ซีอีโอยอดเยี่ยม 7 คน ของโลก : แซม วอลตัน


ซีอีโอยอดเยี่ยม 7 คน ของโลก : แซม วอลตัน
What the Best CEO’s Know – 7 Exceptional Leaders and Their Lessons for Transforming any Business โดย เจฟฟรีย์ แครมส์
หนังสือเล่มนี้พิมพ์ 20 ครั้ง ระหว่าง ค.ศ 2003 และ 2006 และมีอยู 4 ภาษา
หนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงผู้นำบริษัทที่ยอดเยียม 7 คน และค้นหาคุณลักษณะร่วมที่ทำให้บริษัทของพวกเขาบรรลุความสำเร็จ รายชื่อของเจฟฟรีย์ แครมส์
จะคล้ายคลึงกับรายชื่ออื่นเหมือนเช่น บริษัทที่ชื่นชอบมากที่สุด 10 ลำดับสูงสุดภายในอเมริกา และแม้แต่บริษัทที่ชื่นชอบมากที่สุดของโลก เขาได้ชี้ว่า ผู้นำที่บรรลุความสำเร็จอย่างมากไมใช่จะไร้ข้อบกพร่อง พวกเขาต้องกระทำผิดพลาด แต่พวกเขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาด
โดยส่วนรวมพวกเขาคือผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ขององค์การ พวกเขาได้สร้างโมเดลทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ อะไรทำให้หนังสือเล่มนี้มีเอกลักษณ์ นอกจากการค้นหาว่าพวกเขาได้ทำอะไร และทำไมพวกเขาได้ทำ หนังสื่อเล่มนี้ได้มองว่่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าพวกเขาได้ทำมันแตกต่างออกไป
รายชื่อสุดท้ายผู้นำที่ยอดเยี่ยม 7 คน ของเขาจะประกอบด้วย ไมเคล เดล ชีอีโอของเดล คอมพิวเตอร์ แจ็ค เวลซ์ ซีอีโอของเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค
ลูว์ เกิรทเนอร์ ซีอีโอของไอบีเอ็ม แอนดี้ โกรฟ ซีอีโอของอินเทล บิลล์ เกตส์ ซีิอีโอของไมโครซอฟท์ เฮอร์เบิรต เคลลีเฮอร์ ซีอีโอของเซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ และแซม วอลตัน ซีอีโอของวอลล์ มาร์ท
เจฟฟรีย์ แครมส์ เป็นนักเขียนชาวอเมริกัน เขาเขียนหนังสือ 5 เล่ม หนังสือของเขาได้ถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากกว่า 36 ภาษา เขาเคยเป็นรองประธานบริษัทและผู้จัดพิมพ์ของหน่วยธุรกิจหนังสือทางธุรกิจของแมคกรอว์ ฮิลล์ สำนักพิมพ์ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของอเมริกา เขาได้เคยตรวจแก้ไขและพิมพ์หนังสือทางธุรกิจมากกว่า 1, 000 เล่ม รวมทั้งหนังสือที่ได้รางวัลชนะและขายดีที่สุด เช่น หนังสือของแจ็ค เวลซ์ ไมเคล เดลล์ ลูว์ เกิรทเน่อร์ เฮอร์เบิรต เคลลีเฮอร์ และบิลล์ เกตส์ เมื่อไม่นานมานี้ เจฟฟรี่ย์ แครมส์ ได้พิมพ์หนังสือเจ็ดเล่มของหนังสือทางธุรกิจที่ติดลำดับสูงสุด 35 เล่มแห่งปีของไลบรารี่ย์ เจอร์นัล
เจฟฟรี่ย์ แครมส์ เขียนหนังสือห้าเล่ม หนังสือสามเล่มจะมุ่งที่ซีอีโอก่อนหน้านี้ของเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค แจ็ค เวลซ์ เขาได้เขียนหนังสือความเป็นผู้นำและซีอีโอ ไว้อย่างกว้างขวาง และหนังสือเล่มล่าสุดของเขาคือ Jack Welch and the 4E of Leadership วารสารเคอร์คัส รีวิว ได้กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าจะต้องกลายเป็นความเป็นผู้นำที่คลาสสิค
เจฟฟรีย์ แครมส์ จะเป็นผู้เขียนหนังสือขายดีที่สุดคือ Jack Welch and the 4E ,The Welch Way, What the Best CEO Know และ The Rumsfeld Way เขาจะเป็นนักเขียนของนิวยอรค ไทม์ วอล สตรีท เจอร์นัล ลอสแอนเจลิส ไทม์ และชิคาโก ทรีบูน ด้วย

เมื่อสิ้น ค.ศ 2003 วอลมาร์ท ได้กลายเป็นบริษัทใหญ่ที่สุุดของโลก การประเมินมูลค่าทางตลาดสูงกว่า 400 ล้านเหรียญ บุคคล 1.4 ล้านคน ร้านค้า
4, 800 แห่งภายในอเมริกาและต่างประเทศ 75% อยู่ภายในอเมริกา รายได้รวมภายในอเมริกาเมื่อ ค.ศ 2004 256.3 พันล้านเหรียญ 2. 3% ของ GDP ของอเมริกา ครอบครัวของชาวอเมริกันมากกว่า 90% ได้ซื้อสินค้า ณ วอลมาร์ททุกปีด้วยความคาดหวังว่า บริษัทได้รักษาคำมั่นสัญญาว่า “ราคาต่ำสุดอยู่เสมอ” วอลมาร์ทเป็นบริษัทเอกชนที่มีระบบการสื่อสารทางดาวเทียมใหญ่ที่สุดของโลก ระบบการเชื่อมโยงการค้าปลีกของวอลมาร์ทเป็นฐานข้อมูลเอกชนใหญ่ที่สุดรองลงมาจากเพนตากอน- กระทรวงกลาโหมของอเมริกาเท่านั้น ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของวอลมาร์ท นโปเลียนแห่งการค้าปลีก จะเกิดขึ้นจากความเป็นผู้นำและหลักการทางธุรกิจของแซม วอลตัน ผู้ก่อตั้งวอลมาร์ท ที่กลัวการสัมภาษณ์ และทีมผู้บริหารของเขาตั้งแต่การเปิดร้านค้าแห่งแรกชื่อ เบ็น แฟรงคลิน ของเขาขึ้นมา ณ นิวพอร์ต อาร์คันซอ เมื่อ ค.ศ 1945
เมื่อ ค.ศ 1961 แชม วอลตัน ได้ห่วงใยต่อการแข่งขันจากร้านสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เขาได้ศึกษาแนวโน้มของการค้าปลีก และได้วางแผนร้านค้าส่วนลดของเขาเอง ร้านวอลมาร์ทแห่งแรกได้ถูก เปิดขึ้นมา ณ โรเจอร์ อาร์คันซอ เมื่อ ค.ศ 1962
วารสารฟอร์บ ได้ระบุว่าแซม วอลตัน ร่ำรวยที่สุดภายในอเมริกา ครอบครัวของแซม วอลตันมีความมั่งคั่งมากที่สุด และควบคุมเกือบ 40% ของบริษัทใหญ่ที่สุดภายในโลก ทรัพย์สินของครอบครัวมูลค่าประมาณ 100 พันล้านเหรียญ มากกว่าบิลล์ เกตต์ และวอร์เร็น บัฟเฟตต์ รวมกัน หรือมากกว่า GDP ของสิงคโปร์ และพวกเขาได้บริจาคเงินการกุศลมากกว่า 700 ล้านเหรียญ 80% เป็นการศึกษา
การให้ความสำคัญต่อบุคคลไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงาน และการมุ่งความประหยัดและความเรียบง่ายคือรากฐานวัฒนธรรมองค์การของวอลมาร์ท เพื่อนร่วมงานทุกคนจะมีจิตสำนึกของความประหยัด ความเรียบง่าย และคุณค่าของเงิน
แม้ว่าวอลมาร์ทได้เจริญเติบโตและมีฐานะการเงินที่เข้มแข็ง แซม วอลตัน ได้มุ่งการรักษาต้นทุนให้ต่ำอย่างเข้มงวด เพี่อที่จะสร้างข้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำเหนือคู่แข่งขัน ผู้บริหารวอลมาร์ทต้องพักโรงแรมห้องคู่เมื่อเดินทาง แซม วอลตันขับรถปิคอัพฟอร์ดรุ่นเก่าที่สุด ตระเวนไปเยี่ยมเยียนร้านค้าวอลมาร์ทอยู่เสมอ เขาจะเดินไม่ยอมนั่งรถแทกซี่
แม้ว่าบางครั้งคำถามที่น่าห่วงใยได้ถากถางบริษัทว่า อะไรจะเกิดขึ้น ภายหลังจากแซม วอลตัน ออกไปจากวอลมาร์ทแล้ว ในที่สุดแซม วอลตัน ได้ก้าวลงจากซีอีโอ และได้มอบหมายให้เดวิส กลาสขึ้นมา
เป็นซีอีโอ แม้ว่าแซม วอลตันได้ก้าวลงจากซีอีโอ แต่เขาไม่ได้สละการเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท เขายังคงเป็นประธานบริษัทอยู่ และเป็นประธานการประชุมผู้บริหารตอนเช้าวันเสาร์อยู่ต่อไป และได้คาดหวังจะไปเยี่ยมเยียนร้านค้าวอลมาร์ทเหมือนกับที่ได้เคยทำมาแล้วในอดีตด้วย งานอดิเรกนอกเหนือจากการยิงนกคือการทำงานเท่านั้น
เราต้องยอมรับว่าบารมีส่วนบุคคลของแซม วอลตัน มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของวอลมาร์ท เพื่อนร่วมงานจงรักภักดีต่อเขามาก เขาคือหางเสือของเรือวอลมาร์ท ยิ่งกว่านั้นบุคลิกภาพของแซม วอลตัน และการเชื่อมโยงของเขากับวอลมาร์ท เทียบเคียงได้กับวิถีทางที่บุคลิกภาพของวอลท์ ดิสนี่ย์ ผู้ก่อตั้งวอลท์ ดิสนี่ย์ เชื่อมโยงกับบริษัทของเขา ภายหลังจากการเสียชีวิตของวอลท์ ดิสนี่ย์ บริษัทของเขาได้ตกต่ำลงอยู่นานหลายปี
เราไม่สงสัยเลยว่าวอลมาร์ทคือผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของโลก ถ้าวอลมาร์ทสามารถบุกเบิกความคิดใหม่ และรักษาความจงรักดีของทั้งลูกค้าและเพื่อนร่วมงานไว้อย่างต่อเนื่อง บริษัทควรจะเจริญเติบโตได้ดีภายในศตวรรษที่ 21 แต่กระนั้นการเจริญเติบโตและขนาดไม่ควรจะกลายเป็นสิ่งสุดท้าย แซม วอลตันได้กล่าวว่า การเป็นหมายเลขหนึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่เราจะห่วงใยมากกว่าต่อการทำสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง และเราต้องดีที่สุด ณ สิ่งที่เราทำ
เมื่อ ค.ศ 1993 ชื่อเสียงของวอลมาร์ท ได้ถูกโจมตี เมื่อสถานีโทรทัศน์ได้รายงานข่าวว่า แรงเด็กภายในบังคลาเทศกำลังผลิตสินค้าวอลมาร์ท เด็กได้รับค่าจ้างต่ำมากภายในประเทศที่ไม่มีกฎหมายแรงงาน สินค้าที่ถูกผลิตภายนอกอเมริกากำลังถูกขายภายใต้ฉลาก “ผลิตจากอเมริกา” เป็นส่วนหนึ่งของ “แผนการซื้ออเมริกัน” ของแซม วอลตัน เดวิด กลาส ซีอีโอ ได้กล่าวว่า เขาไม่รู้การใช้แรงงานเด็กของบริษัท แต่เขาได้กล่าวคำขอโทษแก่ประชาชน
วารสารฟอร์จูนเรียกแซม วอลตันว่าอเมริกัน “ซุปเปอร์แมน” ของร้านค้าปลีก วารสารฟอร์บ ได้ระบุว่าเขาเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดภายในอเมริกา เขาอยู่อาศัยกับภรรยาชื่อนางเฮเลนภายในบ้านสไตล์ทุ่งเลี้ยงสัตว์ ณ เบนตันวิลล์ อาร์คันซอ ขับรถยนต์ปิคอัพฟอร์ดรุ่นเก่า และได้บอกแก่บุคคลทกคนภายในร้านวอลมาร์ทให้เพียงแต่เรียกเขาว่า “นายแซม” เรารู้จักเขาว่าเป็น แซม วอลตัน ผู้ก่อตั้งที่เป็นไอคอนของวอลมาร์ท แซม วอลตันผู้ประกอบการที่บรรลุความสำเร็จมากที่สุดภายในยุคของเขา แซม วอลตันลุ่มหลงกับการค้าปลีก รักการทำงาน สร้าง และบริหารวอลมาร์ทด้วยพลังที่ไร้ขอบเขต แจ็ค เวลซ์ อดีตซีอีโอที่ยิ่งใหญ่ ของเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค ครั้งหนึ่งได้เคยกล่าวว่า แซม วอลตัน เข้าใจบุคคลด้วยวิถีทางเดียวกับที่โทมัส เอดิสัน เข้าใจนวัตกรรม และเฮนรี่ ฟอร์ด เข้าใจการผลิต เขาดึงสิ่งดีที่สุดจากบุคคลของเขาออกมา เขาให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าของเขา และการสอนบางสิ่งบางอย่าง
ที่มีคุณค่าต่อบุคคลทุกคนที่เขาได้สัมผัส ไม่ว่าเราจะคิดอย่างไรต่อผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของโลก การเจริญเติบโตและการพัฒนาของวอลมาร์ทได้เกิดขึ้นจากชายผู้นี้ที่เกิดภายในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่
แซม วอลตัน มักจะถูกจดจำจากการวางตัวแบบชาวบ้านและทัศนติที่บุคคลต้องมาก่อน ครั้งหนึ่งเราได้พบแซม วอลตัน กำลังพูดเกี่ยวกับบุคคลของ
วอลมาร์ท เราได้มองเห็นว่ายักษ์ใหญ่ธุรกิจมีน้ำตาไหลออกมา การแสดงความรักที่ตั้งข้อสังเกตุได้ว่า บุคคลของวอลมาร์ทคือกระดูกสันหลังของบริษัท
วอลมาร์ทจะมีแผนการแบ่งกำไรแก่บุคคลทุกคน เมื่อบุคคลทำงานครบสองปีแล้ว บริษัทจะเริ่มต้นแบ่งกำไรให้ เป็นร้อยละของกำไรของบริษัท และบุคคลจะมีส่วนร่วมภายในแผนการซื้อขายหุ้นด้วย บุคคลสามารถซื้อหุ้นวอลมาร์ทได้ด้วยการหักจากรายได้ วอลมาร์ท จะไม่ระบุชื่อผู้บริหารระดับสูงภายในรายงานประจำปีของบริษัท สายการบังคับบัญชาและช่องทางการสื่อสารจะไม่ถูกแสดงให้เห็น บริษัทไม่ต้องการจะมีแผนภูมิองค์การ เพราะว่าแผนภูมิองค์การจะแสดความสัมพันธ์ที่ไม่ยืดหยุ่น การสื่อสารที่เปิดกว้าง บนลงล่าง ล่างขึ้นบน และแนวนอน จะเป็นแบบฉบับองค์การของวอลมาร์ท บริษัทจะมอบหมายอำนาจหน้าที่แก่บุคคลและร้านค้าปลีกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าวอลมาร์ทจะเป็นบริษัทที่ใหญ่มาก โครงสร้างองค์การจะแบนและคล่องตัว
แซม วอลตัน จะผูกพันธ์ต่อมนุษยสัมพันธ์มาก บุคคล ณ วอลมาร์ท มีขวัญกำลังใจดีมาก อัตราการเข้าออกจากงานจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมบุคคลบางคนได้เปรียบเทียบวอลมาร์ทว่าเป็นร้านค้าลูกโซ่ที่ลดราคาทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้นแต่บุคคลท่านั้น ณ เบนตันวิลล์ อาร์คันซอร์ เมืองเล็กภายในอเมริกา ด้านหนึ่งของถนนเป็นร้านคอลลิน บิวตี้ ชาเลด ด้านตรงข้ามเป็นคลังสินค้าสามชั้นด้านหน้าเป็นอิฐ นี่คือสำนักงานใหญ่ของวอลมาร์ท วอลมาร์ทได้กลายเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดของโลก รายได้รวมนำหน้าเจ็นเนอรัล มอเตอร์ และเอ็กซอน-โมบิล ที่เคยมีรายได้รวมสูงสุดของโลกไปแล้ว เนื่องจากวอลมาร์ทมีวัฒนธรรมเรียบง่ายและประหยัด ดังนั้นสำนักงานใหญ่จะตกแต่งภายในสีเทามัว พรมจะหลุดลุ่ยเป็นฝอย และผู้บริหารจะมีห้องทำงานแคบมาก

แซม วอลตัน ได้ทิ้งมรดกประมาณ 100 พันล้านเหรียญแก่ภรรยาเเละลูกสี่คน เมื่อเขาได้เสียชีวิตไปเมื่อ ค.ศ 1992 แซม วอลตัน เป็นนกอินทรีลูกเสือ รับใช้กองทัพระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเป็นนักล่าสัตว์ และบุคคลที่ชอบอยู่นอกบ้าน เขามักจะตื่นตีสี่ครึ่ง
วารรสารฟอร์บ ได้ลำดับแซม วอลตัน เป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดภายในอเมริกา ตั้งแต่ ค.ศ 1982 ถึง 1988 บิลล์ เกตส์ ได้ติดลำดับ
หนึ่งเมื่อ ค.ศ 1992 ปีแห่งการเสียชีวิตของแซม วอลตัน
ร้านค้าวอลมาร์ทที่แท้จริงแห่งแรกได้ถูกเปิดขึ้นมาเมื่อ ค.ศ 1962 ณ โรเจอร์ อาร์คันซอ เรียกว่า ร้านค้าวอลมาร์ท ดิสเค้าท์ ซิตี้ เริ่มแรกแซม วอลตัน ได้พยามจะขายสินค้าที่ผลิตจากอเมริกา รวมทั้งการค้นหาซัพพลายเออร์ของอเมริกาจัดหาสินค้าแก่ร้านค้าวอลมาร์ททุกแห่ง ณ ราคาที่ต่ำแข่งขันกับการต่างประเทศได้
เมื่อบุคคลส่วนใหญ่คิดถึง การเต้นระบำฮาวาย เรามักจะคิดถึงบุคคลหนึ่ง แซม วอลตัน ผู้ก่อตั้งอาณาจักรวอลมาร์ท ร้านค้าปลีกใหญ่ที่สุดของโลก แซม วอลตันคือ ผู้ค้าปลีกและผู้ประกอบการยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งภายในประวัติศาสตร์ของอเมริกา
การเริ่มต้นจากร้านค้าไม่กี่แห่งภายในเมืองเล็ก อาร์คันซอ เขา
ได้ทำให้ความดื้อรั้นของเขาต่อการบริการลูกค้า และการให้ส่วนลดราคาอย่างมาก กลายเป็นผู้ค้าปลีกใหญ่รายที่สุดภายในโลก แม้ว่าวอลมาร์ท ได้เจริญเติบโตและแข็งแรงอย่างมาก แซม วอลตัน เชื่อว่าวอลมาร์ทไม่สามารถบรรลุการทำกำไรก่อนภาษี 8 % ได้ แต่เดวิด กลาส ซีเอฟโอ มองต่างออกไป และได้ท้าพนันกับแซม วอลตันว่า ถ้า
วอลมาร์ท สามารถทำกำไรก่อนภาษีได้ 8% แชม วอลตันจะต้องไปเต้นระบำฮาวาย ณ วอลสตรีท นิวยอรค แซม วอลตัน รับคำท้าพนัน
แซม วอลตัน อายุ 65 ปี ใส่กระโปรงหญ้า กำลังเต้นระบำ ฮาวาย อยู่หน้าสำนักงานใหญ่ของเมอร์ริลล์ ลินซ์ วอลสตรีท นิวยอร์ค เมื่อ ค.ศ 1984 เพื่อที่จะรักษาคำพูดของการเต้นระบำฮาวายของเขา ถ้าวอลมาร์ทสามารถทำกำไรก่อนภาษีได้ 8% ตามมาด้วยนักเต้นระบำฮาวายอาชีพสามคน วงดนตรีฮาวายสองชิ้น เดวิด กลาส ได้ถ่าย
วีดิโอเทปไว้ เพื่อที่จะยืนยันกับบุคคลทุกคนได้ เมื่อเขาได้กลับไปประชุมตอนเช้าวันเสาร์ ณ สำนักงานใหญ่ ว่าผมได้ทำแล้ว แต่เมื่อเรามาถึงที่นี่ มันกลายเป็นว่าเดวิด กลาส ได้จ้างรถบรรทุกนักเต้นระบำฮาวายตัวจริงสามคนและนักเล่นดนตรี และเขาได้บอกแก่หนังสือพิมพ์และเครือข่ายทีวีด้วย เราได้เกิดความยุ่งยากกับการขออนุญาติตำรวจ และสหภาพของนักเต้นรำ ไม่ยอมให้เต้นถ้าไม่มีเครื่องทำความร้อน เพราะว่าอากาศหนาวมาก และในที่สุดเราได้รับการอนุญาติจากหัวหน้าของเมอร์ลินน์ ลินซ์ ให้เต้นบนขั้นบันไดได้
แซม วอลตัน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ วอลมาร์ท สโตร์
วอลมาร์ท เป็นร้านค้าปลีกต้นทุนต่ำ ดังนั้นวัฒนธรรมองค์การของวอลมาร์ทจะมุ่งที่การประหยัดต้นทุน และความเรียบง่ายที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลทุกคน ณ วอลมาร์ท และสอดคล้องกับกลยุทธ์ต้นทุนต่ำของบริษัท
แม้แต่แซม วอลตันเอง เขาจะเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุด 10 ลำดับของโลก แซม วอลตัน จะเป็นตัวอย่างที่ดีของความประหยัด และความเรียบง่ายแก่ผู้บริหาร และบุคคลของวอลมาร์ททุกคน เขาเป็นมนุษย์เดินดิน อยู่บ้านพักหลังเล็ก และขับรถพิคอัพฟอร์ดรุ่นเก่า
ครั้งหนึ่งสื่อได้ถามแซม วอลตันว่า “คุณร่ำรวยเหลือเกิน ทำไมไม่ใช้เงินให้สนุกงาน อยู่บ้านหลังใหญ่โต” เขาตอบสื่อด้วยคำพูดที่ดีมาก “ถ้าผมใช้เงินอย่างฟุุ่มเฟือย ราคาสินค้าของวอล มาร์ทจะสูงขึ้นทันที เราจะเห็นได้ว่าวอล
มาร์ทบวกกำไรขั้นต้นต่ำมาก ดังที่แซม วอลตัน ไดัเคยพูดว่า”เราค้าขายโดยมีกำไรเพียงเล็กน้อย”

Made in America เป็นหนังสืออัตชีวประวัติของแซม วอลตัน บางทีคน
รุ่นใหม่ได้พลาดโอกาสที่จะถามแซม วอลตัน เกี่ยวกับการเริ่มต้นและการสร้าง
วอลมาร์ทขึ้นมาได้อย่างไร และเขาคิดว่าอะไรคือหัวใจแห่งความสำเร็จ เพื่อการชดเชย แซม วอลตัน และจอห์น ฮิวอี้ ได้ร่วมกันเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาไม่นานก่อนที่แซม วอลตัน ได้เสียชีวิตไปเมื่อ ค.ศ 1992
Made in America ไม่ได้เป็นแต่เพียงหนังสือเล่มหนึ่ง แต่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ลึกซึ้ง บุคคนบางคนได้กล่าวว่าแซม วอลตัน คือหัวหน้าพ่อครัว ที่เต็มใจจะแบ่งปันสูตรลับของการทำอาหารแก่เราทุุกคน ไม่ว่าอายุ เชื้อชาติ การศึกษา หรือเพศ อะไรก็ตาม ผู้แสวงหาความรู้ – กระหายที่จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่าสร้างความพอใจแก่ลูกค้า – ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้เขียนได้ติดดินมาก ไม่มีคำศัพท์ทางวิชาการที่เข้าใจยาก เรามีบทเรียนและคำพูดอ้างอิงมากมายจากหนังสือเล่มนี้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการบริหารธุรกิจของเราได้
ไม่มีหน้าไหนของหนังสือเล่มนี้เลยที่ไม่มีการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง การแสดงถึงมุมมองของแซม วอลตัน ที่เป็นประสบการณ์ทางธุรกิจระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรม คุณค่าบางอย่างที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากแซม วอลตัน คือ ความคิดสร้างสรรค์ ความประหยัด ความเชื่อมั่น จิตวิญญานการแข่งขัน และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ลูกค้าต้องเป็นหนึ่งเสมอ เราจะมีบทเรียนและคำพูดอ้างอิงที่น่าสนใจมากมายจาก Made in America
1 การมุ่งการกระทำ
แซม วอลตัน ได้กล่าวว่า เราจะมุ่งการกระทำอย่างเข้มแข็งอยู่เสมอ ด้วยคำขวัญว่า ” ทำมัน พยายามกับมัน แก้ไขมัน” ตั้งแต่การเปิดร้านค้า
วอลมาร์แห่งแรก แซม วอลตันมุ่งการสร้างความก้าวหน้าและการปรับปรุง เขาได้พยายามกับสิ่งใหม่และการทดลองอย่างต่อเนื่อง การทดลองหลายอย่างนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของยอดขาย และการทดลองบางอย่างกล้าเพียงพอที่ทำให้ทั้งเมืองต้องพูดถึง
ตัวอย่างที่ดีมากที่แซม วอลตัน จำได้คือ การประกวดกินขนมพายมูน ย้อนหลังกลับไปเมื่อ ค.ศ 1985 เมื่อจอห์น เลิฟ ผู้ช่วยผู้จัดการร้า ได้สั่งซื่อขนมมูนพายมากเกินไปโดยไม่ตั้งใจ เนื่องจากเป็นสินค้าที่เสียได้ง่าย ดังนั้นเขาได้เกิดความคิดการประกวดการกินขนมมูนพายได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ไม่เพียงแต่มันจะช่วยรับรองว่าขนมมูนพายจะไม่เสียแล้ว และขนมมูนพายจำนวนมากขายได้ มันได้กลายเป็นประเพณีประจำปีของเมืองไปด้วย
2 การเรียนรู้จากบุคคลทุกคน
แซม วอลตัน ได้กล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้กระทำ เราได้ลอกเลียนแบบจากบุคคลบางคน สิ่งที่ชอบอย่างหนึ่งของแซม วอลตัน เมื่อเขาได้เข้ามาสู่ธุรกิจการค้าปลีกคือ การเดินไปยังร้านค้าของคู่แข่งขัน และได้เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เขาไม่ละอายใจเลยต่อการเดินเข้าไปภายในร้านค้าด้วยเครื่องบันทึกเทปหรือสมุดพก หรือแม้แต่การถามพนักงานของร้านค้า
ความคิดที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งที่แซม วอลตันได้ “ขโมย” คือ ธุรกิจคลังสินค้าส่วนลด เขาไดยินว่าธุรกิจนี้กำลังดี และได้ไปพบผู้บุกเบิกรายหนึ่ง ต่อมาไม่นานแซม วอลตัน ได้เปิดร้านค้าทดลองขึ้นมา ในที่สุดสิบปี แซมโฮลเซลคลับ ได้กลายเป็นธุรกิจ 10 พันล้านเหรียญต่อปี
3 การให้ความเป็นเจ้าของและความเป็นอิสระแก่บุคคล
แซม วอลตัน ได้กล่าวว่า บทบาทของเราคือ การเลือกบุคคลที่ดี และการให้อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างเต็มที่แก่พวกเขา
เมื่อวอลมาร์ทเปิดร้านค้าใหม่ การเงินมักจะตึงตัว นอกเหนือจากการขอเงินกู้จากธนาคาร และเปิดวงเงินสินเชื่อแล้ว แซม วอลตันได้มองไปที่ผู้จัดการร้านค้าใหม่ ด้วยการให้โอกาสแก่พวกเขาที่จะลงทุนภายในร้านค้าใหม่ วอลมาร์ทได้ใช้การแบ่งกำไรและความเป็นเจ้าของหุ้นแก่เพื่อนร่วมงานทุกคน เพื่อที่จะสร้างความเป็นเจ้าของแก่พวกเขา
เราได้มองเห็นแล้วว่าความสำเร็จของการประกวดมูนพาย เกิดขึ้นจากการให้ความเป็นอิสระ ครั้งแล้วครั้งเล่าการทดลองส่งเสริมการขายช่วยทำให้ยอดขายและดึงลูกค้าได้มากขึ้น
ปัญหาใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของร้านค้าปลีกคือ การขโมยสินค้า แซม วอลตัน ต้องการให้การขโมยสินค้าอยู่ภายใต้การควบคุม ดังนั้นเขาได้ใช้การมีส่วนร่วมของเพื่อนร่วมงาน ทุกครั้งที่ตัวเลขการขโมยสินค้าลดลงต่ำกว่าเป้าหมายของวอลมาร์ท เพื่อนร่วมงานทุกคนจะได้โบนัสที่อาจจะสูงถึง 200 เหรียญ
4 การดูแลบุคคลของเรา
แซม วอลตัน ได้กล่าวว่า ถ้าเราต้องการให้บุคคลภายในร้านค้าดูแลลูกค้า เราต้องแน่ใจว่าเราได้ดูแลบุคคลภายในร้านค้า สิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่กี่อย่างของการกระทำของแซม วอลตัน ภายในร้านค้าคือ
– เขาได้ให้สิทธิการซื้อขายหุ้นแก่เพื่อนร่วมงานทุกคน เพื่อที่จะสร้างความเป็นหุ้นส่วน และความเป็นเจ้าของ เมื่อ ค.ศ 1992 80% ของเพื่อนร่วมงานเป็นเจ้าของหุ้นมากกว่า 1.8 พันล้านเหรียญ
– การต้อนรับมาสู่บ้านของเรา ทุกปีร้านค้าวอลมาร์ทแต่ละแห่งได้คัดเลือกเพื่อนร่วมงานมาที่เบนตันวิลล์ เพื่อการประชุมประจำปี แซม วอลตัน ได้เชิญพวกเขาทุกคนมาเลี้ยงอาหารเย็นที่ยิ่งใหญ่ ณ บ้านของเขา
– การนำโดนัทมาฝาก แซม วอลตันตื่นนอนเช้ามาก เขานำกาแฟและโดนัทมาฝากคนขับรถบรรทุกของวอลมาร์ท ณ ศูนย์กระจายสินค้า เขาได้เรียนรู้ข้อมูลที่มีคุณค่าจากพวกเขา และคนขับรถบรรทุกต่างตกตะลึงที่ได้พบแซม วอลตัน
5 การยกย่องเป็นเครื่องมือที่สำคัญของผู้นำ
แซม วอลตัน ได้กล่าวว่า บุคคลทุกคนชอบการยกย่อง และเขาได้มองดูทุกโอกาส เพื่อที่จะยกย่องบุคคลบางคน เขารู้พลังของการยกย่อง โอกาสที่สำคัญอย่างหนึ่งเพื่อการยกย่องคือ การประชุมเช้า
วันเสาร์ ผู้บริหารทุกคนร่วมกันอภิปรายผลลัพธ์ ปัญหา และโอกาส นี่คือโอกาสเพื่อการยกย่องด้วย
เราบอกได้ว่าแซม วอลตัน รับความเชื่อนี้ไว้ที่หัวใจ เมื่อเขาได้มองหาโอกาสภายในหนังสือของเขาที่จะยกย่องบุคคล เช่น เขาได้ใช้เวลาเขียนเรื่องนี้เกี่ยวกับคนขับรถบรรทุกที่เขาได้ไปเยี่ยมเยียนตอนตีสี่
ผมเพียงแต่พูดว่าเรามีคนขับรถบรรทุกที่แย่มากภายในอเมริกา ความจงรักภักดีและทัศนคติสามารถทำได้ของพวกเขา ได้สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่แก่บริษัทนี้ เราจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเราเป็นคนขับรถบรรทุกของวอลมาร์ท ได้อ่าน ซีอีโอเขียนเกี่ยวกับเราภายในหนังสืออัตชีวประวัติของเขา
แซม วอลตัน ได้เขียนกฎสิบข้อของความเป็นผู้นำที่บรรลุความสำเร็จไว้ต่อไปนี้คือ
กฏข้อ 1 การผูกพันกับธุรกิจของเรา ความผูกพันของแซม วอลตัน ต่อธุรกิจของเขาคือตำนาน วอลมาร์ทคือ ชีวิตของเขา เราต้องเชื่อมั่นกับธุรกิจมากกว่าใครก็ตาม ถ้าเรารักงานของเรา
เราจะออกไปทำงานทุกวัน พยายามทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่เราสามารถทำได้ และในไม่ช้าบุคคลทุกคนที่รายรอบจะติดความลุ่มหลงจากเรา – คล้ายกับพิษไข้
แซม วอลตัน มีความทะเยอทะยาน และชอบการทำงานหนักมาก เขาเริ่มต้นทำงานตอนเช้า 4.30 น และทำงานตลอดวัน ทุกคร้งที่นางเฮเลน ภรรยาของเขา ได้บังคับให้เขาหยุดการเปิดร้านค้าใหม่ คำตอบของเขาคือ ผมขอเปิดร้านค้าใหม่อีกแห่งหนึ่งเท่านั้น
แซม วอลตัน ได้กล่าวว่า ถ้าเราต้องการให้ธุรกิจบรรลุความสำเร็จ บุคคลของเราต้องรู้สึกว่าเรากำลังทำงานให้พวกเขา ไม่ใช่พวกเขากำลังทำงานให้กับเรา
กฏข้อ 2 การแบ่งกำไรแก่เพื่อนร่วมงานของเราทุกคน และปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเป็นหุ้นส่วน เมื่อเราปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเป็นหุ้นส่วน พวกเขาปฏิบัติต่อเราเหมือนเป็นหุ้นส่วนด้วย การสนับสนุนเพื่อนร่วมงานของเราให้มีส่วนได้เสียภายในบริษัท การขายหุ้น ณ ราคาส่วนลด และการให้หุ้นแก่พวกเขาเมื่อเกษียณ
เริ่มแรกแซม วอลตัน ต้องการใช้การแบ่งกำไรกับผู้บริหารของเขาเท่านั้น แต่นางเฮเลนภรรยาของเขาได้ชักจูงว่า เขาควรจะใช้การแบ่งกำไรกับพนักงานด้วย แม่แต่พนักงานไม่เต็มเวลา เธอได้แนะนำว่าการแบ่งกำไรจะกระตุ้นบุคคลทุกคนให้คิดและทำเหมือนกับเป็นหุ้นส่วนของธุรกิจ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงพนักงานคนหนึ่งเท่านั้น
แซม วอลตัน ได้กล่าวถึงการบริหารบุคคลว่า เราให้ความรับผิดชอบและความไว้วางใจแก่พวกเขา และเราต้องตรวจสอบพวกเขา ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างเพื่อนร่วมงานและวอลมาร์ท หมายถึงการร่วมตัวเลข วอลมาร์ทได้ใช้การบริหารแบบเปิดบัญชีด้วยการปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่สำคัญแก่เพื่อนร่วมงานทุกคน เช่น ยอดขาย ต้นทุน หรือกำไร
กฏข้อ 3 การจูงใจหุ้นส่วนของเรา ครั้งหนึ่งแซม วอลตัน ได้กล่าวว่า บุคคลไม่ชนะ ทีมเท่านั้นที่ชนะ
ถ้าเราทำงานกับวอลมาร์ท แซม วอลตันคือหุ้นส่วนของเรา ไม่ใช่นายของเรา วอลมาร์ท ได้ใช้ความพยายามทุกอย่าง เพื่อที่จะทำให้บุคคลรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ดังนั้นแซม วอลตันได้ใช้คำว่า “เพื่อนร่วมงาน” ไม่ใช่ “พนักงาน” เรียกบุคคลทุกคน การทำให้บุคคลผูกพันกับบริษัทมากขึ้น นอกจากนี้วอลมาร์ทได้เรียกเพื่อนร่วมงานทุกคนด้วยชื่อตัวแรก และแสดงชื่อตัวแรกบนบัตรประจำตัวเท่านั้น
แซม วอลตัน ได้กล่าวถึงการจูงใจว่า เงินและความเป็นเจ้าของโดยลำพังจะไม่เพียงพอ เราต้องกำหนดเป้าหมายที่สูง การกระตุ้นการแข่งขัน และการเก็บคะแนน เพื่อนร่วมงานต้องทำงานที่ไม่ง่าย การมอบหมายงานที่ท้าทายแก่พวกเขา วอลมาร์ท ได้กระตุ้นการแข่งขันระหว่างเพื่อนร่วมงาน เพื่อที่จะให้พวกเขาตื่นตัวและทำงานหนัก
เราจะต้องคิดถึงวิธีการใหม่และน่าสนใจมากขึ้น เพื่อที่จะจูงใจและท้าทายหุ้นส่วนของเราทุกวัน ผู้บริหารวอลมาร์ทเป็นผู้บริหารแบบทฤษฎี Y อย่างมาก พวกเขาได้สร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้บุคคลใช้ความสามารถได้อย่างเต็มที่
วอลมาร์ท ได้ถูกยกย่องว่าเป็นบริษัทดีที่สุด 100 บริษัทของการทำงานภายในอเมริกา บริษัทได้ว่าจ้างบุคคลมากกว่าล้านคน และได้กลายเป็นนายจ้างใหญ่ที่สุด ตามหลังรัฐบาลกลาง และเจ็น
เนอรัล มอเตอร์ เท่านั้น บริษัทไม่มีสหภาพแรงงาน เพื่อนร่วมงานได้ถูกจูงใจด้วยความรับผิดชอบ และการยกย่องที่สูงกว่าคู่แข่งขันมาก พวกเขาทุ่มเทชีวิตกับการทำงานเพื่อชื่อเสียงของวอลมาร์ท
วารสารไทม์ ได้กล่าวถึงแซม วอลตันว่าเขาเป็นบุคคลที่มีความสามารถอย่างประหลาดของการจูงใจบุคคล และการลดค่าใช้จ่าย เขาเป็นพลังศูนย์กลางของบริษัท นักวิเคราะห์คนหนึ่ง ได้กล่าวว่า แซม วอลตัน ใช้การบริหารแบบการยกย่องและสรรเสริญ ตรงกันข้ามกับการบริหารแบบข่มขู่ ดังนั้นเขาได้รับฟังความคิดเห็นจากบุคคลอยู่เสมอ ความคิดเห็นที่ดีส่วนใหญ่ได้มาจากบุคคลระดับล่างที่วอลมาร์ทเรียกด้วยคำว่ารากหญ้า
กฏข้อ 4 การสื่อสารทุกสิ่งทุกอย่างแก่หุ้นส่วนของเรา พวกเขายิ่งรู้มากเท่าไร พวกเขายิ่งเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น พวกเข้าใจมากขึ้นเท่าไร พวกเขายิ่งดูแลมากขึ้นเท่านั้น เมื่อพวกเขาได้ดูแลแล้ว พวกเขาจะไม่หยุดเลย
เราต้องปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงาน และการให้อำนาจแก่พวกเขาด้วยการร่วมข้อมูล ผู้บริหารต้องสนับสนุนการสื่อสารที่เปิดกว้าง และการร่วมข้อมูลการปฏิบัติงานประจำวัน การให้อำนาจแก่เพื่อนร่วมงาน การช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่าการมีส่วนช่วยของพวกเขาสร้างความแตกต่างได้อย่างไร
แซม วอลตัน ได้กล่าวว่า ความเต็มใจที่ผิดธรรมดาของเรา เพื่อที่จะร่วมตัวเลขทางธุรกิจกับเพื่อนร่วมงานของเรา……มันเป็นวิถีทางเดียวเท่านั้นที่เพื่อนร่วมงานจะทำงานด้วยความสามารถที่ดีที่สุดของพวกเขา…..การรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นภายในธุรกิจ…….การร่วมข้อมูลและความรับผิดชอบคือหัวใจของการเป็นหุ้นส่วน การทำให้บุคคลรู้สึกรับผิดชอบและมีส่วนร่วม
ร้านวอลมาร์ทแต่ละแห่งจะมีการประชุมต้อนเช้าทุกวันศุกร์ เพื่อนร่วมงานสามารถถามและคาดหวังคำตอบที่ตรงไปตรงมา เช่น ยอดขาย กำไร และต้นทุน จากผู้จัดการร้านค้าได้ ที่จริงแล้วบริษัทส่วนใหญ่ไม่เต็มใจจะเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้เลย

ข้อ 5 การชื่นชมทุกสิ่งทุกอย่างที่เพื่อนร่วมงานของเราได้กระทำต่อธุรกิจ เราไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง แซม วอลตัน ได้กล่าวว่า เราควรจะปฏิบัติต่อบุคคลด้วยวิถีทางที่เราต้องการให้ถูกปฏิบัติ การกำหนดความคาดหวังที่สูงภายในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้กระทำ บุคคลของเราสร้างความแตกต่าง
เพื่อนร่วมงานส่วนใหญของวอลมาร์ทติดกระดุมมีคำขวัญว่า “บุคคลของเราสร้างความแตกต่าง” แซม วอลตัน เชื่อมั่นว่าการปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานอย่างเคารพ และการดูแลพวกเขาจะจูงใจให้พวกเขาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และผูกพันต่อบริษัทสูงสุด บุคคลของเราสร้างความแตกต่างอย่างแท้
จริง
รายได้และสิทธิการซื้อขายหุ้นสร้างความจงรักภักดีได้ แต่เราทุกคนอยากจะรู้ว่าใครคนหนึ่งชื่นชมมากน้อยแค่ไหน ต่อสิ่งที่เราได้กระทำแก่พวกเขา เราชอบได้ยินอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเราได้กระทำบางสิ่งบางอย่าง เราจะรู้สึกภูมิใจอย่างแท้จริง คำพูดยกย่องที่จริงใจไม่มีอะไรทดแทนไ้ด้เลย แซม วอลตัน พูดอยู่เสมอว่า ถ้าเราได้ดูแลบุคคลของเรา บุคคลของเรา
จะดูแลลูกค้า และธุรกิจจะดูแลตัวมันเอง
กฏข้อที่ 6 การเฉลิมฉลองความสำเร็จของเรา การเล่าเรื่องตลกภายในครอบครัวของเรา เราอย่าเคร่งเครียด เราต้องผ่อนคลาย และบุคคลทุกคนรอบตัวเราจะผ่อนคลายด้วย เราต้องสนุกสนาน
เมื่อ ค.ศ 1984 แซม วอลตัน อายุ 66 ปี ใส่กระโปรงหญ้าเต้นระบำฮาวาย ณ วอลสตรีท นิวยอรค เพื่อที่จะทำตามคำมั่นสัญญา เนื่องจากเขาได้พนันกับเพื่อนร่วมงานทุกคนของวอลมาร์ทว่า ถ้าวอลมาร์ทสามารถทำกำไรก่อนภาษีได้ 8 % เขาจะยอมเต้นระบำฮาวาย ในที่สุดวอลมาร์ทสามารถบรรลุการทำไรก่อนภาษี 8% เมื่อ ค.ศ 1983 การเฉลิมฉลองทางสาธารณะที่ยิ่งใหญ่ของความสำเร็จ แม้ว่านี่อาจจะไม่ใช่สไตล์ของเรา
กฏข้อ 7 การรับฟังบุคคลทุุกคนภายในบริษัทของเรา แซม วอลตัน ยืนกรานการรับฟังจากเพื่อนร่วมงานทุกคน การค้นหาวิถีทางที่จะให้พวกเขาพูด บุคคลที่ได้พูดอย่างอย่างแท้จริงกับลูกค้าจะรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น
แซม วอลตัน ชอบไปเยี่ยมเยียนร้านค้าวอลมาร์ทอยู่เสมอ เขาได้ทักทายกับลูกค้า และเพื่อนร่วมงานภายในร้านค้า เขาได้จัดวางสินค้า และอยู่จุดเก็บเงินด้วยตัวเอง เขาได้ใช้เวลาอย่างมากเท่าที่จะเป็นไปได้ภายในร้านค้า แซม วอลตัน ได้เรียกสไตล์การบริหารของเขาว่า การบริหารแบบเดินโดยรอบ – MBWA แซม วอลตันเป็นแรงบันดาลใจแก่เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนร่วมงานรู้สึกว่าพวกเขากำลังทำงานให้กับแซม วอลตัน ไม่ใช่วอลมาร์ท
ความหลงใหลกับราคาต่ำสุดทุกวัน และการรักษาราคาให้ต่ำกว่าคู่แข่งขัน ทำให้เขาต้องตรวจสอบร้านค้าของเขาและคู่แข่งขันอยู่เสมอ
แซม วอลตัน เคยนับจำนวนรถยนต์ภายในลานจอดรถยนต์ของคู่แข่งขัน – เคมาร์ท และใช้เทปวัดพื้นที่ชั้นวางสินค้าและดูราคาขายของเคมาร์ท แซม วอลตัน จะรู้คู่แข่งขันของเขาละเอียดมาก
แซม วอลตัน นั่งเครื่องบินของเขาไปเยี่ยมเยียนร้านค้าหลายแห่งเท่าที่จะทำได้ หรือแม้แต่การนั่งพูดคุย รับฟัง และดื่มกาแฟกับคนขับรถบรรทุกสินค้าภายในห้องพัก ผู้จัดการร้านค้าคนหนึ่งได้กล่าวว่า 80% ของเวลาของเขาต้องใช้ไปกับการเดินดูรอบร้าน การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน การยกย่องการทำงานที่ดี และการแสวงหาข้อเสนอแนะ
ณ สำนักงานใหญ่ของวอลมาร์ท เบนตันวิลล์ อาร์คันซอ เราจะพบผู้บริหารอาวุโสน้อยมาก เนื่องจากผู้บริหารอาวุโสต้องออกภาคสนาม ด้วยการไปเยี่ยมเยียนร้านค้าเหมือนกับแซม วอลตัน ด้วย
กฏข้อ 8 การทำเลยพันความคาดหวังของลูกค้าของเรา ถ้าเราได้กระทำแล้ว พวกเขาจะกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า การทำให้ลูกค้ารู้ว่า พวกเขามีบุญคุณต่อเรา จงอย่าแก้ตัวข้อผิดพลาดของเรา เราต้องขอโทษเท่านั้น
วิถีทางการบริการลูกค้าของวอลมาร์ทมีสามอย่างคือ กฏพระอาทิตย์ตกดิน หมายความว่าวอลมาร์ทได้กำหนดมาตรฐานการทำงานให้สำเร็จภายในวันเดียว การตอบสนองคำร้องของขอลูกค้าภายในหนึ่งวัน กฏสิบฟุต หมายความว่า ถ้าเพื่อนร่วมงานภายในร้านค้าอยู่ห่างจากลูกค้าสิบฟุต พวกเขาต้องมองตาลูกค้า และถามว่าต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ ราคาต่ำสุดทุกวัน หมายความว่าการลดกำไรขั้นต้นลง เพื่อที่จะให้ราคาต่ำสุดทุกวัน
กฏข้อ 9 การควบคุมค่าใช้จ่ายของเราให้ดีกว่าคู่แข่งขัน เราสามารถค้นหาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันได้ ณ ที่นี่ อยู่เสมอ ยี่สิบห้าปีของการดำเนินงาน – ก่อนที่วอลมาร์ทจะกลายเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของประเทศ – เราอยู่ลำดับหนึ่งภายในอุตสาหกรรมของเรา อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อยอดขายต่ำที่สุด
เราอาจจะทำผิดพลาดหลายอย่าง แต่ยังคงชดเชยได้ ถ้าเราได้ดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าเราเป็นบุคคลที่ฉลาด แต่อาจจะต้องออกไปจากธุรกิจ ถ้าเราขาดประสิทธิภาพจนเกินไป
กฏข้อ 10 การว่ายทวนน้ำ การสร้างความแตกต่างและการท้าทายฐานะเดิม ด้วยการใช้วิถีทางอย่างอื่น วอลมาร์ทละเลยภูมิปัญญาดั้งเดิม บุคคลหลายคนมองว่าความคิดของแซม วอลตัน ทำไม่ได้ บุคคลเหล่านี้ไม่ถูกต้อง การทดสอบกับความคิดที่แตกต่าง และความพยายามกับสิ่งใหม่จะคุ้มค่า แซม วอลตันไม่ยอมรับความเชื่อดั้งเดิมว่าเมืองที่มีประชาชนน้อยกว่า 50,000 คน ไม่สามารถสนับสนุนร้านค้าปลีกส่วนลดได้นาน ดังนั้นการมุ่งเมืองเล็กของวอลมาร์ท จะเกิดขึ้นจากมันสมองของแซม วอลตัน เขาเชื่อว่าถ้าวอลมาร์ทเสนอราคาที่ดีกว่าร้านค้าภายในเมืองใหญ่ที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงเดินทางด้วยรถยนต์ บุคคลย่อมจะซื้อสินค้า ณ บริเวณแถวบ้านของพวกเขามากกว่า
แม้ว่าแซม วอลตันได้มองตัวเองว่าค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แต่เขาคือบุคคลที่สวนกระแส ภายในโลกธุรกิจ เขาได้ค้นหาวิถีทางใหม่และแตกต่างของการ
กระทำอยู่เสมอ เนื่องจากสถานการณ์บังคับให้แซม วอลตันต้องแตกต่างและว่ายทวนน้ำ ทำไมเราไม่พยายามกระทำสิ่งเดียวกันด้วยวิถีทางที่แหวกแนว เขาเชื่อว่าถ้าเราได้ใช้วิถีทางที่สวนกระแสนี้ เรามักจะพบข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน
ณ เบนตันวิลล์ อาคันซอร์ เมืองเล็กของอเมริกา จะเป็นทำเลที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของวอลมาร์ท รูปร่างคล้ายกับกล่องสี่เหลี่ยมอาคารคลังสินค้าสามชั้นด้านหน้าเป็นอิฐ เมื่อ ค.ศ 2545 วอลมาร์ท ได้กลายเป็น
บริษัทใหญ่ที่สุดของโลกไปแล้ว รายได้รวมมากกว่า
246 พันล้านเหรียญ นำหน้าเจ็นเนอรัล มอเตอร์ และเอ็กซ์ซอนโมบิล ที่เคยมีรายได้สูงที่สุดของโลก สำนักงานใหญ่ของวอลมาร์ทจะตกแต่งภายในสีเทามัว พรมปูพื้นจะขาดหลุดลุ่ย ผู้บริหารจะมีห้องทำงานแคบมาก

แซม วอลตัน ได้สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนของวอลมาร์ทได้อย่างไร เมื่อ ค.ศ 1961 เราจะเรียกว่าปีแห่งการค้าส่วนลด ร้านค้าส่วนลดหลายร้อยแห่งได้ถูกเปิดขึ้นมาภายในอเมริกา ภายในปีเดียวกัน บริษัทใหญ่สามบริษัทได้เริ่มต้นร้านค้าส่วนลดของพวกเขา บริษัทแรกคือวูลเวิรธ บุคคลทุกคนคิดว่าร้านค้าส่วนลดของวูลเวิรธจะยึดครองโลก บริษัทที่สองที่ได้เข้ามาภายในการค้าส่วนลดคือเคมาร์ท และบริษัทที่สามเดย์ตัน ฮ้ดสัน ได้เปิดร้านทาร์เก็ตแห่งแรกของพวกเขาภายในเมืองใหญ่
บริษัทสามบริษัทจะเป็นยักษ์ใหญ่และบุคคลกำลังมองการมุ่งไปสู่การเจริญเติบโตของพวกเขาอยู่ แต่บุคคลหนึ่งได้เริ่มต้นร้านค้าปลีกรายเล็กชื่อวอลมารทภายในเมืองเล็ก โรเจอร์ อาร์คันซอร์ ไม่มีใครให้ความสำคัญกับเขาเลย เขาได้ถูกมองเป็นร้านค้าส่วนลดแห่งหนึ่งของหลายร้อยแห่งที่กำลังรอจะถูกกินโดยยักษ์ใหญ่สามราย
ภายในห้าปีเคมาร์ทมีร้านค้า 250 แห่ง ยอดขาย 800 ล้านเหรียญ วอลมาร์ท มีร้านค้า 19 แห่ง ยอดขาย 9 ล้านเหรียญ เมื่อ ค.ศ 1970 ทาร์เก็ต มีร้านค้า 24 แห่ง ยอดขาย 200 ล้านเหรียญ นำหน้าวอลมาร์ทอย่างมาก ห้าทษวรรษต่อมาเคมาร์ทมีร้านค้า 365 แห่ง ยอดขาย 25 พันล้านเหรียญ วอลมาร์ทมีร้านค้า 11,718 แห่ง ยอดขาย 500 พันล้านเหรียญ ยอดขายของทาร์เก็ตเมื่อ ค.ศ 2017 คือ 72 พันล้านเหรียญ
ร้านค้าส่วนลดเริ่มแรกเกือบ 80% ได้สูญหายไปภายในอากาศ ร้านค้าส่วนลดหลายแห่งมีเงินทุนและมองเห็นได้มากกว่าวอลมาร์ท ไม่เหมือนกับวอลมาร์ท ร้านค้าส่วนลดเกือบทุกแห่งรวมทั้งเคมาร์ท ทาร์เก็ต และวูลโก้ ได้เริ่มต้นร้านค้าส่วนลดของพวกเขาภายในเมืองใหญ่ที่มีประชาชนมากกว่า รายได้ที่ใช้จ่ายได้สูงกว่า และโอกาสที่สูงกว่า แต่วอลมาร์ทยังคงเป็นผู้ค้าปลีกลำดับสูงสุดของโลกอยู่ในปัจจุบันนี้ วอลมาร์ทบรรลุความสำเร็จและยั่งยืนได้อย่างไร พวกเขาสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนได้อย่างไร
การบริหารแบบเดินดูโดยรอบ : MBWA จะเป็นถ้อยคำที่สร้างโดย โทมัส
ปีเตอร์ ผู้เขียนร่วมหนังสือที่ขายดีที่สุด In Saerch of Excellence ภายใต้การศึกษาบริษัทที่บรรลุความสำเร็จและการปฏิบัติของพวกเขา เขาพบว่าผู้บริหารที่ดีจะสื่อสารกับบุคคลของพวกเขาด้วยวิถีทางที่ไม่เป็นทางการ พวกเขาจะใช้เวลาบางส่วนรับฟังปัญหาและความคิดจากบุคคลด้วยการเดินดูไปรอบสำนักงานหรือโรงงาน แทนที่จะมีการประชุมอย่างเป็นทางการภายในห้องของพวกเขา แซม วอลตัน จะเป็นผู้สนับสนุนอย่างเข้มแข็งต่อการปฏิบัตินี้ เขาเชื่อมั่นภายในการเยี่ยมเยียนร้านค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และพูดคุยกับบุคคลระดับล่างและลูกค้าของเขาภายในร้านค้า
ต้นกำเนิดของการบริหารแบบเดินโดยรอบจะมาจากสงครามกลางเมืองภายในอเมริกา ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น จะไปพบกับกองทหารอยู่เสมอ และทำการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการถึงความพร้อมของพวกเขา
แม้แต่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ดไวต์ ไอเซนฮาวด์ ผู้บัญชาการสูงสุด ของกองกำลังฝ่ายพันธมิตร จะไปเยี่ยมเยียนกองทหารของอังกฤษและอเมริกา เพื่อที่จะเข้าสู่การรบกับเยอรมันด้วยการบุกชายหาดนอร์ม้งดี ฝรั่งเศส ค.ศ 1944 ความสำเร็จของการบุกนอร์มังดีจะขึ้นอยู่กับภูมิอากาศของการข้ามช่องแคบอังกฤษ บางสิ่งบางอย่างที่ไอเซนฮาวด์ไม่สามารถควบคุมได้ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่สองคนกำลังใช้สิ่งที่เราเรียกในขณะนี้ว่าการบริหารแบบเดินดูโดยรอบ
ฮิวเลตต์ แพคการด จะเป็นบริษัทแรกที่ใช้การบริหารแบบเดินดูโดยรอบเป็นวิธีการบริหารอย่างเป็นทางการของบริษัท
เดวิด กลาส ได้กล่าวว่า ครอบครัวของเขาเท่านั้นจะมีความสำคัญต่อแซม วอลตัน มากกว่าเพื่อนร่วมงานของเขา บ้านที่สองของเขาคือ ร้านวอลมาร์ทไม่ว่าที่ไหนภายในอเมริกา แซม วอลตัน ได้กล่าวหลายครั้งว่าเขาจะสบายใจอยู่เสมอ ณ ที่นี่ ล้อมรอบด้วยเพื่อนร่วมงานและลูกค้า อะไรที่เขาได้สอนเรา ปลูกฝังเรา – เคารพต่อคุณค่าของบุคคลแต่ละคน ลูกค้าถูกต้องเสมอ และรักพระผู้เป็นเจ้าและประเทศ – จะอยู่ชั่วนิรันดร ประธานาธิบดีจอร์จ บุช ได้กล่าวถึงแซม วอลตันว่าเป็นชาวอเมริกันต้นกำเนิด บุคคลที่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความใฝ่ฝันของชาวอเมริกัน เขาได้ให้เหรียญแห่งอิสรภาพประธานาธิบดี แก่แซม วอลตัน นับได้ว่าเป็นอิสริยภรณ์สูงสุดของประเทศ เพื่อการยกย่องแก่พลเมือง
กฏสิบฟุต จะเป็นความลับของวอลมาร์ทอย่างหนึ่งต่อการบริการลูกค้า ระหว่างการไปเยี่ยมร้านค้าของเขา แซม วอลตันจะกระตุ้นให้เพื่อนร่วมงานรับคำมั่นสัญญานี้ว่า ผมจะสัญญาและประกาศว่าลูกค้าทุกคนที่เข้ามาภายในสิบฟุตของผม ผมจะยิ้ม มองตาเขา ทักทายเขา และช่วยเหลือเขา
อะไรที่เพนตากอนและวอลมาร์ทมีคล้ายกัน องค์ประกอบที่สำคัญภายในความสำเร็จของวอลมาร์ทคือ การใช้เทคโนโลยีล่าสุดอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เริ่มต้นแซม วอลตัน รับรู้ว่าการทำให้ตันทุนให้ต่ำและเพิ่มกำไรให้สูงขึ้นคือการควบคุมสินค้าคงเหลืออย่างเข้มงวด การสั่งซื้อเพียงแต่สินค้าที่ขายได้และจำนวนที่พอดี สินค้าคงเหลือมากเกินไปหมายความถึงค่าใช้จ่ายที่เกินควร น้อยเกินไปหมายถึงการสูญเสียการขาย การค้นหาวิถีทางที่จะติดตามอะไรที่ขายไป อะไรอยู่ภายในร้านค้า อะไรที่ได้ถูกสั่งซื้อ และอะไรที่ไม่ได้ส่งมอบ ได้กลายเป็นความลุ่มหลงอย่างหนึ่งของแซม วอลตัน วอลมาร์ทจะเป็นร้านค้าปลีกรายแรกที่ได้ติดตั้งเครื่องสแกนอิเล็คโทรนิคที่จุดเก็บเงินเชื่อมโยงกัยคอมพิวเตอร์ควบคุมสินค้าคงเหลือศูนย์กลาง ปัจจุบันฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ของวอลมารทจะเป็นลำดับสองรองลงมาจากเพนตากอน : กระทรวงกลาโหมของอเมริกา เท่านั้น
แซม วอลตัน กล่าวว่า เราจะต้องรับฟังเพื่อนร่วมงานของเรา ปัจจุบันกระบวนการรากหญ้าของวอลมาร์ทได้ยอมให้เพื่อนร่วมงานแสดงความคิดและความห่วงใยต่อบริษัทของพวกเขาได้ การสำรวจความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงานจะเป็นส่วนที่สำคัญของกระบวนการนี้ การสร้างความเข้าใจที่มีคุณค่าต่อความเป็นผู้นำและและความผูกพันของบุคคล ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการบริการลูกค้า แซม วอลตัน ได้ยืนหยัดต่อกฏุพระอาทิตย์ตกดินและกฏสิบฟุต ตามกฏพระอาทิตย์ตกดินแล้ว ถ้าบุคคลบางคนต้องการความสนใจของเรา เราจะตอบสนองต่อพวกเขาวันนั้นเลย ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม ลูกค้า เพื่อนร่วมงาน หุ้นส่วน เราจะตอบสนองอย่างเร่งด่วนด้วยการกล่าว “เราใส่ใจ ” กฏพระอาทิตย์ตกดิน จะเป็นการหักมุมของแซม วอลตัน จากสุภาษิตเก่าแก่ว่าทำไมต้องเลื่อนไปวันพรุ่งนี้ สิ่งที่เราสามารถทำได้วันนี้
ตามกฎสิบฟุตของแซม วอลตัน เมื่อเพื่อนร่วมงานของวอลมาร์ทเข้ามาภายในระยะสิบฟุตของลูกค้า พวกเขาจะต้องยิ้ม ติดต่อทางสายตา ทักทายลูกค้า และเสนอความช่วยเหลือ เมื่อวอลมาร์ท ได้เจริญเติบโตมากขึ้น แซม วอลตัน ได้เพิ่มพนักงานต้อนรับลูกค้า ณ ประตู เข้ามา กฏสิบฟุตจะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมวอลมาร์ท
