INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

แดเนียล โกลเเมน ความโปร่งใสที่ลึกซึ้ง

 

แดเนียล โกลเเมน ความโปร่งใสที่ลึกซึ้ง

ความโปร่งใสที่ลึกซี้งกระทำเป็นการถ่วงดุล ให้อำนาจโดยฐานข้อมูลที่
ก้าวหน้าและเทคโนโลยีติดตาม มันเปลี่ยนแปลงอำน่าจตลาดจากผู้ขาย
ไปลู่ผู้ซื้อ ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ณ จุดของการซี้อ ด้วยการให้ลูกค้าความฉลาดทางนิเวศวิทยา มันสามารถจะทำให้พวกเขาตัดสินใจได้ดีขึ้น
ในขณะที่บังคับให้บรืษัทปรับปรุงลูกโซ่อุปทานและการปฏิบัติทางธุรกิจของพวกเขา ความโปร่งใสที่ลึกซี้ง เป็นการหามาได้ของข้อมูลที่สมบูรณ์
ย้อนรอยได้เกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมของผลิคภัณฑ์
มันเปลี่ยนแปลงอำนาจของตลาดไปสู่ลูกค้า สร้างรอยเท้า “แหล่งกำเนิด
ไปสู่หลุมฝังศ หรือตั้งแต่เกิดจนตาย แปลจากถ้อยคำว่า “Cradle to Grave” ของสินค้า มองเห็นได้ ณ จุดของการซิ้อ
ในขณะนี้การผลิตส่วนใหญ่ ใช้โมเดล ตั้งแต่เกิดจนตาย ทรัพยากรได้ถูกสกัด ผลิตภัณฑ์ได้ถูกผลิต และครั้งหนึ่งได้ทิ้งมัน มันได้ถูกทิ้งลงไป
ภายในหลุมฝังกลบ เผาใหม้ หรือชะล้าง ไปสู่สิ่งเเวดล้อม ตั่งแต่เกิดจน
ตาย ภายในธุรกิจอธิบายการประเมินวงจรชีวิตทั้งหมด จากการสกัด
ผลิตภัณฑ์ – ต้นกำเนิด – ที่จะทำลายทิ้ง – จุดจบ – มันเป็นวิถีทางครอบ
คลุมมุ่งที่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ความสามาถยั่งยืน และความรับผิด
ชอบทางกฏหมาย เพื่อของเสียตลอดการมีอยู่ทั้งหมดของผลิตภัณฑ์
บริษัทได้วิเคราะห์รอยเท้านิเวศวิทยาของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการผลิต
การขนส่ง การใช้งาน และการทิ้ง
ลูกค้าอยู่ภายในความมืดเกี่ยวกับการผลิต การขนส่ง การบรรจุภัณฑ์ และการทิ้งผลืตภัณฑ์เหล่านี้ ที่ได้กระทบต่อโลกและสุขภาพของมนุษย์อย่างไร แดเเนียล โกลแมน ยืนยันว่าเราสามารถแก้ปัญหาสิ่งนี้ผ่านทางความโปร่งใสที่ลึกซึ้ง ด้วยการใช้ความก้าวหน้าภายในเทคโนโลยี และการประเมินวงจรชีวิต ในที่สุดความโปร่งใสที่ลึกซึ้งกระทำเป็นสะพานไปสู่เศรษฐกิจ ตั้งแต่เกิดจนตาย แทนการสร้างของเสีย ภายใหนังสือ 2009 ของเขา “Ecologicsl Intelligence : The Coming Age of Radical
Transparency” เเดเนียล โกลแมน ได้ยืนยันว่ายุคของ ตั้งแต้เกิดจนตาย
ความไม่รู้ทางสิ่งแวดล้อมได้จบลง ทดแทนโดยยุคการขับเคลื่อนข้อมูล
ใหม่ ตรงที่วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดมองเห็นได้ต่อลูกค้า
ตั่งแต่เกิดจนตาย อ้างถึงโมเดลเส้นตรงสมัยเดิม ตรงที่ส่วนผสมถูกจัดหา ผลิต ใช้งาน และทิ้ง มักจะปล่อยมลพิษ หรือทำอันตรายตลอด
ชีวิตของมัน แดเนียล โกลแมนได้แสดงว่าลูกค้ามักจะอยู่ภายในความ
มืดเกี่ยวกับผลกระทบที่ซ่อนเร้นเหล่านี่ แดเนียล โกลแมน เสนอแนะว่า ความโปร่งใสที่ลึกซึังคือ ข้อแก้ปัญหา เขาเสนอแนะว่าเทคโนโลยีจะทำ
ให้ประวัติและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณหามา
ได้ ณ จุดของการซื้อ นี่หมายถึงการมีข้อมูลทุกขั้นตอน จากวัตถุดิบถูก
สกัดไปสู่การทิ้ง
เมื่อลูกค้ารู้ผลิตภัณฑ์ไหนสีเขียวอย่างเเท้จริง และภาพลวงตา – การฟอกเขียวที่เข้าใจผิด -พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อของ
พวกเขา ไปสู่ทางเลือกที่ยั่งยืนพอใจ ความโปร่งใสนี้จะบังคับให้บริษัท
คิดใหม่ลูกโซ่อุปทานของพวกเขาค และรับเอาจร “แหล่งกำเนิดสู่เเหล่งกำเนิด” แปลจากถ้อยคำว่า ” Cradle to Cradle” – ตรงที่ของเสียถูกออกเบบออกไปจากระบบ – ที่จะรักษาข้อได้เปรียบทางการเเข่งชัน แดเนียล
โกลแมน ได้ดึงเครื่องมืออย่างเช่นการผระเมินวงจรชีวิต ติดตามรอยเท้า
คาร์บอน การใช้งานน้ำ ความเป็นมลพิษตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์
แดเนียล โกลเเมน สนับสนุนความโปร่งใสที่ลึกซึ้ง เป็นกลไกที่จะเปลี่ยน
แปลงตลาดเสรี ไปสู่ความยั่งยืนทางสิ่งเเวดล้อม เเนวคิดนี้ขึ้นอยู้กับความ
เข้าใจข้อมูลขับเคลื่อนที่ครอบคลุม มักจะสอดคล้องกับหลักการของต้นกำเนิดสู่แหล่งกำเนิด ติดตามวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด และการ
เลือกขอลูกค้าที่รู้ข้อมูล เขายืนยันว่าเมื่อลูกค้าสามารถมองเห็นอันตรายที่ผลิตภัณฑ์ทำให้เกิด พวกเขาเปลี่ยนแปลงความต้องการไปสู่ผลิตภัณฑ์สีเขียวที่ปลอดภัยส่งเสริมบริษัท ปรับปรุงการปฏิบัติของพวกเขาที่จะยัง คงเเข่งขันได้ เขายืนยันว่าป้ายฉลากสีเขียวในขณะนี้มักจะผิวเผิน หรือหลอกลวง ความโปร่งใสที่ลึกซึ้งมุ่งหมายที่จะทดแทนสิ่งเหล่านี้ด้วยขัอมูลลึกที่ป้องกันการฟอกเขียว
ในขณะที่แดเนียล โกลแมน มุ่งความโปร่งใสวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์
ผลงานของเขาสอดคล้องอย่างเข้มแข็ง และสนับสนุนโดยแหล่งกำเนิด
สู่เเหล่งกำเนิด พ้ฒนาโดยไมเคิล บรอนการ์ต และวิลเลียม แมคโดโน
ภายในหนังสือ Cradlle to Cradle ของไมเคิล บรอนการ์ต สถาปนิก และวิลเลียม แมคโดโน นักเคมี ได้นำเสนอการรวมกันของการออกแบบและวิทยาศาสตร์ให้ประโยชน์ที่ยาวนาน ต่อสังคมจากวัตถุดิบ น้ำ เเละพลัง
งาน
ที่ปลอดภัยภายในเศรษฐกิจหมุนเวียน และการกำจัดแนวคิดของเสีย ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นวัตถุดิบเพื่อสิ่งอื่นโดยธรรมชาติ
ความโปร่งใสที่ลึกซึ้งของเเดเนียล โกลแมน มักจะถูกอภิปรายเคียงข้างวิลเลียม แมคโดโนและไมเคิล บรอนการ์ต พวกเขาได้นิยมแพ่ร่หลายกรอบข่่าย C2C ภายในหนังสิอของพวกเขา มันได้ถูกพิจารณาเป็นรากฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนสมัยใหท่ แนวคิด C2C เป็นกรอบข่าย
เพื่อการออกเเบบผลิตภัณ็ฑ์และการผลิตที่ยั่งยืนที่เลียนแบบวงจรธรรม
ชาติ ไม่เหมือนกับประสิทธิภาพทางนิเวศวิทยา มุ่งหมายที่จะทำไม่ดีน้อย
ลง C2C มุ่งหมายที่จะทำ ดีมากขึ้น ออกแบบระบบที่กระทบสุขภาพทางสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ทางบวก วิถีทาง C2C มั่นใจว่าวงจรขีวิตทั้งหมด
จากการจัดหาว้ตถุดิบไปสูการรีไซเคิลในที่สุด ได้ถูกออกแบบเพื่อผล
กระทบทางบวก
C2C เป็นวิถีทางเเป็นการเลียนแบบชีวภาพโดยพื้นฐาน สร้างโมเดล
อุตสาหกรรมมนุษย์บนกระบวนการธรรมชาต ตรงที่วัตถุดถูกมองเป็น
สารอาหารหมุนเสียนภายในการเผาผลาญที่ปลอดภัยและมีสุขภาพกรอบข่าย C2C อยู่บนพื้นฐานหลักการสามข้อ ของเสียเท่าเทียมอาหาร
– วัตถุดิบเป็นสารอาหาร – ใช้ร่ายได้พลังงานแสงอาทิตย์ – พลังงานทดแทน – และสนับสนุนความหลากหลาย – การปรีบตัวทางท้องที่ หลัก
การเหล่านี้ก้าวการออกแบบไปจากการลดอันตรายเท่านั้น ไปสู่การสร้าง
ผลกระทบนิเวศวิทยาทางบวก
*ของเสียเท่าเทียมอาหาร – การกำจัดแนวคิดของเสียทั้งหมด
ภายในธรรมชาติ ของเสียของระบบหนึ่งกลายเป็นอาหารเพื่อระบบอื่น ออกแบบผลิตภัณฑ์กลับคืนอย่างปลอดภัยไปสู่ดินเป็นสารอาหารทางชีวภาพ หรือใช้ประโยชน์ใหม่เป็นวัตถุดิบคุณภาพสูง – สารอาหารทางเทคนิค – ภายในวงจรปิด ผลิตภัณฑ์ได้ถูกออกแบบป็นสารอาหารทางชีวภาพหรือเทคนิค ทำใฟ้วัตถุดิบกลับคืนอย่างปลอดภัยไป
สู่ธรรมชาติ – ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ – หรือรีไซเคิลอย่างไม่สิ้นสุดไป
สู่วัตถุดิบคุณภาพสูงเพื่อผลิตภัณฑ์ใหม่
ปรัชญาของหลักการข้อนี้ถูกบันดาลใจโดยระบบธรรมชาติ ตรงที่แนว
คิดของเสีย ไมได้มีอยู่ ผลผลิตของระบบหนึ่งกลายเป็นสารอาหารเพื่อ
ระบบอื่น วัตถุดิบที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมสามารถย่อยสลายได้ทางชีว
ภาพ และกลายเป็นสารอาหารเพื่อระบบสิ่งมีชีวิต วัตถุดิบที่ไม่สามารถ
ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เช่น พลาสติค โลหะ ถูกออกเเบบที่จะใช้ใหม่
ตลอดไปภายในวงจรอุตสาหกรรมโดยไม่สูญเสียคุณภาพ – อัพไซคลิง การหลีกเลี่ยงดาวไซคลิ่ง ของรีไซเคิลสมัยเดิม
*ใช้รายได้พลังงานแสงอาทิตย์ในขณะนี้ – ขึ้นอยู่กับพลังงานทดแทน –
กระบวนการอุตสาหกรรมควรจะเลียนแบบธรรมชาติโดยโดยใช้พลังงานทดแทนที่สะอาด รวมถึงแสงอาทิตย์ ลม น้ำ ภายในการผลิตทุกอย่างและวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ กำจัดการขึ้นอยูกับเชื้อเพลิงฟอสซิล หลักการนี้ได้มาจากการสังเกตุว่าระบบสิ่งมีชีวิตเจริญเติบโตบนพลังงานของดวงอาทิตย์ และอุตสาหกรรมมนุษย์ควรจะทำอย่างเดียวกัน แทนการขึ้นอยู่กับพลังงานดวงอาทิตย์ที่เก็บไว้ ภายในกระบวนการรับรอง C2C นี่หมายถึงการประเมินพลังงานใช้ภายในการผลิตด้วยระดับที่สูงของการรับรอง ต้องการร้อยละที่สูงของพลังงานทดแทนเช่นข้อกำหนด
อย่างน้อยที่สุด 40% ของพลังงานหมันเวียน
เพื่อการยกระดับที่สูงของการรับรอง ด้วยการประยุกต์ใช้หลักการนี้อุตสาหกรรมถูกกระตุ้นให้ก้าวไปสู่ประสิทธิผลเชิงนิเวศ และระบบการเกิดใหม่ที่ทำงานด้วยพลังงานทดแทนสะอาดในขณะนี้ ตรงกันข้ามกัยการใช้พลังงานดวงอาทิตย์ที่เก็บไว้ – เชื้อเพลิงฟอสซิล เป้าหมายคือออกแบบระบบที่ใช้ประโยชน์ทรัพยากรหมุนเวียนมากมาย สนับสนุนสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม มันสนับสนุนการใีช้งานโดยตรงของพลังงานทดแทนภายในการผลิต และลดรอยเท้าคาร์บอน
หลักการนี้บังคับว่าการผลิตของมนุษย์ การก่อสร้าง และกระบวนการอุตสาหกรรมต้องขึ่นอยู่กับพลังงานเก็บเกี่ยวระบบโลกอย่างต่อเนื่องที่
เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยพื้นฐานดวงอาทิตย์ – แทนการใช้พลังงานที่เก็บไว้โบราณสำรองไว้อย่างเช่นเชื้อเพลิงฟอสซิล
*สนับสนุนความหลากหลาย – การเคารพระบบนิเวศท้องที่ –
การออกแบบถูกปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมทางท้องที่และบริบททางวัฒนธรรม แทนที่จะเป็นวิถีทางขนาดเดียวที่ใช้ได้กับบุคคลทุกคน วิถีทางสากล มันกระตุ้นการออกแบบที่สอดคล้องอ ไปสู่บริบทท้องที่เฉพาะ วิถืทางมุ่งหมายที่จะให้เกียรติทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรม สังเสริมสุขภาพทางสิ่งเเวดล้อม แทนการลดอันตรายเท่านั้น จุดมุ่งอยู่ที่การสร้าง พลังการเกิดใหม่ ทางบวก ตรงที่การออกแบบของมนุษย์สร้างรอยเท้าที่ยินดีเป็นส่วนหนึ่ง แทนที่จะเป็นเพียงความพยายามจัดการผลกระทบสิ่งเเวดล้อมทางลบ เลียนแบบระบบนิเวศธรรมชาติส่งเสริมความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพ
การออกแบบควรจะเคารพ และสะท้อนบริบทของท้องที่ ธรณีวิทยา วัฒนธรรม และความหลากหลายทางชีวภาพ หลักการนี้สร้างโมเดลบน
ระบบนิเวศของธรรมชาติ ตรงที่ความซับซ้อนและความหลากหลายส่ง
เสริมความเข้มแข็งและการปรับตัว มันก้าวไปจากวิถีทางขนาดเดียวใช้
ได้กับทุกคนของการทำให้เป็นอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญข้อแก้ปัญหา
เหมาะสมต่อบริบทเฉพาะ การออกแบบควรจะสนับสนุนและเคารพระบบ
นิเวศท้องที่ กระตุ้นความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต แทนการกำจัดมันและ
ผลิตภัณฑ์และระบบควรจะเคารพวัฒนธรรมท้องที่ ประเพณี และความ
ต้องการของมนุษย์ สร้างการออกเเบบที่เหมะสมต่อสถานที่เฉพาะ
“Cradle to Cradle” – C2C – เป็นกรอบข่ายการออกแบบและปรัชญา
ที่สร้างโมเดลอุตสาหกรรมมนุษย์บนกระบวนการธรรมชาติตรงที่วัตถุดิบ
ถูกมองเป็นสารอาหารหมุนเวียนภายในการดผาผลาญที่มีสุขภาพ และ
ปลอดภัย มันเปลี่ยนแปลงจากโมเดลเส้นตรงต้นกำเนิดสู่หลุมฝังศพสมัย
เดิม สกัด ผลิต ทิ้ง ไปสู่โมเดล ต้นกำเนิดสู่ต้นกำเนิดหมุนเวียน มุ่งหมาย
ที่จะกำจัดแนวคิดของเสียทั้งหมด ไมเคิล บรอนการ์ต ยืนยันว่าเพียงแค่ลดอันตรายให้น้อยที่สุด – สิ่งที่ไม่ดีน้อยลง – ไม่เพียงพอ C2C มุ่งที่ สิ่งที่ดีมากขึ้น สร้างผลิตภัณฑ์และระบบที่จะปรับปรุงสุขภาพทางสิ่งแวดล้อม และมนุษย์
การเปิดเผยของ C2C อ้างอิงความโปร่งใสที่ลึกซึ้งต้องการภายในลูกโช่อุปทานที่จะรับรองผลิตภัณฑ์ เพื่อที่จะให้รับรอง C2C ผลิตภัณฑ์จะ
ผ่านการประเมินส่วนผสมทางเคมีของมัน การกำหนดให้ผู้ผลิตเปิดเผยข้อมูลส่วนผสมทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการรับรองของมันเป้าหมายแกนคือเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ ไปสู่สารอาหารที่สามารถกลับคืนอย่างปลอดภัยไปสู่ววจรชีวภาพหรือเทคนิค ทำให้ความโปร่งใสของส่วนผสมสำคัญ ส่วนผสมทุกอย่างจะต้องถูกระบุ วัตถุดิบที่อันตราย เช่น
สารประกอบแฮโลเจน ต้องถูกรายงาน วัตถุดิบอื่นต้องถูกรายงาน ตรงที่มันเกิน 100 พีพีเอ็ม – ส่วนในล้่านส่วน – วัตถุดิบจะถูกประเมินและลำดับบนมาตราส่วน : เขียวเสี่ยงภัยต่ำ เหลืองเสี่ยงภัยปานกลาง แดงเสี่ยงภัยสูงค่อยเลิกใช้ และเทา ข้อมูลไม่สมบูรณ์
C2C อ้างอิงการเปิดเผยที่ครอบคลุมของรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม และสังคมทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิตของมัน มันหมายถึงการก้าวเลยพ้นไปจากการฟอกเขียวหริอความยั่งยืนที่คลุมเครือ ยืนยันให้ข้อมูลที่สมบูรณ์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ถูกผลิตอย่างไร วัตถุดิบมาจ่ากที่ไหน และ
ผลกระทบในที่สุดของมันต่อโลก ที่ของเสียของระบบหนึ่งจะกลายเป็นอาหารต่่อระบบอื่น ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถถูกออกแบบที่จะเเยกออกและกลับไปสู่ดินอย่างปลอดภัยเป็นสารอาหารทางชีวภาพ หรือใช้ประโยชน์ใหม่เป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงต่อผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นสารอาหารทางเทคนิคโดยไม่ทำให้ปนเปื้อน

1778911459826

1778911463064

บริษัทถูกจูงใจที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์ ตรงที่วัตถุดิบที่ปลายหลุมศพของมัน สามารถรีไซเคิลหรือกลับมาอย่างปลอดภัยต่อโลก แนวคิดนี้ได้ท้าทายโดยตรงโมเดล ต้นกำเนิดสู่หลุมฝังศพสมัยเดิมของการผลิตตรง
ที่ผลกระทบทางสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผลิตภัณฑ์ได้ถูกละเลยตั้งแต่การสกัดวัตถุดิบ ที่ไปสู่การทิ้งของมันภายในหลุมฝังกลบสมัยเดิม ผลิตภัณฑ์เดินตามท่อ สกัด ผลิต ทิ้ง เส้นตรง ผลิตภัณฑ์ถูกผลิต บริโภค และทิ้ง ผู้ผลิตและลูกค้า ต้นกำเนิดสู่หลุมฝ้งศพอธิบายลูกโซ่อุปทานเส้นตรงสมัยเดิม มันจะติดตามชีวิตของผลิตภัณฑ์จากการสกัดวัตถุดิบ – ต้นกำเนิด – ผ่านทางการผลิตและการใช้ ตลอดทางไปสู่การทิ้งในที่สุดของมันภายในหลุมฝังกลบหรือเตาเผาขยะ – หลุมฝังศพ –
แดเนียลโกลแมน สนับสนุนโมเดลการให้ชีวิตใหม่นี้ แทนการสิ้นสุดของผลิตภัณฑ์ภายในหลุมฝังกลบ วัตถุดิบทุกอย่างของมันถูกรีไซเคิลอย่างปลอดภัยกลายเป็นทรัพยากรใหม่ เพื่อการกำจัดของเสียอย่างมีประสิทธืภาพ เขายืนยันว่าเราอยู่ภายในยุคของการคิดต้นกำเนิดสู่หลุม
ฝังศพที่เขาเชื่อภายในความล้มเหลวทั้งลูกค้าและสิ่งแวดล้อม

1778911465247

1778911464169

1778911466456

ถ้อยคำต้นกำเนิดสู่หลุมฝังศพ แปลจาก Cradle to Grave อ้างถึงโมเดลเศรษฐกิจเส้นตรงสมัยเดิม ตรงที่วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เรื่มต้นด้วย
การสกัดว้ตถุดิบ และจบลงด้วยการทิ้งเป็นของเสียตรงกันข้ามเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งหมายต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ไปสู่ต้นกำเนิดไปสู่ต้นกำเนิด ตรงที่วัตถุดิบถูกใช้ใหม่ รีไซเคิล และสร้างใหม่ โดยไม่ไปสู่ของเสีย และ
เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ยกเครื่องต้นกำเนิดสู่หลุมฝังศพดังนั้นของเสียจากกระบวนการหนึ่งจะกลายเป็นวัตถุดิบเพื่อกระบวนการอื่น ที่สร้างวงจรปิด
เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นโมเดลเศรษฐกิจที่จะกำจัดของเสียด้วยการรักษาวัตถุดิบภายในการใช้ที่ต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับระบบวงจรปิด ตรงที่ผลิตภัณฑ์ ณ จุดจบวงจรชีวิตของมัน กลายเป็นวัตถุดิบเพื่อสิ่งใหม่
การทดแทนโมเดล สกัด ผลิต ทิ้ง เส้นตรงสมัยเดิมนี้ ได้รักษาทรัพยากรและลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด รักษาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์
ภายในการหมุนเวียนนานเท่าที่เป็นไปได้ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ กำเนิดเมื่อค.ศ 1970 ผ่านการรวมกันของนิเวศวิทยา และเศรษฐศาสตร์อุตสากรรม สร้างโดยผลงานรากฐานของสถาปนิกและนักเศรษฐศาสตร์ วอลเตอร์ สตาเฮล เเละเคนเนธ โบลดิ้ง เศรษฐกิจหมุนเวียนจะเป็นโมเดล
เศรษฐกิจออกแบบที่จะกำจัดของเสียและสร้างใหม่ระบบธรรมชาติด้วย
การรักษาวัตถุดิบภายในการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจหมุนเวียนที่
แท้จริงดำเนิน อยู่บนระบบวงจรปิดระบุ โดยหลักการพื้นฐาณสามข้อที่
ขับเคลื่อนโดยการออกแบบ
*กำจัดของเสียและมลภาวะ
ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างถูกออกแบบจนส่วนประกอบของมัน ไม่ได้จบลงภายในหลุมฝังกลบ แต่ถูกนำมาใช้ใหม่ มันออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความคงทน การใช้งานใหม่ และการรีไซเคิล ก้าวไปจากโมเดลสกัด ผลิต ทิ้ง มันรักษาว้ตถุดิบใช้งานผ่านทางการซ่อมแซม การปรีบปรุงใหม่ และการทำปุ๋ยหมัก การจัดการมลภาวะ ณ ขั้นตอนการออกแบบแทนการจัดการมันภายหลัง การออกเเบบของเสียและวัตถุดิบมลพิษออกไป ระบบนิเวศเป็นอิสระจากมลภาวะ สนับสนุนสิ่งแวดล้อมที่มีสุขภาพ
*หมุนเวียนผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ
ผลิตภัณฑ์ถูกเก็บไว้ภายในการใช้งาน ณ คุณ่ค่าสูงสุดเป็นไปได้ของมัน ผ่านทางการซ่อมแซม การผลิตใหม่ และการรีไซเคิล กำจัดของเสียโดยการเปลี่ยนแปลงจากโมเดลสกัด ผลิต ทิ้ง ไปสู่งวจรฟื้นฟู มันจะใช้ประโยชน์วงจรทางเทคนิค เช่น รีไซเคิลและวงจรชีวภาพ เช่น การปุ๋ยหมัก ที่จะรักษาคุณค่าและลดการสกัดวัตถุดิบ ที่ยกระดับมันหมุนเวียนวัตถุดิบ ผ่านทางวงจรเทคนิค เช่น รีไซเตล ซ่อมแซม และใช้งานใหม่
และวงจรทางชีวภาพ เช่น ปุ๋ยหมัก มั่นใจว่าทรัพยากรได้ถูกใช้งานแทน
ที่จะใช้จนหมด
