หลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

รูปจาก BBC
กิจบดี ก้องเบญจภุช
Kijbodi Kongbenjapuch
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 (รัฐธรรมนูญฉบับที่ 5) ประกาศใช้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2492 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญมีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492” มีทั้งหมด 188 มาตรา 11 หมวด รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อดำเนินการเสร็จจึงได้ทูลเกล้าฯ และประกาศใช้และได้ใช้ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 สาเหตุการสิ้นสุด เนื่องจากยึดอำนาจการปกครองโดยคณะรัฐประหาร
รัฐบาลชุดที่ 23 วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2492 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี (สมัยที่ 4) รัฐบาลชุดที่ 23 อีกทั้งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและกระทรวงต่างประเทศด้วย การแถลงนโยบายของรัฐบาลถูกฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายอยู่ 13 วัน ตั้งแต่วันที่ 6-19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 ผลรัฐบาลได้รับความไว้วางใจ 66 : 31 ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ตามจับกุมพวกกบฏ บางคนติดคุกบางคนถูกเนรเทศ หลวงกาจ กาจสงคราม ถูกเนรเทศไปฮ่องกง ขณะที่รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังจัดการกับปัญหาภายในประเทศไม่จบสิ้น ประเทศเกาหลีก็เกิดสงครามเกาหลี ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีของการสหประชาชาติ เมื่อถูกร้องขอประเทศไทยได้ส่งทหารเข้าไปร่วมรบในสงครามเกาหลี เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2493[4] สงครามเกาหลีเกิดจากความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ซึ่งแต่เดิมนั้นประเทศเกาหลีถูกยึดครองโดยญี่ปุ่นแต่หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ฝ่ายพันธมิตร คือประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าปลดอาวุธตั้งแต่ใต้เส้นขนานที่ 38 ลงมา ส่วนเหนือเส้นขนานที่ 38 ขึ้นไปสหภาพโซเวียตเป็นผู้ปลดอาวุธ ด้วยเหตุนี้ เกาหลีเหนือจึงจัดตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้น โดยการสนับสนุนช่วยเหลือของสหภาพ โซเวียต ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2493 รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ส่งกำลังทหารบุกผ่านเส้นขนานที่ 38 เข้ามายังเกาหลีใต้ องค์การสหประชาชาติได้ร้องขอให้ประเทศสมาชิกส่งทหารเข้าไปช่วยเหลือ
ในปี พ.ศ. 2492 ขณะที่เกิดสงครามเกาหลีประเทศจีนนำโดย “เหมาเจ๋อตุง” ได้ประกาศชัยชนะและจัดตั้งสาธารณะรัฐประชาชนจีนขึ้นสำเร็จ นำเอาระบอบคอมมิวนิสต์มาใช้ในประเทศจีนและประเทศจีนเริ่มคุกคามประเทศต่าง ๆ ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งประเทศไทยด้วย เพื่อหวังจะให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้เปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์
วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2494 เกิดกบฏแมนฮัตตัน โดยนาวาตรีมนัส จารุภา หนึ่งในคณะผู้ทำการกบฏได้ใช้ปืนจี้จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ในระหว่างพิธีมอบเรือขุดสันดอน “แมนฮัตตัน” และนำตัวไปควบคุมไว้บนเรือศรีอยุธยาพร้อมกันนั้นก็ได้ประกาศตั้งพระสารสาส์ทประพันธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และพลเรือตรีทหาร ขำหิรัญ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 รัฐบาลได้ทำการปราบปรามฝ่ายกบฏ โดยมีพลโทสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นกำลังสำคัญของรัฐบาล จนกระทั่งวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2494 รัฐบาลใช้เครื่องบินโจมตีเรือศรีอยุธยาที่จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ถูกควบคุมตัวอยู่ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ว่ายน้ำหนีขึ้นฝั่งที่ทำการกองทัพเรือ หลังจากนั้น พลตรีหม่อมหลวงขาบ กุญชร ได้รับตัวท่านกลับกองบัญชาการคณะรัฐมนตรี ที่วังปารุสกวัน ในที่สุด รัฐบาลสามารถปราบฝ่ายกบฏลงได้ นาวาตรีมนัส จารุภา หนีไปต่างประเทศ
วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 กระทรวงมหาดไทยออกแถลงการณ์ความตอนหนึ่งว่า “…ขณะนี้ประเทศต่าง ๆ รอบประเทศไทยกำลังเกิดความสู้รบกันทั่วไป เช่น ประเทศพม่า อินโดจีน ฝรั่งเศส และรัฐมลายู เป็นต้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ย่อมเป็นการทราบดีอยู่แล้วว่ามีสาเหตุเนื่องมาจากการยุยงส่งเสริมของคอมมิวนิสต์ที่จะครอบครองโลกทั้งโลกไว้ เพื่อความเป็นเจ้าใหญ่แต่เพียงผู้เดียว เมื่อชาติบ้านเมืองเหล่านั้นประสบเหตุการณ์ยุ่งยากภายในก็เป็นโอกาสที่คอมมิวนิสต์จะเข้าครอบครองประเทศไทยได้โดยง่าย ขณะนี้ประเทศไทยกำลังจะอยู่ในฐานะเช่นเดียวดังที่กล่าวข้างต้น หากพี่น้องประชาชนหลงอยู่ในความงมงายไม่นึกถึงสิทธิและหน้าที่ของตน ที่จะดำรงความเป็นเอกราชของชาติไว้ นั่นแหละลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งคนไทยทั้งชาติไม่นิยมอย่างยิ่งก็จะมาถึงโดยไม่ต้องสงสัย…”
วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2494 เจ้าหน้าที่ได้จับกุมนายจี้ฮง แซ่ฉั่ว และนายสู้แฉะ แซ่โง้ว บรรณาธิการและผู้พิมพ์โฆษณาของหนังสือพิมพ์ภาษาจีนเป็นบุคคลที่ไม่ปรารถนา และช่วงสามปีเศษที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เข้ามาบริหารประเทศแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไปได้ แต่ก็มีสมาชิกรัฐสภาบางกลุ่มไม่พอใจรัฐบาลได้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติ 2 ฉบับ ติดกันทำให้เกิดปฏิวัติเงียบ หมายถึง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำการยึดอำนาจรัฐบาลตัวเอง
รัฐบาลชุดที่ 24 วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี (สมัยที่ 5) วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 และมีประกาศทางวิทยุว่า “…เนื่องจาก สถานการณ์ของโลกอยู่ในภาวะคับขัน ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะรัฐประหาร ปี พ.ศ. 2490 พร้อมกับประชาชนผู้รักชาติ มุ่งมั่นความมั่นคง ดำรงอยู่แห่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์บรมราช-จักรีวงศ์ และระบอบรัฐธรรมนูญ พร้อมกันเป็นเอกฉันท์กระทำการเพื่อนำเอารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 กลับมาใช้เพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งประเทศชาติสืบไป…”
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2495 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2495 ประกาศใช้ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2495 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 6
วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2494 มีประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ความตอนหนึ่งว่า “…ข้าราชการทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต กลับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งสมเด็จพระบรมปิตุลาธิราช พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 พร้อมทั้งรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศ พ.ศ. 2482 และรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยบทเฉพาะกาล พ.ศ. 2483
ทรงพระราชดำริเห็นว่า รัฐธรรมนูญซึ่งใช้บังคับในราชอาณาจักร ได้มีอยู่หลายฉบับอันเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 โดยมีจุดมุ่งหมายจะให้มีหลักใหม่ เหมาะสมตามกาลสมัย แต่ปรากฏว่าในเวลานี้เหตุการณ์ของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก ทั้งความเป็นไปปัจจุบันของประเทศของชาติ ก็ตกอยู่ในสภาพอันจะต้องระมัดระวังภยันตรายอันจะก่อความสุขเกษมของอาณาประชาราษฎร เมื่อได้ทรงพระราชวิจารณ์ถี่ถ้วนทั่วกระบวนความแล้ว ทรงพระราชดำริเห็นสมควรที่จะนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 กลับมาใช้ในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะเหมาะสมยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ซึ่งได้เคยมีมาแล้ว … แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวแล้ว มีบทบัญญัติบางมาตราอันไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภาผู้แทนราษฎรปรึกษากันดำเนินการปรับปรุงฉบับใหม่เพื่อให้เป็นหลักถาวรแห่งพระศาสนวิธีต่อไป…” ประกาศ ณ วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2494
รัฐบาลชุดที่ 25 วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2494 จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี (สมัยที่ 6) หลังจากคณะทหารได้ทำการยึดอำนาจและนำรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 มาประกาศใช้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันเดียวกันนั้น และได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 เป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 8 มีการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท 1 จำนวน 123 คน เท่ากับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท 2 สมาชิกที่ได้รับเลือกส่วนใหญ่สังกัดพรรคการเมืองที่สนับสนุนจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าแข่งขันแต่อย่างใด[8]
รัฐบาลชุดที่ 26 วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2495 จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี (สมัยที่ 7) ตั้งรัฐบาลชุดที่ 26 เนื่องจากวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2495 ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 มีชื่อว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2495 ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2495 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ตั้งคณะรัฐมนตรีชุดที่ 26 โดยไม่มีคู่แข่ง เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 ดังนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ จึงเป็นผู้สนับสนุนจอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นคนเดิม จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ส่วนพลโทสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในขณะที่พลตำรวจโทเผ่า ศรียานนท์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 รัฐบาลเริ่มกวาดล้างพวกหัวนอกที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยได้จับนายกุหลาบ สายประดิษฐ์ ด้วยข้อหากบฏเรียกกันว่า “กบฏสันติภาพ” โดยมีหลักฐานว่าไปกล่าวโจมตีรัฐบาลว่าทอดทิ้งพี่น้องอีสาน ไม่ดูแลเอาใจใส่แก้ปัญหาความแห้งแล้ง วัวควายล้มตายจำนวนมาก รัฐบาลไม่พอใจ จึงสั่งให้จับคุมในช่วงนั้นเกิดการเรียกร้องแสวงหาอุดมการณ์ทางการเมืองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เริ่มแพร่หลายนี้เอง ทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยม และอำนาจนิยมฝ่ายทหารที่ร่วมกันก่อการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ตระหนกตกใจและหวั่นเกรงว่าจะได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงในประเทศจีน จึงยินยอมร่วมมือกับมหาอำนาจ อย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาทำการกำราบปราบปรามฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ทั้งที่เป็นกลุ่มพลเรือนและกลุ่มทหารเรือที่สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ กลุ่มผลประโยชน์อื่น ๆ ได้จนเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในกรณีกบฏสันติภาพ จากนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้เร่งรัดให้ออกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495
เนื่องจากในช่วงเวลาที่คณะรัฐมนตรีของจอมพล ป. พิบูลสงครามเข้ามาบริหารประเทศในครั้งนี้ เริ่มมีภัยคุกคามจากต่างประเทศที่ เรียกว่า ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ เนื่องจากประเทศจีนได้นำเอาระบอบคอมมิวนิสต์มาใช้ในการปกครองประเทศ และแนวคิดดังกล่าวได้เผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยในกลุ่มนักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2496 พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์อันจะทำให้รัฐบาลเสียหาย ประกอบกับมีการทุจริตใน กลุ่มนักการเมืองจนทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ประกาศว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอโควตาข้าวมากมาย จนถูกตั้งกระทู้ถามในสภา และนายเทพ โชตินุชิต เสนอพระราชบัญญัติพรรคการเมือง แต่สภาไม่รับหลักการโดยอ้างว่าหากมีพระราชบัญญัติพรรคการเมืองอาจมีคนตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้บอกกับสภาว่าอันเวลาอันสมควร ในขณะเดียวกันคอมมิวนิสต์เคลื่อนไหวใน ภาคอีสานและภาคใต้ รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินในบริเวณจังหวัดยะลา สงขลา เพราะโจรจีนคอมมิวนิสต์เริ่มกำเริบหนัก
จากปัญหาภัยคุกคามของระบอบคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับสหรัฐอเมริกาเกรงว่าประเทศในภูมิภาคนี้จะกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ จึงได้เกิดการประชุมที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ รวม 8 ประเทศ คือประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ประเทศฝรั่งเศส ประเทศออสเตเลีย ประเทศ นิวซีแลนด์ ประเทศปากีสถาน ประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์ ข้อความตอนหนึ่งของคำกล่าวในที่ประชุมของตัวแทนจากประเทศไทย “…ภัยที่เราจะป้องกันตนเองมีอยู่ 2 ประการ คือภัยแห่งการรุกราน และภัยแห่งการล้มล้างรัฐบาล นี่แหละคือประสบการณ์ ในประเทศข้าพเจ้า ประเทศไทยตกอยู่ในภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ที่รุกรานจากอินโดจีนอยู่แล้ว รัฐบาลข้าพเจ้าจึงจำต้องเรียนไปยังสหประชาชาติขอให้สอดส่องสถานการณ์ซึ่งแม้ในขณะนี้ ยังต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่เรื่อยไป ในขณะที่เสียงวิทยุจากประเทศคอมมิวนิสต์ประเทศหนึ่งได้กระจายเสียงอย่างเปิดเผยว่าจะคุกคามล้มล้างรัฐบาลข้าพเจ้า…” และประเทศไทยได้ลงนามก่อตั้งภาคีสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) หรือ Southeast Asia Treaty Organization (SEATO) ลงนามในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2497…”
การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังจากกลับมาจากเดินทางดูงานรอบโลก เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ก็นำเอาระบบพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมาโดยหวังว่าจะให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นของประชาธิปไตยอย่างแท้จริงโดยผ่านพรรคการเมืองเป็นตัวแทนและได้ตราพระราชบัญญัติพรรคการเมืองขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้เกิดพรรคการเมืองขึ้น 23 พรรค และนำวิธีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารราชการของรัฐบาลเพื่อรัฐบาลจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขการบริหารบ้านเมืองเรียกว่า “ไฮร์ปาร์ค” มาใช้เปิดประชาชนได้ติติงรัฐบาลได้โดยผ่านการไฮร์ปาร์ค และอีกประการหนึ่งที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม นำมาก็คือ “เพรสคอนเฟอร์เร้น” คือการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ของนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม นำมาเผยแพร่นั้นกลับสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลจากการเรียกร้อง และใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขต จนทำให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องแถลงการณ์ทางวิทยุกระจายเสียง เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2499 ถึงเหตุผลที่จะต้องมีสมาชิกประเภทที่ 2 และจะหมดไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ต่อมามีกลุ่มบุคคลได้เดินทางไปประเทศจีนตามคำเชิญและไปท่องเที่ยวกลับมาถูกจับ ทำให้วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2499 กรมตำรวจได้ออกประกาศความตอนหนึ่งว่า “…กรมตำรวจได้ติดตามดูพฤติการณ์ของบุคคลดังกล่าวแล้วแต่ต้นและได้พยายามให้ความอะลุ้มอล่วยต่อบุคคลดังกล่าวหลายประการ แต่บุคคลดังกล่าวกับพวกยังดำเนินการฝ่าฝืนดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมืองและมีพฤติการณ์รุนแรงทวียิ่งขึ้นเป็นลำดับตลอดมา กรมตำรวจเห็นว่าจะยอมให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่ต่อไปไม่ได้ เพราะคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม ได้แทรกซึมสนับสนุนวิธีการที่จะให้เกิดความยุ่งยากในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่ เพื่อทำลายระบอบการปกครองของประเทศชาติ กรมตำรวจจึงได้ดำเนินการจับกุมบุคคลดังกล่าวแล้วในวันนี้ เพื่อดำเนินการสอบสวนต่อไป จึงขอแถลงต่อประชาชนเพื่อให้ทราบทั่วกัน …” และในวันเดียวกันนั้นสำนักคณะรัฐมนตรีออกแถลงการณ์ เรื่องการปราบปรามผู้ละเมิดกฎหมายกลางเมืองความว่า ประเทศไทยได้ดำเนินชีวิตในระบอบการปกครองประชาธิปไตยมาได้ 24 ปี แต่ก็ได้วิวัฒนาการในทุกวิถีทางเป็นอันมาก ครั้นมาบัดนี้รัฐบาลได้เพียรพยายามส่งเสริมให้ประเทศมีชีวิตสู่ระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ แต่เป็นที่น่าเสียใจที่มีบุคคลส่วนน้อยกลุ่มหนึ่งปฏิบัติตนละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมืองเสมอมา โฆษณายกตนว่าเป็นประชาธิปไตยขึ้นแฝงไว้แสดงตนเป็นฝ่ายค้านรัฐบาล และกระทำการให้เกิดเสื่อมเสียแก่รัฐบาลสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร และราชการแผ่นดินปรากฏแก่คนทั้งหลาย กระทำการให้ประชาชนหลงเชื่อและก่อกวนความสงบสุขของประเทศชาติเป็นนิจสินมาหลายเดือน ในที่สุดชักชวนประชาชนให้นิยมคอมมิวนิสต์ จนปรากฏผลถึงพากันไปยังประเทศจีนคอมมิวนิสต์ และกลับมาโฆษณาในทางเป็นคุณแก่คอมมิวนิสต์ และนิยมคอมมิวนิสต์แพร่สะพัดทั่วไป การกระทำดังกล่าวนี้ ทางรัฐบาลเห็นว่า ถ้าขืนปล่อยให้กระทำสืบต่อไป บุคคลเหล่านี้ก็จะพาประชาชนที่ไม่ทราบความจริงในการบริหาร ราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่โตสลับซับซ้อนเข้าใจยากยิ่งละเมิดกฎหมายของบ้านเมือง ในที่สุดการจลาจลวุ่นวายไร้สันติก็จะเกิดขึ้นในบ้านเมืองพาผู้หวังสันติสุขและรักชาติบ้านเมืองโดยสุจริตได้รับภัยตามไปด้วย ในทางที่ถูกต้องนั้นประชาธิปไตยอยู่ที่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายในทางสงบสันติไม่ใช่ยุแหย่ด่าแช่งกันโดยไม่คำนึงถึงกฎหมายบ้านเมืองเสียเลยอันเป็นวิสัยของคนพาล ฉะนั้น ทางรัฐบาลจึงได้ตกลงใจปราบปรามจับกุมบุคคลผู้เอาประชาธิปไตยบังหน้า ละเมิดกฎหมายก่อกวนความสงบสันติของบ้านเมือง เพื่อความสงบสันติของประเทศชาติ ซึ่งเป็นเหตุสุดจะนิ่งดูดายให้ประเทศชาติเดินไปสู่ความจลาจลวุ่นวายต่อไปอีก ฉะนั้น ในขณะนี้จึงขอวิงวอนประชาชนควรจะได้ช่วยรัฐบาลรักษาความสงบสันติของบ้านเมือง งดการชุมนุมสาธารณะ การเดินขบวนและการกระทำใด ๆ ที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดระส่ำระสายในบ้านเมืองเสีย เพื่อเสียสละแก่ประเทศชาติและประชาชนส่วนรวม ลงชื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี[13]
ในช่วงรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม บริหารราชการอยู่ขณะนั้นประชาชนบางส่วนก็เรียกร้องเสรีภาพกันอย่างไร้ขอบเขตมีการประท้วงและเดินขบวนเรียกร้องกันอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งย่างเข้าปี พ.ศ. 2500 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตัดสินใจนำคณะรัฐมนตรีรวม 9 คน เข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนจังหวัดพระนคร วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2500 เป็นวันสมัครรับเลือกตั้ง
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 9 เป็นการเลือกตั้งโดยวิธีรวมเขตจังหวัด การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองเข้าแข่งขันจำนวน 23 พรรค ปรากฏว่ามีพรรคการเมืองได้รับเลือก 8 พรรค พร้อมด้วยผู้สมัครอิสระ จำนวน 13 คน โดยพรรคเสรีมนังคศิลาได้รับเลือกมากที่สุด ถึง 83 เสียง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้ 28 เสียง และการเลือกตั้งครั้งนี้ (ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500) พรรครัฐบาลถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้งนำไปสู่ความแตกแยกระหว่างผู้นำทางการเมือง
ประเด็นการกล่าวหาว่ารัฐบาลโกงการเลือกตั้ง เป็นไปอย่างกว้างขวางจนนำไปสู่ความวุ่นวาย เป็นเหตุให้ทหารเข้ามาทำการรัฐประหาร และการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 มีเค้ารางจะถูกกล่าวหาในแนวทางเดียวกัน อีกทั้งในปัจจุบันสื่อต่าง ๆ สื่อสารได้อย่างรวดเร็ว และมีการแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดแจ้ง ความแตกแยกในสังคมรุนแรงกว่าเมื่อ 60 ปีก่อน และฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมีมวลชนมีความเข้มแข็ง น่ากลัวเหตุการณ์จะซ้ำลอยและรุแรง… ถ้ารัฐบาลเอาไม่อยู่
เอกสารอ้างอิง
หนังสือ
สมคิด เลิศไพฑูรย์. กฎหมายรัฐธรรมนูญ: หลักการใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548.
สว่าง ลานเหลือ. 37 ปีแห่งการปฏิวัติ, กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2515.
อภิญญา รัตนมงคลมาศ และวิวัฒน์ คติธรรมนิตย์. คนไทยกับการเมือง: ปีติฤาวิปโยค.กรุงเทพมหานคร: บริษัท สุขุมและบุตร จำกัด, 2547.
รายงานการวิจัย
กนก วงษ์ตระหง่าน. งานวิจัยการวิจัย ลำดับที่ 6 การเมืองในระบอบประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527.
กฎหมาย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495.
เอกสารอื่น
ราชกิจจานุเบกษา, ฉบับกฤษฎีกา (ฉบับพิเศษ) เล่ม 66 ตอนที่ 17 (23 มีนาคม พ.ศ. 2492): 1-80.
ราชกิจจานุเบกษา, ฉบับกฤษฎีกา (ฉบับพิเศษ) เล่ม 68 ตอนที่ 73 (6 ธันวาคม 2494): 1-4.
ราชกิจจานุเบกษา, ฉบับกฤษฎีกา (ฉบับพิเศษ) เล่ม 64 ตอนที่ 15 (18 มีนาคม พ.ศ. 2495):1-40.







