ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (34)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (34)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
ซาตานจึงสาบานเช่นกันว่า มันจะไม่ให้คำแนะนำใดๆแก่มุสลิม คนใดอีกจนถึงวันตัดสินพิพากษา และหายตัวไปจากที่นั่นและไม่มาหา ศาสดาองค์ใดอีกเลย
ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งมีบันทึกไว้ว่า เครื่องแต่งกายของ ยะฮ์ยา ทำมาจากต้นอินทผาลัม
ตามการรายงานของวจนะต่างๆของอิมาม มูซา อัล กาซิม และอิมาม อัร ริฎอ ยะฮ์ยา มักจะร่ำไห้อยู่เสมอ เพราะความ เกรงกลัวต่ออัลลอฮ์ และไม่เคยหัวเราะเลย แต่ อีซา นั้นบางครั้ง ก็ร้องไห้ และบางครั้งก็หัวเราะ และอะไรก็ตามที่เขากระทำย่อมดีกว่า ยะฮ์ยา
มีคำกล่าวของอิมามยะอ์ฟัร อัศศอดิก ในหนังสือเล่มหนึ่ง ดังว่า การปกครองของพวกอิสราเอล ได้ถูกส่งทอดจากศาสดา ดาเนียล มาให้กับอุไซร์ * บรรดาผู้เป็นศานุศิษย์ มักมารวมตัวกันเพื่อสอบถามเรื่องราวต่างๆของศาสนา และปัญหาต่างๆและท่านศาสดา อุไซร์ ก็ได้แก้ปัญหาให้กับพวกเขา
จากนั้นศาสดาอุไซร์ จึงได้หายตัวไปจากบรรดาพวกเขาเป็น เวลาหนึ่งร้อยปี และด้วยพระบัญชาของอัลลอฮ์ เขาจึงกลับมา ปรากฏตนอีก และผู้คนที่กำลังเผยแผ่กับบรรดาประชาชนในวาระของ การเร้นกายของท่าน บังเกิดความเงียบงันดังเป็นใบ้ กฎเกณฑ์และ กฎระเบียบต่างๆเป็นไปด้วยความเข้มงวดในช่วงสมัยนั้น ในช่วงนี้เอง ที่ศาสดายะฮ์ยาถือกำเนิด เมื่อเขาอายุได้เจ็ดขวบ เขาจึงเริ่มการ เผยแผ่พระบัญชาของอัลลอฮ์และอ่านโองการจากคัมภีร์ด้วยเสียงอันดังต่อหน้าผู้คน “อัลลอฮ์ทรงเป็นเอกะ มีพระองค์เพียงพระองค์เดียวและปราศจากภาคีใดๆ พระองค์ทรงลงโทษบรรดาผู้ละเมิดผ่าฝืน พวกเจ้าจะมีความสุข เมื่ออีซาบุตรของมัรยัมจะมาภายในยี่สิบปี ท่ามกลางหมู่พวกท่าน และมาเทศนากับพวกท่าน”
อะลี (อ) กล่าวว่า ยะฮ์ยาเสียชีวิตในอาทิตย์สุดท้ายของเดือน ตรงกับวันพุธ (มิได้กล่าวถึงเดือน)
อิมาม อัศศอดิก กล่าวไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า อีชา วิงวร ต่ออัลลอฮ์เพื่อให้ยะฮ์ยา กลับมายังโลกอีก และจึงเข้าไปใกล้หลุม ฝังศพของยะฮ์ยา ยะฮ์ยาจึงออกมาจากหลุมฝังศพของเขา และจึง ถามว่า “โอ อีซา ท่านเรียกหาฉันทำไมกัน และท่านต้องการอะไร กันหรือ” อีซาจึงกล่าวว่า ฉันประสงค์ที่จะให้ท่านกลับมายังโลกนี้อีก และเป็นผู้ช่วยเหลือฉัน มาแต่ก่อน” และเป็นสหายของฉัน ดังที่ท่านเคยเป็น
ยะฮ์ยากล่าวตอบว่า “โอ้ อีซา ฉันยังไม่ได้พักผ่อนเลย ภายหลังจากความตายของฉัน และท่านต้องการให้ฉันกลับไปอีก และไปตายอีกครั้ง ฉันไม่ต้องการจะกลับมาอีก” และจึงหลับตาไป ในหลุมศพของท่าน จากนั้นอีซาจึงหันหลังกลับ
อิมาม อัศศอดิก กล่าวว่ามีชายคนหนึ่งมาหาอีซา และ สารภาพว่าเขาเป็นคนที่ทำบาปหนัก เขาได้กระทำการล่วงละเมิด ประเวณี(ผิดลูกผิดเมียเขา) “ดังนั้นจงทำให้ฉันสะอาดบริสุทธิ์เถิด และ วิงวอนต่ออัลลอฮ์ให้อภัยโทษแก่ฉันด้วยเถิด” อีซาจึงเรียกผู้คนให้ มารวมตัวกันและจึงตัดสินลงโทษ ผู้คนจึงมารวมตัวกัน และจึงให้เขา หันไปยืนอยู่ในหลุมเพื่อการขว้างด้วยก้อนหิน อีซาจึงกล่าวว่า “สำหรับ รำลึกนึกถึงบาปของตนเองและจึงพากันกลับไปเหลือไว้ อีซากับยะฮ์ยา
ยะฮ์ยาจึงเข้ามาหาเขาพร้อมกับกล่าวว่า “โอ้เจ้าผู้กระทำบาป กับฉันบ้างเถิด” เขาจึงกล่าวว่า “จงงดเว้นจากการทำบาปเถิด หาไม่แล้ว ความอยากใครของท่านจะสังหารท่านเอง” ยะฮ์ยาถามต่อไปว่า “จงกล่าวอะไรมากกว่านี้เถิด” เขาจึงกล่าวว่า ประการที่สอง จงอย่าต่อว่าต่อขานผู้ใดต่อหน้าบุคคลอื่นๆ และจงอย่า มีโทษะเกินความจำเป็น ศาสดากล่าวว่า “เป็นความเพียงพอแล้ว ท่านศาสนทูตกล่าวว่า “เมื่อถึงเวลา อัลลอฮ์จึงทรงยกอีซา ขึ้นสู่สวรรค์ และแต่งตั้งซัมมอน อิบนิ ฮามูน ให้เป็นผู้สืบทอด ตำแหน่งของท่าน เขาจึงเผยแผ่กับประชาชนอิสราเอล ตราบเท่าชีวิต ของเขาจะหาไม่ เมื่อผู้คนตัดสินยะฮฺยา และจัดการสังหารชีวิตเขา เขาจึงได้แต่งตั้งบุตรของซัมมอนเป็นผู้สืบทอดของเขา *
อิมาม มุฮัมมัด บากิร กล่าวว่า เมื่อยะฮ์ยา ถือกำเนิด ทวยเทพ ได้นำเขาขึ้นสู่สวรรค์และให้ดื่มเครื่องดื่มที่เป็นนม แต่ห้ามเขาไม่ให้เดิม นม จากนั้นจึงนำเขากลับมายังซะการียา บิดาของเขา บ้านของเขา จึงมีรัศมีเรืองรองดุจดังแสงจันทร์
อิมาม อัรริฎอ กล่าวว่า ชีวิตคนเรานั้นมีขั้นตอนสามขั้นตอน ขั้นแรกคือเมื่อเขาถือกำเนิดมาสู่โลกนี้และได้ยลเห็นโลกนี้ ขั้นที่สอง เมื่อต้องตายลง และขั้นตอนที่สาม เมื่อเขาต้องถูกทำให้ฟื้นคืนชีพจาก หลุมฝังศพ อัลลอฮ์ทรงส่งความสันติมายังยะฮ์ยา และขจัดความกลัว ของเขาให้หมดสิ้นไป ยะฮ์ยากล่าวว่า อัลลอฮ์ทรงเมตตา ได้ทรงปลด เปลื้องเขาให้พ้นจากความน่าสะพึงกลัวของสถานะทั้งสามนี้
อิมาม ริฎอ กล่าวว่า “เมื่อซะการียาวิงวอนต่ออัลลอฮ์ให้ทรง ประทานบุตรชายคนหนึ่งให้กับเขา เพื่อว่าเขาจะได้แต่งตั้งเขาให้เป็น ผู้สืบทอดตำแหน่งของเขา ซึ่งตรงกับวันแรกของเดือนมุฮัรรอม และ อัลลอฮ์ทรงได้ยินคำวิงวอนของเขา มีการกล่าวกันไว้ว่า อัลลอฮ์จะ ทรงให้กับผู้ใดก็ตามที่เขาถือศีลอด และวิงวอนขอพรต่อพระองค์ใน วันนั้น” ตามรายงานของฮะซัน บัลเกีย ว่า อิมามยะอ์ฟัร อัศศอดิก
ที่ว่า ยะฮ์ยา เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของอีซานั้น จึงเป็นเรื่องของความคิดเห็น ที่แตกต่างกัน
กล่าวว่า “เมื่อซะการียาหลบหนีไปด้วยกับความกลัวต่อพวกอิสราเอล และขอให้ต้นไม้เป็นที่หลบภัยแก่เขานั้น ลำต้นของต้นไม้จึงแยกออก และเชิญชวนซะการียาให้เข้าไปข้างในลำต้น เมื่อเขาเข้ามาในลำต้น ต้นไม้ ก็ปิดรอยแยกของมันกลับมาดังเดิม พวกอิสราเอลต่างค้นหาเขา ไปทั่วทุกแห่งแต่ก็หาเขาไม่พบ จากนั้นซาตานจึงมาและชี้ให้พวกเขา เห็นถึงที่หลบซ่อนของเขา และขอให้พวกเขาเลื่อยต้นไม้นี้ออก และในขณะนั้นผู้คนต่างเคารพกราบไหว้ต้นไม้นี้ พวกเขาจึงปฏิเสธที่ จะตัดมัน แต่ซาตานได้เปลี่ยนความตั้งใจของพวกเขาและทำให้พวก เขาตัดต้นไม้นี้ได้อย่างมีความสุข” ในที่สุด ซะการียา จึงถูกตัดออก เป็นสองท่อน*
อิมาม ยะอ์ฟัร อัศศอดิก ถูกถามว่า ใครคือผู้ปฏิเสธที่ทารุณ โหดร้ายที่สุด เขากล่าวว่า “คือคนที่เขาเป็นผู้ละเมิดในกาม และมี ผู้หญิงไว้คอยบำเรออยู่เป็นจำนวนมาก คนหนึ่งของพวกเขาเป็นคน อิสราเอล เมื่อนางชราภาพแล้วนางขอร้องให้บุตรสาวของนางให้ ไปเข้าเฝ้ากษัตริย์เพื่อขอเป็นสนมนางหนึ่ง และเมื่อกษัตริย์ถามว่า นาง เธอก็คงยืนยันใน ต้องการรางวัลในสิ่งใด ก็จงทูลต่อพระองค์ว่า “ลูกต้องการศีรษะ บุตรชายของซะการียา” เด็กสาวผู้นี้จึงกระทำไปตามที่มารดาขอร้อง ให้กระทำ กษัตริย์จึงสอบถามเธอถึงสามครั้ง คำตอบเดิม ในที่สุดกษัตริย์จึงมีบัญชาให้นำถาดทองคำมาใบหนึ่ง และทรงมีบัญชาให้ยะฮ์ยามายังท้องพระโรงของพระองค์ และให้ตัด ศีรษะของเขาเสีย เมื่อเลือดของศาสดาตกลงสู่พื้นมันจึงเริ่มเดือดพล่าน ผู้คนจึงเริ่มเอาฝุ่นและดินมาถมทับจนกลายเป็นเนินเขาลูกหนึ่ง
หลายปีผ่านไป ภายหลังจากกษัตริย์องค์นั้น กษัตริย์องค์ใหม่ จึงขึ้นครองราชย์มีพระนามว่า เนบูคัดเนซซาร ทรงเป็นผู้ปกครอง เหนือชนชาติอิสราเอล พระองค์ทรงสอบถามคนเฒ่าคนแก่ ถึงสาเหตุของเลือดที่เดือดพล่าน เขากล่าวว่าเขาเคยได้ยินมาจากบิดาและคุณปู ของเขาว่า มันเป็นเลือดของยะห์ยา ผู้ซึ่งถูกกษัตริย์องค์ก่อนสังหาร และเลือดของเขายังคงเดือดพล่านอยู่ เขาจึงจัดการสังหารผู้คนไปเป็น จำนวนเจ็ดหมื่นคนจึงทำให้เลือดหยุดเดือดพล่าน
ตามการรายงานอีกบทหนึ่ง อีซาส่งยะฮ์ยาไปกับอัครสาวก สิบบสองคนของท่านเพื่อเผยแผ่กับผู้คนในเรื่องกฎเกณฑ์ของ ศาสนาและกล่าวเตือนผู้คนว่า การสมรสกับน้องสาวของภรรยา ของตนเองนั้นเป็นเรื่องผิดดกฎหมายอิสลาม ตามการรายงาน ของวจนะบทนี้ กษัตริย์ทรงมีความรักในตัวของบุตรสาวของ น้องสาวของพระองค์เป็นอย่างมาก และพระองค์ต้องการ จะสมรส กับนาง เมื่อมารดาทราบถึงคำสั่งของยะฮ์ยา นางจึงพิโรธต่อเขา นางจึงแต่งตัวให้กับบุตรสาวของนางและส่งตัวเธอไปให้กับกษัตริย์ พระองค์ทรงสอบถามเธอว่าเธอประสงค์จะได้ของขวัญในสิ่งใด เธอจึง กล่าวตอบว่า เธอประสงค์ในศีรษะของยะฮ์ยา กษัตริย์จึงบอกเธอให้ขอมาอีกยกเว้นศีรษะของยะฮ์ยา แต่เธอยังคงยืนกราน ในที่สุดกษัตริย์ จึงยอมตามและมีบัญชาให้นำตัวยะฮ์ยามายังท้องพระโรง และให้ตัด ศีรษะของเขาเสีย
เลือดไหลหยดลงสู่พื้นดินละจึงเดือดปุดๆขึ้นมา เมื่อ เนบูคัด เนรชาร ขึ้นครองราชย์และมาทราบถึงเรื่องนี้จากหญิงชราผู้หนึ่งที่เป็น ชาวอิสราเอล เขาจึงสาบานว่า เขาจะสังหารผู้คนชาวอิสราเอล เพื่อไม่ให้เลือด (ของยะฮ์ยา)ต้องเดือดพล่านอีกต่อไป
อิมาม ยะอ์ฟัร อัศศอดิก (อ) กล่าวว่า “เมื่ออัลลอฮ์ทรง ประสงค์ที่จะแก้แค้นให้กับบรรดาศาสดา และบรรดาผู้ศรัทธาของ พระองค์ พระองค์ทรงแก้แค้นให้โดยผ่านทางผู้คนที่ชั่วร้ายของโลกนี้ และบางครั้งพระองค์ทรงแก้แค้น โดยอาศัยพระสหายของพระองค์เอง ไม่มีสิ่งใดลำบากเลยสำหรับอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ทรงแก้แค้นให้กับยะฮ์ยา