ผลืตภัณฑ์ถูกสร้างเพื่อความคงทน ซ่อมแซมได้ง่าย และถอดชิ้นส่วนได้ ลดความต้องการสกัดวัตถุดิบใหม่และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ เปลี่ยนแปลงของเสียไปสู่วัตถุดิบที่มีคุณค่า แยกการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากใข้ทรัพยากร สร้างใหม่ระบบธรรมชาติเป้าหมายคือ
รักษาผลิตภัณฑ์ทำหน้าที่ ณ อรรถประโยชน์สูงสุดของมันถ้าผลิตภัณฑ์ไม่สามารถใช้งานได้ส่วนประกอบของมันถูกผลิตใหม่และในที่สุดว้ตถุดิบของมันถูกรีไซเคิลที่จะรักษาคุณค่าของมัน
*สร้างใหม่ธรรมชาติ
มันมุ่งหมายที่จะปรับปรุงระบบนิเวศ แทนการเพียงแค่ลดอันตราย ด้วยการเปลี่ยนแปลงจากโมเดล สกัด ผลิต ทิ้ง ไปสู่ระบบระบบหมุนเวียน มุ่งหมายที่จะสนับสนุนกระบวนการธรรมชาติด้วยการกลับคืนสารอาหารไปสู่ดิน ยกระดับความหลากหลายทางชีวภาพ และการลดการสกัด และการปฏิรูปการเกษตร การลดการขึ้นอยู่กับวัตถุดิบบริสุทธิ์ แทนการลดคุณค่าสิ่งแวดล้อม ระบบถูกออกแบบที่จะสร้างใหม่ทุนธรรมชาติ การหมุนเวียนทำงาไม่ใช่ต่อต้านระบบธรรมชาติ การทำให้ระบบนิเวศเจริญเติบโต และสร้างใหม่ตัวมันเอง สร้างใหม่ธรรมชาติ ต้องการการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจทั้งหมด เช่น การคิดใหม่ลูกโซ่อุปทานการเกษตรที่จะให้ความสำคัญสุขภาพของดิน
เคนเนธ โบลดิ้ง ได้บุกเบิกเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในบทความ 1966
ของเขา The Economics of the Coming Spaceship Earth ตรงที่เขา
ได้เปรียบเทียบกับเศรษฐกิจคาวบอย ตรงที่เศรษฐกิจคาวบอยเป็นระบบสกัด ผลิต ทิ้ง เส้นตรง ของการบริโภทที่ไม่กัด บนพิ้นฐานความเชื่อที่ผิดของทรัพยากรที่ไม่จำกัด การปฏิต่อโลกเป็นอาณาเขตของทรัพยากรที่ไม่จำกัดและการทิ้งของเสียที่ไม่จำกัด การเปรียบเทียบคาวบอย แสดงความประมาทการขยายตัวที่ไร้ขอบเขต และการเเสวงหาประโยชน์ที่
เชื่อว่าโลกเป็นอ่างเก็บนัำของวัตถุดิบที่ไม่จำกัด
เคนเนธโบดิ้ง ได้ยืนยันว่าเมื่่อพรมแดนโลกของเราหายไป เร่าต้องรับเอามุมมองเศรษฐกิจนักบินอวกาศ เศรษฐกิจยานอวกาศ เป็นการเปรียบเทียบระบบปิดยั่งยืน ตรงที่โลกได้ถูกมองเป็นยานอวกาศลำเดียว ด้วยทรัพยากรที่จำกัด ทำให้จำเป็นต้องมีการรีไซเคิลเเละการบริหารอย่างรอบคอบ ปรัชญารากฐาน เบื้องหลังเศรษฐกิจหมุนเวียนสมัยใหม่ การ
มองโลกเป็นยานอวกาศปิดด้วยทรัพยากรที่จำกัดเข้มงวดมุ่งระบบปิด
ที่จะกำจัดมลภาวะตรงที่ของเสียของผลิตภัณฑ์หนึ่งกลายเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตภัณฑ์อื่น
ความสำเร็จได้ถูกวัด โดยการบำรุงรักษา และการเกิดใหม่ของทุนธรรมชาติ ลดการใช้ทรัพยากรบริสุทธิ์ให้น้อยที่สุด การก้าวไปจากเศรษฐกิจคาวบอยเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความยั่งยืนของโลก เศรษฐกิจหมุนเวียนจะขึ้นอยู่กับ “Rs” – Reduce Reuse Recycle
Recover – มันช่วยเหลือธุรกิจลดก่ารขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ ที่บรรเทาการเปลี่ยนแปลงภูมือากาศ และการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพท้องที่
วอลเตอร์ สตาเฮล บิดาของเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้เสอนแนะมันเป็น
โมเดลเศรษฐกิจที่ทดแทนการผล้ตและการบริโภค ด้วยการใช้และการ
บำรุงรักษา แทนวิถีทางของเส้นตรง สกัด ผลิด ทิ้ง เขามุ่งเน้นการเก็บ
ผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ภายในการหมุนเวียนนานเท่าที่เป็นไปได้ เขาได้สนับสนุน “เศรษฐกิจประสิทธิภาพ” ผู้ผลิตรักษาความเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ของพวกเขา และขายมันเป็นบริการ เช่น เช่าเครื่องจักร สร้างความมั่งคั่งโดยการขายการใช้งานและการทำหน้าที่ของ แทนผลิตภัณฑ์ตัวม้นเอง
การมุ่งที่การขายประสิทธิภาพไม่ใช่ตัวสินค้า การบรรลุเวลาสูงสุดที่ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบถูกเก็บไว้ภายในเศรษฐกิจ ณ อรรถประโยชน์สูงสุดของมัน เขามุ่งเน้นการใช้งานใหม่ การซ่อมแซม และการผลิตใหม่ระบบที่บริหารตัวตนสต็อคที่จะรักษาคุณค่าของมัน เปลี่ยนแปลงจุดมุ่งทางเศรษฐกิจจากการผลิตแบบจำนวนมาก ไปสู่ประสิทธิถาพ เเทการ
ขายผลิตภัณฑ์ เศรษฐกิจประสิทธืภาพจขายบริการ การใช้งาน หรือประโยชน์ที่ผลิตภัณฑ์ให้ การขายประสิทธิภาพเหนือผลิตภัณฑ์
ถ้อยคำ ต้นกำเนิดสู่หลุมฝังศพเป็นสำนวนการเปรียบเทียบ ที่จะอธิบาย
วงจรชีวิตของมนุษย์ทั้งหมด จากเกิดไปถึงตาย มันได้ถูกนิยมเเพร่หลายภายใน 2942 UK Beveridge Report เสนอแนะระบบที่ถูกครอบคลุมด้วยความมั่นคงทางสังคม สนับสนุนจากรัฐ ที่จะกำจัดความยากจน เชื้อโรค เเละการว่างงาน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล ได่้รับเอาความคิด ใช้มันเมื่อ ค.ศ 1943 อธิบายความทะเยอทะยานของรัฐบาล ที่สนับ
สนุนบริการสุขภาพของชาติและรัฐสวัสดิการคุ้มครองประชาชน จาก
ต้นกำเนิดสู่หลุมฝังศพ สนับสนุนสวัสดิการทางสังคม ที่จะกำจัดความยากจน เมื่อปลายศตวรรษที่ 20 ถ้อยคำได้เปลี่ยนแปลงจากช่วงชีวิตของมนุษย์ไปสู่ช่วงชีวตของผลิตภัณฑ์
วินสตัน เชอร์ชิล ได้นิยมเเพร่หลายถ้อยคำ ต้นกำเนิดสู่หลุมฝังศพ ที่นิยมแพร่หลาย ระหว่างการออกอากาศทางวิทยุเรื่อง After the War เมื่อ ค.ศ 1943 เขาได้ใช้สโลแกนอธิบายความทะเยอทะยานของสวัสดิการแห่งชาติทีครอบคลุมและระบบการประกันทางสังคม แต่การพัฒนาที่เป็นทางการของเเนวคิดมาจากนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ วิลเลียม เบเวอ
ริดจ์ ภายใน Beveridge Report 1942 ของเขา วินสตันเขอร์ชิล รับเอาถ้อยคำระหว่างการออกอากาศทางวิทยุ Morning Thoughts ที่ระบุวิสัยทัศน์ของเขา เพื่อการสร้างใหม่หลังสงครามของอังกฤษ คำพูดอ้างอิงของเขาคือ “คุณต้องลำดับผมและเพื่อนร่วมงานของผมเป็นพรรคพวก
ที่เข้มเเข็งของการประกันสังคมแห่งชาติภาคบังคับต่อทุกชนชั้นเพื่อทุกความมุ่งหมาย จาก “ต้นกำเนิดสู่หลุมฝังศพ”

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *