บิลล์ เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ “สัญญาเพื่อการให้”

บิลล์ เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ “สัญญาเพื่อการให้”
การคุกคามของคู่แข่งขันรายใหม่รุนแรงมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู๋กับอุปสรรคของการเข้ามา คู่แข่งขันรายใหม่ยิ่งมีต้นทุนของการเข้ามาสูงเท่าไร อุปสรรคของการเข้ามายิ่งสูงขึ้นเท่านั้น อุปสรรคของการเข้ามาที่สูงจะขัดขวางการเข้ามาของคู่แข่งขันรายใหม่ภายในอุตสาหกรรม
ภายในทฤษีการแข่งขันของเศรษฐศาสตร์ อุปสรรคการเข้ามาเป็นต้นทุนคงที่
ที่รับโดยคู่แข่งขันรายใหม่เข้ามาภายในตลาดโดยที่บริษัทเดิมไม่ต้องรับ
เนื่องจากอุปสรรคการเข้ามาป้องกันบริษัทเดิมและจำกัดการแข่งขันภายในตลาด มันสามารถช่วยการบิดเบือนราคา และดังนั้นมันสำคัญที่สุดเมื่อกล่าวถึง
นโยบายห้ามการผูกขาด อุปสรรคการเข้ามามักจะทำให้เกิดหรือช่วยการมีอยู่ของผู้ผูกขาด ผู้ผลิตน้อยราย หรือให้อำนาจตลาดแก่บริษัท
โจ เบน อาจารย์เศรษฐศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบริคเลย์ ค.ศ 1956 ได้ระบุอุปสรรคการเข้ามาเป็นอะไีรก็ตามที่ทำให้บริษัทเดิมมีกำไรเศรษฐศาสตร์ในระยะยาว โดยไม่มีการคุกคามของการเข้ามา อุปสรรคการเข้ามาเป็นข้อได้เปรียบของบริษัทเดิมภายในอุตสาหกรรม
เหนือกว่าคู่แข่งขันที่จะเข้ามา การสะท้อนภายในระดับที่บริษัทเดิมสามารถขึ้นราคาของพวกเขาสูงกว่าระดับการแข่งขันตลอดเวลาโดยไม่ดึงดูดคู่แข่งขันรายใหม่เข้ามาภายในอุตสาหกรรม โจ เบล ได้ระบุอุปสรรคการเข้ามาไว้สามอย่างคือ ความประหยัดจากขนาด การสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ และข้อได้เปรียบทางต้นทุน
จอร์จ สติกเลอร์ ค.ศ 1968 นักเศรษศาสตร์อเมริกัน ได้วิจารณ์วิถีทางนี้ โดยเฉพาะ ความคิดของความประหยัดจากขนาดเป็นอุปสรรคการเข้ามา เขาได้นำเสนอคำนิยามทางเลือก อุปสรรคการเข้ามาเป็นต้นทุนของการผลิตที่ต้องรับโดยบริษัทที่พยายามเข้ามาภายในอุตสาหกรรม แต่ไม่ต้องรับโดยบริษัทที่มีอยู่แล้วภายในอุตสาหกรรม
ไมเคิล พอรเตอร์ ได้กล่าวถึงอุปสรรคการเข้ามาภายในบทความของเขาว่า
อุปสรรคการเข้ามาเป็นข้อได้เปรียบที่บริษัทเดิมมีเทียบเคียงต่อคู่แข่งขันรายใหม่ เรามีแหล่งที่มาสำคัญของอุปสรรคการเข้ามาเจ็ดแหล่ง
1 ความประหยัดจากขนาดด้านอุปทาน
ความประหยัดจากขนาดด้านอุปทานเกิดขึ้นแก่บริษัท ณ ปริมาณผลผลิตที่สูง ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำลง เพราะว่าพวกเขาสามารถกระจายต้นทุนคงที่ไปยังจำนวนผลผลิตที่เพิ่มขึ้น การใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือการได้เงื่อนไขที่ดีจากซัพพลายเออร์ ความประหยัดจากขนาดด้านอุปทานขัดขวางการเข้ามา ด้วยการบังคับให้คู่แข่งขันรายใหม่เข้ามาภายในอุตสาหกรรมอย่างขนาดใหญ การเข้ามาอย่างขนาดเล็กทำให้คู่แข่งขันรายใหม่มีข้อเสียเปรียบทางต้นทุน แต่ถ้าเข้ามาอย่างขนาดใหญ่ คู่แข่งขันรายใหม่ผลิตเป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะสร้างควาทประหยัดจากขนาด การแก้แค้นทางการแข่งขันอย่างเข้มแข็งอาจจะเกิดขึ้น
2 ข้อได้เปรียบของขนาดด้านอุปสงค์
ข้อได้เปรียบของขนาดด้านอุปสงค์เรียกกันว่าผลกระทบของเครือข่าย
ผลกระทบของเครือข่ายทำให้ผลิตภัณฑ์มีประโยชน์มากขึ้น เมื่อบุคคลมากขึ้นได้ใช้มัน ลูกค้าอาจจะไว้วางใจบริษัทใหญ่กว่ามากขึ้นต่อผลิตภัณฑ์สำคัญ ดังคำพูดเก่าแก่ว่าไม่มีใครเคยถูกไล่ออกต่อการซื้อจากไอบีเอ็ม – เมื่อไอบีเอ็มเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ที่สำคัญ ลูกค้าอาจะให้คุณค่าการอยู่ภายในเครือข่ายด้วยลูกค้าเพื่อนฝูงจำนวนมาก เช่น ผู้มีส่วนร่วมการประมูลออนไลน์จะดึงดูดต่อ
