ซาอุฯพลาดฆ่า”คาช็อกกี”

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ซาอุฯพลาดฆ่า”คาช็อกกี”
พอจะมองออกว่ากรณี”คาช็อกกี”ตาย ในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย ในนครอิสตันบูล เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคมที่ผ่านมานั้น น่าจะเป็นเพราะเหตุอันใด จึงใคร่จะตั้งสมมุติฐานไว้ ณ ที่นี้เป็นสองแง่มุมว่า
ประการที่ ๑ เจ้าหน้าที่ซาอุฯพลั้งมือแรงไป
ประการที่ ๒ วางแผนฆ่าเป็นอย่างมีขั้นตอน
หากเป็นไปตามในประการแรก ก็หมายความว่า ต้องการที่จะลักพาตัวเขากลับไปยังซาอุดีอาระเบีย เพื่อเข้าคอร์ส”สัมมนา”ปรับทัศนคติใหม่ ให้หันกลับมาสนับสนุนราชวงศ์ แทนที่จะต่อต้าน ในทุกๆ เรื่องที่รัฐบาลปฏิรูป ภายใต้การนำของมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน (เอ็มบีเอส) ก็จะสามารถร่วมอยู่กันได้ตามปกติสุข
ข่าวระบุว่า ทางการอาจจะเสนองานประจำให้เขาทำด้วย ไม่ต้องเร่ร่อนไปอยู่โน่นไปอยู่นี่ เพราะ”คาช็อกกี”เองนั้น ก็รู้อะไรที่เกี่ยวกับบ้านเมืองมากมาย รวมทั้งงานสื่อสารมวลชนและงานข่าวกรอง ที่เขามีประสบการณ์ ตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยด้านสื่อสารมวลชน ให้แก่เจ้าชายตุรกี อัล ไฟซอล (นักการทูตและนักการเมืองจากราชวงศ์ซาอุด)ซึ่งระหว่างปี ๒๐๐๕-๒๐๐๗ ได้ดำรงตำแหน่งเอกอัครรราชทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี
โดยก่อนหน้านั้นระหว่างปี ๑๙๗๗-๒๐๐๑ เจ้าชายตุรกี ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่สำนักข่าวกรองซาอุดิอาระเบียมาต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนวามจริงที่ว่า”คาช็อกกี”อาจพลอยรู้เห็นอะไร อันเป็นเรื่อง”วงใน”มากไป จึงต้องหาทางสกัดกั้นล้อมวงเอาไว้ ด้วยการ”เอาเป็นพวก” หลังเขาปฏิเสธไม่ยอมกลับบ้าน
อีกเรื่องหนึ่ง มีกระแสข่าวตะวันตกรายงานว่า“คาช็อกกี”มีแนวความคิดต่อต้านระบอบกษัตริย์ จึงเป็นไปได้ว่า เขาเป็นสมาชิกของกลุ่ม “มุสลิมภราดรภาพ”(อิควานมุสลิมูน)อยู่อย่างลับๆ แต่ข้อมูลนี้ไม่ได้รับการยืนยัน
“มุสลิมภราดรภาพ”ถือกำเนิดขึ้นมาในอียิปต์โดย”ฮัสซัน อัล-บันนา” นักคิดชาวอียิปต์ที่พยายามรวมมุสลิมทุกฝ่ายเข้าไว้ เพื่อสร้างพลังทางการเมืองและสถาปนารัฐอิสลาม เคยได้รับการนิยมมากในอียิปต์และในโลกอาหรับรวมทั้งในซาอุดีอาระเบีย แต่ก็ถูกปราบปราม มาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีกามาล อับเดล นัสเซอร์และประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง
ข่าวจากฝ่ายสอบสวนของตุรกีระบุว่า เมื่อ”คาช็อกกี”เข้าในสถานกงสุลซาอุฯในอิสตันบูล ก็เกิดปากเสียงกับเจ้าหน้าที่แล้วชกต่อยกัน เหตการณ์ลุกลามสู้กันถึงขั้นทำให้”คาช็อกกี”ถึงแก่ชีวิต
แต่ข่าวบางกระแสก็ว่า ยังไม่ทันที่”คาช็อกกี”จะสิ้นใจดี เขาก็ถูกแยกร่างกายด้วยทีมล่าสังหารของซาอุฯ ที่เข้าไปรอท่าอยู่แล้วก่อนหน้านั้น
แต่ทางสถานกงสุลซาอุฯกลับออกแถลงว่าเขาออกไปแล้ว เมื่อถูกทางการตุรกีถาม ซึ่งไร้หลักฐานว่าเขาออกมาจริง
แม้ต่อมา การที่ทางการซาอุดีอาระเบียยอมรับว่า “คาช็อกกี”เสียชีวิตในสถานกงสุลจริง พร้อมพยายามชี้แจงว่าได้สั่งดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้อง ๑๘ คนและไล่ออกเจ้าหน้าที่ข่าวกรองสองนาย ใครๆ ก็ดูออกว่าเป็นการแก้ตัว ชนิดที่ไปอย่าง”น้ำขุ่นๆ”
เห็นทีศาลซาอุฯจำเป็นจะต้องใช้มาตรการสูงสุด คือตัดสินประหารด้วยการตัดศีรษะจำเลย ชาวบ้านจึงจะเชื่อถือซึ่งตามปกติแล้ว ซาอุฯจริงจังนักในคดีฆ่า นั่นแหละจึงพอจะนับว่ารักษาความยุติธรรมจริง
ประการที่ ๒ วางแผนฆ่าอย่างมีขั้นตอน ก่อนหน้าเกิดเหตุหลายวัน ซึ่งก็คงจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่า”คาช็อกกี”จะไปเอาเอกสารที่สถานกงสุลวันไหนและเวลาเท่าไร ตามข่าวที่ปรากฏออกมา จึงทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐ”โดนัลด์ ทรัมพ์”ออกมาพูดว่า ซาอุฯพยายามปกปิดข่าวนี้อย่างเลวร้าย ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน
ก่อนหน้าที่”ทรัมพ์”จะแถลง ประธานาธิบดีตุรกี”เรเซบ ตอยยิบ เออร์โดกัน”ถึงกับแถลงอย่างจริงในที่ประชุมสภาอย่างตรงไปตรงมาว่า”นักข่าวซาอุฯ”จามาล ตาช็อกกี”ถูกฆาตกรรมอย่างเหี้ยมโหด โดยฝีมือของหน่วยล่าสังหารซาอุฯ”
นับเป็นการกล่าวหาอย่างรุนแรง ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แสดงว่าเขามั่นใจในหลักฐานมาก จึงกล้าพูด โดยไม่ต้องคำนึงถึงปัญหาความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นติดตามมากับซาอุดิอาระเบีย
เขายังเปิดเผยในรายละเอียดด้วยว่า หน่วยล่าสังหารแบ่งออกเป็นอย่างน้อยสามทีม รวมทั้งทีมเจ้าหน้าที่ข่าวกรองและทีมทหารซึ่งมียศนายพลอยู่ด้วยนายหนึ่ง
ล่าสุดเมื่อวันอังคาร(๒๓ตค.)ที่ผ่านมาทั้งสื่อมวลชนของอังกฤษ จีนและรัสเซีย ออกข่าวตรงกันว่า พบชิ้นส่วนศพ”คาช็อกกี”แล้วที่สถานกงสุลซาอุฯ
รายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานสอบสวนตุรกีแจ้งว่า ก่อนหน้าจะเกิดเหตุ มีเครื่องบินส่วนตัวสองลำจากซาอุดีอาระเบีย ไปลงที่ท่าอากาศยานของอิสตันบูล เพื่อเดินทางต่อไปยังสถานกงสุล ๑๕ นาย ทั้งนี้จากข้อมูลตรวจคนเข้าเมืองและจากโทรทัศน์วงจรปิดนอกสถานกงสุลและเมื่อเสร็จภารกิจแล้ว ก็เดินทางกลับออกไปพร้อมหลักฐานซึ่งเป็นเทปบันทึกภาพและเสียงเพื่อยืนยันว่าปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จลุล่วง
จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่รายหนึ่ง น่าจะเป็นผู้ช่วยที่ใกล้ชิดมกุฎราชกุมาร”มุฮัมมัด บิน ซัลมานและอีกคนหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการชันสูตรพลิกศพ ซึ่งเข้าใจว่า จะมีความเชี่ยวชาญในการผ่าตัดร่างกายมนุษย์
ล่าสุด เมื่อวันอังคาร(๒๓ตค.)ที่ผ่านมาสื่อมวลชนของ อังกฤษ จีนและรัสเซีย ออกข่าวตรงกันว่า พบบางชิ้นส่วนศพของ”คาช็อกกี”แล้วที่สถานกงสุล
ถามว่า ทำไมงานนี้ตุรกีจึง”หัวเสีย”หนัก
คำตอบก็คือ โกรธที่ซาอุดีอาระเบียเข้ามาก่อเหตุฆาตกรรมในบ้านโดยไม่คิดจะเกรงใจ หรือให้ความเคารพใดๆ ทำไมจึงไม่เลือกสถานที่อื่นก่อเหตุ ซึ่งไม่น่าจะยากเลย
ถามต่อไปว่า แล้วทำไม”ทรัมพ์”จึงกลับลำ ทำเป็นโมโห ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้พูดจาปกป้องซาอุดิอาระเบีย ฐานเป็นลูกค้าซื้ออาวุธรายใหญ่
ตอบว่า เพราะ”จนแต้ม”และกระแสแห่งความจริงได้บีบคั้นเขาหนัก จึงออกมาประนามซาอุดิอาระเบียว่าปกปิดข่าวแทนที่จะประนามว่า “สังหารโหด”
ที่น่าสนใจก็คือ แม้ทางการซาอุฯจะออกข่าวยอมรับว่า “คาช็อกกี”ตายจริงในสถานกงสุล แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆที่แสดงว่าอจะเยียวยาครอบครัวของ”คาช็อกกี”แต่อย่างไร
หรือว่าต้องรอผลการพิจารณาคดีของศาลก่อน
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในลำดับต่อไปก็คือ ความน่าเชื่อถือที่โลกมีต่อมกุฎราชกุมาร”มุฮัมมัด บิน ซัลมาน”ซึ่งกำลังจะขึ้นเป็นกษัตริย์ซาอุดิอาระเบียองค์ต่อไป
เชื่อว่าช่วงนี้ จะเกิดความเสื่อมความศรัทธาและหวาดกลัวอย่างหนัก ในบรรดาเชื้อสายแห่งราชวงศ์ซาอุด ซึ่งมีอยู่หลายพันคนเพราะอาจยังมีผู้ที่มีแนวคิดที่แตกต่างจากพระองค์ หลงเหลืออยู่ ยังกำจัดไม่หมด หลังกวาดล้างใหญ่ก่อนหน้านี้
ก็น่าเป็นห่วงว่า จะสร้างความแตกแยกขึ้นมาอีกหรือไม่ อย่างไรและเมื่อไร
ยังจะมีใคร”ถูกเก็บ”เป็นรายถัดไป
หรือว่าจะเกิดรัฐประหาร







