้มองเห็นห้องรมแก้สหรือไม่ เขากล่าวว่ามันเป็นฝีนร้ายที่เขาต้องยุ่งเกี่ยวทุกวันของชีวิตของเขา ฉันรู้สึกประหลาดใจว่านาซีฝันร้ายด้วย และขอให้เขามากับฉันไปเอาชวิทซ์ลงชื่อเอกสาร ณ ซากสลักหักพังของห้องรมแก้ส เขากล่าวว่าเขาชอบที่จะทำมันภายในความพยายามที่สิ้นหวังค้นหาของขวัญขอบคุณที่มีความหมายแก่ ดร มันช์ ฉันค้นหาร้านค้า และหัวใจของฉัน หลายเดือน แล้วความคิดของการยกโทษมาสู่จิตใจของฉัน ฉันรู้ว่ามันเป็นของขวัญที่มีความหมายแต่มันได้กลายเป็นของขวัญต่อตัวฉันเองด้วย เพราะว่าฉันรับรู้ว่าฉันไม่เป็นเหยื่อที่ไร้ความหวังและไร้พลัง เมื่อฉันขอให้พื่อนคนหนึ่งตรวจการสะกดของฉัน เธอได้ท้าทายฉันให้ยกโทษแก่ โจเซฟ เมงเกเลอ ด้วยตอนเเรกฉันยืนกรานว่าฉันไม่ยอมยกโทษให้ โจเซฟ เมงกอเลอแต่เเล้วฉันได้รับรู้ว่าฉันมีพลังในขณะนี้…… พลังที่จะยกโทษ มันเป็นสิทธิของฉันที่จะใช้มัน ไม่มีใครสามารถเอามันไปได้ณ การฉลองปีที่ 50 ของการปลดปล่อยเอาชวิทซ์ ฉันยืนอยู่ข้างซากปรักหักพังของห้องรมแก้สกับลูกของฉัน และกับดร. มันช์ และลูกและหลานของเขา ดร มันช์ ได้ลงชื่อเอกสารของเขาเกี่ยวกับการดำเนินงานของห้องรมแก้สในขณะที่ฉันอ่านเอกสารของฉันของการยกโทษเเละลงชื่อมัน เมื่อฉันได้ทำสิ่งนี้ ฉันรู้สึกภาระของความเจ็บปวดถูกยกไปจากฉัน ฉันไม่ได้ยึดติดความเกลียดต่อไปอีก ฉันเป็นอิสระอย่างเเท้จริงวันที่ฉันยกโทษให้นาซี ฉันยกโทษให้พ่อเเม่ของฉันที่ฉันเกลียดตลอดชีวิตของฉันต่อไม่ช่วยขีวิตฉันจากเอาชวิทซ์ ลูกคาดหวังพ่อเเม่ของพวกเขาคุ้มครองพวกเขา และฉันได้ยกโทษให้ตัวฉันเองต่อการเกลียดพ่อแม่ของฉัน การยกโทษไม่เป็นอะไรมากไปกว่าการกระทำของการรักษาตัวเองและการให้อำนาจตัวเอง ฉันเรียกมันเป็นยามหัศจรรย์ มันเป็นอิสระ มันใช้การได้ และไม่มีผลข้่างเคียง”Surviving the Engel of Death” เขียนโดยอีวา คอร์ และผู้ร่วมเขียนเรื่องราวจริงของฝาแฝดเมงเกอเลอภายในเอาชวิทซ์ การเล่าเรี่องราวประสบการณ์ที่น่ากลัวของอีวา คอร์ เมื่อเธอเเละน้องสาวฝาแฝดของเธอ มิเรียม ดิ้นรนที่จะรอดชีวิตจากการทดลองทางเเพทย์ที่อันตรายของ ดร โจเซฟ เมงเกอเลอ ระหว่างการกักขังของพวกเธอ ณ เอาชวิทซ์ อีวา คอร์ ได้เขียนหนังสือหลายปีภายหลังโฮโลคอสต์ หนังสืออ่านได้อย่างรวดเร็ว และให้การมองเห็นที่ใกล้ชิดต่อประสบการณ์ที่ชอกช้ำของฝาแฝดอายุสิบปีด้วยสัญชาติญานการรอดชีวิตและวิญญานที่สวยงาม อีวา คอร์ ผู้รอดชีวิตโฮโลคอสต์ เกิดเมื่อ ค.ศ 1934 ภายในพอรตซ์ โรมาเนียตอนอายุ 10 ปี เธอและครอบครัวของเธอถูกเนรเทศไปเอาซวิทซ์ ตรงที่เธออดทนความโหดร้ายสุดที่จะคิดภายในกำมือของ โจเซฟ เมงเกอเลอรู้จักกันอย่างเสื่อมเสียเป็น ยมฑูตแห่งความตาย ทั้งที่มีความชอกช้าที่เธอได้เผชิญ
อีวา คอร์ ได้ปลุกเร้าความเข้มแข็งไม่ใช่เพียงแค่รอดชีวิต แต่ยกโทษให้บุคคลทำให้เธอเจ็บปวดอย่างมากด้วย ภายหลังการปลดปล่อยของเธอ เธอได้อพยพไปอเมริกา ตรงที่เธอได้ทุ่มเทชีวิตของเธอให้ความรู้บุคคลอื่นเกี่ยวกับโฮโลคอสต์ และสนับสนุนการยกโทษและการรักษาเรื่องราวที่ดีมากของอีวา คอร์ ของความยืดหยุ่นและการยกโทษได้บันดาลใจบุคคลนับไม่ถ้วนทั่วโลก และได้ใช้เป็นพินัยกรรมต่อพลังของจิตวิญญานของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *