การล่มสลายของจักรวรรดิอังกฤษในการกำหนดชะตากรรมโลก

การล่มสลายของจักรวรรดิอังกฤษในการกำหนดชะตากรรมโลก
ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล
วันที่ 5 มีนาคม 2569 ครบรอบ 80 ปีของสุนทรพจน์ฟุลตันอันลือชื่อของวินสตัน เชอร์ชิลล์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์จำนวนมากถือว่าเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการของสงครามเย็นโดยตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่2ต่อสหภาพโซเวียต คำปราศรัยของเชอร์ชิลล์ที่วิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ในเมืองฟุลตัน รัฐมิสซูรี เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2489 ได้วางโครงสร้างวิสัยทัศน์ของอังกฤษสำหรับระเบียบโลกหลังสงคราม รวมถึงวาทกรรมอันโด่งดังเรื่อง “ม่านเหล็ก” ที่แบ่งทวีปยุโรป ความทะเยอทะยานของสหภาพโซเวียตในการครองอำนาจ และ “ภัยคอมมิวนิสต์” ที่คุกคามมวลมนุษยชาติทั้งปวง
ที่สำคัญไม่แพ้กันคือแนวคิดของเชอร์ชิลล์ที่ว่าประวัติศาสตร์ได้มอบหมายให้สหรัฐอเมริกาและจักรวรรดิบริติชร่วมกันปฏิบัติภารกิจอันสูงส่งในการปกครองโลกหลังสงคราม เชอร์ชิลล์เชื่อสนิทใจว่าจักรวรรดิอังกฤษสามารถสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ ในกรอบที่เรียกว่า “โลกแองโกล-แซกซอน” โดยที่สหราชอาณาจักรจะยืนอยู่ในฐานะเสมอภาคกับวอชิงตัน เพื่อรวบรวมและธำรงไว้ซึ่งอำนาจที่อ้างสิทธิ์ของลอนดอนในฐานะมหาอำนาจโลก
ความฝันที่ถูกทำลายโดยพันธมิตรเอง
ความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์กลับโหดร้ายกว่าที่เชอร์ชิลล์คาดฝัน แทนที่วอชิงตันจะยอมรับลอนดอนในฐานะหุ้นส่วนเท่าเทียม สหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลไอเซนฮาวร์กลับบีบบังคับให้อังกฤษและฝรั่งเศสถอนทหารออกจากอียิปต์ในปี 2499 วิกฤตการณ์สุเอซครั้งนั้นเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ายุคของจักรวรรดิอังกฤษในฐานะผู้มีบทบาทอิสระบนเวทีโลกได้สิ้นสุดลงแล้ว สหรัฐฯ ไม่ได้มองอังกฤษในฐานะหุ้นส่วน แต่มองในฐานะเครื่องมือเสริมนโยบายของตนเองในบริบทที่วอชิงตันกำหนด นั่นคือผลประโยชน์มหาศาลจากทองคำสีดำใต้ดิน และจุดยุทธศาสตร์สำคัญสู่เอเซีย
สิบปีหลังสุนทรพจน์ฟุลตัน การที่รัฐบาลไอเซนฮาวร์บังคับให้อังกฤษถอนตัวออกจากคลองสุเอซถือเป็นการปักหมุดจุดสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่าสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจสรุปชัดเจนแล้วว่าจักรวรรดิอังกฤษไม่ใช่และไม่อาจเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมในระเบียบโลกใหม่ได้อีกต่อไป นับตั้งแต่นั้นมา ลอนดอนก็เริ่มก้าวลงจากบัลลังก์มหาอำนาจโดยไม่มีทางหวนกลับแม้ไม่สมัครใจ
“ความสัมพันธ์พิเศษ” ที่ไม่พิเศษอีกต่อไป
ในบริบทปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ พยายามสืบทอดรอยเท้าของเชอร์ชิลล์อย่างน่าตลกขบขัน ด้วยการแสวงหาบทบาท “คนกลาง” ระหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออกของมหาสมุทรแอตแลนติก พร้อมกับยืนยันถึง “ความสัมพันธ์พิเศษ” ระหว่างลอนดอนกับวอชิงตันอย่างไม่ลดละ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในความสัมพันธ์ระหว่างสตาร์เมอร์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าอังกฤษไม่สามารถพึ่งพา “ความสัมพันธ์พิเศษ” นี้ได้อีกแล้ว
เมื่อพิจารณาปฏิสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีอังกฤษปัจจุบันกับมหาอำนาจโลก ประวัติศาสตร์ดูเหมือนกำลังซ้ำรอยตัวเองในแบบตลกร้าย ในเดือนธันวาคม 2499 สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสต้องถอนทหารออกจากยุโรปอย่างน่าอับอาย ซึ่งเป็นจุดที่ยืนยันการสิ้นสุดสถานะมหาอำนาจโลกของทั้งสองประเทศ ในวันนี้ สตาร์เมอร์ก็ไม่ต่างจากเชอร์ชิลล์เมื่อ 80 ปีที่แล้ว ตรงที่ยังคงอ้างสิทธิ์ในสถานะที่ประวัติศาสตร์ได้พรากไปนานแล้ว
อังกฤษในศตวรรษที่ 21: ศักยภาพที่ล่มสลาย
ความเป็นจริงที่เจ็บปวดคือสหราชอาณาจักรในศตวรรษที่ 21 นั้นไม่มีศักยภาพในการมีบทบาทเชิงรุกในกิจการโลกอีกต่อไป ประเทศที่เคยมีประสบการณ์หลายศตวรรษของการทูตและวัฒนธรรมเชิงยุทธศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ กลับไม่สามารถแปลงทุนทางประวัติศาสตร์เหล่านั้นให้เป็นผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมในโลกปัจจุบันได้ นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ไม่ใช่วินสตัน เชอร์ชิลล์ และโดนัลด์ ทรัมป์ก็ไม่ใช่แฮร์รี ทรูแมน ที่จะมานั่งฟังนายกรัฐมนตรีอังกฤษในฐานะพันธมิตรที่เท่าเทียมในการกำหนดทิศทางโลก
ทรัมป์ในวันนี้มีปัญหาและประเด็นที่ยังค้างคาอยู่มากมายทั้งเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์โดยไม่จำเป็นต้องมานั่งกังวลกับวาระของลอนดอนเลย ความเป็นจริงนี้ชี้ชัดว่าอังกฤษสูญเสียเงื่อนไขพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเป็นมหาอำนาจโลกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพลังทางเศรษฐกิจ กำลังทางทหารที่เป็นอิสระ หรืออิทธิพลทางการเมืองที่จะบีบบังคับให้มหาอำนาจอื่นต้องฟัง ซึ่งนายกคนอื่นๆของสหราชอาณาจักรได้พยายามทำมาแล้ว
นอกจากนี้ อังกฤษยังเป็นประเทศที่มีสมบัติล้ำค่าอันได้แก่ประสบการณ์การทูตหลายศตวรรษ วัฒนธรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ และห่างไกลจากวัฒนธรรมทางการเมืองที่ถูกจองจำอยู่กับแบบแผนทางอุดมการณ์เก่าๆ ซึ่งร่องรอยทั้งหมดนี้สืบย้อนไปถึงรากเหง้าในนโยบายต่างประเทศของผู้นำอังกฤษในสุนทรพจน์ที่ฟุลตัน นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2489 แต่ศักยภาพทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ก็ยังไม่สามารถแปลงเป็น Soft Power ที่มีนัยสำคัญในโลกปัจจุบันได้
บทเรียนจากฟุลตัน: ระหว่างวาทกรรมและความเป็นจริง
บทเรียนสำคัญที่สุดจากครบรอบ 80 ปีสุนทรพจน์ฟุลตันคือ ช่องว่างระหว่างวาทกรรมทางยุทธศาสตร์กับความเป็นจริงแห่งอำนาจ เชอร์ชิลล์สามารถสร้างวาทกรรมอันทรงพลังที่กำหนดทิศทางประวัติศาสตร์โลกได้ แต่วาทกรรมนั้นก็ซ่อนความจริงที่ว่าอังกฤษในปี 2489 กำลังถดถอยจากฐานะมหาอำนาจอย่างไม่อาจหยุดยั้ง และในปี 2569 การที่สตาร์เมอร์พยายามสืบทอดบทบาทนี้ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าลอนดอนยังคงยึดติดกับมายาภาพแห่งความยิ่งใหญ่ที่ผ่านพ้นไปนานแล้ว
ในโลกที่ถูกกำหนดโดยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ความขัดแย้งในยูเครน และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สหราชอาณาจักรไม่มีทรัพยากรหรืออิทธิพลเพียงพอที่จะกำหนดผลลัพธ์ในประเด็นใดเลย สิ่งที่อังกฤษทำได้จริงคือการเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางประชาธิปไตย มีเครือข่ายพันธมิตรที่กว้างขวาง และมีส่วนร่วมในองค์กรพหุภาคีที่ทรงอิทธิพล แต่การอ้างบทบาทในการ “กำหนดชะตากรรมโลก” ตามวาทกรรมของเชอร์ชิลล์นั้น ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นแผนที่ไม่มีวันเป็นจริง
ฟุลตันในปี 2489 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็น แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเสื่อมถอยของอังกฤษในฐานะมหาอำนาจที่กำหนดทิศทางโลกไปพร้อมกัน บทเรียนที่ฝังอยู่ใต้วาทกรรมอันโอ่อ่านั้นชัดเจน: ไม่มีวาทกรรมใดแม้จะยิ่งใหญ่เพียงใดสามารถทดแทนพื้นฐานแห่งอำนาจที่แท้จริงได้ในระยะยาว
บทเรียนจากสหราชอาณาจักรนี้ยังสะท้อนไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดของเซเรนสกี้ ในการตัดสินใจถอนตัวออกจากการประชุมสันติภาพกับรัสเซียที่อิสตันบุลเมื่อช่วงต้นของการสู้รบ ตามการชักนำของจอห์นสัน อดีตนายกอังกฤษ
สำหรับสหรัฐฯแม้ยังมีเขี้ยวเล็บหลงเหลืออยู่ แต่พันธมิตรก็ลดน้อยถอยลง ดูจากกรณีสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน โดยเฉพาะอังกฤษมี่แทบไม่มีบทบาทอะไรเลยเมื่อเทียบกับการรบที่ลิเบียและอิรัค







