ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (9)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (9)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
อิลยาสจึงเข้าพบกษัตริย์พร้อมกับยูซูอะห์ผู้เป็นสหายของเขา กษัตริย์ตรัสว่าพวกเจ้าได้ทำลายประเทศด้วยกับการลงโทษของ ผู้ไม่มีศรัทธา” กษัตริย์จึงขอร้องให้เขาวิงวอนต่ออัลลอฮ์เพื่อให้พวกเขา พระเจ้า อิลยาสจึงกล่าวว่า “อัลลอฮ์ ทรงทำลายล้างบรรดาผู้ปฏิเสธ ปลดเปลื้องจากการลงโทษของพระองค์ ในความมืดของกลางคืน อิลยาสจึงยกมือขึ้นและวิงวอนขอให้ประชาชนได้ปลอดพ้นจากการ ลงโทษนี้และขอให้ยูซูอะห์คอยเฝ้าดูท้องฟ้า ยูซูอะห์กล่าวว่าเขาเห็น ก้อนเมฆก้อนหนึ่ง อิลยาสจึงขอให้เขาบอกกับประชาชนว่าฝนกำลังจะ ตกแล้วและจะระวังความปลอดภัยของพวกเขาเองด้วย ฝนเริ่มตกไป ทั่วทุกแห่งและความกันดารแห้งแล้งหายไปในบัลดลด้วยกับความ กรุณาปรานีของอัลลอฮฺ อิลยาสพำนักอยู่ที่นั้นเป็นเวลานาน ผู้คนต่าง ก็ใช้ชีวิตของพวกเขาไปด้วยกับการทำความดีงามต่าง ๆ แต่หลังจาก นั้นสักระยะหนึ่งพวกเขาต่างหันมาต่อต้านศาสดา ในบางครั้ง อัลลอฮฺทรงทำการแก้แค้นโดยอาศัยศาสนทูตของพระองค์และในบาง ครั้งพระองค์ทรงแก้แค้นด้วยการส่งศัตรูซึ่งมาจากชุมชนของพวกเขาเอง ในบัดดลนั้น บรรดาศัตรูของกษัตริย์ได้เข้าโจมตีพระองค์และ สังหารพระองค์และมเหสีและโยนทั้งสองลงไปในสวนของผู้ตาม แนวทางของอัลลอฮฺคนนั้น อิลยาสจึงประกาศแต่งตั้งให้ยูซูอะห์เป็น ผู้สืบทอดตำแหน่งของเขา อัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกรทรงโปรดปราน เขาโดยติดปีกให้กับเขาและยกเขาขึ้นสู่สวรรค์ ขณะที่อิลยาสกำลังจะเดิน ทางขึ้นสู่สวรรค์เขาได้โยนผ้าพันคอของเขาให้กับยูซูอะห์ และอัลลอฮฺ ทรงแต่งตั้งยูซูอะห์ให้เป็นศาสดาของชาวปาเลสไตน์และทรงประทาน ความยิ่งใหญ่ไพศาลทั้งหมดของพระองค์ให้กับเขา ด้วยกับการวิวรณ์ มายังเขา ชาวอิสราเอลต่างเคารพนบนอบต่อตัวขาและปฏิบัติตามแนว ทางของเขา