อีเบยฺ์ เพราะว่ามันนำเสนอหุันส่วนการค้าที่เป็นไปได้มากที่สุด ข้อได้เปรียบของขนาดด้านอุปสงค์กีดกันการเข้ามาด้วยการจำกัดความเต็มใจของลูกค้าที่จะซื้อจากผู้เข้ามารายใหม่ และด้วยการลดราคาผู้เข้ามารายใหม่สามารถทำได้
จนกว่ามันได้สร้างรากฐานของลูกค้าจำนวนมา
3 ต้นทุนการสับเปลี่ยนของลูกค้า
ต้นทุนการสับเปลี่ยนของลูกค้าเป็นต้นทุนคงที่ที่ลูกค้าเผชิญ เมื่อพวกเขาเปลี่ยนแปลงซัพพลายเออร์ เพราะว่าเมื่อลูกค้าที่่สับเปลี่ยนผู้ขายต้องเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ รักษาบุคคลที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ไว้หรือการปรับปรุงกระบวนการหรือระบบข้อมูล ต้นทุนการสับเปลี่ยนยิ่งสูงขึ้นเท่าไร มันยิ่งยากมากขึ้นต่อผู้เข้ามารายใหม่ที่จะได้ลูกค้า ซอฟท์แวร์การวางแผนทรัพยากรธุรกิจเป็นตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ด้วยต้นทุนการสับเปลี่ยนที่สูง เมื่อลูกค้าได้ติดตั้งระบบอีอาร์พีของเอสเอพีแล้ว ต้นทุนของการย้ายไปสู่ผู้ขายรายใหม่สูงมากเนื่องจากข้อมูลที่เก็บไว้ ข้อเท็จจริงคือกระบวนการภายในได้ปรับตัวกับเอสเอพีเเล้ว
4 ความต้องการเงินลงทุน
ความต้องการเงินลงทุนทรัพยากรการเงินสูงมากเพื่อที่จะเเข่งขันสามารถขัดขวางผู้เข้ามารายใหม่ได้ เงินทุนจำเป็นไม่เพียงแต่สิ่งอำนวยความสะดวกทางกายภาพเท่านั้น แต่ได้ขยายไปถึงสินเชื่อแก่ลูกค้า การสร้างสินค้าคงเหลือ แม้ว่าการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมใหม่จะดึงดูด เงินทุนที่ต้องการเพื่อที่จะเข้ามาภายในตลาดอาจจะหามาไม่ได้ ทั้งที่โอกาสทางตลาดมองเห็นได้อย่างชัดเจน การเข้าไปสู่อุตสาหกรรมเหล็กจะยาก เนื่องจากการลงทุนเพื่อการแข่งขันสูงมาก แต่กระนั้นถ้าผลตอบแทนของอุตสาหกรรมดึงดูด และถ้าตลาดทุนมีประสิทธิภาพ นักลงทุนจะจัดหาเงินทุนแก่ผู้เข้ามารายใหม่ที่พวกเขาต้องการได้
5 ข้อได้เปรียบที่ไม่ขึ้นอยู่กับขนาด
บริษัทเดิมอาจจะมีข้อได้เปรียบทางต้นทุนหรือคุณภาพที่คู่แข่งขันรายใหม่
ไม่มี ไม่ว่าขนาดของของบริษัทเดิมจะเป็นอย่างไร ข้อได้เปรียบเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นจากการมีเทคโนโลยีลิขสิทธิ์ การยึดครองแหล่งวัตถุดิบที่ดี การมีทำเลที่ตั้งตามพื้นที่ดีที่สุด เอกลักษณ์ตราสินค้าที่มั่นคง ผู้เข้ามารายใหม่
พนายามอ้อมผ่านข้อได้เปรียบเหล่านี้ ผู้ค้าปลีกส่วนลดเช่นทาร์เก็ตและ
วอล มาร์ท เลือกที่ตั้งของร้านค้าภายในทำเลที่อิสระ ไม่ใช่เป็นศูนย์การค้าที่มีร้านสรรพสินค้ายึดมั่นอย่างดีแล้ว
6 การเข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่าย
การเข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นอุปสรรคการเข้ามาต่อคู่แข่งขันรายใหม่ ช่องทางการค้าส่งหรือการค้าปลีกยิ่งจำกัดมากเท่าไร และบริษัทเดิมยิ่งผูกติดกับพวกเขามากเท่าไร การเข้ามาภายในอุตสาหกรรมยิ่งยากขึ้นเท่านั้น บางครั้งการเข้าสู่การจัดจำหน่ายเป็นอุปสรรคที่สูงมาก จนคู่แข่งขันรายใหม่ต้องอ้อมผ่านช่องทางการจัดจำหน่าย หรือสร้างของพวกเขาเอง ดังนั้นสายการบินต้นทุนต่ำที่เริ่มต้นได้หลีกเลี่ยงการจัดจำหน่ายผ่านทางบริษัทท่องเที่ยว -มักจะชอบสายการบินค่าโดยสารสูง กระตุ้นผู้โดยสารจองเที่ยวบินของพวกเขาเองบนอินเตอร์เน็ต
7 นโยบายของรัฐบาล
นโยบายของรัฐบาลสามารถขัดขวางหรือช่วยเหลือคู่แข่งขันรายใหม่โดยตรง รัฐบาลจำกัดโดยตรงหรือแม้แต่ขัดขวางการเข้ามาภายในอุตสาหกรรม เช่น ข้อกำหนดของการให้ใบอนุญาติ และการจำกัดการลงทุนต่างประเทศ อุตสาหกรรมควบคุมเหมือนเช่นการค้าปลีกเหล้า และสายการบิน
เป็นตัวอย่างที่มองเห็นได้ชัดเจน นโยบายของรัฐบาลสามารถทำให้อุปสรรคการเข้ามาอื่นสูงขึ้น ด้วยวิถีทางเช่นกฏสิทธบัตรที่ขยายตัว การป้องกันเทคโนโลยีลิขสิทธ์จากการลอกเลียนแบบ หรือข้อบังคับทางสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่ยกระดับความประหยัดจากขนาดเผชิญโดยผู้เข้ามารายใหม่
