INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความผาสุกในชีวิตคืออะไร?

 

father and son 2258681 640

 

โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

 

แท้จริงเป้าหมายการสร้างโลกและรังสรรค์สร้างมนุษย์ย่อมมีเป้าหมายและมีเป้าประสงค์ นั่นคือการไปให้ถึงยังจุดความสมบูรณ์สูงสุดและเข้าถึงฐานันดรของความเป็นมนุษย์และประจักษ์แจ้งในตัวตน   ดังนั้นการแสวงหาความสมบูรณ์สูงสุดของมนุษย์หรือแรงปรารถนาต่อการไปให้พบเจอความผาสุกในชีวิต ถือว่าเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์(ฟิตเราะฮ์)ที่อยู่ด้านในของมนุษย์  นั่นคือว่าสามัญสำนึกนั้นจะเรียกร้องให้มนุษย์มุ่งทยานสู่ความสมบูรณ์นั้น  ด้วยเหตุนี้  มนุษย์ทุกคนจึงมีความเหมือนกัน คือมีความปรารถนาต่อการไปให้ถึงความผาสุกในชีวิต แต่ทว่าการจะได้รับความสุขแท้หรือความผาสุกที่แท้จริงในชีวิตของแต่ละคน ก็จะขึ้นอยู่กับโลกทัศน์ว่าเขานั้นมีความเชื่อเช่นไรหรือได้นิยามความความสุขนั้นไว้อย่างไร

บางสำนักทางปรัชญาจากฟากฝังตะวันตก ได้นิยามความผาสุกแบบโลกทัศน์แบบวัตถุนิยม  นั่นหมายความว่าการไปถึงหรือการได้ครอบครองสิ่งที่เป็นวัตถุมากเท่าไหร่ เท่ากับไปถึงความผาสุกได้มากเท่านั้น และถือว่าความสุขทางจิตวิญญาณไม่มีอยู่จริงเป็นเพียงมายาเท่านั้น

อบูอะลี อิบนุ สีน่า นักปรัชญา และปราชญ์ผู้เรืองนามของโลกอิสลาม  ได้ถือว่าความผาสุกของมนุษย์คือการไปถึงภาวะความสมบูรณ์ในการเข้าถึงภวันต์แท้  โดยมีความสัมพันธภาพระหว่างภวันต์ใหม่(มุมกินุลวุยูด)กับภวันต์แท้(วายิบุลวุยูด) จนปรากฏเป็นพลังทางปัญญาของการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกันแล้วเกิดพลวัตรทางความคิดและการปฏิบัติจะนำมาความสุขทางกายและทางจิตอย่างน่ามหัศจรรย์ทีเดียว  อิบนุ สีน่า ถือว่า การที่ได้เข้าถึงความจริงแท้ของสรรพสิ่งและเข้าถึงความจริงสูงสุด คือสุขแท้ และสุขแท้นั้นเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณมากว่าด้านวัตถุและในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นวัตถุและความเป็นสสารของตัวตน

อธิบายให้เข้าใจคำนิยามนั้นได้มากยิ่งขึ้นคือ

หนึ่ง  มนุษย์ต้องได้รับประโยชน์ทั้งสองด้าน ทั้งทางด้านวัตถุและทางด้านจิตวิญญาณ  ดังนั้นความปรารถนาต่อความสมบูรณ์สูงสุดของความเป็นมนุษย์จะต้องเตรียมพร้อมต่อความต้องการทั้งสองด้าน

 สอง มนุษย์ถ้าจะเปรียบเสมือนวเป็นผืนผ้าชิ้นเดียวกัน  แต่มีมุมต่างๆ ที่แตกต่างกัน  ดังนั้นการไม่เข้าใจถึงแต่ละมุมหรือแต่ละช่วงเวลาของชีวิต หรือความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน  ก็จะไม่สามารถจะเข้าถึง ด้านต่างๆของมนุษย์ได้  ดังนั้นปริศนาของความสำเร็จของคำสอนอิสลามต่อเรื่องการดำเนินชีวิตที่ได้วางระเบียบให้เป็นแบบแผนไว้ นั่นคือ การเข้าถึงสารัตถะและแก่นแท้ตัวตนของความเป็นมนุษย์เป็นหลักสำคัญ  และทั้งหมดของคำสั่งสอนอิสลาม ได้มุ่งเน้นพิจารณาถึงทั้งสองด้าน ไม่ว่าด้านวัตถุและด้านจิตวิญญาณ  ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านได้ย้อนไปดูหลักปฏิบัติศาสนกิจ(อะห์กาม) ก็จะประจักษ์ถึงกรอบแนวคิดในเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดายทีเดียว  เช่นตัวอย่างหนึ่งของหลักปฏิบัติศาสนกิจ เช่น การถือศีลอด  กล่าวคือ การถือศีลอด มีผลประโยชน์ทั้งด้านจิตวิญญาณ(เช่นทำให้เกิดการขัดเกลา ต่อสู้กับกิเลส ความอยากทางอารมณ์  มีความอดทนและอื่นๆ ) และจะยังประโยชน์ทางด้านสรีระร่างกายของมนุษย์อย่างมากมายมหาศาล จากการยืนยันหลักการแพทย์และวิทยาศาสตร์   หรือแม้แต่เรื่องการห้ามการดื่มสิ่งมึนเมาหรือการห้ามการเสพยาเสพติด  มันจะจะทำลายภาวะทางจิต และยังส่งผลร้ายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

บนพื้นฐานกรอบแนวคิดและทฤษฎีทางปรัชญานิติศาสตร์อิสลามที่ว่าภาวะสมดุลจะบรรลุเป็นหนึ่งเดียวระหว่างจิตกับร่างผ่านศาสนบัญญัติที่กำนึงถึงสถานการณ์และเวลา กล่าวคือมีบางบทบัญญัติทางศาสนาได้ถูกวางไว้สำหรับการสนองตอบความต้องการของมนุษย์ทางร่างกายที่เป็นมีระยะและขอบเขตจำกัด  ตัวอย่าง เช่น ไม่ว่ามนุษย์ต้องการอาหาร หรือต้องการอาหารที่ดีมีประโยชน์เพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย  แต่ทว่าการจะได้รับการเจริญและพัฒนาทางด้านสรีระนั้นอย่างสมบูรณ์ก็ยังขึ้นอยู่กับภาวะทางจิตวิญญาณด้วย ดังนั้นถ้าใครก็ตามได้ละเมิดทรัพย์สินผู้อื่น (ด้วยการขโมย) เท่ากับเขาได้สนองต่อความต้องการทางสรีระและร่างกายเพียงอย่างเดียว(เพื่อจะนำเงินหรือทรัพสินที่ขโมยไปซื้อหาอาหาร) แต่มันได้มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงต่อภาวะทางจิตวิญญาณ เพราะได้ละเมิดสิทธิของผู้อื่น  ดังนั้นอิสลามจึงไม่อนุญาตให้กระทำการขโมย เพราะมันเป็นการทำลายจิตวิญญาณของมนุษย์  หรือกลับกันการเพียรพยายามอย่างหนักจนเกินเลยที่จะพัฒนาจิต  โดยทำให้ร่างกายเกิดอันตรายและเกิดอันตรายต่อคนอื่นๆ  เช่นการถือศีลอด สำหรับผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ  ไม่ถือเป็นวายิบและยังเป็นที่ต้องห้ามแก่เขาในการถือศีลอด

 

โลกทัศน์ทางปรัชญากับความผาสุกในชีวิต

ศาสนาอิสลามตั้งอยู่บนโลกทัศน์ที่เชื่อต่อหลักเอกภาพพระเจ้าและเชื่อว่าพระเจ้ามีองค์เดียว  ดังนั้นมุมมองของอิสลามถือว่า การสร้างความก้าวหน้าและการพัฒนาทางศักยภาพด้านวัตถุและจิตวิญญาณ  จะต้องดำเนินไปใน”ทางสายกลาง  มุ่งมั่นการเข้าใกล้ชิดต่อพระเจ้า และถือว่าการมีภาวะใกล้ความเมตตาของพระเจ้ามมากที่สุด ก็จะทำให้เขามีภาวะความผาสุกในชีวิตได้มากที่สุด  ดังนั้นอิสลามมีคำสอนสำคัญให้สร้างสมดุลในทุกๆด้านของชีวิตไม่สุดโต่งด้านหนึ่งด้านใด ทั้งด้านปัจเจกบุคคลและด้านสังคม  โดยคำนึงถึงความต้องการทั้งด้านร่างกายและด้านจิตวิญญาณ  นั่นคือ การจะไปถึงความผาสุกทั้งทางโลกนี้และปรโลก

เป็นไปได้ว่าจะเกิดคำถามหนึ่งขึ้นว่า  ถ้าเราต้องการจะได้พบกับสุขแท้ต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้างและจะต้องทำอะไรบ้าง?    ซึ่งบรรดาปวงปราชญ์ของอิสลามได้กล่าวไว้ว่าการไปจะถึงความผาสุกในชีวิตและการพบเจอกับสุขแท้ ต้องเตรียมพร้อม ดังนี้

หนึ่ง-  การรู้จักตัวเอง คือปฐมบทการพบเจอความผาสุก

การรู้จักตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญเริ่มแรกและสำคัญที่สุดของการจะพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์สูงสุดและพบเจอกับสุขแท้  อิมามอะลี บินอะบีตอลิบได้กล่าวว่า  ใครก็ตามได้พบเจอตัวเอง(เข้าถึงตัวตนแห่งจิตเทวา)  เท่ากับเขาได้พบเจอความผาสุกอันยิ่งใหญ่และสุขแท้”(อ้างอิงจากหนังสือฆุรอรุลฮิกัม  หน้า ๒๓๒)   การรู้จักตัวเอง ก็คือการรู้จักพระเจ้า  การเชิญชวนไปสู่การรู้จักตัวเอง  ก็คือการเชิญชวนไปสู่การรู้จักพระเจ้าและการสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้า  อิมามอะลีกล่าวอีกว่า…”โอ้พระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดเติมเต็ม ความรักของพระองค์ ยังหัวใจเหล่านั้น  และเติมเต็มปัญญาเหล่านั้น ด้วยการรู้จัก(พระองค์)เถิด”(บิฮารุลอันวาร  เล่ม ๙๒ หน้า ๔๐๓)

 

สอง-  ความใกล้ชิดต่อพระเจ้า

ก้าวที่สองสำหรับการจะไปพบความผาสุก คือ การรู้จักเป้าหมาย และหนทางในการเดิน  นั่นคือมนุษย์จำเป็นในช่วงการดำเนินชีวิตของตนต้องเข้าถึงเป้าหมาย ถ้านักเดินภูเขา ไม่มีเป้าหมายที่จะไปถึงภูเขาลูกไหน  และจะปีนไปอย่างไร แล้วจะเดินขึ้นไปได้อย่างไร?  ดังนั้นไม่มีทางที่เขาจะไปถึงเป้าหมายได้  ดังนั้นเป้าหมายสุดท้ายของมนุษย์ คือการไปถึงพระเจ้า  มนุษย์ต้องเพียรพยายามให้ใกล้ชิดพระเจ้า  แล้วจะเกิดสุขแท้และผาสุก  เพราะว่ามีเพียงองค์สัมบูรณ์เจ้า เอกองค์อัลลอฮ์เท่านั้นที่มีความสมบูรณ์ที่สุด ดังนั้นการสร้างภาวะความใช้ชิดกับพระองค์  จะทำให้เขาเกิดสุขแท้และศานติ

ความหมายการใกล้ชิดพระเจ้า ไม่ใช่การใกล้ชิดแบบสสารหรือวัตถุเพราะว่าพระเจ้าคือผู้สร้างเวลาและสร้างสถานที่  ดังนั้นพระเจ้าไม่ได้อยู่ภายใต้กฎของกาลและเวลา แต่เป็นการใกล้ชิดทางทิพย์  แท้จริงพระเจ้า คือรากฐานของความดีและความสมบูรณ์  ดังนั้นเมื่อใดที่มนุษย์มีตาชั่งของความดีเพิ่มขึ้น เท่ากับเขาได้เข้าใกล้พระเจ้าแล้ว  นี่คือความใกล้ชิดพระเจ้า  และความใกล้ชิดพระเจ้าหมายถึง ทุกอิริยาบทของมนุษย์ในการการดำเนินชีวิต จะต้องรำลึกถึงพระเจ้าทุกขณะจิต  และยอมรับว่า พระเจ้าคือพระผู้อภิบาลเพียงผู้เดียว  และแสดงออกถึงความเป็นบ่าวในการภักดีเพียงพระองค์เท่านั้น  ผลลัพธ์คือการยอมจำนนต่อความเป็นองค์อภิบาล  และจะปรากฏอยู่ของพระเจ้าทุกขณะจิต

เราสามารถจะได้สรุปว่า ความสมบูรณ์ของมนุษย์ จะไม่เกิดขึ้นได้ นอกจากการสร้างความใกล้ชิดยังพระองค์และการไปถึงความพึงพอใจของพระองค์  เพราะว่าพระองค์คือ องค์สัมบูรณ์ และเป็นแหล่งของความดีงามทั้งผอง

กรณีศึกษา

มนุษย์จำนวนมากที่ใช้ชีวิตในโลกนี้ด้วยความสุขสบาย  แต่ไม่มีความสงบในหัวใจ  จึงทำให้ชีวิตของพวกเขามีความยากลำบาก ไม่ราบรื่น  ตราบเท่าที่พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณ  ทำให้พวกเขาหันเข้าหาน้ำเมา ดื่มแอลกอฮอล์  หรือไปพึ่งยาเสพติด  หรือ อาจจะแก้ปัญหาด้วยการจบชีวิต ฆ่าตัวตาย

