ตำนานจีนในสมัยโบราณ

ประเทศต่างๆในโลกโดยเฉพาะประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มักมีตำนานที่เล่าขานกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ประเทศจีนก็เช่นเดียวกัน ประวัติศาสตร์จีนที่มีการบรรทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรมีอยู่ประมาณ 4000 ปี แต่คนจีนมักกล่าวว่าประวัติศาสตร์จีนมีอยู่กว่า 5000 ปี โดยถือว่าหวงตี้หรือจักรพรรดิเหลืองเป็นบรรพบุรุษของคนจีนในปัจจุบัน
ตามตำนาน ผู้ที่สร้างจักรวาลคือผานกู่ เดิมโลกไม่มีการแยก ฟ้ากับดิน จักรวาลมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีสิ่งที่มีชีวิตคนแรกของโลกอยู่ในไข่นี้คือผานกู่ ต่อมาผ่านกูได้แตกออกมาจากไข่ กลายเป็นมนุษย์คนแรกของโลก หลังจากการเปิดฟ้าดินแล้ว ผานกู่ก็มีรูปร่างที่สูงใหญ่ขึ้นทุกวัน ทำให้ฟ้ากับดินอยู่ห่างกันมากขึ้น ในระหว่างที่ผานกูมีชีวิตอยู่ ฟ้าได้สูงขึ้นมาเรื่อยๆ และดินก็หนาขึ้นทุกวัน จนเวลาผ่านไป 18,000 ปี ผานกู่มีรูปร่างใหญ่มหึมาอยู่คำ้ฟ้า เมื่อผานกู่ตายไป ส่วนต่างๆของร่างกายของเขากลายเป็นสิ่งต่างๆตามธรรมชาติ ตาข้างขวาของเขากลายเป็นดวงอาทิตย์ ตาข้างซ้ายกลายเป็นดวงจันทร์ แขนขาและลำตัวเป็นภูเขา ลมหายใจเป็นเมฆและลม เลือดของเขากลายเป็นแม่นำ้และทะเล เส้นผมและขนคิ้วกลายเป็นดวงดาว ผิวหนังและขนที่อยู่ตามร่างกายกลายเป็นต้นหญ้าและดอกไม้ ฟันและกระดูกกลายเป็นแร่ธาตุต่างๆ เหงื่อของเขากลายเป็นฝนและน้ำค้าง ขี้ไคลและเห็บที่เกาะอยู่ตามตัวกลายเป็นมนุษย์และสัตว์นานาชนิด เมื่อผานกู่ตายลง โลกมนุษย์และสัตว์นานาชนิด ตลอดจนสิ่งของต่างๆตามธรรมชาติจึงได้ก่อกำเนิดขึ้น
แต่มนุษย์ก็ต้องทำมาหากินและขจัดภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จึงมีวีรบุรุษที่มีอิทธิฤทธิ์และชาญฉลาดเกิดขึ้นคือโหย่วเฉาซื่อ ที่สอนให้คนสร้างบ้านบนต้นไม้เพื่อรอดพ้นอันตรายจากการรุกรานของสิงสาราสัตว์ ซุ่ยเหรินซื่อ สอนให้คนทำไฟ และทำให้มนุษย์รู้จักใช้ไฟและกินของที่ปรุงสุกได้ ฝูซีซื่อ เป็นผู้นำในการล่าสัตว์ และจับปลา ทั้งยังมีการศึกษาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติจนเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล รู้จักการทำเครื่องดนตรีจากวัสดุทางธรรมชาติ และยังเป็นผู้ริเริ่มประเพณีการแต่งงาน บุรุษผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งคือเสินหนงซื่อ ผู้มีคุณูปการในการสอนให้มนุษย์ทำการเพาะปลูกพืชพันธ์ธัญญาหาร เขาได้ลองชิมพืชพรรณนานาชนิดเพื่อค้นหาพืชผลและสมุนไพรที่จะกินได้ และที่จะใช้ในการรักษาโรคได้ กล่าวกันว่า เสินหนงซื่อได้รับพิษจากการลองชิมพืชผลนานาชนิดหลายครั้งในแต่ละวัน แต่ด้วยความเป็นอัจฉริยะ ทำให้เขาสามารถรอตายได้และสามารถจำแนกพืชที่มีพิษภัยกับพืชที่สามารถรักษาโรคได้
ตำนาน เกี่ยวกับโหย่วเฉาซื่อ ซุ่ยเหรินซื่อ ฝูซีซื่อ และเสินหนงซื่อ แสดงถึงการต่อสู้กันเพื่อเอาชีวิตรอดและการเอาชนะธรรมชาติของมนุษย์ตามมุมมองของคนจีนสมัยโบราณ คำว่า’ซื่อ’อาจแปลว่าตระกูลหรือชื่อของชนเผ่า แต่ก็ใช้ในการเรียกขานบุคคลสำคัญที่สมควรได้รับการนับถือยกย่อง ตำนานเกี่ยวกับรวีรบุรุษทั้งสี่นี้ สะท้อนให้เห็นถึงจีนในสมัยดึกดำบรรพ์ที่มีลักษณะสังคมชนเผ่า และการต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่รอดโดยการใช้สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติให้เป็นประโยชน์
ในสมัยต่อมา มีวีรบุรุษผู้นำจีนที่ยิ่งใหญ่ ที่คนจีนถือกันว่าเป็นบรรพบุรุษของคนจีนในปัจจุบันคือหวงตี้ หรือจักรพรรดิเหลือง ซึ่งมักจะเรียกเคียงคู่กับเอี๋ยนตี้ซึ่งบางตำรากล่าวว่าก็คือเสินหหงซื่อ แต่บางตำรากล่าวว่าเอี๋ยนตี้เป็นลูกหลานของเสินหนง หรือเป็นผู้นำในชนเผ่าที่สืบทอดมาจากเสินหนงซื่อ คนจีนในปัจจุบันจึงมักกล่าวว่าตนเป็นลูกหลานของเอี๋ยนตี้และหวงตี้(เอี๋ยนหวงจื่อซุนในภาษาจีน)
สมัยหวงตี้อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 5000 ปีก่อน หวงตี้เป็นวีรบุรุษทางวัฒนธรรมของจีน ในสมัยหวงตี้เป็นผู้นำของชนชาติจีน มีสิ่งประดิษฐ์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งอักษรจีน การเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหม การใช้รถ(เกวียน)และเรือ การทำเครื่องปั้นดินเผา การใช้เข็มทิศเพื่อชี้ทิศทาง และการต่อสู้เอาชนะชนเผ่าอื่นๆที่มารุกรานชนชาติจีน
การสู้รบระหว่างหวงตี้กับชืออิ๋ว หัวหน้าเผ่าที่มารุกราน เป็นศึกสงครามครั้งใหญ่ที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์จีน แต่คงเป็นเรื่องที่เล่าขานกันเป็นตำนานมากกว่าการบันทึกในเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ชืออิ๋วเป็นนักรบผู้กล้าหาญ เวลาต่อสู้กับหวงตี้ เขาได้เรียกเทพเจ้าลมและฝนมาช่วยรบ ทำให้มีลมฝนและหมอกลงจัด และทำให้กองทัพของหวงตี้ไม่สามารถเห็นทิศทาง ชืออิ๋ว ยังให้สิงสาราสัตว์มาช่วยทำศึก แต่หวงตี้ในที่สุดก็สามารถเอาชนะชืออิ๋วได้ โดยการประดิษฐ์เข็มทิศเป็นเครื่องชี้ทางและใช้หนังสัตว์มาทำเป็นกลองเพื่อบัญชาการรบ ทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากเทพเจ้ามาระงับฝนฟ้าคะนองและน้ำท่วม หวงตี้รบกับชืออิ๋วถึงเก้าครั้งจนชืออิ๋วพ่ายแพ้อย่างราบคาบ และถูกฆ่าตายไปในที่สุด ชนเผ่าต่างๆในผืนแผ่นดินจีน จึงต่างมาสวามิภักดิ์ต่อหวงตี้ และยกย่องหวงตี้เป็นผู้นำ ทำให้อิทธิพลของหวงตี้ขยายออกไปเป็นบริเวณที่กว้างขวาง
กล่าวกันว่า หวงตี้ครองความเป็นใหญ่ อยู่ 300 ปีจึงได้ขึ้นสวรรค์ กาลเวลาผ่านพ้นไปอีกหลายร้อยปี มาถึงสมัยของเหยา ซุ่น และหวี่ ซึ่งเป็นยุคที่สังคมจีนมีความสงบสุข แต่ต้องประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ ต้องใช้เวลาหลายสิบปีจึงสามารถปเอาชนะภัยธรรมชาตินี้ได้
เหยาหรือถังเหยา เป็นผู้นำที่มีความเมตตา ใส่ใจดูแลทุกข์สุขของบรรดาประชาราษฎร์เป็นอย่างดี แต่ลูกของเหยาคือตันจูมีอุปนิสัยไม่ดี เอาแต่สวยสุขโดยไม่สนใจความทุกข์ร้อนของประชาชน เหยาจึงมอบตำแหน่งหัวหน้าหรือกษัตริย์ให้ซุ่นแทนที่จะให้ลูกของตนสืบทอดอำนาจต่อจากตน ซุ่นเป็นคนยอดกตัญญู แม่ของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่เช้ายังอยู่ในเยาว์วัย พ่อของซุ่น ซึ่งเป็นคนตาบอดไปมีภรรยาใหม่ แต่แม่เลี้ยงของซุ่นและลูกที่เกิดกับแม่เลี้ยงชื่อเซี่ยงเป็นคนชั่วร้าย พ่อก็เอาใจเมียใหม่ และหาทางทำาร้ายซุ่นหลายครั้งหลายคราว แต่ด้วยความชาญฉลาด ซุ่นก็สามารถเอาตัวรอดได้ แม้กระนั้น ชุนก็ยังเคารพพ่อและแม่เลี้ยงและเป็นมิตรต่อกับน้องชายตามเดิม เหยาเมื่อได้ยินกิตติศัพท์ของซุ่น ถึงเรียกเขามาช่วยราชการ ซึ่งซุ่นก็สามารถปฏิบัติงานได้ดี เหยายังได้ยกสาวสองคนให้เป็นเมียซุ่น ซึ่งทั้งสองก็อยู่ร่วมกับซุ่นอย่างมีความสุข
ในสมัยเหยาและซุ่น แผ่นดินจีนได้ประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหายมาก ซุ่นมอบหมายให้กุ่นซึ่งเป็นหัวหน้าชนเผ่ามาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาน้ำท่วม กุ่นใช้วิธีสร้างกำแพงแผ่นกั้นน้ำในที่ต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถทัดทานกับน้ำที่มีปริมาณมากและไหลเชี่ยว กุ่นใช้คนทำกำแพงและเขื่อนกั้นน้ำเป็นจำนวนมากหลายปี แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ ซุ่นจึงทำการลงโทษกุ่น และใช้ลูกน้องเขาชื่อหวี่ มาเป็นหัวหน้าแก้ไขปัญหานำ้ท่วมแทน. หวี่ เพิ่งแต่งงานไม่กี่วัน ก็ต้องมาทุ่มเทกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายนี้เป็นเวลากว่าสิบปี โดยไม่มีการหยุดพักเลย แม้ผ่านหน้าบ้านตนเองถึงสามครั้งก็ไม่ได้แวะเข้าไปเยี่ยมภรรยาและลูกเลย
หวี่ ได้ศึกษาวิถีทางการไหลของน้ำและเปลี่ยนแปลงวิธีการแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยการขุดคูครอง ทำให้น้ำไหลลงสู่ที่ตำ่และลงสู่ทะเลในภาคตะวันออกของประเทศ จนในที่สุดอุทกภัยครั้งใหญ่ในสมัยโบราณได้รับการแก้ไขไปได้ ประชาชนจึงเคารพยกย่องหวี่มาก ด้วยคุณงามความดีของหวี่ ซุ่นจึงมอบอำนาจการปกครองประเทศให้หวี่แทนตนเมื่อตนมีความชราภาพ
การคัดเลือกให้คนดีที่มีความสามารถมาสืบทอดอำนาจการปกครองต่อจากตนเองของเหยาและซุ่น เป็นเรื่องที่ได้รับการยกย่องและกล่าวขวัญกันมากในยุคโบราณของจีน เมื่อหวี่ตายลง ลูกชายของเขาชื่อฉี่ ขึ้นมาเป็นผู้นำแทน จึงได้สิ้นสุดวิธีการคัดเลือกบุคคลที่ไม่ใช่ลูกหลานของตนเองมาปกครองบ้านเมือง
ราชวงศ์รเซี่ยที่มีหวี่เป็นปฐมกษัตริย์ถือกันว่าเป็นราชวงศ์แรกของจีนที่มีการบันทึกไว้ว่าในประวัติศาสตร์ ประเทศจีนก็ได้เข้าสู่ยุคของประวัติศาสตร์ตั้งแต่ราชวงศ์เซี่ยเป็นต้นมา