วอลมาร์ท ได้เปลี่ยนชื่อที่เป็นทางการจากวอลมารท สโตร์ อิงค์ เป็น
วอลมาร์ท อิงค์. เมื่อ ค.ศ 2018 การเปลี่ยนชื่อจะเป็นการย้ำถึงการมุ่งการเจริญเติบโตของวอลมาร์ทภายในอีิคอมเมิรช และการแตกออกไปจากกลยุทธ์ร้านค้าอย่างเดียวในอดึต การยอมรับว่าอีคอมเมิร์ชมีความสำคัญมากน้อยแคไหนต่อธุรกิจ เมื่อพวกเขาจะต้องแข่งขันกับอเมซอนดอทคอม และอลีบาบา อยู่ต่อไป
ลูกค้ารู้จักเราว่าเป็นวอลมาร์ท และปัจจุบันพวกเขาซื้อสินค้ากับเราไม่เพียงแต่ภายในร้านค้าแต่ออนไลน์กับแอพพ์ของเราด้วย แม้ว่าชื่อตามกฏหมายจะถูกใช้ภายในจำนวนสถานที่ที๋จำกัด เราจะรู้สึกว่ามันดีที่สุดที่จะมีชื่อสอดคล้องกับความคิดว่าคุณสามารถซื้อจากเราโดยวิธีใดก็ตามที่คุณชอบในฐานะของลูกค้า เมื่อมองไปข้างหน้า เราจะลงทุนและสร้างความเข้มแข็งแก่ร้านค้าของเราทั่วโลกอยู่ต่อไป และขยายความสามารถทางอีคอมเมิร์ช และเราจะช่วยประหยัดเวลาและเงินของลูกค้า เมื่อระยะเวลาผ่านไป ลูกค้าจะเพียงแต่คิดถึงและมองเห็นหนึ่งวอลมาร์ทเเพิ่มมากขึ้น
วอลมาร์ทไดัเอาถ้อยคำว่า สโตร์ ออกไปจากชื่อของพวกเขา ชื่อใหม่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยเกี่ยวกับวอลมาร์ทำธุรกิจอย่างไร การเปลี่ยนชื่อต้องการจะแสดงการเจริญเติบโตของบริษัทต่อการบริการลูกค้าอย่างไม่มีรอยต่อ ไม่ว่าพวกเขาจะต้องการซื้ออย่างไร : ร้านค้า ออนไลน์ สมาร์ทโฟน
รถพิคอัพ หรือการจัดสง
แซม วอลตัน ได้กล่าวว่า เพื่อที่จะบรรลุความสำเร็จภายในโลกนี้ เราต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เขาไม่รู้ว่าลูกค้าในอนาคตจะซื้อสินค้าด้วยสมาร์ทโฟนของพวกเขา แต่เขารู้ว่าการค้าปลีกจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เขาได้สอนเราว่า เพื่อการบรรลุความสำเร็จของบริษัท บริษัทจะต้องคล่องตัวและสร้างสรรค์ การเปลี่ยนแปลงชื่อจะเป็นการรับรู้ต่อรากของบริษัทด้วย เราอาจจะประหลาดใจที่จะเรียนรู้ว่า เมื่อแซม วอลตัน ได้เปิดร้านค้าแห่งแรกเมื่อ ค.ศ 1962 ชื่อบนหน้าอาคารจะเรียบง่ายด้วยคำว่า “วอลมาร์ท” ไม่กี่ปีต่อมา เราได้ก่อตั้งเป็นบริษัทชื่อ วอล – มาร์ท อิงค์ และได้แก้ไขชื่อเป็น วอล – มาร์ท สโตร์ อิงค์. เมี่อเราได้กลายเป็นบริษัทมหาชนเมื่อ ค.ศ 1970
วอลมาร์ท ได้ช่วยให้บุคคลทั่วโลกประหยัดเงินและมีชีวิตที่ดีขึ้น – เวลาใดก็ตาม ที่ไหนก็ตาม – ภายในร้านค้าปลีก ออนไลน์ และโทรศัพท์มือถือของพวกเขา แต่ละสัปดาห์เราจะมีลูกค้าและสมาชิกมากว่า 260 ล้านคนไปเยี่ยมร้านค้ามากกว่า 11,600 แห่งของเราภายใต้เกือบ 60 สัญลักษณ์ ภายใน 28 ประเทศ และอีคอมเมิรช เว็บไซต์ เมื่อ ค.ศ 2017 วอลมารท จะมีรายได้ ้485.9 พันล้านเหรียญ ว่าจ้างบุคคลทั่วโลกมากว่า 2.3 ล้านคน วอลมาร์ทจะเป็นผู้นำภายในความยั่งยืน การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และโอกาสการจ้าง
งานอยู่ต่อไป
แนวคิดของความเป็นผู้นำที่ช่วยอธิบายความสำเร็จของแซม วอลตัน ได้ดีที่สุดคือ ความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป แนวคิดของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปได้ถูกแนะนำเริ่มแรกโดย เจมส์ ดาวตัน บุคคลแรกที่ได้ สร้างถ้อยคำ “ความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป” ต่อมาแนวคิดได้ถูกพัฒนาต่อไปโดยเจมส์ แมคเกรเกอร์ เบิรน ด้วยจุดแข็งของของวิสัยทัศน์และบุคลิกภาพของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป ผู้นำเชิงปฏิรูปสามารถบันดาลใจให้บุคคลเปลี่ยนแปลงความคาดหวัง การรับรู้ และแรงจูงใจทำงานมุ่งไปสู่เป้าหมายร่วมกันได้ ต่อมา เบอร์นารด แบส นักจิตวิทยาอุตสาหกรรม ได้ขยายแนวคิดต้นกำเนิดของเจมส์ แมคเกรเกอร์ เบิรน ออกไป เขาได้กล่าวว่า ความเป็นผู้นำเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปสามารถถูกอธิบายได้บนพื้นฐานของผลกระทบต่อบุคคล ผู้นำเชิงปฏิรูปจะสร้างความไว้วางใจ ความเคารพ และความชื่นชมจากบุคคลของพวกเขา เบอร์นารด แบส ได้ระบุและเขียนเกี่ยวกับองค์ประกอบสี่อย่างของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป
เมื่อ ค.ศ 1978 หนังสือชื่อ Leadership ของ เจมส์ แมคเกรเกอร์ เบิรน ได้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างผู้นำเชิงแลกเปลี่ยนและผู้นำเชิงปฏิรูป ผู้นำเชิงแลกเปลี่ยนคือ ผู้นำที่มุ่งการบริหารองค์การให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ การแลกเปลี่ยนระหว่างงานและรางวัล การให้รางวัลแก่บุคคล เมื่อพวกเขาสามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดให้ ผู้นำเชิงแลกเปลี่ยนจะบริหารองค์การตามวิถีทางในอดีต การเชื่อมโยงระหว่างอดีตและปัจจุบัน ผู้นำเชิง
ปฏิรูปคือ ผู้นำที่มุ่งการเปลี่ยนแปลงองค์การ การสร้างวิสัยทัศน์ การถ่ายทอดวิสัยทัศน์ การใช้บารมีบันดาลใจบุคคลให้บรรลุวิสัยทัศน์ ผู้นำเชิงปฏิรูปจะบริหารองค์การตามวิถีทางในอนาคต การเชื่อมโยงระหว่างปัจจุบันและอนาคต
เบอร์นารด แบสส์ นักวิชาการความเป็นผู้นำ ได้ขยายผลงานของเจมส์ แมค
เกรเกอร์ เบิรน ออกไปอีก เขาได้ย้ำถึงความสำคัญของบารมีต่อความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป ผู้นำเชิงปฏิรูปได้ใช้อำนาจบารมีสูงมาก ดังนั้นเรามักจะเรียกผู้นำเชิงปฏิรูปว่า ผู้นำเชิงวิสัยวิสัยทัศน์ หรือผู้นำเชิงบารมี
เมื่อ ค.ศ 1985 เบอร์นารด แบสส์ นักจิตวิทยาอุตสาหกรรม ได้เขียนคุณลักษณะพื้นฐานของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปไว้สี่อย่างที่เราเรียกว่่า 4 I คือ
1 การมีอิทธิพลด้วยอุดมการณ์ ผู้นำเชิงปฏิรูปจะเป็นแบบจำลองบทบาทและแสดงบุคลิกภาพที่มีบารมีต่อบุคคล และกระทำตามที่สัญญาไว้ แซม วอลตันจะใช้อิทธิพลทางอุดมการณ์ด้วยการเป็นแบบจำลองทางบทบาทแก่บุคคลของเขา บุคคลจะเลียนแบบเขาและรับอุดมการณ์เข้าไวัภายใน ตัวอย่างเช่น
แซม วอลตัน ได้ถูกชื่นชมจากความมุ่งมั่นของเขา ระหว่างการเริ่มต้นวอลมาร์ท ความคิดทางการค้าปลีกที่น่าหัวเราะของเขาทำให้ขาดทางเลือกของการจัดหาเงินทุน แต่เขาได้ต่อสู้กับความมุ่งมั่นที่ไม่มีว้นตายของเขา และบรรลุความสำเร็จในที่สุด
แม้แต่ภายหลังจากวอลมาร์ท ได้เจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง ความมุ่งมันต่อบริษัทของเขาจะไม่เคยลดลงเลย เขามักจะเริ่มต้นทำงานตอนตีสี่ เพื่อที่จะทบทวนรายงานการขายของวันก่อน ก่อนที่ผู้บริหารของเขาจะมาถึง
อิทธิพลทางอุดมการณ์ได้สร้างการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากบุคคลต่อกฏพระอาทิตย์ตกดินของเขา การเรียกร้องใหบุคคลทุกคนจัดการกับข้อสอบถามและป้อนกลับแก่เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และซัพพลายเออร์ ภายในวันเดียวของการได้รับก่อนจะเลิกงาน
2 การจูงใจด้วยแรงบันดาลใจ ผู้นำเชิงปฏิรูปจะมีความสามารถบันดาลใจและจูงใจบุคคล เมื่อรวมเข้ากับการมีอิทธิพลด้วยอุดมการณ์แล้ว นี่คือแหล่งที่มาของบารมีของผู้นำเชิงปฏิรูป แซม วอลตัน จะแสดงการจูงใจทางแรงบันดาลใจด้วยวิสัยทัศน์ของเขา เพื่อที่จะบันดาลใจและจูงใจบุคคลทำงานมุ่งไปสู่เป้าหมายที่กำหนดโดยวิสัยทัศน์ เขาก่อตั้งวอลมาร์ทด้วยวิสัยทัศน์ของการประหยัดเงินแก่บุคคล ดังนั้นพวกเขาสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้น บนพื้นฐานของการปฏิรูปด้วยกลยุทธ์การกำหนดราคาต่ำสุดทุกวัน
นอกเหนือจากวิสัยทัศน์ที่บันดาลใจของเขาแล้ว แซม วอลตันได้ชนะการสนับสนุนจากบุคคลของเขาด้วยวิถีทางที่ดีเด่นของการสื่อสารของเขา เขาได้ถูกเรียกว่าเป็นนักพูด นักเรียกร้องผู้ชม นักเทศน์ และผู้นำเชียร์ เขาจะเป็นที่รู้จักอย่างดีจากการคิดค้นการเชียร์วอลมารท เช่น วอลมาร์ทของใคร
วอลมาร์ทของฉัน ใครคือหมายเลขหนึ่ง ลูกค้าเสมอ วิสัยทัศน์ของแซม วอลตันได้ถูกปลูกฝึงลึกภายในค่านิยมของวัฒนธรรมของบริษัทและจิตใจของผู้มีส่วนได้เสียของเขา เช่น พนักงาน ผู้ถือหุ้น และซัพพลายเออร์ เป็นต้น
3 การกระตุ้นความคิด ผู้นำเชิงปฏิรูปจะให้คุณค่าต่อความคิดสร้างสรรค์และความเป็นอิสระแก่บุคคล การสนับสนุนบุคคลให้มีส่วนร่วมภายในการตัดสินใจ แซม วอลตัน จะแสดงการกระตุ้นความคิดด้วยทั้งการท้าทายส่วนบุคคลต่อฐานะเดิม และการกระตุ้นให้บุคคลของเขาค้นหาและสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น กฏข้อหนึ่งของความสำเร็จของวอลมาร์ทคือ การว่ายทวนน้ำ การใช้วิถีทางอี่น
การละเลยความคิดสมัยเดิม ที่จริงแล้วเขาได้เริ่มต้นวอลมาร์ทด้วยการเปิดร้านค้าส่วนลดภายในชนบทที่มีประชาชนน้อย ตรงกันข้ามกับความคิดสมัยเดิมที่เชื่อว่าเป็นฐานที่ไม่ทำกำไร
เขาจะเป็นผู้บุกเบิกของการใช้กลยุทธ์การกำหนดราคาต่ำสุดทุกวันด้วย จิต
วิญญานของความคิดสร้างสรรค์ของเขาจะกระตุ้นวอลมาร์ทให้ทดลองกับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อที่จะปรับปรุงการปฏิบัติงานของบริษัทเหมือนเช่นบาร์โคดและระบบดาวเทียมเอกชน เพื่อการสนับสนุนการบริหารสินค้าคงเหลือและการกระจายสินค้า
4 การมุ่งบุคคล ผู้นำเชิงปฏิรูปจะมุ่งความต้องการและความรู้สึกของบุคคล การให้ความสนใจส่วนบุคคลแก่บุคคลแต่ละคน แซม วอลตัน จะแสดงการมุ่งบุคคลด้วยความเคารพและความสนใจความต้องการของบุคคลแต่ละคน ตัวอย่างเช่น เขาจะยกย่องความสำเร็จของวอลมาร์ทต่อการทำงานเป็นทีมของบุคคลของเขาอยู่เสมอ และอ้างพวกเขาว่าเป็น “เพื่อนร่วมงาน” เขานำด้วยยุทธวิธีของการให้คำปรึกษาด้วยการใช้กระบวนการรากหญ้า ส่งเสริมการสื่อสารมากขึ้นระหว่างผู้บริหารระดับสูงและบุคคลระดับล่าง ผู้บริหารระดับสูงจะต้องได้รับการป้อนกลับและทำต่อเนื่องจากบุคคลทุกระดับ โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานระดับล่างที่การเกี่ยวพันระหว่างกันโดยตรงกับลูกค้าได้เกิดขึ้น
ยิ่งกว่านั้นแซม วอลตัน จะสนับสนุนอย่างเข้มแข็งต่อความเป็นผู้นำแบบรับใช้ภายในวอลมาร์ท และได้ขอให้ผู้บริหารของเขา ณ ทุกระดับ ตรวจสอบและปรับปรุงสวัสดิการของบุคคลอย่างต่อเนื่อง เขาได้คิดค้นแผนการแบ่งกำไรเมื่อ ค.ศ 1970 ด้วย การให้สิทธิการซื้อขายหุ้นแก่บุคคล เพื่อที่จะให้พวกเขาได้ประโยชน์ภายในการทำกำไรของบริษัทด้วย
ิ แซม วอลตัน เชื่อว่าผู้นำที่ดี ไม่ได้นำจากเบื้องหลังโต๊ะของพวกเขา เราได้พัฒนาผู้นำที่เป็นผู้รับใช้ รับฟังหุ้นส่วนของพวกเขา – เพื่อนร่วมงานของพวกเขา – ด้วยวิถีทางที่สร้างขวัญกำลังใจอย่างยอดเยี่ยม เพื่อที่จะช่วยให้ทีมบรรลุเป้าหมายโดยส่วนรวม
การวิจัยความเป็นผู้นำเชิงบารมี ได้มุ่งการมค้นหาคุณลักษณะที่ดึงดูดของผู้นำ คำว่า “Charisma” เป็นภาษากรีก หมายถึงพรสวรรค์จากพระเจ้า การวิจัยเริ่มแรกมองบารมีเป็นคุณลักษณะทางบุุคลิกภาพโดยกำเนิด ผู้นำเชิงบารมีสามารถบันดาลความภูมิใจ ความศรัทธา ความเคารพ และความจงรักภักดีแก่บุคคล ผู้นำเชิงบารมีได้สร้างความประทับใจต่อความสามารถและความสำเร็จ และได้ สื่อสารความคาดหวังและความเชื่อมั่นที่สูงแก่บุคคล
ผู้นำเชิงบารมีกำหนดเป้าหมายเชิงอุดมคติไว้อย่างชัดเจน บางครั้งผู้นำเชิงบารมีได้ถูกเรียกว่าผู้นำเชิงปฏิรูป เนื่องจากคุณลักษณะหลายอย่างคล้ายคลึงกัน ความแตกต่างที่สำคัญคือ ผู้นำเชิงบารมีพยายามจะปรับปรุงฐานะเดิมให้ดีขึ้น แต่ผู้นำเชิงปฏิรูปพยายามปฏิรูปองค์การให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของเขา
แต่กระนั้นบารมีอาจจะถูกเข้าใจผิด อาเธอร์ ชเลสซิงเจอร์ นักประวัติศาสตร์ ได้สร้างความแพร่หลายแก่คำว่าบารมีเมื่อ ค.ศ 1960 เขาไม่พอใจว่าบารมีได้ถูกลดลงเหลือเพียงความหมายอย่างเดียวกับความกล้าหาญ หรือแม้แต่ความชื่นชอบ บารมีได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อบารมีได้ถูกใช้พรรณาแฟรงคลิน ดี. โรสเวลท์ และวินสตัน เชอร์ชิล แต่บารมีได้ถูกใช้บ่อยครั้งกับอดอฟ ฮิตเลอร์ และเบนนิโต มุสโสลินี ด้วย
การวิจัยต้นกำเนิดของความเป็นผู้นำเชิงบารมีคือ ทฤษฎีบุคคลที่ยิ่งใหญ่ การวิจัยได้ค้นหาคุณลักษณะที่ดึงดูดของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ของโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บุคคลที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้เป็นผู้นำเชิงบารมี ลี ไอเอคอคคา แห่ง
ไครสเลอร์ โทมัส วัทสัน แห่งไอบีเอ็ม หรืออัลเฟรด สโลน แห่งเจ็นเนอรัล มอเตอร์ คือผู้นำที่มีบารมีของอุตสาหกรรม
ความเป็นผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ จะมุ่งที่การสร้างวิสัยทัศน์ที่องค์การต้องการจะกลายเป็นในอนาคต การถ่ายทอดวิสัยทัศน์และการบันดาลใจ และการให้อำนาจแก่บุคคลกระทำ เพื่อที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ แซม วอลตัน ผู้ก่อตั้งร้านค้าปลีกวอลมาร์ท ได้สร้างวิสัยทัศน์ของการทำให้วอลมาร์ทกลายเป็นร้านค้าปลีกใหญ่ที่สุดและดีที่สุดของประทศ เขาได้ถ่ายทอดวิสัยทัศณ์อย่างไม่รู้จักเหนื่อยแก่บุคคลทุกคนด้วยคำพูดและการกระทำ
ผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ต้องสร้างวิสัยทัศน์ที่ดึงดูด เป็นจริงได้ และน่าเชื่อถือของการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงฐานะเดิมขององค์การ จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ประธานาธิบดีอเมริกา แฟรงคลิน ดี. โรสเวลท์ ประธานาธิบดีอเมริกา ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง นักต่อสู้สิทธิมนุษยชน หรือมหาตมะ คานธี ผู้นำอินเดีย ต่างเป็นตัวอย่างที่ดีมากของความเป็นผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำเชิงบารมี และความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป พวกเขาจะมีวิสัยทัศน์ของการกลายเป็นสังคมที่เป็นธรรม และได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้วยคำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจแก่บุคคลอย่างมาก
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ 1963 การเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งภายในประวัติศาสตร์ของอเมริกาคือ การเดินขบวนของชาวอเมริกันทั้งผิวขาวและผิวดำไปยังกรุงวอชิงตัน เพื่อที่จะเรียกร้องเรื่องงานและเสรีภาพ ผู้นำขบวนคือ มาร์ติน ลูเธอร์ ที่เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเหยียดสีผิวของอเมริกา เขาได้ยืนปราศัยอยู่ที่ขั้นบันไดของอนุสาวรีย์อับราฮัม ลินคอล์น วอชิงตัน ท่ามกลางชาวอเมริกันประมาณ 250,000 คน และการถ่ายทอดโทรทัศน์ไปทั่วโลก การปราศัยครั้งนี้มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้วยการใช้ถ้อยคำที่สร้างแรงบันดาลใจและกระทบต่อความรู้สึกของชาวอเมริกันมากที่สุด “I Have a Dream” “ข้าพเจ้ามีความฝัน” ได้กลายเป็นถ้อยคำที่เป็นอมตะตราบเท่าทุกวันนี้ จนกระทั่ง จอห์น เคนเนดี้ ประธานาธิบดี ได้เชิญเข้าพบ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้ถูกลอบยิงเสียชิวิตไปในที่สุด
จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ผู้นำที่มีบารมีมากที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา ได้กล่าวคำปราศัยแสดงวิสัยทัศน์ตอนทำพิธีสาบานตนรับเป็นประธานาธิบดีด้วยคำพูดที่บันดาลใจชาวอเมริกันยุคนั้นมาก : ไม่ถามว่าประเทศสามารถทำอะไรให้แก่เราได้บ้าง ถามว่าเราสามารถทำอะไรให้แก่ประเทศได้บ้าง แต่น่าเสียดายประธานาธิบดีที่ชาวอเมริกันรักมากที่สุดคนหนึ่งได้ถูกลอบยิงเสียชีวิตที่เมืองดัลลัส เท็กซัส
เราต้องยอมรับว่าอเมริกาส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์นำหน้ารัสเซียได้สำเร็จ เนื่องจากการสร้างบันดาลใจจากวิสัยทัศน์ของ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ เขาได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อชาวอเมริกันด้วยคำพูดที่จับใจมาก จนกลายเป็นแรงบันดาลใจแก่ชาวอเมริกันทั่วทั้งประเทศที่ต้องการให้ความฝ้นของเขากลายเป็นความจริง ดังที่มาร์ค ซักเกอร์เบิรก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเฟสบุ๊คได้กล่าวถึงตอนที่เขาได้มีโอกาสไปกล่าวคำปราศัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่า ผมมีเรื่องราวที่ชอบมากเรื่องหนึ่งที่จะเล่าว่า เมื่อจอห์น เคนเนดี้ ได้ไปเยี่ยมองค์การนาซ่า และได้เห็นภารโรงคนหนึ่งถือไม้กวาดอยู่ จอห์น เคนเนดี้ได้ถามว่า “คุณกำลังทำอะไรอยู่” ภารโรงตอบว่า “ท่านประธานาธิบดีครับ ผมกำลังช่วยส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์อยู่ครับ
ภายในวันที่มืดสนิทของการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ อเมริกาดูเหมือนว่าทรงตัวอยู่บนขอบของความวุ่นวายทางสังคม ภายใต้ประชาชนจำนวนล้านที่ว่างงาน และเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำอย่างไม่รู้จบ และความสิ้นหวังที่ปรากฏอยู่โดยทั่วไป ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. โรสเวลท์ ได้กล่าวคำปราศัยที่สร้างแรงบันดาลใจชาวอเมริกันอย่างมาก : “สิ่งหนึ่งเท่านั้นที่เราต้องหวาดกลัวคือ ความกลัวนั่นเอง” และการกระทำที่มีพลังอย่างเต็มเปี่ยมของเขา ได้ผลักดันประเทศให้หลุดพ้นจากความวุ่นวายได้
แซม วอลตัน จะเป็นผู้นำที่มีบารมีด้วยการแสดงความสามารถนำบุคคลหลายร้อยคนร้องตะโกนภายในการเชียร์ของวอลมาร์ท นอกเหนือจากบุคลิกภาพของเขาที่ได้สร้างองค์การที่บรรลุความสำเร็จแล้ว แซม วอลตัน ได้กำหนดกลไกที่เป็นรูปธรรมขององค์การกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงและการปรับปรุง เขาได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของเขาสร้างและพัฒนาความสามรถขององค์การวอลมาร์ท บุคคลเชื่อว่าพวกเขาจะมีอนาคตที่สดใสจากการทำงานภายในวอลมาร์ท
แซม วอลตัน ได้สร้างภาพพจน์ของเขาเองภายในสายตาของบุคคลทุกคน เขาจะเป็นสุภาพบุรุษที่เงียบขรึม ถ่อมตัว และละเอียด แต่เขาจะเคร่งครัดกับธุรกิจ เขาจะมีความเชื่อมั่นตนเองเข้มแข็งมาก เขาจะเป็นบุคคลหนึ่งที่กล้าแหวกกฏของใครก็ตาม เขาจะเผชิญความยุ่งยากอย่างกล้าหาญ เขาชอบที่จะเสี่ยงภัยแม้ว่าบุคคลทุกคนจะบอกว่าไม่ คำว่าเป็นไปไม่ได้ จะไม่มีภายในพจนานุกรมของแซม วอลตัน
แซม วอลตัน จะเป็นผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ เขาได้ถูกขับเคลื่อนโดยวิสัยทัศน์ของเขา ตลอดชีวิตของความเป็นผู้นำของแซม วอลตัน เขาจะเป็นตัวอย่างของพลังวิสัยทัศน์ เขาจะมีวิสัยทัศน์ที่เรียบง่ายมากแต่ชัดเจนของวอลมาร์ทเมื่อเขาได้เริ่มต้นและมันยังคงมีอยู่ ” ราคาต่ำสุดทุกวันแก่ชาวอเมริกัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าอะไรที่คู่แข่งขันได้กระทำ แซม วอลตัน จะยึดมั่นต่อวิสัยทัศน์ของเขาอย่างแท้จริงจนกระทั่งเขาได้เสียชีวิตไป ด้วยวิสัยทัศน์นั้น เขาจะให้การรับรองแก่ชาวอเมริกันว่า ถ้าพวกเขามาซื้อสินค้า ณ วอลมาร์ท พวกเขาจะประหยัดเงิน
ั เมื่อ ค.ศ 1945 แซม วอลตัน อายุ 27 ปี ได้เปิดร้านค้าส่วนลดแห่งแรกชื่อ วอลตัน 5 – 10 เขาจะให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดต่อการแข่งขัน และได้เริ่มต้นทดลองกับยุทธวิธีการขายที่เขาได้สังเกตุจากคู่แข่งขันกำลังใช้อยู่ ที่จริงแล้วความคิดเหล่านี้บางอย่างจะดีมาก ความคิดหลายอย่างจะยังคงเป็นการปฏิบัติมาตรฐานอยู่ปัจจุบันนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อ ค.ศ 1940 โดยปรกติร้านคัาส่วนลดจะต้องมีพนักงานรับจ่ายเงินหลายคนอยู่หลายจุด แต่เมื่อแซม วอลตันได้ไปร้านค้าค้าส่วนลดแห่งหนึ่ง เขาได้สังเกตุว่าร้านค้าส่วนลดแห่งนี้จะมีจุดเก็บเงินสองจุด แต่ละจุดเก็บเงินจะอยู่ข้างหน้า เขาชอบความคิดนี้มาก และได้นำมาใช้กับร้านค้าของเขาเอง
ครั้งหนึ่งแซม วอลตัน ได้สังเกตุว่าคู่แข่งขันรายหนึ่งได้ใช้ชั้นไม้วางสินค้า เขาได้รับรู้ว่าชั้นไม้วางสินค้าเหล่านี้จะประหยัดเงินได้ด้วย แต่กระนั้นเขาได้ใช้ขั้นตอนต่อไปด้วยการทดแทนชั้นไม้วางสินค้าด้วยชั้นโลหะวางสินค้า แม้ว่าชั้นวางสินค้าใหม่อาจจะดูไม่ดี แต่ต้นทุนที่ถูกลงทำให้เขากำหนดราคาได้ต่ำกว่าคู่แข่งขัน
แม้ว่าภายหลังจากที่แซม วอลตัน บรรลุความสำเร็จแล้ว เขาจะไม่เคยหยุดลอกเลียนแบบความคิดทางธุรกิจที่ดีทุกครั้งที่เขาได้มองเห็น เมื่อเขาไปเยี่ยมซัพพลายเออร์รายหนึ่ง เขาได้มองเห็นคนงานถูกรวมเข้าด้วยกันได้อย่างไร และพวกเขาได้กระทำการเชียร์บริษัท แซม วอลตัน มองเห็นว่ากิจกรรมเหล่านี้จะเพิ่มขวัญกำลังใจของคนงานอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นเขาได้ใช้
การเชียร์วอลมาร์ทของเขาเอง ณ เบนตันวิลล์ อารคันซอ
แซม วอลตัน ได้เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มแรกว่า เพื่อการนำหน้าการแข่งขันของเขา เขาต้องใช้เงินที่จะดึงดูดลูกค้า ภายหลังจากการเปิด วอลตัน 5 – 10 แห่งแรก เขาได้ใช้เงินกู้ 1,800 เหรียญ ซื้อเครื่องทำไอสครีมเพื่อความเพลิดเพลินของลูกค้า แต่เขาจะไม่หยุดอยู่ที่นี่
แซม วอลตัน จะมองหาวิถีทางที่จะดึงดูดลูกค้าอยู่เสมอ เมื่อเขาได้เปิดร้านค้าแห่งแรก เขาได้มองเห็นครอบครัวชาวไร่ขับรถยนต์เข้ามาภายในเมืองวันเสาร์ เพื่อที่จะซื้อสินค้าที่ต้องการ ร้านค้ามักจะปิดเร็วและขายสินค้าที่เลือกได้น้อย ดังนั้นเขาได้เกิดความคิดด้วยการเปิดร้านค้าของเขาให้นานขึ้นและขายสินค้าที่เลือกได้มากขึ้นแก่ลูกค้า
แซม วอลตัน ได้สร้างวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะ ณ วอลมาร์ท บริษัททั่วโลก ได้ศึกษาวัฒนธรรมวอลมาร์ท และได้พยายามลอกเลียนแบบ แต่ไม่มีบริษัทไหนเลยทำได้สำเร็จ เหตุผลที่วัฒนธรรมวอลมาร์ทเข้าใจได้ง่ายแก่บริษัทอื่น เพราะว่าวัฒนธรรมวอลมาร์ทจะเรียบง่าย ผู้นำวอลมาร์ทจะสอนกฏที่ชัดเจนและค่านิยมแกนร่วมสามข้อ แต่วอลมาร์ทจะกำหนดแท่งที่สูงแก่ตัวเองและบุคคลของพวกเขา ระเบียบวินัยที๋ไม่ธรรมดา การกระทำที่เหนือกว่า และจริยธรรมการทำงานที่ยอดเยี่ยม ทำให้เกือบจะเป็นไปไม่ได้แก่บริษัทอื่นที่จะลอกเลียนแบบมาตรฐานทางจริยธรรม ผู้นำส่วนใหญ่ของบริษัทอื่นย่อมจะไม่เต๊มใจใช้พลัง 100% ของพวกเขาแก่บริษัทของพวกเขา และโยนความสมดุลแห่งชีวิตทิังไปเพียงเพื่อการขับเคลื่อนธุรกิจของพวกเขา แต่ผู้นำของวอลมาร์ทจะกระทำ ข้อเท็จจริงคือแซม วอลตัน ได้ทำให้วัฒนธรรมของบริษัทกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่มีพลังและยั่งยืนภายในอุตสาหกรรม
บุคคลบางคนกล่าวว่าวัฒนธรรมวอลมาร์ทจะคล้ายกับลัทธิ และพวกเขากล่าวว่าเนื่องจากบุคคลทุกคนทำงานที่นี่จะถูกกำหนดให้กระทำตามวิถีทางของวอลมาร์ท แซม วอลตัน ได้เรียกร้องว่าบุคคลทุกคนต้องรับวัฒนธรรมวอลมาร์ทไว้เป็นเงื่อนไขของการจ้างงาน วิถีทางของแซม วอลตันจะรับผิดชอบต่อการสร้างความผูกพันคล้ายลัทธิของบุคคลของวอลมาร์ท เราจะพบว่าวิถีทางของแซม วอลตัน คือ วิถีทางของวอลมาร์ท
ณ เวลานั้น ผู้ค้าปลีกกำลังขายสินค้าด้วยกำไรที่สูง ผู้ค้าปลีกจะขายสินค้าต้นทุน 80 เซ็นต์ ณ ราคา 1.20 เหรียญ ภายในการทำวิจัยของเขา แซม วอลตันพบว่าการกำหนดราคาสินค้า 1 เหรียญ ผู้ค้าปลีกสามารถขายได้สามเท่าของจำนวน และกำไรจะเพิ่มสูงขึ้น เคล็ดลับนี้ได้เปลี่ยนแปลงความคิดของแซม วอลตันเกี่ยวกับการค้าปลีกและชีวิตของเขา สุภาษิตของเขา ได้กลายเป็น เราจะขายต่ำกว่า – 20% ต่ำกว่าคู่แข่งขัน การลดราคาทุกสิ่งทุกอย่างที่วอลมาร์ทขาย
แซม วอลตัน จะสั่งสอนบุคคลทุกคนของบริษัทต้องไม่ลืมวาลูกค้าสามารถไล่บุคคลทุกคนภายในองค์การตั้งแต่ประธานบริษัทลงมา ด้วยเพียงแต่ตัดสินใจจะใช้เงินของพวกเขาที่อื่นเท่านั้น แซม วอลตันจะเสริมแรงข้อท็จจริงว่า ลูกค้าคือนาย เขาได้ใช้การเชียร์ของบริษัททุกวันให้บุคคลทุกคนมุ่งที่การบริการ ดังนั้นทุกวันภายในร้านค้าทั่วโลก ผู้จัดการร้านค้าจะนำบุคคลด้วยวอลมาร์ทเชียร์สร้างขวัญกำลังใจ เมื่อสินสุดการเชียร์ ผู้จัดการร้าค้าจะเรียกร้องว่า ใครคือหมายเลขหนึ่ง บุคคลจะตอบสนองว่า ลูกค้า
แซม วอลตัน จะขอให้บุคคลยกมือของพวกเขาและกล่าวว่า เราต้องจดจำไว้เลยว่า ณ วอลมาร์ท เราต้องรักษาคำสัญญาที่ให้ ตอนนี้ขอให้กล่าวตามผม ผมจะสัญญาและประกาศว่า ตั้งแต่วันนี้ ทุกครั้งที่ลูกค้าเข้ามาภายในสิบฟุตของผม ผมจะยิ้ม มองตาของเขา และทักทายเขา และช่วยเหลือเขา แซม เป้าหมายสูงสุดของแซม วอลตัน ต่อวอลมาร์ทคือ การให้ไม่เพียงแต่การบริการที่ดีเท่านั้น แต่ต้องเป็นการบริการที่เป็นตำนาน
ผลกระทบของวอลมาร์ท จะเป็นถ้อยคำหนึ่งที่ได้ถูกใช้อ้างผละกระทบทางเศรษฐกิจต่อธุรกิจท้องที่ เมื่อบริษัทใหญ่เหมือนเช่นวอลมาร์ทได้เปิดร้านค้าภายในท้องที่นั้น โดยปรกติผลกระทบของวอลมาร์ทด้วยตัวมันเองจะบังคับให้ร้านค้าปลีกรายเล็กต้องออกไปจากธุรกิจ และการลดค่าจ้างแก่บุคคลของคู่แข่งขัน ธุรกิจท้องที่จำนวนมากจะต่อต้านการเข้ามาของวอลมาร์ทภายในพื้นที่ของพวกเขาเนื่องจากเหตุผลนี้
แต่กระนั้นผลกระทบของวอลมาร์ทอาจจะเป็นทางบวกได้ ขนาดและขอบเขตอำนาจซื้อของวอลมาร์ทสามารถกำหนดราคาแก่ผู้ค้าส่งได้ ณ ขนาดที่บริษัทหลายบริษัทไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุนี้วอลมาร์ทมีความสามารถขายสินค้าของพวกเขา ณ ราคาที่ต่ำได้เมื่อเปรียบกับร้านค้าท้องที่ การสร้างผลกระทบที่เรียงต่อเลยพ้นไปจากตลาดการค้าปลีกไปสู่การผลิต
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







