INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

“เนทันยาฮู-ทรัมพ์” : ใครจะไปก่อนใคร

1 97

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

“เนทันยาฮู-ทรัมพ์” : ใครจะไปก่อนใคร

ผมเฝ้าจับตาดูนักการเมืองระดับโลกสองคน มาพักใหญ่แล้วครับ คนแรกคือ”เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ส่วนคนที่ ๒ ”โดนัลด์ ทรัมพ์”ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเผอิญประสบชาตากรรม”ขาลง”พร้อมกันอย่างแรง

จับตาดู ในสองประการคือ ในแง่ในการบริหารประเทศและในแง่จริยธรรม

ที่ผ่านมา ทั้งสองคนมีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเหลือหลาย ตามนโยบายที่ให้ไว้กับราษฎรที่เลือกเขาทั้งสองเข้ามา

อีกอย่างทั้งสองคนนี้ มีเส้นชีวิตที่คาบเกี่ยวกันอย่างค่อนข้างจะน่าประหลาด ในเชิงเกื้อหนุนกัน เหมือนญาติสนิทมิตรสหายมาแต่ปางบรรพ์ หรือราวกับพันธมิตรชั้นดี ในแง่การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

แต่ก็ต้องอาภัพอัปโชค พร้อมๆ กัน ตามวิบากกรรมที่ก่อไว้ ชนิดที่ไม่รู้ว่าจะอยู่หรือจะไปจากตำแหน่งในไม่อีกกี่เดือนข้างหน้านี้ เพราะเหตุบกพร่องทางจริยธรรมอย่างใหญ่หลวง ที่เข้าข่ายผิดกฏหมาย อันอาจทำให้หลุดพ้นจากวงการเมืองไปได้ ในที่สุด

ที่นี้ก็มารู้จัก “เบนจามิน เนทันยาฮู”กันก่อนว่า เขาชนะใจชาวอิสราเอลได้อย่างไร แม้พฤติกรรมส่วนตัวของเขาจะฉ้อฉล ในช่วงบริหารประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรี จนเป็นที่รังเกียจยิ่ง ในหมู่ชนที่มีระดับศีลธรรมเป็นปกติอย่างเราๆ ท่านๆ

“เนทันยาฮู” ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “บีบี”(Bibi) นับเป็นนักรบหนุ่มที่แกว่นกล้ามาแต่แรก แบบเดียวกับพี่ชายของเขาคือ “โยนาทาน เนทันบาฮู” (ชื่อเล่นว่า “โยนี”) ผู้นำปฏิบัติการ”เอนเทบเบ”ช่วยตัวประกันที่ยูกันดา แต่เสียชีวิตในการช่วยตัวประกันได้เกือบหมด(๑๐๒ คนจาก ๑๐๖ คน)

“เนทันยาฮู”(ผู้น้อง)ในฐานะหัวหน้าทีมหน่วยรบพิเศษและในปฏิบัติอื่นๆ การตามภารกิจต่างๆ เช่น ปฎิบัติการ”อินเฟอร์โน” ปฏิบัติการ”กิฟท์”และปฏิบัติการ”ไอโซโทป”เป็นต้นและเคยทำหน้าที่”จรยุทธ”ในคาบสมุทรไซนาย เพื่อกำจัดไล่ล่าศัตรู

“เนทันยาฮู”(ผู้น้อง)จึงเป็น”วีรบุรุษ”คนหนึ่งในบรรดานักรบอิสราเอลทีมีชื่อ แม้จะไม่เทียบเท่ากับ”โมเช ดายัน”ก็ตามที

ชื่อเสียงที่โด่งดังในด้านการทหาร บวกกับความสามารถอื่นๆ ที่ได้จากการศึกษาในสถาบันเอ็มไอที กลายเป็นต้นทุนสำคัญ ในการเข้าเล่นการเมือง ภายใต้พรรคลิคูด ซึ่งเป็นพรรคกลาง-ขวา ที่แยกการเมืองและการปกครอง ออกจากศาสนาอย่างเด็ดขาด

ตรงนี้ละกระมังที่ทำให้”เนทันยาฮู”ผู้นี้ มีจิตใจแข็งกร้าวต่อทุกเรื่องราว รวมทั้งในการจัดการกับศัตรูของชาติอย่างเด็ดขาด เช่นในการจัดการกับกลุ่มปลดแอกปาเลสไตน์ เช่นกลุ่มฮามาส กลุ่มยีฮาด รวมทั้งชาวกาซาทั่วไป อย่างโหดเหี้ยม ไม่เลือกเด็กหรือคนชราหรือสตรี หรือผู้ป่วยเจ็บในโรงพยาบาล หรือแม้แต่กับชนชาติอื่นๆที่ตั้งตนเป็นศัตรู เช่นในเลบานอน(กลุ่มฮิซบุลเลาะห์) ในซีเรียและแม้แต่ในอิหร่าน หากจำเป็นจะต้องทำ ซึ่งก็ตอบสนองความต้องการของชาวอิสราเอลทั่วๆ ไปได้ชะงัด ไม่เช่นนั้น คงไม่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างหนาแน่นในแทบจะทุกการเลือกตั้งเป็นแน่แท้

“เนทันยาฮู”ไม่สนใจด้วยว่า การโจมตีฉนวนกาซา ซ้ำๆ หลายครั้ง ด้วยอาวุธสงครามเต็มรูปแบบ ทั้งด้วยปืนใหญ่รถถังและการโจมตีทิ้งระเบิด แม้จะอ้างว่าเพื่อทำลายล้างเป้าหมายการก่อการร้าย เป็นการชิงโจมตีก่อน (preemptive war) บุกเข้ายึดพื้นที่ ซึ่งส่งให้พลเรือนและทัพย์สินต้องสูญเสียเป็นจำนวนมาก นับเป็นการล่วงละเมิดอธิปไตยของชาติอื่น รวมทั้งการโจมตีพื้นที่ในเลบานอน โจมตีพื้นที่ในซีเรีย เพื่อทำลายกองกำลังของศัตรู ซึ่งที่จริงก็เท่ากับเป็นการรุกราน ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่กลับไม่เคยถูกดำเนินการฟ้องต่อศาลโลก เพราะมีเพื่อนดีคือสหรัฐอเมริกาคอยประคับประคอง

พฤติกรรมของรัฐบาลอิสราเอล ด้วยการนำของ”เนทันยาฮู”จึงถูกตำหนิติเตียนและเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ไปทั่วโลก

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ “เนทันยาฮู”ในแง่ส่วนตัวเขาไม่สนใจใยดีในจริยธรรม หากจะต้องเลือกเอาระหว่างผมประโยชน์กับศีลธรรม ซึ่งดูจะเป็น”คตินิยมจำเพาะ”ของชาวยิวทั่วๆ ไป ที่ถูกปลูกฝังให้ต้องต่อสู้หาทางเอาตัวรอดไว้ก่อน มาตั้งแต่สมัยที่ชาวฮีบรูตกเป็นทาสของชาวอียิปต์กว่า ๔๐๐ ปี ก่อนที่”โมเซส”จะนำพาอพยพหนี”ฟาโรห์”ข้ามทะเลแดง ไปแสวงหาแผ่นดินสัญญาบนคาบสมุทรไซนาย

ความไม่สนใจในคุณธรรมหรือจริยธรรมที่ว่า สะท้อนให้เห็นได้ในกรณีที่”เนทันยาฮู”ถูกกล่าวหาฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยตำรวจอิสราเอลสอบสวนหาหลักฐานมาตั้งแต่ ปี ๒๐๑๖ แล้ว จนในที่สุดก็นำไปสู่การสั่งฟ้องร้องอย่างเป็นทางการของอัยการ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๐๑๙  ในข้อหาทำลายความน่าเชื่อถือไว้วางใจ รับสินบนและหลอกลวง  ส่งผลให้”เนทันยาฮู”พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีอื่นๆ ยกเว้นตำแหน่งตำแหน่ง”นายกรัฐมนตรี” ที่ยังต้องรักษาการณ์ไว้ชั่วคราว

นั่นเป็นเรื่องราวทางการเมืองของอิสราเอลซึ่งสลับซับซ้อนทำให้มีการเลือกตั้งถึงสองครั้งในปีนี้ เพื่อนำมาชี้ว่า เสียงในสภาที่พรรค”ลิคูด”ได้รับนั้นน้อยลง และน้อยลงกว่ากลุ่มพันธมิตร”บลูแอนดไวท์”ในการเลือกตั้งครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๐๑๙ (ด้วยคะแนน ๒๕.๑๐ % ต่อ ๒๕.๙๕ %) ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะชาวอิสราเอลที่เคยนิยมชมชื่นเขา เริ่มเสื่อมความเชื่อถือและความศรัทธา ต่อพฤติกรรมอันฉ้อฉลของเขามากขึ้น

ส่วนเรื่องราวล่าสุดของ”โดนัลด์ ทรัมพ์”นั้น ผมคงไม่เขียนให้เยิ่นเย้อละครับ เพราะติดตามข่าว นำมาเสนอทุกวันลงในเฟซบุ๊ก ซึ่งจะเห็นว่า ยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ

แม้ในแง่หนึ่งหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี จะเห็นว่าเขาพยายามอย่างที่สุด ที่จะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐดีขึ้น ด้วยการเพิ่มตำแหน่งงานในประเทศ เพื่อสนอง”ธีม”หาเสียง America First ซึ่งก่อให้เกิดสงครามการค้าอย่างรุนแรงกับจีน แต่กลายเป็นการซ้ำเติมการชลอตัวของเศรษฐกิจโลกและไทยก็โดนด้วย โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง นักลงทุนอเมริกันในจีน ก็ผิดหวังเขาเป็นอย่างมาก

เข้าทำนองว่า“ทรัมพ์”เอาตัวรอดแต่เพียงคนเดียว ใครจะฉิบหายก็ช่าง แถมไม่สนใจต่อเรื่องที่น่าจะให้ความสำคัญมากๆ โดยเฉพาะปัญหาโลกร้อน ปล่อยให้เด็กเล็ก อย่าง”เกรตา ธุนเบอร์ก”ใช้เวทีโลกที่สหประชาติ ตำหนิผู้นำโลกอย่างไม่ไว้หน้า ว่าไม่ให้ความสำคัญอย่างเพียงพอ แล้วต่อไปพวกเด็กๆ อย่างเธอจะอยู่กันอย่างไร

แต่”ทรัมพ์”ไม่สนใจในเรื่องเช่นนี้ แถมยังเยาะเย้ยถากถางเอาว่า”เธอดูจะมีความสุขดีอยู่นะ คอยแสวงหาอนาคตที่สดใสและดีงาม เอาเองก็แล้วกัน” …..เอากะพ่อซี่ ช่างไร้เมตตาเสียจริงๆ

ในขณะที่ในแง่จริยธรรมแล้ว”ทรัมพ์”ยิ่งมา ก็ยิ่งแย่ ในสายตาชาวโลก

เริ่มตั้งแต่การใช้นโยบาย”ตีกัน”ผู้อพยพมุสลิมที่อพยพไปอเมริกา จากชาติที่เป็นต้นตอก่อการร้าย มาจนถึงล่าสุดคือ แสดงอาการเหยียดหยามนักการเมืองอเมริกันสตรีที่เป็นมุสลิม

ที่โจ่งแจ้งอีกเรื่องก็คือ การแผ่ขยายขยายลัทธิสิทธิเสรีภาพของสหรัฐที่”ทรัมพ์”ใช้ชาวฮ่องกงเป็นเครื่องมือเคลื่อนไหว หมายโยงใยมาเป็นเครื่องมือต่อรองจีน ในการทำสงครามการค้า โดยไม่สนใจกับความเดือดร้อนชาวบ้านตาดำๆในฮ่องกง

ที่ทนกันไม่ได้ เป็นที่น่าหมั่นไส้ก็คือ การพูดจาออกแนวนักเลง คุยโว โม้โอ้อวดว่า”กูเก่ง”หรือ“กูฉลาดในการต่อรอง” เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองถล่มนักการเมืองคู่แข่ง(โจ ไบเดน) ซึ่งในที่สุดก็นำไปสู่การสอบสวนหาหลักฐานผูกมัดเอาผิด เพื่อถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง โดยสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ในข้อหาที่ว่า ใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบธรรม ฐานต่อรองให้ผู้นำยูเครนสั่งสอบสวนพฤติกรรมเพื่อทำลายความนิยมในตัว “โจ ไบเดน”ด้วยการเจรจาทางโทรศัพท์ ซึ่งไม่รอดพ้นจากการได้ยินของ”นักเป่านกหวีด”ที่คาบเรื่องไปฟ้องประธานสภาผู้แทนราษฎร อันนำไปสู่การสั่งสอบสวนเอาผิดเพื่อถอดถอน

จนกระทั้งมาถึงวันนี้ การให้ปากคำยิ่งมัดเขาแน่นขึ้น โดยเฉพาะจากปากคำของเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอียู คือนายกอร์ดอน ซอนด์แลนด์ ผู้ยืนยันในการให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการสอบสวนของสภาผู้แทนสหรัฐ ว่า”ทรัมพ์”พูดจาต่อรองจริง ชนิด”หมูไป ไก่มา”กับผู้นำยูเครน (โวโลดีมีร์ เซเลนสกี)จริง

แต่ทั้งหมดนี้ “ทรัมพ์”ยังคงปฏิเสธเสียงแข็งว่า “ไม่จริง ไม่ได้ทำ”

ลักษณะความไม่ซื่อไม่ตรงของผู้นำโลกอย่าง “เนทันยาฮู”และ”ทรัมพ์”ที่เห็นๆ กันอย่างนี้ นำมาสู่คำเตือนว่าอย่าได้หวังว่า ผู้นำที่มีความสามารถ จะเป็นคนดี-มีคุณธรรมและบริสุทธ์ผุดผ่อง เสมือนพระสันตะปาปาเสมอไป

และขออย่าได้แปลกใจ ที่จะบอกความจริงข้อหนึ่งว่า การที่”ทรัมพ์”สนับสนุน”เนทันยาฮู”อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูในเรื่องต่างๆ เช่น การย้ายเมืองหลวงจาก”เทลอาวิฟ”ไป”เยรูซาเลม”นั้น ไม่ใช่แค่เพียงเพราะลูกเขย”ทรัมพ์”เป็นยิว แต่เป็นเพราะ”เนทันยาฮู”รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีกับพ่อ(“เฟรด ทรัมพ์”)ของ”ทรัมพ์”มาก่อน ตั้งแต่สมัยไปอยู่สหรัฐ

คนเราจะคบหาสนิทสนมกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้นั้น พระท่านว่า”ต้องมีศีลเสมอกัน”

คำถามส่งท้ายก็คือ ระหว่าง”เนทันยาฮู”กับ”ทรัมพ์”นั้น ใครจะพ้นตำแหน่งก่อนใคร

ตอบว่า ไม่รู้ครับ

เท่าที่เขียนมานี้ ก็ด้วยการตั้งชื่อเรื่อง เพื่อชี้ขวนให้ท่านผู้อ่าน ได้อ่านเรื่องของผมเท่านั้น

ขออภัยอย่างยิ่ง ครับ

 

 

 

 

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *