ใกล้เลือกตั้งแต่คนไทยก็ยังงงๆ

เกษม อัชฌาสัย
ใกล้เลือกตั้งแต่คนไทยก็ยังงงๆ
ต้องต่อว่ากันตรงๆ ละครับละครับว่างานประชาสัมพันธ์(ปชส.)ของคณะกรรมการการเลือกตั้งเที่ยวนี้อ่อนแรงไป เพราะอะไร หรือว่าทำงานไม่เป็น
ไม่รู้ว่าฝ่ายประชาสัมพันธ์ไปเผลอหลับอยู่เสียที่ไหน เห็นมีแต่เพลง”๒๔มีนา”ที่ชี้ชวนคนไทยไปเลือกตั้ง อันเป็นผลงานของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ที่สู้อุตส่าห์เสียเงินเสียทอง ช่วยผลิตออกมา ก็ยังไม่ค่อยจะได้ยินหรือได้เห็นถี่ๆ เลยครับ
บอกก็ได้ว่า นักร้องสาวๆเขาร้องกันดี ง่ายจะเข้าใจ ผู้ประพันธ์เพลงก็แต่งเพลงได้ตรงประเด็น เป๊ะเลย เช่นเนื้อเพลงตอนหนึ่งที่ว่า”หนึ่งเสียงหนึ่งพลัง สร้างสรรค์ประชาธิปไตย” คือ หนึ่งคนเลือกได้หนึ่งเสียง แต่ไม่ชัดว่าว่า ให้โหวตผู้สมัคร”เพียงรายเดียว”
ใครไม่เคยได้ยินได้ชม ก็เข้ามาชมจาก”เฟซบุ๊ก”ของผมได้เลย
แต่โปรดอย่าได้ต่อว่า ทำไมเพิ่ง”โพสต์”ลง
ก็เพราะเพิ่งมารู้ ก่อนจะเขียนเรื่องนี้ครับ ว่ามีเพลงนี้อยู่
เข้าประเด็นที่ว่าฝ่ายประชาสัมพันธ์ กกต.สมควรจะทำ Press Conference แถลงข่าวต่อสื่อรัฐและเอกชน หรือแม้อาจจะต้องซื้อ”พื้นที่”หรือซื้อ”เวลา” เพื่อประชาสัมพันธ์ซ้ำๆ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเลือกตั้งหลักๆที่ประชาชนสมควรได้รับรู้ ซึ่งถ้าจะรีบทำอีก ภายในสัปดาห์นี้ ก็ยังไม่สายเกินการณ์
เอากันในประเด็นง่ายๆ ก่อนเลยครับ กรณีประชาชนยังไม่รู้ชัดเลยว่า จะต้อง”กา”เลือก ส.ส. กี่เบอร์ในแต่ละเขต แม้กกต.จะเปิดเผยไปก่อนหน้านี้ว่า ผู้ใช้สิทธิคนหนึ่ง”กา”ได้”เบอร์เดียว”
ทำไม ไม่แจกแจกแจงรายละเอียดว่า ถ้า”กา”หลายเบอร์ตามใจชอบแล้ว จะกลายเป็น”บัตรเสีย”แม้จะส่งคู่มืออธิบายรายละเอียดไปถึงทุกบ้านแล้วทางไปรษณีย์ แต่ชาวบ้านมักไม่สนใจอ่าน ไม่สนใจถาม จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งซึ่งอาจพลาดจนได้
ถามว่า ทำไม กกต.ไม่โหมใช้ สื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ ช่วยแพร่กระจายข่าวซ้ำๆ เน้นย้ำกรอกหูอย่างทะลุทะลวง จนทุกคนซาบซึ้ง”ติดกระโหลก”ในความถูกต้องเล่า
หรือทำไม กรมประชาสัมพันธ์ จึงไม่เสนอตัวช่วย กกต.อย่างแข็งขันและจริงจัง เพื่อแก้ภาพลักษณ์ตัวตน ว่าไม่ใช่”กรมกร๊วก”ตามที่เคยถูกปรามาส
ก็อยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกันไม่ใช่หรือ หรือว่าต่างคนต่างอยู่
หรือเป็นเพราะ”งานมึงไม่งานกู งานกูไม่ใช่งานมึง”(ขออนุญาต”เล่นแรง“หน่อยครับ) เช่นนั้น หรือเปล่า
เลิกความคิดอย่างนี้เสียเถิดครับ ร่วมมือกันดีกว่า จะดีที่สุดสำหรับส่วนรวม
ในประเด็น”หนึ่งเสียง”เลือกผู้สมัครได้”หนึ่งเบอร์”นั้น การแพร่ข่าวสารจะต้องเน้นด้วยว่า “หนึ่งเสียง”ที่ว่า เลือก”นายกรัฐมนตรี”ไปด้วยในตัวและเลือก”พรรค”ด้วย(โหวตพรรค เพื่อเอาไปคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ) ดังนั้น ทุก ๆเสียงโหวต จึงมีความหมาย มีคุณค่า
โหวตหนึ่งเสียง จึงได้”สามอย่าง”ในคราวเดียว
ผู้ใดไปใช้สิทธิ Vote No ไม่เอาใครเลย ก็เท่ากับต่อต้าน ไม่เอาด้วยกับวิธีการโหวตเสียงนี้ แม้กระบวนการเลือกตั้งได้ผ่านการลงประชามติรัฐธรรมนูญมาแล้ว หรือถ้ามองอีกอย่าง เป็นการต่อต้านระบอบประชาธิปไตยแบบนี้
ทีนี้ มาดูในรายละเอียดว่า การแบ่งเขตการเลือกตั้ง เช่นนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไรและเพื่ออะไร โดยคัดลอกและเรียบเรียงมาจาก เว็บไซต์ iLAW ซึ่งระบุชัดเจนว่า เป็นไปตามความต้องการของคสช.ดังนี้
“การแบ่งเขตการเลือกตั้ง โดย คสช.
ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม (MMA) ซึ่งจะถูกนำมาใช้เป็นครั้งในการเลือกตั้งปี 2562 กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 350 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน การเลือกตั้ง ครั้งนี้จะใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเพื่อเลือกบุคคลที่ชื่นชอบเป็น ส.ส.เขต ขณะเดียวกันคะแนนที่เราเลือกบุคคลที่ชื่นชอบในเขตของเรา (ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้) คะแนนจะถูกนำไปให้พรรคของคนที่เราเลือกสังกัดอยู่เพื่อนำไปคำนวณจำนวนที่นั่ง ส.ส. สังกัดแบบบัญชีรายชื่อของพรรคนั้น
สำหรับพรรคขนาดกลาง การส่งผู้สมัครครบทุกเขตได้ แม้จะไม่ชนะเลือกตั้งแต่หากสามารถโกยคะแนนจากหลายเขตรวมกันก็อาจได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อจำนวนมาก ขณะที่พรรคขนาดใหญ่ หากต้องการจะคว้าเสียงข้างมากในสภาได้อย่างถล่มทลายจำเป็นต้องได้ ส.ส. เขตให้มากที่สุด เพราะจำนวน ส.ส.เขต 350 คน คือสมรภูมิหลักในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขณะที่ระบบเลือกตั้งใหม่ ส.ส. บัญชีรายชื่อเป็นเพียงของแถม เพราะยิ่งพรรคได้ ส.ส. เขตมาก อาจทำให้พรรคได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อน้อยหรืออาจไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้เขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขตจึงมีความสำคัญมากสำหรับทุกพรรคการเมือง
ทั้งนี้หลักเกณฑ์และวิธีการแบ่งเขตเลือกตั้งถูกกำหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 (พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.) ซึ่งกำหนดหลักการเรื่องจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขต และการแบ่งเขตการเลือกตั้งไว้ดังนี้
การกำหนดจำนวน ส.ส. ที่แต่ละจังหวัดควรมี (มาตรา 26)
1) ให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง หารด้วยจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตทั้งหมดคือ 350 คน จะได้เป็นจำนวนราษฎรต่อ ส.ส.แบบแบ่งเขตหนึ่งคน
โดยในการเลือกตั้งปี 2562 กกต. ได้ใช้จำนวนราษฎรตามฐานทะเบียนราษฎรปี 2560 จำนวน 66,188,503 คน มาคำนวณ และเมื่อนำจำนวนดังกล่าวมาหารกับจำนวน ส.ส. 350 เขต ก็จะได้ผลลัพธ์เป็นราษฎรเฉลี่ย 189,110 คน ต่อ ส.ส. หนึ่งคน
2) จังหวัดใดที่มีจำนวนราษฎรไม่ถึง 189,110 คน ให้จังหวัดนั้นมี ส.ส. แบบแบ่งเขตได้หนึ่งคน โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีแปดจังหวัดจาก 77 จังหวัดที่มี ส.ส. แบบแบ่งเขตจังหวัดละหนึ่งคน คือ ตราด นครนายก พังงา แม่ฮ่องสอน ระนอง สมุทรสงคราม สิงห์บุรี และอ่างทอง โดยจังหวัดจำนวนราษฎรน้อยที่สุดคือจังหวัดระนอง 190,399 คน ส่วนจังหวัดที่เหลือส่วนใหญ่มีราษฎเกิน 200,000 คน
3) หากจังหวัดไหนมีจำนวนราษฎรเกินจำนวนราษฎรต่อ ส.ส.แบบแบ่งเขตหนึ่งคน ให้เพิ่มที่นั่ง ส.ส.ไปตามสัดส่วนจำนวนราษฎร และแบ่งเขตเท่าจำนวนของ ส.ส.แบบแบ่งเขต โดยการแบ่งเขตจะต้องคำนึง
เกณฑ์การแบ่งเขตเลือกตั้ง (มาตรา 27)
1) ให้รวมอำเภอเป็นหนึ่งเขตเลือกตั้ง
2) คำนึงถึงลักษณะพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน
3) ความสะดวกในการเดินทาง
4) การเคยอยู่ในเขตเลือกตั้งเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หากรวมอำเภอตามที่ระบุแล้วได้จำนวนราษฎรมากหรือน้อยเกินไปสามารถแบ่งตำบลออกมาได้ แต่จะแยกหมู่บ้านออกจากตำบลไม่ได้ โดยให้แบ่งตามสภาพของชุมชนที่ราษฎรมีการติดต่อกันเป็นประจำมีลักษณะเป็นชุมชนเดียวกันและสามารถเดินทางติดต่อกันได้สะดวก แต่ต้องมีจำนวนราษฎรใกล้เคียงกันมากที่สุด
ทั้งนี้ โดยคสช.มีเจตจำนงชัดเจนที่จะใช้การแบ่งเขตนี้ เอื้อต่อการที่พรรคการเมืองที่หนุน คสช.สืบทอดอำนาจต่อ ด้วยการ “ดูด”ที่นั่งจากพรรคการเมือง”เจ้าถิ่น”
นั่นเป็นขั้นตอนหนึ่งที่ใช้ระบอบประชาธิปไตย เป็น”พาหะ”ในการสืบต่ออำนาจ ที่ต้องจำเป็นหวงเอาไว้(ไม่รู้ว่ายาวนานแค่ไหน) ด้วยเหตุผลสำคัญคือ การป้องกันไว้ซึ่ง สถาบัน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ให้พ้นจากการบ่อนทำลายลายของนักการเมืองชั่วร้าย
ขั้นตอนต่อไปในการปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์เอาไว้ ก็คือ คสช.มีอำนาจในการแต่งตั้ง วุฒิสมาชิกหรือ ส.ว. รวม ๒๕๐ ที่นั่ง โดยแยกเป็นการสรรหาจากกลุ่มอาชีพ ๕๐ ชื่อ จากการสรรหาของคสช.๑๙๔ ชื่อและจาก”โดยจำแหน่ง”อีกหกชื่อ(อาทิ ผบ.ทัพต่างๆผบ.ตร.,ปลัดกลาโหมและผบ.สูงสุด)รวมเป็น ๒๕๐ ชื่อ โดยจะทำหน้าที่เข้าร่วมระชุมรัฐสภา(สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา)ในการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ได้รายชื่อส.ส.ครบถ้วนแล้ว
อย่างไรก็ดี การสรรหาวุฒิสมาชิก แม้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชาวบ้านธรรมดา แต่ถ้าจะให้ดี กกต.ควรจะต้องบอกชาวบ้านให้ได้รับรู้กันไปให้ทั่ว ผ่านการประชาสัมพันธ์ เช่นกัน
ในการเลือกตั้งทั่วไปของชาตต่างๆ ในสากลนั้น ทาง วิกิพีเดีย มักจะให้ข้อมูลอย่างกว้างๆ ว่า เลือกตั้งตำแหน่งอะไรบ้าง กี่คน สมาชิกสภาผู้แทนฯเลือกอย่างไร สมาชิกวุฒิสภาเลือกอย่างไร ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกี่คน จากประชากรเท่าไร ฯลฯ กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลทำอย่างไร นายกรัฐมนตรีมาจาไหน ตามที่สาธารณชนสมควรจะได้ทราบไว้ประดับความรู้
แต่การเลือกตั้งเที่ยวนี้ ไม่มีข้อมูลชัดๆ จาก กกต.ครับ
ก็เลย”งงเต้ก”กันไปทั้งชาติ







