ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (55)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (55)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
ต่อ….
จึงกลายเป็นเพื่อนบ้านของคนตาย และจึงเข้าไปร่วมอยู่ในหมู่ผู้ที่เน่าเปื่อย พวกเขาต่างละทิ้งโลกและจึงต้องถูกแยกออกจากบรรดามิตรสหายของพวกเขา พวกเขาต่างมีความสับสน ยกเว้นก็แค่ในสิ่งที่พวกเขาได้ส่งไปยังโลกปรภพไว้ก่อนแล้ว พวกเขาต่างไม่อนาทรร้อนใจอะไรกับสิ่งที่พวกเขาได้ละทิ้งไว้ในโลกนี้ พวกเขาได้รับการชี้แนะตักเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีก และกระนั้นพวกเจ้าต่างก็หลงลืมและไม่แยแสโดยหมกมุ่นอยู่กับเรื่องที่ไร้สาระต่างๆ พวกเจ้าเป็นเสมือนสัตว์ ความพยายามต่างๆ ของพวกเจ้าจึงถูกจำกัดอยู่กับการกินการดื่มและการสนองตอบต่อตัณหาราคะของพวกเจ้า
พวกเจ้าไม่รู้สึกอับอายต่อพระพักตร์ของอัลลอฮ์กันบ้างหรือ ผู้ซึ่งทรงสร้างพวกเจ้า ถึงแม้พระองค์จะทรงกระทำให้บรรดาคนบาปเหล่านั้นตระหนกไปด้วยกับไฟนรกก็ตาม พวกเจ้าไม่มีความสามารถจะทรมานอยู่ในไฟนรกนี้ได้หรอก พระองค์ทรงสัญญา สวรรค์ของพระองค์และบรรดาผู้ใกล้ชิดพระองค์กับบรรดาผู้ที่พวกเขาต่างเชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์ ฉะนั้นจึงโน้มไปสู่พระสัญญาของอัลลอฮ์และกระทำตัวของพวกเจ้าให้มีคุณค่าต่อความเมตตาของพระองค์เถิด จงเป็นตัวของตัวเองเถิด
จงอย่าได้กดขี่ผู้อื่น จงมีความกรุณาต่อบรรดาผู้ซึ่งอ่อนแอกว่าพวกเจ้า จงช่วยเหลือบรรดาผู้ไร้ความสามารถ จงแสวงหาการอภัยโทษจากอัลลอฮ์ในบาปต่างๆ ของพวกเจ้าเถิด และจงขอลุแก่โทษที่เป็นการลุแก่โทษอย่างแท้จริง ดังว่า พวกเจ้าจะไม่กลับไปกระทำบาปกรรมอีก จงเป็นบรรดาข้าทาสผู้ทรงคุณธรรมของพระผู้อภิบาล จงอย่าได้เป็นผู้ปกครองที่กดขี่บีฑาและก็อย่าได้เป็นเช่นบรรดาพวกกบฏที่ไร้ความเมตตาและหัวรุนแรงและบรรดาฟาโรห์ผู้ซึ่งก่อกบฏต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา ผู้ซึ่งลงโทษพวกเขาด้วยกับความตาย ผู้ทรงรุนแรงที่สุดในมวลหมู่ผู้รุนแรง ผู้ทรงเป็นพระผู้อภิบาลแห่งภพนี้และสวรรค์ชั้นฟ้า พระผู้ทรงเป็นอัลลอฮ์ของผู้คนทั้งอดีตเช่นเดียวกันกับอนาคต และพระองค์ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ของวันตัดสินพิพากษา ผู้ซึ่งการลงโทษของพระองค์นั้นรุนแรงยิ่งและการลงทัณฑ์ของพระองค์นั้นก็เป็นที่เจ็บปวดอย่างเหลือแสน ไม่มีผู้กดขี่คนใดจะหนีรอดไปจากการลงโทษของพระองค์ได้ และไม่มีอะไรที่จะออกไปจากการควบคุมของพระองค์ได้ ไม่มีอะไรที่จะไม่เป็นที่รู้จักของพระองค์ และไม่มีอะไรที่จะเป็นที่ซ่อนเร้นไปจากพระองค์ได้ ความรอบรู้ของพระองค์นั้น ทรงห้อมล้อมในทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงให้กับทุกๆ คนไม่ว่าจะเป็นสวรรค์หรือนรกก็ตาม
โอ้ บุตรของอาดัมเอ๋ย พวกเจ้าล้วนเป็นผู้อ่อนแอ พวกเจ้าจะเร้นหนีไปจากพระผู้ทรงเรียกพวกเจ้ามา ทั้งกลางวันแสกๆ และในยามกลางคืนที่มืดสนิทได้อย่างไร และพระองค์คือผู้ทรงนำพวกเจ้ามาสู่การตัดสินพิพากษา ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ในสภาพเช่นใด พวกเจ้าอยู่ในควบคุมของพระองค์ในทุกขณะ ทั้งผู้ที่แนะนำเชิญชวนและผู้ที่ยอมรับการแนะนำเชิญชวนย่อมประสบความสำเร็จ”
มีรายงานไว้ในคัมภีร์อินญีลว่า อีซาได้กล่าวว่า “พวกเจ้าเคยได้รับฟังในสิ่งที่เคยบอกมาก่อนกับคนในอดีตว่า พวกเขาไม่ควรละเมิดประเวณี ฉันขอบอกว่า ผู้หนึ่งที่เขามองดูสตรีผู้หนึ่งด้วยกับราคะจิตก็ประจุจดังว่า เขาได้กระทำการละเมิดประเวณีกับสตรีผู้นั้นไปแล้ว ถ้าหากตาด้านขวาของพวกเจ้าเกิดไม่ซื่อสัตย์ และมองไปยังสิ่งที่ต้องห้าม(ไปยังสตรีผู้หนึ่งซึ่งเป็นที่อนุมัติให้สมรสด้วยได้) ก็จงควักมันออกมา และโยนดวงตานั้นทิ้งไป เพราะการตัดส่วนหนึ่งของร่างกายทิ้งไปนั้น ย่อมดีกว่าที่จะปล่อยให้อวัยวะทั้งหมดต้องถูกเผาไหม้ลงไปในไฟนรก
ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า จงอย่าได้วิตกกังวลกับว่าจะกินอะไรและจะสวมใช้อะไร หัวใจมิใช่หรือที่ดีกว่าร่างกายและร่างกายน่าจะดีกว่าเสื้อผ้า จงระวังรักษาร่างกายและวิญญาณของพวกเจ้าให้พ้นจากไฟนรก จงมองดูนกเถิดพวกมันไม่ต้องหว่านและก็ไม่ต้องเก็บเกี่ยวและก็ไม่ต้องกังวลอะไรกับปัจจัยยังชีพของพวกมัน พระผู้อภิบาลผู้ทรงมหาจำเริญได้ทรงจัดหาปัจจัยยังชีพไว้ให้กับพวกมัน พวกเจ้ามิได้ดีไปกว่าพวกมันดอกหรือ จะมีผู้ใดในหมู่พวกเจ้าที่สามารถจะใส่แม้เพียงผ้าสักหลาดหนึ่งให้กับร่างกายของตัวเขาเอง ดังนั้นทำไมพวกเจ้าจึงต้องไปกังวลเอากับเสื้อผ้าของพวกเจ้าด้วยเล่า ผู้ที่ทรงมอบร่างกายให้กับพวกเจ้า ก็จะทรงมอบเครื่องปกปิดร่างกายให้กับพวกเจ้า”
มีรายงานไว้ในแหล่งที่เชื่อถือได้ จากอิมาม ซัยนุลอาบีดีน ว่า มีบันทึกอยู่ในคัมภีร์อินญีลว่า จงอย่าได้แสวงหาความรู้ซึ่งอันเนื่องมาจากความรู้นั้นพวกเจ้ามิได้กระทำ เพราะหากมันไม่ได้นำไปใช้ปฏิบัติ อัลลอฮ์ก็จะทรงริบเอาความรู้ไปจากผู้ที่มีมันเป็นเจ้าของ อิมาม กล่าวว่า ครั้งหนึ่งอีซากล่าวกับ ฮะวารีส ว่า โลกนั้นเป็นดังสะพานแห่งหนึ่ง พวกเจ้าควรจะข้ามผ่านมันไปเท่านั้น และไม่ใช่ไปเริ่มการก่อสร้างบ้านบนสะพานนั้น
อมีรุลมุอ์มินีน อะลี กล่าวว่า ทรัพย์สินสมบัติถือเป็นความป่วยไข้ของศาสนา และแพทย์ที่จะรักษามันก็คือผู้รู้(อาลิม)ทางศาสนา ดังนั้นเมื่อพวกเจ้าสังเกตเห็นว่า ตัวของผู้รู้เองกำลังดึงเอาความป่วยไข้มาสู่ตัวของเขาเอง ก็จงอย่าได้ยึดเอาเขาไว้เป็นผู้ที่จะมีความเห็นอกเห็นใจของเจ้า จงตระหนักไว้ด้วยว่า เมื่อเขายังไม่ได้ใส่ใจกับตัวของเขาเองแล้วเขาจะมาเป็นผู้มีความปรารถนาต่อผู้อื่นได้อย่างไรกัน มีวาระที่เชื่อถือได้อีกบทหนึ่ง กล่าวไว้ว่า อีซา กล่าวว่า มันช่างโชคดีสักขนาดไหนสำหรับเขาผู้ที่ความเงียบของเขานั้นเนื่องมาจากการคำนึงถึงความน่าพิศวงของอัลลอฮ์ และดวงตาของเขานั้นแสวงหาการชี้นำต่างๆ และผู้ซึ่งเป็นผู้รับใช้ครอบครัวของเขาเอง และผู้ซึ่งร่ำไห้อยู่เป็นนิจกับความผิดบาปต่างๆ ของเขา และผู้คนต่างปลอดภัยไปจากมือและลิ้นของเขา!
มีรายงานอยู่ในแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ว่าอิมาม อัศศอดิก กล่าวว่า อัลลอฮ์ทรงเปิดเผยกับอีซาว่า ‘โอ้ อีซา! จงมอบน้ำตาของเจ้าให้กับข้าเถิดและความต่ำต้อยของหัวใจของเจ้า เมื่อบรรดาผู้ที่พวกเขาตามความมดเท็จหัวเราะ เจ้าก็ควรที่จะคงความกังวลและความเศร้าโศกเอาไว้ เพราะความเกรงกลัวในปรภพและยืนอยู่ข้างๆ บรรดาหลุมศพและเรียกหาคนตาย เจ้าควรได้รับบทเรียนหนึ่งจากพวกเขาและบอกกับพวกเขาว่า ฉันจะตามไปร่วมกับพวกท่านเช่นกัน’
ในวาระที่น่าเชื่อถือได้มีบันทึกไว้ว่า อีซาได้แสดงธรรมเทศนาหนึ่งกับเหล่าสาวกของเขาว่า พวกเจ้าต่างหมกมุ่นอยู่กับโลกนี้ ถึงแม้ว่าพวกเจ้าจะได้รับปัจจัยยังชีพโดยไม่ต้องทำงานอะไร(นั่นคือ อัลลอฮ์ทรงรับประกันมัน) แต่พวกเจ้าก็มิได้มีความพยายามใดๆ เพื่อโลกหน้า ถึงแม้ปัจจัยยังชีพ ณ ที่นั้นมิได้มีไว้ให้โดยไม่ต้องดิ้นรน (ซึ่งจะต้องกระทำในชีวิตของโลกนี้)
ความวิบัติจงมีแต่พวกเจ้าโอ้บรรดาผู้รู้ที่ฉลาด! พวกเจ้าไม่ทำงานแต่กลับไปรับค่าจ้าง ในไม่ช้านี้เจ้าของเขาจะเรียกร้องเอากับพวกเจ้า(กิจกรรมต่างๆ ที่พระองค์พึงปรารถนา)และในไม่ช้านี้ พวกเจ้าจะต้องถูกเคลื่อนย้ายจากโลกนี้ไปยังหลุมศพที่มืดทึบ เขาจะเป็นผู้รู้ได้อย่างไรผู้ซึ่งจะต้องกลับคืนไปสู่โลกหน้า และกระนั้นก็ยังวุ่นวายอยู่กับเรื่องของโลกนี้และชอบเพียงสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อเขามากกว่าสิ่งเหล่านั้นที่เป็นประโยชน์”
มีรายงานไว้ในวาระหนึ่งว่า ผู้คนต่างถามอีซาว่า “โอ้ผู้เป็นวิญญาณแห่งอัลลอฮ์ ท่านสบายดีหรือ” เขาจึงกล่าวตอบว่า “ฉันตื่นขึ้นในยามเช้าเมื่อพระผู้อภิบาลของฉันเฝ้ามองดูฉันอยู่ และพระองค์ทรงตระหนักถึงอาการต่างๆ ของฉัน ไฟแห่งนรกนั้นอยู่ต่อหน้าของฉัน และความตายกำลังซุ่มโจมตีฉันอยู่ ฉันไม่สามารถที่จะได้รับในสิ่งที่ฉันถวิลหาได้ ฉันไม่สามารถที่จะจำกัดสิ่งต่างๆ ที่ฉันไม่ชอบให้หมดไปได้ ดังนั้นไม่มีคนจนคนใดที่จะจนไปกว่าฉัน และไม่มีคนสิ้นหวังคนใดที่จะสิ้นหวังไปมากกว่าฉัน”
ตามรายงานที่เป็นของจริงแท้จากศาสดาของพระเจ้าว่า อัลลอฮ์ทรงส่งวิวรณ์มายังอีซา “จงดิ้นรนเพื่อการเคารพภักดีต่อข้าและจงอย่าได้ละทิ้งการละหมาดต่อข้า เพราะข้าสร้างเจ้ามาโดยปราศจากบิดา เพื่อว่าเจ้าจะได้เป็นสัญญาณหนึ่งของข้าสำหรับชาวโลกทั้งมวล จงให้ความสว่างกับชาวอิสราเอลผู้ซึ่งมีความศรัทธาต่อข้า และศาสดาผู้ไม่รู้หนังสือของข้าแห่งยุคสุดท้าย ผู้ซึ่งสืบตระกูลของเขาจะถูกสถาปนาขึ้นโดยผ่านทางสตรีผู้จำเริญนางหนึ่ง ผู้ซึ่งจะอยู่กับมารดาของเจ้า(มัรยัม) นั่นคือ ตูบาในสวนสวรรค์จะเป็นของเขา ผู้ซึ่งจะมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยของศาสดาองค์นั้น ผู้ซึ่งจะได้ยินเขา และเชื่อฟังปฏิบัติตามเขา อีซาจึงสอบถามว่า โอ้ พระผู้อภิบาลของข้า ตูบานั้นคือสิ่งใดกัน พระผู้อภิบาลผู้ทรงเกรียงไกรจึงกล่าวตอบว่า ตูบานั้นเป็นต้นไม้ต้นหนึ่งในสวรรค์ ซึ่งใต้ต้นของมันมีลำธารน้ำสายหนึ่งไหลผ่าน ผู้ใดก็ตามที่เขาได้ดื่มกินเพียงอึกเดียวจากน้ำนี้เขาจะไม่รู้สึกหิวกระหายอีกเลย อีซาจึงร้องขอขึ้นว่า พระผู้อภิบาลของข้าฯ ขอได้โปรดให้ข้าฯ ได้น้ำนี้สักหยดหนึ่งเถิด อัลลอฮ์ตรัสว่า โอ้ อีซา มันเป็นที่ต้องห้ามต่อบรรดาศาสดาทั้งมวลจนกว่าศาสดาองค์นั้นผู้ซึ่งเป็นองค์สุดท้ายจะได้ดื่มกินมันก่อน ถึงแม้การเข้าสู่สวนสวรรค์ก็เป็นที่ต้องห้ามแก่ทุกคนที่จะร่วมเข้าไป จนกว่าการเข้าพำนักของศาสดาองค์สุดท้ายจะได้เข้าไปเสียก่อน”
มีกล่าวไว้ในวาระหนึ่งที่น่าเชื่อถือได้ว่า อิมาม อัศศอดิก กล่าวว่า “อีซาได้สอบถามทวยเทพญิบรออีลว่า “วันตัดสินพิพากษาจะมีเมื่อใดกัน” ทวยเทพญิบรออีลจึงเริ่มต้นสั่นสะท้าน โดยรู้สึกเกรงกลัวต่อวันนั้นและจึงล้มลงสิ้นสติ ภายหลังจากทำการฟื้นขึ้นมาแล้ว เขาจึงกล่าวตอบว่า “โอ้ผู้เป็นวิญญาณของอัลลอฮ์ ฉันเองก็ไม่รู้เช่นกัน ก็เช่นเดียวกันกับท่านนั้นแหละ มันไม่เป็นที่รู้ของผู้ใดที่วันแห่งการฟื้นคืนชีพจะเริ่มต้นขึ้น อย่างไรก็ตามมันจะปรากฏขึ้นในทันทีทันใด และปราศจากการเตือนใดๆ”



