Smart Agropreneur: สร้างเกษตรกรยุคใหม่ หน้าตาควรเป็นอย่างไร

Smart Agropreneur: สร้างเกษตรกรยุคใหม่ หน้าตาควรเป็นอย่างไร
ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. มงคล เตชะกำพุ
คำว่า ไทยแลนด์ 4.0 เป็นคำยอดนิยมมาตลอดต้นถึงกลางปี เนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องการผลักดันให้มีการสร้างนวัตกรรมและใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิต
ในวงการเกษตรก็เช่นเดียวกัน จึงมีคำว่าเกษตรกร 4.0 ที่เน้นการเป็น Smart farming โดยจะต้องมีตัวชี้วัดที่วัดได้ การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การเพิ่มมูลค่าเพิ่ม การบูรณาการ และการลงทุนมากขึ้น
เมื่อสักกลางเดือนกันยายน ปีนี้ ผมได้มีโอกาสไปบรรยายเรื่อง Smart Agropreneur การสร้างเกษตรกรยุคใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการ ให้กับโรงเรียนการเมือง ของอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เลยถือโอกาสมีถ่ายทอดให้ฟัง
ว่าด้วย อนาคตของการเกษตรโลก แนวโน้มและความท้าทาย โดยพบว่าปัญหาของโลก มีสามสี่ประเด็น คือ
หนึ่ง จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะประเทศในทวีปอัฟริกา
สอง จำนวนคนสูงวัยมากขึ้น ประมาณการว่าจะมีคนสูงอายุที่เกินหกสิบปี ในโลกมากถึง 10% หรือเก้าร้อยล้านคนในปัจจุบัน
สาม อิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงอากาศและภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง พายุ ความแห้งแล้ง ต่างมีผลกระทบต่อภาคการเกษตร
สี่ การแพร่ของโรคระบาดข้ามพรมแดน ทั้งคนและสัตว์ ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อภาคการผลิต
การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรด้วยเทคโนโลยีจึงมีความจำเป็น การเพิ่มแบบเดิมๆ คงจะไม่ทันให้คนกิน จึงจำต้องอาศัยเทคโนโลยีมากขึ้น
ประเทศไทยมีการใช้พื้นที่ทางการเกษตรประมาณสี่สิบเปอร์เซนต์ จากพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 300 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าว 70 ล้านไร่ ยาง 20 ล้านไร่ มันสำปะหลัง 9 ล้านไร่ และอื่นๆ อีก 39 ล้านไร่ ดังนั้น เราจึงต้องหาทางเพิ่มผลผลิตจากพื้นที่ที่มีอยู่ให้มากขึ้นด้วยการใช้เทคโนโลยีการเกษตรแผนใหม่ ที่สำคัญคือไม่กระทบสิ่งแวดล้อม
เกษตรแม่นยำ เพิ่มผลผลิตด้วยนวัตกรรม
ในอนาคตการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น คือการใช้เกษตรอัจฉริยะและแม่นยำ (smart and precision agriculture) ที่ต้องคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช หรือการเลี้ยงสัตว์ ที่โตไว ได้ผลผลิตสูง
ในวงการสุกรตอนนี้คุยกันที่ 30 ตัวลูกสุกรหย่านมต่อแม่ต่อปี ในขณะที่บางฟาร์มทำได้แล้วที่ 25-26 ตัวต่อแม่ต่อปี ทางสายพันธุ์ การเลี้ยงดู การควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ ก็จะไม่เกินเลยความจริง ถ้ายิ่งผลิตได้มาก ก็หมายถึงรายได้และกำไรที่สูงตามมา
ที่จริงแล้วในวงการเลี้ยงสัตว์ ได้มีการใช้เกษตรแม่นยำมาตั้งนานแล้ว ตัวอย่างการเลี้ยงหมู จะให้อาหารตามวัย หมูเด็ก หมูอนุบาลก็กินอาหารที่มีคุณค่าโปรตีน ไขมันที่แตกต่างจากหมูวัยรุ่น พ่อหมูก็ต่างกับแม่หมู ถ้าเป็นหมูสาวๆ ก็จะมีสูตรอาหารจำเพาะ ในวงการไก่ก็คล้ายๆ กัน ไก่ที่เอามาทำไก่ย่างก็กินอาหารแบบหนึ่ง ไก่ที่เอามาทำไก่พ่อแม่พันธุ์ก็กินอาหารอีกแบบหนึ่ง อันนี้แตกต่างกับมนุษย์ เพราะเรากินอาหารแบบไม่ค่อยคำนึงถึงความต้องการสักเท่าไร จึงต้องมีการออกกำลังกายลดหุ่น กินอาหารเสริม กินวิตามินต่างๆ เป็นต้น
ประเทศไทยเราถือเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรปศุสัตว์รายใหญ่ ทั้งไก่แช่เย็น แช่แข็ง ไข่ กุ้งปลา ยกเว้นหมูที่ยังเป็นประเด็นเรี่องโรคปากและเท้าเปื่อย ทำให้เราไม่สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศในลักษณะเนื้อหมูแช่เย็น/แช่แข็งไทย ด้วยโรคนีมีการระบาดอย่างรวดเร็วและทำความเสียหายอย่างมาก
เกษตรกรยุคใหม่ ควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร
ว่ากันว่าในโลกยุคปัจจุบัน หน่วยงานต้องการคนรุ่นใหม่ ที่ทันโลกทันเหตุการณ์ ใช้เทคโนโลยีเป็น มีทักษะด้านภาษา จัดการกับข้อมูลได้ ใช้ระบบสารสนเทศ มีการเพิ่มพูนทักษะ และพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอเป็นน้ำครึ่งแก้ว ปรับตัวได้ดี มีความสามารถหลายมิติ รอบรู้
ซึ่งก็คงเป็นเช่นเดียวกับการที่เราจะสร้างเด็กยุคใหม่ให้เป็น smart agropreneur ที่อาจต้องเพิ่มเอาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเข้าไป เพื่อนำไปเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้มากขึ้น และมีคุณภาพมากขึ้น

ว่ากันว่า การสร้างเกษตรกรยุคใหม่ ต้องให้มีทั้ง hard skill ทักษะความรู้ในประเทศวิชาชีพเฉพาะเรื่อง และให้มี soft skill ที่จะสามารถปรับตัว ให้เข้ากับสภาวะต่างๆ และดำเนินชีวิตในสังคมได้ คือ เราไม่แต่จะสร้างหุ่นยนต์ที่มีความสามารถ แต่ต้องให้สร้างให้มีจิตใจด้วย
ท่าน ศาสตราจารย์ คลินิก นพ. อุดม คชินทร รมช. ศึกษาธิการ กล่าวไว้น่าฟังว่า
“การเรียนที่สำคัญที่สุด คือ การเรียนจากการทำงาน เรียนจากประสบการณ์จริง ครูต้องเปลี่ยนหน้าที่เป็นโค้ชกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ต้องดึงศักยภาพเด็กออกมาให้ได้ ทุกคนมีศักยภาพไม่เหมือนกัน เราต้องไม่ตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่เหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว เด็กชอบอะไร เด็กถนัดอะไร ก็ต้องดึงทักษะ สมรรถนะของเขามาพัฒนาให้เขาสามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ เพื่อเปลี่ยนสังคมและเปลี่ยนโลกได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเรียนรู้ยุคใหม่”