มุซอฟฟัร บิน กอมัร กล่าวไว้ว่า วันหนึ่งเขาได้ไปหาอิมาม อัล ศอก ที่บ้านของท่านและขออนุญาตเพื่อจะเข้าไป ในขณะที่จะเข้าไปนั้น พวกเขาได้ยินเสียงของอิมามกำลังพูดคุยอยู่กับใครบางคนใน ภาษาที่ฟังดูแปลกๆ มันเป็นภาษาซีรึก อิมามร้องให้อย่างหนักและ เราก็ร้องไห้ไปกับท่านด้วย ภายหลังจากนั้นคนรับใช้จึงออกมาและมา เชิญเราให้เข้าไป เราจึงเข้าไปในบ้าน ผู้รายงานได้กล่าวไว้ว่า เขาได้ยิน เสียงท่านที่ประตูและจึงถามว่า ภาษานั้นเป็นภาษอาหรับหรือซีรึก “ท่านร่ำไห้และเราก็ร่ำไห้ไปด้วย” อิมามกล่าวตอบว่าฉันรำลึกถึงอิลยาส ผู้เป็นศาสดาที่ดีที่สุดองค์หนึ่ง และฉันกำลังอ่านดุอาร์ที่ท่านอ่าน อิมาม จึงอ่านดุอาร์เดียวกันนี้ต่อหน้าผู้คน ผู้คนต่างไม่เคยได้ยินการอ่าน โองการดังกล่าวนั้นมาก่อน ดังนั้นท่านจึงแปลมันเป็นภาษาอาหรับ และกล่าวว่าเมื่ออิลยาสกล่าวดุอาอ์บทนี้ อัลลอฮฺทรงวิวรณ์มายังท่าน ให้ยกศีรษะขึ้นจากการซุหยุดหรือก้มกราบ “ซึ่งพระองค์มิทรงทำการ ลงโทษใดๆกับเขา” อิลยาสกล่าวว่า ” ฉันเป็นข้าทาสของพระองค์และ พระองค์ทรงเป็นพระผู้อภิบาลผู้ทรงเมตตกรุณาของข้าพระองค์ อัลลอฮฺทรงวิวรณ์มายังเขาให้เงยขึ้นจากการซุหยุด พระองค์จะทรง รักษาสัญญาของพระองค์ในสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้
ยังมีวจนะของบรรดาอิมามแห่งอะห์ลุลบัยต์ อีกหลายวจนะ ที่ยืนยันถึงการมีชีวิตอยู่ของศาสดาอิลยาสซึ่งสอดคล้องกับวจนะ บทหนึ่งของท่านศาสดาดังว่า อัลคิซร์หรือคิเดรและอิลยาสจะมาพบกัน ณ พิธีฮัจญ์ทุกๆปีและอ่านดุอาอ์ดังต่อไปนี้ เมื่อเขาทั้งสองจะอำลา จากกัน
“บิสมิลลาฮิ มาชาอัลลอฮฺ ฮายัซรี ฟัซซูฮ์ อิลลัลลอฮ์ บิสมิลลาฮิ มาชาอัลลอฮฺ ลายะซุกุลคอยรอ อิลลัลลอฮฺ บิสมิลลาฮิ มาชาอัลลอฮฺ มายะกุหุ มินเนียส้มะติน ฟะมินัลลอฮี บิสมิลลาฮี มาชาอัลลอฮฺ ลาเฮาละวะลากูวะตะ อิลลาบิลลาฮิลอะลียุลอะซึม บิสมิลลาฮี มาชาอัลลอฮฺ ศอลลอลลอฮฺ อะลามุฮัมมะดิน วะอาลิฮิตตอยยิบน
ตามสายรายงานจากฮะดีษบทหนึ่งของอิมาม ฮะซัน อัง อัสการี ท่านศาสดาได้บอกกัน เซด บิน อิรกอม สาวกของท่านว่า ถ้าหากเขา ต้องการจะปกป้องตนเองจากการจมน้ำตาย การถูกไฟเผา สำลักจนตาย เขาควรอ่านดุอาอ์บทนี้ในทุกเช้า
บรรดาผู้ที่เขาอ่านดุอาอ์นี้สามครั้งในตอนเช้าและสามครั้ง ในตอนเย็น จะได้รับการคุ้มครองจากความยุ่งยากในทุกชนิด
3.1) เรื่องราวของ อิชมูอิล ฏอลูต และยาลูต
อัลลอฮ์ผู้ทรงเกรียงไกรตรัสไว้ในอัลกุรอาน ความว่า
“พวกเจ้ามิได้พิจารณาถึงบรรดาผู้นำของผู้เป็นบุตรหลานของ อิสรออีล ภายหลังจากมูชา ดูหรือว่า เมื่อพวกเขากล่าวกับ ศาสดาคนหนึ่งของพวกเขาดังว่า จงแต่งตั้งกษัตริย์องค์หนึ่ง ให้กับพวกเรา เพื่อว่าพวกเราอาจได้สู้รบในหนทางของอัลลอฮ์
(2:246)
อะลี อิบนิ อิบรอฮีม และบุคคลอื่นได้เล่าเรื่องมาจากอิมาม อัลบากิรว่า ภายหลังจากมูซา พวกอิสรออีลกระทำบาปอย่างมากมาย และเปลี่ยนแปลงแก้ไขศาสนาของอัลลอฮ์และฝ่าฝืนพระบัญชาต่างๆ ของพระเจ้าและขัดขืนศาสดาของพวกเขาเอง ผู้ซึ่งมีคำสั่งให้พวกเขา ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเจ้า อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้ยาลูด (โกไลแอต) ผู้เป็นชาวคอปต์ มีอำนาจเหนือพวกเขา ผู้ซึ่งทำให้ พวกเขาต้องอับอาย ฆ่าสังหารผู้ชายของพวกเขา และขับไล่พวกเขา ออกจากบ้านเรือน และนำเอาบรรดาผู้หญิงของพวกเขามาเป็นทาสแล่ ปล้นสะดมทรัพย์สินสมบัติของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงขอความ คุ้มครองจากศาสนทูตของอัลลอฮ์ และขอร้องท่านให้วิงวอนต่อพระเจ้า เพื่อว่าพระองค์จะทรงส่งกษัตริย์สักองค์หนึ่งลงมาให้กับ พวกเขา เพื่อว่าพวกเขาจะได้ทำการสู้รบกับพวกปฏิเสธ ถือเป็นกฎเกณฑ์ของชาวอิสรออีลที่ว่า ศาสดาจะมาจาก เผ่าหนึ่ง และกษัตริย์จะมาจากอีกเผ่าหนึ่ง เพราะจนถึงขณะนั้น อัลลอฮ์ ยังมิทรงผนวกการเป็นศาสนทูตและการเป็นกษัตริย์เป็นหนึ่งใน ครอบครัวเดียวกัน เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า จงแต่งตั้ง กษัตริย์องค์หนึ่งให้กับพวกเรา
พวกเขาพากันกล่าวว่า และด้วยเหตุผลอันใดเล่าที่เราจะมีเพื่อที่ว่าเราจะไม่ทำการสู้รบในวิถีทางของอัลลอฮ์ และแท้จริงแล้ว พวกเรานั้นถูกบังคับให้ต้องละทิ้งบ้านเรือนของพวกเรา และ บรรดาบุตรหลานของพวกเรา แต่เมื่อการสู้รบถูกกำหนดให้กับ พวกเขา พวกเขากลับหันหลังหนี ยกเว้นเพียงส่วนน้อยของ พวกเขา และอัลลอฮ์ทรงตระหนักถึงบรรดาผู้ที่อยุติธรรม และศาสดาของพวกเขากล่าวว่า แน่แท้อัลลอฮ์ได้ทรงแต่งตั้ง ฏอลูตให้เป็นกษัตริย์ของพวกเจ้าพวกเขากล่าวว่า เขาจะมาเป็นกษัตริย์ เหนือพวกเราได้ อย่างไร ขณะที่พวกเรามีสิทธิ์เหนือกว่าที่จะเป็นกษัตริย์มาก กว่าเขา และเขาก็มิได้รับมอบหมายให้มีทรัพย์สินสมบัติ ที่มากมายแต่อย่างใด (2:246-7)
อิมาม บากิร จึงกล่าวว่าการเป็นศาสดานั้นอยู่ในครอบครัว ของเลวี และการเป็นกษัตริย์นั้นอยู่ในสายตระกูลของยูซุฟ และ ฏอลูดเป็นบุตรของชายคนหนึ่งของ บินยา บินยามีน ผู้เป็นน้องชายแท้ๆ ของ ยูซุฟ ฉะนั้นเขาจึงมิได้มาจากครอบครัวของศาสดาและกษัตริย์
เขาจึงกล่าวว่า แน่แท้อัลลอฮ์ทรงเลือกสรรเขาให้มีความสำคัญ และพระองค์ทรงเพิ่มพูลความรู้และพลกำลังอันมาก หลายให้กับเขา และอัลลอฮ์ทรงมอบหมายราชอาณาจักรของ เหนือเจ้า และพระอง พระองค์ให้กับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์ทรงให้ อย่างพอเพียง ทรงรอบรู้ (2:247)
อิมามกล่าวว่า “กูอลูตมีพลกำลังที่ดีกว่า นั่นคือแข็งแรงกว่า และมีความกล้าหาญชาญชัยมากกว่า และเขาเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ฉลาดที่สุดในหมู่พวกเขา แต่เขาไม่มีทรัพย์สิน เพราะฉะนั้นผู้คนจึง นาเห็นว่า เขาเป็นคนไม่มีความสำคัญอะไร และพวกเขา กล่าวว่า อัลลอฮ์มิได้ทรงมอบทรัพย์สินอันมากมายให้กับเขา”
และศาสดาได้กล่าวกับพวกเขาว่า แน่แท้ สัญญานของราช อาณาจักร์ของพระองค์ นั่นก็คือ จะมีหีบใบนั้นมายังพวกเจ้า ที่ซึ่งจะมีมาซึ่งความสงบร่มเย็น จากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า และสิ่งที่หลงเหลือมาจากที่เป็นอนุสรณ์ของบรรดาบุตรหลาน ของมูชาและบุตรหลานของฮารูนที่ได้ทิ้งไว้ บรรดาทวยเทพ ได้แบกมันไว้ โดยแน่แท้ยิ่ง มีสัญญานหนึ่งในเรื่องนี้ สำหรับ บรรดาผู้ศรัทธา(ซูเราะฮ์บะกอเราะฮ์ 2:248)
มาจาก อิมามกล่าวว่า ” หีบใบนั้นที่อัลลอฮ์ทรงส่งให้กับมูซา สวรรค์ และมารดาของมูซาได้นำเขาไปใส่ไว้ข้างใน และปล่อยให้ลอย น้ำไปนั้น เป็นหีบใบเดียวกันนี้ ซึ่งอยู่กับชาวอิสรออีล พวกเขาต่าง แสวงหาบารอกะฮ์ (ความอุดม)จากมัน เมื่อใกล้ถึงวาระการเสียชีวิต ของมูชา เขาได้นำเสื้อเกราะของเขา ตลอดจนแผ่นจารึกของ คัมภีร์เฏารอดและที่เป็นอนุสรณ์บางอย่างของการเป็นศาสนทูตของ กบชาวอสรออล เขาใส่ไว้ในหีบและมอบหมายมันให้กับวะซี(ผู้สืบทอดตำแหน่ง) ของเขาคือ ยูซุอะฮ์ หีบใบนี้พวกเขาดูแลรักษามันด้วยความเคารพ อยู่เสมอมา จนถึงวาระที่พวกเขาหยุดการให้เกียรติกับมันแส เริ่มไม่ให้ความเคารพมัน เด็กๆต่างเอามันออกมาเล่นบนถน ชาวอิสราเอลต่างมีชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติ จนกระทั่งวาระที่มันได้รับ ความเคารพ แต่เมื่อพวกเขาละเลิกการเคารพมัน อัลลอฮ์จึงทรงยกมัน ออกไปจากพวกเขา และมาบัดนี้พระองค์ทรงนำมันมาให้ปรากฏกับพวกเขา ในรัชสมัยการครองราชย์ของฏอลูต มีกล่าวไว้ในฮะดีษที่แท้จริงบทหนึ่งว่า บรรดาทวยเทพได้นำ