และผู้ใดผินหลังจากการรำลึกถึงข้า แท้จริงสำหรับเขาคือ  การมีชีวิตอยู่อย่างคับแค้น และเราจะให้เขาฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮ์ อย่างคนตาบอด”(บทที่ ๒๐ โองการที่ ๑๒๔)

พึงรู้เถิดว่า การรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮ์ จะทำให้จิตใจสงบนิ่ง”(บทที่ ๑๓  โองการที่ ๒๘)

เหตุผลที่ว่าทำไมบรรดาผู้ยำเกรง ผู้มีภาวะสำรวมตนต่อพระเจ้า  พวกเขาจะไม่รู้สึกว่าเขาขาดกับการไม่มีสิ่งใดๆ และจะไม่เกิดทุกข์กับการหลุดมือไปของสิ่งที่ตนรักหรือสิ่งที่หวงแหงน   เพราะว่าพวกเขาจะอยู่กับพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่  ดังนั้นไม่มีสิ่งใดสำหรับพวกเขาจะยิ่งใหญ่ไปกว่าพระเจ้า  อิมามอะลีได้กล่าวถึงบรรดาผู้ยำเกรงต่อพระเจ้าว่า

พระผู้สร้างทรงให้บรรดาผู้ยำเกรงมีความยิ่งใหญ่และสูงส่ง  ดังนั้นสิ่งอื่นนอกเหนือจากพระเจ้า ถือว่าเรื่องเล็กสำหรับพวกเขา”(นะญุลบะลาเฆาะฮ์  เทศธรรมที่ ๑๙๓)

อิมามซัจญาดได้กล่าวว่า ขณะที่ฉันรู้สึกยากลำบากยิ่งในท้องทุ่งกัรบาลาห์ที่บิดา ฮุเซน บินอะลี ได้รับอยู่นั้น(พวกเขาได้ฆ่าบิดาฉัน) ได้มีบางคนได้มองไปยังอิมามฮุเซน  และเห็นว่า อิมามฮุเซนช่างแตกต่างกับกับฝ่ายศัตรูยิ่งนั้น  เพราะพวกเขารู้สึกหวาดกลัวและกลัวตาย หัวใจสั่น ไม่สงบนิ่ง   แต่ทว่าอิมามฮุเซน  พร้อมกับสหายธรรม  มีความเบิกบาน สีหน้ามีความหวัง  หัวใจสงบมั่น ไร้ความหวาดกลัว ไร้วิตกต่อความตายใดๆ

อิมามฮุเซนกล่าวว่า..พวกท่านจงสงบมั่นเถิด  แท้จริงความตายไม่ใช่อื่นใดเลย นอกจากการเดินผ่านสะพานหนึ่งไปอีกสถานที่หนึ่ง  พวกท่านจะเดินผ่านจากความเจ็บปวดและความยากลำบากในโลกนี้ เพื่อไปพบกับความรื่นรมย์ สุขสบาย  แล้วจะมีใครบ้างจากพวกเจ้าจะไม่ปรารถนาต่อการอยู่ในราชวังอันสุขสบายเล่าส่วนศัตรูของพวกเจ้า พวกเขากำลังเดินไปสู่กรงขังอันทรมาน  แท้จริงท่านตา รอซูลแห่งพระเจ้าได้กล่าวว่า..แท้จริง ชีวิตโลกนี้ คือคุกของผู้ศรัทธา และสวรรค์ของผู้ปฏิเสธศรัทธา  ดังนั้นความตายสำหรับผู้ศรัทธา คือ สะพานเดินข้ามไปยังสวรรค์ ส่วนผู้ปฏิเสธศรัทธา คือสะพานเดินข้ามไปยังนรก”( มะอานียุลอัคบาร  หน้า ๒๘๘)

อิมามศอดิกกล่าวว่า…

องค์ความรู้ที่แท้นั้น มิใช่การเรียนมา  แต่ทว่ามันคือรัศมีที่อยู่ในหัวใจ  ซึ่งพระเจ้าทรงจะมอบให้กับเขาตามที่พระองค์ทรงประสงค์”(บิฮารุลอันวาร  เล่ม ๑ หน้า ๒๕๕)

พวกเจ้าจงมีความยำเกรงต่อพระเจ้าเถิด แล้วพระเจ้าจะให้ความรู้แก่พวกเจ้า”(บทที่ ๒ โองการที่ ๒๘๒)

อิมามอะลีกล่าวว่า...คุณค่าของคน อยู่ที่การรู้จัก(ประจักษ์แจ้ง)ของเขานั้น”(มะอานียุลอักบาร  หน้า ๒)

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *