ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (62)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (62)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
ต่อ….
ชัยของภารกิจของเอซรานั้น ยังเป็นที่ขัดแย้งกันอยู่ ตามหลักฐานที่ปรากฏ เขาเป็นคนร่วมสมัยที่เป็นรุ่นน้องของเนฮีเมย์และบางทีภารกิจของเขาดังกล่าวข้างต้นหากกำหนดให้ดีที่สุด ก็จะอยู่ในช่วงราวๆ 438 เอซราได้จัดการสถาปนาเพื่อการปฏิรูปต่างๆทางด้านลัทธิความเชื่อและด้านกฎหมายซึ่งมีผลลัพธ์อย่างกว้างไกลต่อการพัฒนาศาสนายูดาย ภายหลังจากการถูกเนรเทศดังกล่าว
332 ปาเลสไตน์ภายใต้การยึดครองของอเล็กซานเดอร์มหาราช รายละเอียดจะนำไปกล่าวต่อในบทที่ 7
บทที่ 5
ราชอาณาจักรอาราเมียนในซีเรียและปาเลสไตน์
1300-732 ก่อน ค.ศ.
1300–1000 การเคลื่อนไหวของอาราเมียนยุคต้น ในปลายศตวรรษที่14 มีการบันทึกไว้เป็นอักษรรูปลิ่มโดยเริ่มต้นกล่าวถึงผู้คนชาวโนมาดิก ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหม่เข้ามาสู่เมโสโปตาเมียและซีเรียเป็นที่รู้จักกันในนาม อัคลามู ในยุคสมัยการครองราชย์ของ ติกลัชไพล์เซอร์ที่1 (1116-1078) ได้มีการกล่าวถึงไว้โดยเฉพาะถึงผู้คนแห่งอัคลามี อัรมัยยา ซึ่งกองทัพอัสซีเรียได้กรีธาทัพเข้าสู่ภูมิภาคแห่งพัลไมรา เพื่อต่อกรกับผู้คนกลุ่มนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างอัคลามและต่อมาเป็นอาราเมียน ยังไม่เป็นที่กระจ่างชัด อาราเมียน เข้ามาแทนที่อัคลามู หากในกรณีที่พวกเขาไม่ได้ถูกชี้ชัดว่าเป็นพวกเดียวกัน ในช่วงศตวรรษที่ 11 ก่อน ค.ศ. ชาวอาราเมี่ยนป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัยกับแผ่นดินจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์การดำเนินการที่เป็นงานใหญ่ชิ้นหนึ่งก็คือนำเข้าไปทางตะวันตกสู่ซีเรีย และอีกทางหนึ่งสู่เมโสโปตาเมียทางภาคเหนือและ บาบิโลเนีย
1000–900 อะรัม และอิสราเอลช่วงต้น รัฐต่างๆของชาวอาราเมียนในช่วงต้นที่จัดตั้งขึ้นมาเท่าที่เราดูก็คือนครโชบะฮ์(ซุบาตู) กับดามัสกัส ซึ่งอยู่ในช่วงยุคสมัยของกษัตริย์ซาอูล(1020-1000) อิสราเอลเกิดความขัดแย้งกับบรรดากษัตริย์
แห่งโชบะฮ์ ราวปี 970 ฮาดาดีเซอร์แห่งแมบรีฮอน กษัตริย์แห่งโชเบฮ์ เป็นผู้นำของสันนิบาตหนึ่ง ประกอบด้วย มาอะดะฮ์ เมธรีฮอบ ชอบ และอาจเป็นกิชูร และดามัสกัส โดยข้ออ้างที่ว่าจะไปให้การช่วยเหลืออัมมอน ฮาดาดีเซอร์ เข้าโจมตีเขตแดนของดาวิด ซึ่งทางในการสู้รบครั้งแรกจอร์แดน บางทีอาจจะเป็นความปรารถนาในด้านทางการค้าขายมาจากทางภาคใต้ ตัวเขาเองต้องประสบกับความพ่ายแพ้เมื่อกองทัพทั้งสองประชันกันในชาวารัก ต่อมาถึงแม้จะมีกำลังรบเสริมมาจากดามัสกัสและทางตะวันออกอีกก็ตาม กระนั้นฮาดาดีเซอร์ก็ยังประสบกับความพ่ายแพ้ต่อกำลังรบของฝ่ายอิสราเอล กษัตริย์ดาวิดจึงยึดดินแดนของพระองค์ขึ้นไปทางเหนือไปถึงฮามัธ ทางตะวันออกยึดแม่น้ำยูเฟรติส เรโซน ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารของ ฮาดาดีเซอร์ เดินทัพเข้าไปในดามัสกัส และจึงสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ บางทีเหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นภายหลังจาก การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ดาวิดได้ไม่นาน(ราว961) ทั้งนี้ก็เพราะเรโซน เป็นบุคคลที่ถูกชี้ว่าเป็นศัตรูกับกษัตริย์โซโลมอน ในช่วงศตวรรษที่10 ก่อนค.ศ. นครรัฐอิชโทบ ช่วงปลายจำนวนหนึ่งกลายเป็นอาราเมียน นั่นคือ ปัทธันอารัม(ยาอัดยะ) และบัท อดีนี (บิทยาดินี) คาร์ชีมิช และรัฐต่างๆของฮิตไทต์ทางภาคเหนือที่ร่วมอยู่ใน
สันนิบาต กับคาร์ชีมิชได้ถูกแทรกซึมเข้ามาอย่างหนักจากฝ่ายอาราเมียน และทรงรักษาราชวงศ์ต่างๆของฮิธไทไว้จนถึงการรวมตัวของพวกเขาเข้ากันกับจักรวรรดิ์อัสซีเรีย
900–842 การขึ้นสู่อำนาจของ ดามัสกัส เบน ฮาดัดที่1 (ฮะดาดธีเซอร์ 880-842)เป็นราชนัดดาของเฮซยอน ราชโอรสของตาบริมมอน (ตาบรามาน) เรารู้เพียงน้อยนิดนอกจากชื่อของเฮซยอนกับตาบรามาน และที่พวกเขากล่าวถึง ดามัสกัส เบน ฮะดัด เข้าโจมตี บาชา ด้วยการร้องขอของกษัตริย์แห่งยูดา เมื่อปี 878 เขายกทัพเข้าทำลายล้าง นัฟทาลี และบางทีในช่วงเวลานี้ได้ผนวกเอาเขตแดนของบาชัน ทางทิศเหนือของแม่น้ำยาร์มุกเข้าไว้ด้วย การรณรงค์ของอัสสูรนาสิรบัปลีที่2 (884-860) เป็นการเตือนรัฐอาราเมียนถึงอันตรายของการขึ้นสู่อำนาจของอัสซีเรีย ชัลมะนีเชิรที่3 (851-852) เริ่มต้นการครองราชย์ของตนด้วยกับการทุบทำลาย อำนาจของฝ่ายรัฐอาราเมี่ยน ในปี858 พระองค์ได้จัดตั้งกองทัพผสมทางภาคเหนือของอาราเมียน และรัฐฮิธธิไธ ณ ลูติบู ใน ซัมอัล อะคูนีแห่ง บิท อดีนี ร่วมด้วยกับบรรดากษัตริย์ฮิธไรของคาร์ชีมิช และคัททินา ต้องประสบกับความพ่ายแพ้ แต่ไม่ถึงกับแตกสลาย ชัลมะนีเชิร กลับคืนเข้าสู่สงครามอีกหลายครั้ง เพื่อต่อกรกับสันนิบาตทางภาคเหนือ จนสามารถแยกมันออกจากกันได้ ในปี 857-855 พระองค์เข้าโจมตีอะคูนี แห่งบิท อดีนี ผู้ทรงเป็นเจ้าชายที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่เจ้าชายเหล่านั้นและเข้าพิชิตรัฐนั้นไว้ เจ้าชายอะคูนี จึงถูกจับกุม และ บิท อดีนี กลับขึ้นสู่จังหวัดหนึ่งของอัสซีเรีย ในระหว่างช่วงเวลานี้เช่นกันที่เบนฮะดัดและอะฮับกำลังเข้าสู่รบทำสงครามกัน เบนฮะดัดเข้าล้อมสะมาเรียด้วยการช่วยเหลือของบรรดากษัตริย์ร่วมสามพระองค์ ภายใต้การเป็นประมุขของพระองค์เท่าที่ปรากฏอะฮับสามารถรุกกลับจนรอดตัวมาได้จากกองทัพของอาราเมีย
ในปีต่อมาหลังจากที่เบนฮะดัดต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างหนัก ณ อะเพก จึงลงเอยอย่างมีความสุข ด้วยกับการทำสัญญาฉบับหนึ่งกับอิสราเอล
เมื่อกองทัพผสมทางภาคเหนือต้องแตกสลายลง ชัลมะนีเชิร จึงหันกลับไปยังรัฐต่างๆทางภาคใต้ เบนฮะดัดจึงนำกองทัพผสมของนครรัฐจำนวนสิบสองรัฐ ซึ่งรวมทั้งอะฮับแห่งอิสราเอล และเอิร คูลีนี แห่งฮามัธ กองทัพทั้งสองเข้าเผชิญทัพกับชัลมะนีเชิร ถูกบังคับให้ต้องเลิกทัพกลับไป อัสซีเรีย อำนาจของดามัสกัสเจริญเติบโตขึ้นรวดเร็ว ซึ่งปรากฏให้เห็นได้จากการที่เบนฮะดัด จัดทำแผ่นศิลาจารึกแผ่นหนึ่ง เมื่อปี 850 ติดตั้งอยู่ในบริเวณครอเล็ปโป เมื่อมาถึงช่วงทำสงครามครั้งคราว ปรากฏว่ามีกองทัพฝ่ายดามัสกัสเท่านั้นที่ปรากฏตนเป็นกองกำลังหลักของกองทัพอาราเมียนทางภาคใต้ ที่เป็นหลักฐานให้เห็นก็คือ รัฐอาราเมียนเล็กๆทั้งหมดทางภาคใต้ของซีเรียถูก เบน ฮะดัด ดูดกลืนเอาไปจนหมดสิ้น ชัลมะนีเชิรกลับมาด้วยกับการรณรงค์ทางการทหารเพิ่มเติมอีกครั้งกับอะรัม ในที่สุดก็สามารถทำลายล้างกองกำลังผสมลงได้ในปี 842 ต่อมา เบน ฮะดัด จึงถูก ฮาซาเอล ลอบปลงพระชนม์ไปในปี 842 เขาเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์
842–806 การขึ้นครองราชย์ของ ฮาซาเอล ภายหลังจากที่มีการรณรงค์ทางการทหารกับดามัสกัสพอ


