ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (64)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (64)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
ต่อ….
ราชอาณาจักรอัสโมเนียนมาถึงจุดจบและได้ผนวกเอายูดาไว้ในสาธารณรัฐโรมัน ในระหว่างการสู้รบเพื่อเข้ายึดกรุงเยรูซาเล็มนั้น กองทัพของโรมันได้ฆ่าสังหารพวกยิว ถึง 12000 คน รวมถึงพวกพระด้วยกันหลายรูป ณ บริเวณรอบๆวิหาร
63 อริสโตบูลัสที่ 2 กษัตริย์แห่งยูดาถูกถอดออกจากอำนาจ ขณะที่จอห์น ไฮคานัสที่ 2 ผู้เป็นพระอนุชาของพระองค์ ได้รับการสถาปนาให้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์สืบแทนภายใต้อำนาจอธิปไตยของโรมันและพระชั้นสูง
47 เฮรอดได้รับการสถาปนาให้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองกาลิลี
40 จักรวรรดิพาร์เธียนเข้าโจมตียูดาและเข้ายึดกรุงเยรูซาเล็มและแต่งตั้งให้อันติโกนัส มัททาธิอัสขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งยูดา
37 เฮรอดมหาราชเข้ายึดอำนาจในยูดากลับคืนมาด้วยการช่วยเหลือของโรมันและจึงลงโทษโดยปลงพระชนม์อันติโกนัสที่ 2 มัททาธิอัส
31 เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ณ หุบเขารอยแยกของจอร์แดน
27 กษัตริย์เฮรอดสร้างเมืองสะมาเรียขึ้นมาใหม่และเรียกมันว่า “ซีบัสเทีย”
25-13 กษัตริย์เฮรอด ทรงสร้างเมืองและท่าเรือตามชายฝั่งแคซาเรีย
23 กษัตริย์เฮรอด ทรงสร้างพระราชวังและป้อมปราการขึ้นอย่างละหนึ่งแห่ง ทรงขนานนามว่า ฮีโรเดีย อยู่ห่างจากนครเยรูซาเล็มไปทางทิศใต้ประมาณ 7.5 ไมล์ (12 กม.)
19 กษัตริย์เฮรอดมหาราช ขยายที่ราบสูงตามธรรมชาติของวิหารบนภูเขาออกไปอีกและจึงสร้างวิหารขึ้นมาอีกครั้ง
4 กษัตริย์เฮรอด สิ้นพระชนม์
7 ก่อน ค.ศ.- ค.ศ.2 การประสูติของพระเยซู ตามการบันทึกของฝ่ายคริสเตียน
รายละเอียดการประสูติ การเป็นศาสนทูต และการเผยแผ่สารธรรมจนถึงวาระของการถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ของนบีอีซา(อ) หรือพระเยซูคริสต์ ได้กล่าวไว้อย่างละเอียดแล้วในท้ายบทที่ 3 ของหนังสือนี้ ตลอดจนชีวประวัติของบรรดาศาสดาของอัลลอฮ์ที่ทรงทำพันธกิจของพวกท่านในการประกาศสัจธรรมของการเคารพสักการะพระเจ้าองค์เดียว ตลอดช่วงเวลานับจากศตวรรษที่ 14 ก่อน ค.ศ. จนถึงการเริ่มต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 1 ซึ่งผู้อ่านสามารถตรวจสอบระยะเวลาของการเผยแผ่ศาสนากับประวัติศาสตร์สากลที่ได้กล่าวไว้อย่างละเอียดนับจาก บทที่ 3 เป็นต้นมาของหนังสือนี้
ลำดับต่อไปจึงจะเป็นการสาธยายถึงอิทธิพลของคริสต์ศาสนาที่มีต่อแผ่นดินซีเรีย-ปาเลสไตน์ นับจากการถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ของนบีอีซา(อ)จนถึงการประสูติของนบีมูฮัมมัด(ศ) ส่วนหากมีรายละเอียดของเรื่องราวใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับเนื้อหานี้ที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มอื่นๆของผู้เขียน ก็จะได้กล่าวอ้างอิงไว้ในการศึกษาค้นคว้าเพื่อต่อยอดในเรื่องนั้นๆสืบต่อไป
ศตวรรษที่ 1 ของคริสต์ศักราช
ค.ศ.6 การก่อสร้างจังหวัดให้ใหญ่ยิ่งขึ้นของจักรวรรดิโรมันซึ่งมีชื่อว่า อูดาอี ซึ่งเป็นการรวมเอาอาณาจักรยูดากับสะมาเรีย และอีดุเมีย เข้าเป็นราชอาณาจักรเดียวกัน
ค.ศ.33 นบีอีซา(อ)หรือพระเยซูถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ ส่วนฝ่ายคริสเตียนเชื่อว่า พระเยซูถูกจับตัวไปตรึงกางเขนจนตาย ส่วนชาวยิวปฏิเสธการเป็นศาสนทูตของพระเจ้าของอีซา และกล่าวหาว่าเขาเกิดมาอย่างผิดกฎหมายจากมารดาคือพระแม่มารี หรือมัรยัม ที่กระทำผิดประเวณี
ค.ศ.66-73 สงครามครั้งแรกระหว่างยิว-โรมันระเบิดขึ้น ซึ่งถือเป็นการลุกขึ้นก่อกบฏของฝ่ายยิวที่อาศัยอยู่ ณ จังหวัด อูดาอี กับการปกครองของจักรวรรดิโรมัน การลุกขึ้นก่อกบฏต้องประสบกับความล้มเหลวอย่างสิ้นท่า และจึงนำไปสู่ความพินาศสิ้นของวิหารยิว และการเข้าครอบครองเมืองมะสะดา
ค.ศ.70 สงครามครั้งแรกระหว่างยิว-โรมัน ติตัส พร้อมด้วย
กองทัพของจักรวรรดิโรมัน เข้ายึดครองนครเยรูซาเล็ม และเข้าทำลายล้างวิหารแห่งที่ 2 ของยิว และทำลายกำแพงเมืองช่วงตรงกลาง และทางทิศเหนือของกรุงเยรูซาเล็มลง โรมันผู้พิชิตห้ามมิให้ชาวยิว เข้ามาสู่เมืองของพวกตน
ค.ศ.73 สงครามครั้งแรกระหว่างยิว-โรมันเป็นผลให้จักรวรรดิโรมัน เข้าพิชิตสะมะดาและการก่อกบฏของฝ่ายยิวจึงถูกปราบปรามลงจนสิ้นซาก
ราว ค.ศ.100 ราบัน เกมเลียล ได้รับความนิยมยกย่องในฐานะเป็นผู้จัดการในเรื่อง อะมีดะฮ์ ซึ่งถือกันโดยผู้คนจำนวนมากว่าเป็นบทสวดอ้อนวอนที่สำคัญที่สุดในการสวดภาวนาของชาวยิว ดังนั้นเขาจึงเป็นรับใช้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในยุคนั้น ภายหลังจากที่วิหารบนภูเขาต้องถูกทำลายล้างลง ช่วงนี้จึงเป็นเวลาที่รับใช้ต่างสำนักกันจำนวนมากต่างก็มีเขตปกครองเป็นของตนเอง
ศตวรรษที่ 2
ค.ศ.130 ฮาเดรียน (พับลีอัส ออลีอัส ฮาเดรียนัส) จักรพรรดิโรมัน สร้างนครโรมันขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งพระองค์ขนานนามมันว่า “โคโลเชีย ออเลีย คาปิโทลินัส” บนซากปรักหักพังของกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งสร้างความโกรธแค้นให้กับฝ่ายยิวเป็นอย่างมาก
ค.ศ.132-135 เกิดการก่อกบฏของอีเลซาร์และไซมอน บาร์ ค็อกบา ผู้บ้าคลั่ง ซึ่งเป็นการก่อกบฏที่ถือว่าเป็นครั้งใหญ่ครั้งที่สามที่กระทำโดยชาวยิวแห่งจังหวัดอูดาอี เพื่อต่อต้านการปกครองของจักรวรรดิโรมัน และเปลี่ยนวิหารแห่งกรุงเยรูซาเล็มให้เป็นวิหารแห่งจูปิเตอร์ คาปิโทลินัส ภายหลังจากการก่อกบฏต้องล้มเหลว จักรพรรดิฮาเดรียนจึงเปลี่ยนชื่อของจังหวัดอูดาอีเป็น “ซีเรีย-ปาเลสตินา” เพื่อเป็นการตัดความสัมพันธ์ระหว่างพวกกบฏชาวยิว
กับภูมิภาคนี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1919* ซึ่งพวกยิวที่ถูกขับไล่ออกไปเหล่านี้ กระจัดกระจายเข้าไปอาศัยรวมอยู่กับผู้คนอื่นๆทั่วภูมิภาคต่างๆ และเป็นที่รังเกียจของผู้คนโดยทั่วไปจะเหลืออยู่ก็เฉพาะการดำรงเผ่าพันธุ์และการมีศาสนาของพวกตนเท่านั้น โดยอาศัยคัมภีร์ทัลมูดสองเล่มที่เรียบเรียงขึ้น ณ นครบาบิโลนในช่วงปลายศตวรรษที่ 5 ก่อน ค.ศ.
ค.ศ.177 มาร์คัส ออรี ลีอัส คอมโมตัส อันโตนินัส ราชโอรสองค์โตของจักรพรรดิมาร์คัส ออริลิอัส อันโตนินัส ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิซึ่งพระองค์มีความสามารถเท่าเทียมกับบิดาของตนในตำแหน่ง อูกัสตัส ราชโอรสองค์เล็กของพระองค์สิ้นพระชนม์ลงเมื่อ ค.ศ.169 มาร์คัสเป็นจักรพรรดิองค์แรกที่เป็นผู้ประกาศพระราชกำหนดอันเข้มงวดรุนแรงเพื่อต่อต้านชาวคริสเตียน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามพวกเค้าจึงถูกประหารชีวิตเพิ่มมากขึ้นอย่างขมขื่น และเลยเถิดออกไปอย่างมากมาย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพวกเขาเป็นตัวเพาะเชื้อของความยุ่งยาก ด้วยกับการพยากรณ์ถึงความชั่วร้ายต่างๆและการไม่ภักดีต่อรัฐ เพราะพวกเขาไม่ยอมให้สัตยาบันต่อจักรพรรดิ์


