“โล่งอก” ที่ไม่ไล่ล่า “ธัมมชโย”

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
“โล่งอก” ที่ไม่ไล่ล่า “ธัมมชโย”
ยังไม่ทันไร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง ก็ออกมาชี้แจงเพื่อความเข้าใจอันดีแล้วว่า รัฐมนตรียุติธรรม”สมศักดิ์ เทพสุทิน” ไม่ได้สั่งการให้เร่งล่าตัวพระไชยบูรณ์ สุทธิผล (ธัมมชโย) ที่โดนหมายจับของศาลอาญา แต่อย่างไร
เพียงต้องการให้ติดตาม เร่งรัดคดีฉ้อโกงยักยอกทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัดและให้รายงานผลคืบหน้าคดีเกี่ยวพัน เพราะมีผู้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้พุทธศาสนิกชน ยังสามารถไปประกอบศาสนกิจและทำบุญที่วัดพระธรรมหายตามปกติ ไม่มีปัญหา
คดีฉ้อโกงยักยอกทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัด มีความสำคัญจริง เพราะมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมากดังที่ว่า
จากกรณีสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำนวนหนึ่ง ร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษขอให้ดำเนินคดีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ฯในข้อหายักยอกทรัพย์ หลังสำนักข่าวออนไลน์”ไทยพับลิก้า” ตรวจสอบพบว่านายศุภชัยเบิกเงินโดยไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ รวมเป็นเงิน ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ให้ลูกหนี้รวม ๒๗ ราย ทำให้ขาดสภาพคล่องและกรมสอบสวนคดีพิเศษก็รับทำคดีนี้ จนในที่สุดสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์นายศุภชัย เรียกนายศุภชัยไปรับทราบข้อหา และขยายผลดำเนินคดีกับผู้รับเช็ค ๘๗๘ ฉบับ
เหตุผลที่กรณีนี้ เกี่ยวข้องกับ”ธรรมกาย”ก็คือ”ไทยพับลิก้า”ระบุว่านายศุภชัยทดรองจ่ายเงินสหกรณ์ไปบริจาควัดพระธรรมกาย ๘๑๔ ล้านบาท และยังพบด้วยว่า นายศุภชัยเบิกเงินสหกรณ์ ๑,๐๐๐ ล้านบาทซื้อที่ดินใกล้วัดพระธรรมกายไปขายต่อนางสาวอลิสา ลูกสาวนายอนันต์ อัศวโภคิน ซึ่งมีความสนิทสนมในฐานะลูกศิษย์”ธัมมชโย”
ทั้งหมดนี้นำไปสู่การดำเนินคดี”ธัมมชโย”ในข้อหาสมคบฟอกเงินและร่วมรับของโจร แต่หลังจากผลัดผ่อนไม่ยอมไปรับทราบข้อหาสามครั้งแล้ว กรมบังคับคดีจึงทำเรื่อง ขอให้ศาลออกหมายจับ โดยเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายครั้งแรก แต่ถูกกลุ่มศิษยานุศิษย์ขัดขวาง จนต้องยกเลิกปฏิบัติการ
อันนำมาซึ่งการที่ศาลอนุมัติหมายจับครั้งที่ ๒ ก็ถูกทั้งพระและศิษย์ขัดขวาง ทำให้ต้องยุติการตรวจค้นอีก
จนกระทั่งวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ เข้าตรวจค้นเป็นครั้งที่ ๓ แต่ไม่พบตัว”ธัมมชโย” และไม่ได้พบอีกเลยแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
หลังสุด ก็มีการถอดถอนสมณศักดิ์”พระเทพญานมหามุนี”ในวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๐ แต่ความเป็นพระก็ยังคงดำรงอยู่ เพราะยังไม่ปรากฏว่าได้พ้นจากสมณเพศแล้ว
นั่นเป็นเรื่องของคดีโลกย์
แล้วในทางศาสนาเล่า มีความคืบหน้าไปถึงไหน
เรื่องของเรื่อง มาค้างเติ่งตรงที่ว่า “ธัมมชโย” ต้องอาบัติ”ปาราชิก” คือพ้นสภาพจากความเป็น”ภิกษุสงฆ์”หรือไม่ ตามที่อ้างพระลิขิตของสมเด็จพระญานสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ที่ระบุโทษเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่าต้อง”อาบัติปาราชิก” แต่ผม(ผู้เขียนเรื่องนี้)ไม่มีรายละเอียดว่า”ด้วยเหตุผลอะไร”
แต่มหาเถรสมาคมไม่ชี้ขาดว่าเป็นปาราชิกตามพระลิขิต ซึ่งคงจะสงสัยว่า พระลิชิตนี้ของจริงหรือของปลอมกันแน่
อย่างไรก็ตามเมื่อปี ๒๕๔๒ นายมาณพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนาและนายสมพร เทพสิทธา นายกยุวพุทธิกสมาคมยื่นเรื่องถึงเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีกล่าวหาพระธัมมชโยในสามประเด็นคือ
๑ สอนผิด บิดเบือน ลบล้างคำสอนพระพุทธเจ้า เป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา
๒ อวด อุตริมนุษสธรรม ที่ไม่มีในตน
๓ ทำความผิด ลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงและหลอกลวงประชาชน
แต่ข้อหานี้ตกไปตามคำทัดทานของ”ธัมมชโย”และ”ทัตตชีโว”(รองเจ้าอาวาดวัดพระธรรมกาย)ที่ว่าฆราวาส ไม่มีสิทธิกล่าวหาพระ
อย่างไรก็ตาม “ปาราชิก”นั้นมีอยู่สี่ข้อในศีล ๒๒๗ ข้อคือ
๑ เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉาน (ร่วมสัมพันธ์ทางเพศกับ มนุษย์ หรือกับ อมนุษย์ หรือสัตว์ หรือแม้แต่กับซากศพ ก็ไม่ละเว้น)
๒ ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี(ขโมย) ได้ราคา ๕ มาสก( ๕ มาสกเท่ากับ ๑ บาท)
๓ พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน) แสวงหาและใช้เครื่องมือกระทำเอง หรือจ้างวานฆ่า หรือพูดพรรณาคุณแห่งความตายให้คนนั้นๆ ยินดีที่จะตาย(โดยมีเจตนาหวังให้ตาย) ไม่เว้นแม้แต่แท้งเด็กในครรภ์
๔ กล่าวอวดอุตริมุสธรรม ที่ไม่จริง อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าตัวเองว่า เรารู้อย่างนี้ เราเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของตัวเอง) ยกเว้นเข้าใจตัวเองผิด
ดังนั้น ขอท่านผู้รู้ได้โปรดพิจารณาว่า ข้อกล่าวหาของ”ท่านมาณพ”และ”ท่านสมพร”เข้าได้กับข้อใดบ้าง เนื่องจากผมเอง ก็ไม่รู้ได้ในรายละเอียด ในพฤติกรรมของ”ธัมมชโย”เพราะไม่เคยพบเห็นหรือได้ข้อมูลชัดเจน ที่ประจักษ์ด้วยตนเอง
แต่พอจะประมาณการณ์ได้ว่า การที่ยังไม่ตามควานหาตัว”ธัมมชโย”นั้น หากเกิดได้ตัวมาจริงๆ ก็จะทำให้
สังคมไทยที่สงบเงียบเรียบร้อยอยู่ในขณะนี้ อาจกลับมาอลหม่านกันอีกครั้งใหญ่ เพาะเครือข่ายลูกศิษย์ลูกหาของท่านช่างมากมายเสียเหลือเกิน ยิ่งถ้าหาก ถูกดำเนินคดีถึงกับต้องจำคุก ก็อาจจะวุ่นวายกันไปทั้งประเทศ เพราะเครือข่ายธรรมกายมีทั่วไป รวมทั้งในต่างประเทศ
การที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกมาปฏิเสธว่า ไม่ได้ถูกสั่งให้ไล่ล่า”ธัมมชโย”นั้น หลายคนที่สนใจใคร่รู้ความคืบหน้าของอดีตพระธัมมชโย ก็ไม่ได้ผิดหวังอะไร มากมายครับ เพราะคาดการณ์ได้อยู่
เอ…หรือว่า”ธัมมชโย”ท่านทำ”ยมกปาฏิหาริย์”(แปลว่าอะไรก็ไม่รู้) หายสาบสูญไปแล้ว
ขออย่าได้หายไปเฉยๆ อย่างอดีตทนายนักสู้ “สมชาย นีละไพจิตร” ก็แล้วกัน
เช่นนี้ครับ ท่านอธิบดี