วิถีทางของการป้องกันการแข่งขันได้ถูกเรียกแตกต่างกันหลายอย่างคือ อุปสรรคการเข้ามา ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน และคูเมืองเศรษฐกิจ
คูเมืองเศรษฐกิจหรือที่เรียกกันอุปสรรคการเข้ามาหรือข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน
ได้ถูกทำให้นิยมแพร่หลายโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ หมายถึงความสามารถของบริษัทที่จะรักษาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน เพื่อที่จะป้องกันกำไรและส่วนแบ่งตลาดระยะยาวจากคู่แข่งขันของพวกเขา
ชาลี มังเกอร์ เราซื้ออุปสรรค เราไม่ได้สร้างมัน อุตสาหกรรมบางอย่างเพียงแค่ไม่มีอุปสรรคการเข้ามา และไม่เคยมี ดังนั้นเราได้หลีกเลี่ยงมัน
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถ้าเรามีปราสาททางเศรษฐกิจ บุคคลกำลังเข้ามาและต้องการที่จะยึดปราสาทไปจากเรา เราต้องมีคูเมืองที่เข้มแข็ง และอัศวินภายในปราสาทนั้นที่รู้ว่าเขากำลังทำอะไร
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้กล่าวว่า ภายในธุรกิจแล้ว เรามองหาปราสาททางเศรษฐกิจป้องกันโดยคูเมืองที่ไม่สามารถเข้าถึงได้อยู่เสมอ
ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงต้องมึคูเมืองที่ยั่งยืน การคุ้มครองผลตอบแทนเงินลงทุนที่ดีเยี่ยมไว้ ธุรกิจไม่กี่อย่างครอบครองคูเมืองเศรษฐกิจที่สร้างโดยข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน ประสบการณ์ของเราได้เสริมแรงข้อเท็จจริงว่ามันเป็นคูเมืองเหล่านี้สามารถทำให้ธุรกิจมีผลตอบแทนเงินลงทุนสูงกว่าค่าเฉลี่ย
ถ้าเรากำลังประเมืนธุรกิจปีต่อปี คำถามหมายเลขหนึ่งที่เราต้องถามตัวเราเองคือ ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัันสามารถทำให้เข้มแข็งขึ้นและยั่งยืนกว่าแต่ก่อนหรือไม่ และนั่นคือความสำคัญมากกว่างบกำไรขาดทุนของปี ในขณะที่บริษัทหลายบริษัทบรรลุกำไรสถิติ ข้อเท็จจริงที่สำคัญกว่าคือ พวกเขาได้ทำให้คูเมืองกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่องเทียบเคียงกับคู่แข่งขันของพวกเขา อะไรที่เรามองหาอย่างแท้จริงคือ ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน นั่นคือสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเราตลอดเวลา
คูเมืองสามารถเกิดขึ้นภายในรูปแบบของการคุ้มครองทางสิทธิบัตรของผลิตภัณฑ์ที่เราต้องการ หรือชื่อตราสินค้าที่มีการรับรู้ของลูกค้าอย่างกว้างขวาง คูเมืองทำให้คู่แข่งขันกลัว คูเมืองอาจจะเกิดขึ้นภายในรูปแบบของขนาด
ใครก็ตามคิดว่าพวกเขาจะเริ่มต้นธุรกิจที่สามารถแข่งขันกับวอล มาร์ทได้หรือ
เรามีการแข่งขันอยู่เสมอ ไม่มีคูเมืองที่ยั่งยืนได้ตลอดไป แต่คูเมืองสามารถทำให้บริษัททำกำไรสูงนานหลายปี คูเมืองค่อนข้างหาได้ยาก แต่เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น การควบคุมทรัพย์สินทางปัญญา ข้อได้เปรียบทางต้นทุน และการบริหารที่เหนือกว่า คูเมืองที่แท้จริงให้ความเชื่อมั่นแก่เรามากขึ้นภายในการป้องกันการดำเนินงานในอนาคต
ชาลี มังเกอร์ ได้กล่าวว่า เราได้พบภายในชีวิตที่ยาวนานว่าคู่แข่งขันรายเดียว
มักจะเพียงพอที่จะทำลายธุรกิจ บริษัทใดก็ตามที่กำไรเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอมีบางสิ่งบางอย่างเฉพาะเกี่ยวกับมัน คู่แข่งขันสามารถอ่านสถิติกำไรเหล่านี้ด้วย และกำไรที่สูงเป็นการเชื้อเชิญที่จะเข้ามา ดังนั้นบริษัทต้องมีบางสิ่งบางอย่างเฉพาะเกี่ยวกับมันที่คู่แข่งขันไม่สามารถยึดไว้ได้ อะไรก็ตามที่เฉพาะมันเป็นกำแพงแก้วรายรอบกำไรนั้น
ถ้าเรามีคูเมืองใหญ่เพียงพอ เราไม่ต้องการการบริหารมาก ดังที่ปีเตอร ลินช์ ได้กล่าวว่า เขาชอบที่จะซื้อธุรกิจที่ดีจนคนโง่สามารถบริหารมันได้ เพราะไม่ช้าก็เร็วคนโง่จะบริหาร เขาชอบอย่างแท้จริงคือ ธุรกิจด้วยคูเมืองที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีอะไรสามารถเกิดขึ้นกับคูเมืองได้ และเราไม่มีธุรกิจหลายอย่างทำนองนี้
เราคิดภายในมุมของคูเมือง และความสามารถที่จะทำให้มันกว้าง และความเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกข้าม เป็นเกณฑ์รากฐานของธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ และเราบอก
ผู้บริหารของเรา เราต้องการให้คูเมืองกว้างขึ้นทุกปี นั่นไม่ได้หมายความว่ากำไรปีนี้ต้องสูงกว่า เพราะว่ามันอาจจะไม่เป็นบางครั้ง แต่กระนั้นถ้าคูเมืองกว้างขึ้นทุกปี ธุรกิจจะดีขึ้นอย่างมาก เมื่อเรามองเห็นคูเมืองไม่สำคัญทางใดทางหนึ่ง มันจะเป็นเพียงแค่เสี่ยงภัยเกินไป
เรามีแหล่งที่มาของข้อได้เปรียบทางการแข่งขันหลายแหล่ง แต่ข้อได้เปรียบต้องแท้จริง และเราต้องคิดว่ามันมันยั่งยืนตลอดเวลา เราลงทุนภายในบริษัท
ที่ป้องกันด้วยตราสินค้า ผลกระทบของเครือข่าย สิทธิบัตรและขนาด ขนาดจะน่าสนใจ เพราะว่ามันสามารถแสดงภายในวิถีทางที่แตกต่างกัน เช่น ข้อได้เปรียบทางต้นทุน หรือข้อได้เปรียบทางการจัดจำหน่าย ตราสินค้า ผลกระทบของเครือข่าย สิทธิบัตรหรือขนาด ทุกอย่างในที่สุดป้องกันบริษัทผ่านทางอุปสรรคการเข้ามาที่สูง
เมื่อ ค.ศ 2019 เล่ย จาง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ ของฮิลล์เฮ้าส์ แคปปิตอล ได้ให้คำปราศัยด้วยการพูดว่า เรามีคูเมืองเดียวเท่านั้นภายในโลกคือ ผู้ประกอบการที่สร้างนวัตกรรมและคุณค่าระยะยาวอย่างสม่ำเสมอ ตราสินค้า โมเดล ขนาด ทรัพย์สินทางปัญญา สำคัญต่อธุรกิจแต่ไม่ใช่คูเมือง เราเชื่อว่าคูเมืองที่แท้จริงเท่านั้นภายในธุรกิจคือ ผู้ประกอบการ

คริสโตเฟอร์ เบกก์ มองว่าการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ไม่ได้เป็นคูเมืองที่ยั่งยืน ถ้าการสร้างความแตกต่างมีข้อดีอะไรก็ตาม ในที่สุดมัน
จะถูกลอกเลียนแบบ และข้อได้เปรียบในไมช้าจะสูญสิ้นไป ซีรอกซ์ โกดัก
แบลคเบอร์รี่ และธุรกิจอื่นหลายอย่าง ครั้งหนึ่งได้ยึดครองผลิตภัณฑ์และตกลงมาภายในโชคชะตานี้ คูเมืองที่แท้จริงต้องไม่หายวับไป คูเมืองที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงคือวัฒนธรรม
วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า เรามีอุตสาหกรรมบางอย่างที่ไม่เคยมีอุปสรรคการเข้ามา และภายในอุตสาหกรรมเหล่านี้ เราต้องบริหารให้รวดเร็ว เพราะว่าเรามีบุคคลอื่นหลายคนกำลังเข้ามาบริหาร และพยายามค้นหา อะไรเป็นจุดอ่อน
ของเรา และอะไรที่พวกเขาสามารถทำได้ดีกว่า อุปสรรคการเข้ามาที่ยิ่งใหญ่คือ บางสิ่งบางอย่าง
ทำนองนี้ ถ้าคุณให้ผม 10 20 30 พันล้านเหรียญ และบอกผมให้เข้าไปและชกโคคา โคลา ให้ล้มลงด้วยเครื่องดื่มโคลาใหม่ ผมไม่รู้เลยจะทำมันอย่างไร ผมหมายความว่าเรามีบุคคลหลายพันล้านคนทั่วโลกมีบางสิ่งบางอย่างภายในจิตใจของพวกเขาเกี่ยวกับโคคา โคล่า และเราไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงด้วย 10 หรือ 20 พันล้านเหรียญ
เราต้องพยายามค้นหาธุรกิจด้วยคูเมืองที่กว้างและยั่งยืนล้อมรอบมัน ป้องกันปราสาทเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ด้วยขุนนางที่ซื่อสัตย์รับผิดชอบปราสาท อะไรที่เราพยายามค้นหาด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ธุรกิจที่เป็นผู้ผลิตต้นทุนต่ำ ธุรกิจที่มีแฟรนไชส์ตามธรรมชาติ ธุรกิจที่มีตำแหน่งภายในจิตใจของลูกค้า ธุรกิจที่มีข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยี หรือเหตุผลอะไรก็ตาม มันมีคูเมือง
เหล่านี้ล้อมรอบ


ทอม โมนาแฮน ได้เข้าไปสู่ความไม่มีเงินของโลก และวางแผนไปจากโลกด้วยวิถีทางเดียวกัน ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยอาเว มารีอา ได้ใช้เงินพันล้านเหรียญ
ที่เขาได้มาจากการเริ่มต้นร้านพิซซ่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่จะให้ประโยชน์แก่บุคคลอื่น เพราะว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แสดงบทบาทที่ยิ่งใหญ่อยู่เสมอภายในชีวิตของเขา มันไม่น่าประหลาดใจที่ทอม โมนาแฮน ได้ทำสัญญาที่จะบริจาคความมั่งคั่งของเขาต่อการกุศล
ทอม โมนาแฮน ได้เข้าร่วกับมหาเศรษฐีคนอื่นภายในความผูกพันที่จะให้ความมั่งคั่งของเขาเป็นส่วหนึ่งของข้อตกลง “สัญญาเพื่อการให้” คิดขึ้นโดยบิลล์ เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นการขับเคลื่อนการกุศล 125 พันล้านเหรียญ
ที่มีส่วนร่วมโดยบางครอบครัวร่ำรวยที่สุดภายในโลก เมื่อบิลล์ เกตส์ ได้ติดต่อ
ทอม โมนาแฮนเกี่ยวกับสัญญา ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพิซซ่าไม่ได้คิดเป็นครั้งที่สองเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมเลย
ผมว่ามันเป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่ที่จะกระตุ้นบุคคลที่มีเงินจำนวนมากที่จะให้มันแก่การกุศล ทอม โมนาแฮน พูด เขาได้บรรลุข้อผูกพันของเขาอยู่แล้วต่อสัญญาผ่านงานของเขากับมหวิทยาลัยอาเว มารีอา
บิลล์ เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ ความมั่งคั่งรวมกัน 100 พันล้านเหรียญ ได้ชักจูงมหาเศรษฐีคนอื่น 40 คนจากรายชื่อชาวอเมริกันร่ำรวยที่สุด 400 คนของฟอร์บที่จะเข้าร่ามพวกเขาภายในสัญญา มหาเศรษฐีเหล่านี้รวมทั้งทอม โมนาแฮน ได้้สัญญาที่จะบริจาคอย่างน้อยที่สุดครึ่งหนึ่งของความมั่งคั่งแก่การกุศลตามการเลือกของพวกเขา
วารสารฟอร์จูน ได้เปิดเผยข่าวว่าบิลล์และมิลินดา เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เปิดตัวการรณรงค์ที่จะขอมหาเศรษฐีทุกคนภายในประเทศบริจาค 50% ของความมั่งคั่งของพวกเขา การพัฒนานี้ได้สร้างหลักไมล์ที่สำคัญภายในการขยายตัวของคลื่นลูกที่สองของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เมื่อ ค.ศ 2010 บุคคลมั่งคั่งที่สุดของอเมริกา 40 คน ได้ร่วมกันภายในความผูกพันที่จะให้ส่วนใหญ่ของความมั่งคั่งของพวกเขาจัดการกับปัญหากดดันมากที่สุดของสังคมบางอย่าง การกำเนิดขึ้นมาโดยบิลล์และมิรินดา เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ “สัญญาเพื่อการให้” ได้มีชีวิตตามมาจากการสนทนากับผู้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทั่วโลกเกี่ยวกับพวกเขาควรจะร่วมกำหนดมาตรฐานใหม่ของความมีน้ำใจของความมั่งคั่งอย่างไร
บิลล์ เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้สร้าง สัญญาเพื่อการให้แก่มหาเศรษฐี
เป็นแพลตฟอร์มเพื่อการบริจาค การเรียนรู้ และการบันดาลใจความมีน้ำใจต่อบุคคลอื่น สัญญาเพื่อการให้เป็นเจ้าภาพการประชุมเรียนรู้ต่่อผู้ลงนามของสัญญาที่จะพบระหว่างกัน และเรียนรู้ประสบการณ์การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จากกันและกัน
สัญญาเพื่อการให้เป็นแนวคิดที่เรียบง่าย : การเชิญอย่างเปิดเผยต่อมหาเศรษฐี ผูกพันต่อสาธารณะที่จะให้ส่วนใหญ่ของความมั่งคั่งของพวกเขาต่อการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ มันได้ถูกบันดาลใจโดยตัวอย่างของบุคคลหลายล้านคน ณ ทุกระดับรายได้ที่ให้ความมีน้ำใจ และมักจเป็นการเสียสละส่วนบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่จะทำให้โลกดีขึ้น ในขณะที่เริ่มแรกมุ่งที่อเมริกา สัญญาเพื่อการให้ ได้มองเห็นอย่างรวดเร็วความสนใจจากผู้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทั่วโลก
เมื่อ ค.ศ 2013 สัญญาเพื่อการให้ได้ไปทั่วโลกด้วยผู้ลงนามจากออสเตรเลีย เยอรมัน อินเดีย มาเลเซีย รัสเซีย อัฟริกาใต้ ยูเคน และอ้งกฤษ
บทความของแอนดรูว์ คาร์เนกี้ Gospel of Wealth พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1901 เริ่มแรกใช้ชื่อที่เรียบง่าย Wealth และพิมพ์ภายในนอร์ธ อเมริกัน รีวิว เมื่อ ค.ศ 1889 เป็นมาตรฐานการทดสอบของประเพณีการช่วยเหลือเพิ่อนมนุษย์อเมริกันที่ยิ่งใหญ่ การเตือน
บุคคลที่มั่งคังยกสมบัติแก่ทายาท หรือแม้แต่สถาบันการกุศลที่บริหารไม่ดี
จุดยืนของคาร์เนกี้ต่อหน้าที่ของบุคคลที่มั่งคั่ง ค่อนข้างชัดเจน Gospel ได้
ถูกพิจารณาเป็นเอกสารรากฐานภายในสาขาวิชาการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
แอนดรูว์ คาร์เนกีเชื่อภายในการบริจาคความมั่งคั่งระหว่างช่วงเวลาชีวิตของบุคคล และภายในบทความมีคำพูดอ้างอิงที่มีชื่อเสียงของเขาว่า “บุคคลที่ตายอย่างร่ำรวย ตายอย่างไร้ศักดิ์ศรี” บทความของคาร์เนกี ได้สะท้อนและบันดาลใจอย่างต่อเนื่องแก่ผู้นำและผู้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทั่วโลก
The Gospel of Wealth ได้ถูกเรียเป็นตำราของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์สมัยใหม่ของเรา มันได้สนับสนุนประเภทใหม่ของการให้ รูปแบบของการกุศล
ที่ไม่ใช่การบริจาค แต่บางสิ่งบางอย่างที่เป็นผลแท้จริงมากขึ้น และในเวลาเดียวกัน ทะเยอทะยานมากขึ้น การให้มุ่งหมายที่ ด้วยคำพูดของคาร์เนกี้ การปรับปรุงสภาวะโดยทั่วไปของบุคคล แอนดูรว์ คาร์เนกี้ ได้เตรียมการเพื่อบิลล์ เกตส์ ที่จะให้ความมั่งคั่งของเขาอย่างไร บิลล์ เกตส์ ทำเงินของเขาภายในซอฟท์แวร์ แอนดรูว์ คาร์เนกี้ภายในเหล็ก และในขณะที่หนึ่งศตวรรษได้แยก
ยักษ์ใหญ่ที่ทะเยอทะยานสองคนของอุตสาหกรรม พวกเขาได้ถูกเชื่อมโยงไม่เพียงแต่ความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่โดยเงินที่พวกเขาให้เมื่อพวกเขาสูงวัย
คาร์เนกี้ เป็นบิลล์ เกตส์ ของรุ่นของเขา รู้จักกันเป็นบิดาของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์สมัยใหม่ภายหลังจากการให้ความมั่งคั่งจำนวนมากของเขา
เรามีชีวิตที่มักจะเรียกกันอยู่ในยุคเคลือบทองใหม่ – ยุคของความมั่งคั่งที่ฟุ่มเฟือยและเป็นการแสดงความฟุ่มเฟือยของความมีน้ำใจ ภายในห้าสิบปีที่ผ่านมา มูลนิธิเอกชนจำนวนมากได้ถูกสร้าง และจำนวนของเงินทุนบริจาคได้เพิ่มเป็นสองเท่า สัญญาเพื่อการให้ – ลงนามโดยบิลล์ เกตส์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไมเคิล บลูมเบิรก แลร์รี เอลลิสัน และมหาเศรษฐีอื่นจำนวนมาก ได้สัญญาที่จะเสียสละความมั่งคั่งของพวกเขาต่อการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เป็น “Gospel” ถอดผ้าออกและปรับปรุงให้ทันสมัย
เราไม่สงสัยเลยที่บิลล์ เกตต์และวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้อ่านบทความ พวกเขาเป็นครอบครัวช่วยเพื่อนมนุษย์จริงจังที่สุดอย่างน้อยที่สุดภายในอเมริกา สัญญาเพื่อการให้ ขับเคลื่อนบิลล์ เกตส์ และวอรฺเรน บัฟเฟตต์ เดินตามแรงบันดาลใจชองแอนดูรว์ คาร์เนกี
“สัญญาเพื่อการให้” เป็นปรากฏการณ์ไม่นานมานี้ แต่ความคิดของความผูกพันทางศีลธรรมที่จะบริจาคความมั่งคั่งมีรากฝังลึกภายในประวัติศาสตร์อเมริกัน
เมื่อปลาย ค.ศ 1800 นักอุตสาหกรรมเหล็ก แอนดูรว์ คารเนกี้ ได้เกษียณเป็นบุคคลร่ำรวยที่่สุดภายในโลก ตลอดการเกษียณของเขา เขาได้บริจาคเงินทุนการก่อสร้างสร้างห้องสมุดสาธารณะจำนวนมากภายในอเมริกาและทั่วโลก – อเมริกา ไลบรารี่ แอนดรูว์ คาเนกี ได้เตรียมการเพื่อบิลล์ เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่จะบริจาคความมั่งคั่งของพวกเขา เปลี่ยนแปลงการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ตลอดไปอย่างไร
มูลนิธิบิลล์ แอนด์ เมลินดา เกตส์ เป็นมูลนิธิเอกชนก่อตั้งโดยบิลล์ เกตส์ และมูลนิธิของพวกเขาได้เปิดตัวเมื่อ ค.ศ 2000 เป็นมูลนิธิใหญ่ที่สุดของโลกถือทรัพย์สิน 46.8 พันล้านเหรียญ เป้าหมายพื้นฐานของมูลนิธิจะทั่วโลกคือ การ
ยกระดับการดูแลสุขภาพ และการลดความยากจน และภายในอเมริกา การขยายโอกาสทางการศึกษา และการเข้าสูเทคโนโลยีข้อมูล มูลนิธิถูกควบคุมโดยผู้ดูแลสามคน บิลล์ และเมรินดา เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์
ืมูลนิธิวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นองค์การการกุศล ก่อตั้งโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ เพื่อเป็นเครื่องมือการบริจาคการกุศล วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้สร้างมูลนิธิชื่อต้นกำเนิดคือ มูลนิธิบัฟเฟตต์ เมื่อ ค.ศ 1960 มูลนิธิได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นมูลนิธิ
ซูซาน ทอมป์สัน บัฟเฟตต์ เพื่อการยกย่องภรรยาของเขาที่เสียชีวิต เป้าหมายของมูลนิธิคือ การควบคุมพลเมือง สิ่งที่นักเขียนชีวประวัติเรียกว่า “ความกลัวของมาลธูเชียน” ของพลเมืองมากเกินไปท่ามกลางความยากจนของโลก
ใขณะที่หนึ่งศตวรรษจะแยกยักษ์ใหญ่ทะเทอทะยานของอุตสาหกรรมสองคนนี้จากกัน ระหว่างบิลล์ เกตส์ และแอนดูรว์ คาร์เนกี้ พวกเขาได้ถูกเชื่อมโยงไม่เพียงแต่ความมั่งคั่งอย่างมากมายที่พวกเขาได้สะสม แต่ด้วยเงินที่พวกเขาได้บริจาคด้วย ทั้งสองได้สร้างการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ยิ่งใหญ่ที่สุดภายในเวลาของพวกเขา พวกเขาได้สัญญาที่จะบริจาคความร่ำรวยของพวกเขา และได้กระตุ้นบุคคลอื่นทางสาธารณะที่จะร่วมกับพวกเขา พวกเขาได้สนับสนุนเงินทุนโครงการที่พยายามจะแก้สาเหตุรากฐานของความท้าทายทางมนุษยธรรม
การก่อตั้งมูลนิธิโดยบิลล์ เกตส์ บุคคลร่ำรวยที่สุดของประเทศ และการต่อตั้งมูลนิธิโดยวอร์เรน บัฟเฟตส์ บุคคลร่ำรวยที่สุดลำดับสองของประเทศ ได้ชักจูงการเปรียบเทียบการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์กับแอนดูรว์ คาร์เนกี้ และจอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ บุคคลร่ำรวยที่สุดภายในประเทศเมื่อเริ่มต้นของศตวรรษที่ยี่สิบ แอนดูรว์ คาร์เนกี้ และจอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้ใช้ความพยายามช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ใหญโตและอิสระ พวกเขาได้บริจาคเงินหลายร้อยล้านเหรียญภายในทศวรรษสุดท้ายของชีวิตของพวกเขา และแต่ละบุคคล
ได้มอบมูลนิธิที่ยังคงเป็นพลังการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อยู่
รอน เขอร์นาว ผู้เขียน ” Titan” กล่าวว่า การเปรียบเทียบจะเหมาะสม
ชีวประวัติที่เชื่อถือได้ของจอห์น รอคกี้ เฟลเลอร์ จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ และแอนดูรว์ คาร์เนกี้ เป็นผู้บุกเบิกภายในธุรกิจใหญ่ และดังนั้นมันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พวกเขาจะเป็นผู้บุกเบิกภายในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และเหมือนกับพวกเขา บิลล์ เกตส์ และ
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นผู้บุกเบิกด้วย พวกเขากำลังมุ่งปัญหาที่น่าสนใจอยางกว้างขวางและการสนับสุนนโดยทั่วไป เหมือนที่แอนดูรว์ คาร์เนกี้ และจอห์น รอคกี้ เฟลเล่อร์ ได้กระทำ
แอนดูรว์ คารเนกี ได้เขียนว่า ปัญหาของยุคของเราคือ การบริหารความมั่งคั่งอย่างเหมาะสม ข้อแก้ปัญหาของคาร์เนกี้ต่อปัญหาของยุคของเขา – สิ่งที่บุคคลหลายคนวันนี้เรียกว่าความไม่เสมอภาคทางรายได้ – คือ การบริจาคเงินของเขาอย่างฉลาดเท่าที่เขาสามารถ จิตวิญญานของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของคารเนกี้ยังคงมีชีวิตอยู่วันนี้ภายในสัญญาเพื่อการให้ ของบิลล์ เกตส์ ข้อผูกพันท่ามกลางมหาเศรษฐีที่จะบริจาคอย่างน้อยที่สุดของความมั่งคั่งของพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะตาย

ถ้อยคำ “Philanthropy” แปลว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ สามารถถูกให้ความหมายที่กว้างว่าเป็นความรักต่อมวลมนุษย์ มาจากภาษากรีก Philos หมายถึงความรัก Antropos หมายถึงมวลมนุษย์ ความม่งหมายของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คือ การปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีของมวลมนุษย์โดยการป้องกันและการแก้ปัญหาทางสังคม
ปัจจุบันแนวคิดของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์รวมถึงการกระทำของการให้อย่างสมัครใจโดยบุคคลหรือกลุ่มที่จะส่งเสริมผลประโยชน์ส่วนรวม การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อ้างถึงการปฏิบัติที่เป็นทางการของการให้เงินช่วยเหลือโดยมูลนิธิไปถึงองค์การที่ทำกำไร การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อาจจะย้อนหลังไปถึงนักปรัชญากรีก เพลโต้ ความมุ่งมั่นของเขาได้ชี้นำ
หลานของเขาที่จะใช้รายได้ของฟาร์มของครอบครัวสนับสนุนเงินทุนแก่สถาบันที่เพลโตสร้าง เงินได้ช่วยเหลือนักเรียนและคณะรักษาสถาบันให้ดำเนินการอยู่ต่อไปได้
ความรับผิดชอบทางสังคมขอบริษัทปัจจุบันนี้มีรากของมันภายในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ นักอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ แอนดรูว์ คาร์เนกี้ ได้ท้าทายบุคคลที่ร่ำรวยที่จะสนับสนุนการช่วยเพื่อนมนุษย์ภายในศตวรรษที่ 19
ตามด้วยความเชื่อของเขาภายใน Gospel of Wealth เมื่อปลาย ค.ศ 1800
จอห์น รอคกี้เฟลเลอร์ ได้รับแรงบันดาลใจจากคาร์เนกี้ เดินตามภายในการบริจาคมากกว่าครึ่งพันล้านเหรียญ
การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งที่ยึดถือโดยความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท การทำการกุศลเพื่อสิ่งที่ดีต่อสังคม ลักษณะเฉพาะของมันจะเป็นนิสัยโดยความสมัครใจ ยักษ์ใหญ่ธุรกิจต้นศตวรรษที่สิบเก้าเหมือนเช่น แอนดรูว์ คาร์เนกี้ และจอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ มีชื่อเสียงอย่างเดียวกันต่อการบริจาคการกุศลภายในอเมริกา
ความพยายามครั้งแรกที่จะสร้างทฤษฎีการปฏิบัติการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
ภายในการบริหารธุรกิจได้รอจนถึงปลาย ค.ศ 1970 เมื่อ ค.ศ 1979 อาร์ชี แคร์รอลล์ นักวิชาการ มหาวิทยาลัยจอร์เจีย ได้พัฒนาพีระมิดของความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท เขาได้ระบุการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อยู่สูงสุดของพีรามิดสี่ระดับของเขา ณ ระดับล่างของพีระมิด
เป็นความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ ธุรกิจต้องผลิตผลิตภัณฑ์แก่สังคม และขายมัน ณ ราคาดูแล้วยุติธรรมต่อสังคม ดังนั้นพวกเขาต้องตอบสนองผลประโยชน์ของสาธารณะ ระดับต่อไปของพีระมิดเเป็นความรับผิดชอบ
ทางกฏหมาย ธุรกิจต้องเคารพต่อกฏหมายที่สร้างโดยสังคม ธุรกิจต้องทำ
ตามกฏหมาย แต่อาจจะดำเนิินงานอย่างไม่มีจริยธรรม นี่คือทำไมธุรกิจต้องมีความรับผิดชอบทางจริยธรรม ระดับต่อไปของพีระมิด มันมีทั้งบรรทัดฐาน มาตรฐาน ค่านิยม และความคาดหวัง ผู้มีส่วนได้เสียถือว่าจำเป็นต่อธุรกิจที่จะ
ทำตามเพื่อความชอบธรรม สุดท้ายเป็นความรับผิดชอบทางเพื่อนมนุษย์
อยู่ ณ บนสุดของพีระมิด แยกออกมาจากความรับผิดชอบทางจริยธรรม
เพราะว่ามันเป็นความสมัครใจและดุลยพินิจต่อการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่จะสะท้อนความคาดหวังของสาธารณะ ความรับผิดชอบที่จะให้กลับแก่สังคม
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







