เกษตรจะต้องลา

เกษตรจะต้องลา
เมื่อสมัยอยู่หอพัก ที่เกษตร เมื่อระหว่างปี ๒๕๐๗- ๒๕๑๑ ตอนนั้น เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าเท่าใดนัก ส่วนใหญ่แล้ว เราฟังวิทยุกัน รู้จักนักจัดรายการ ทั้งรายการเพลง บทความ เรื่องตลก ฯลฯ มีทีวี ขาว-ดำเพียง ๒ ช่อง คือช่อง ๔ บางขุนพรหม และช่อง ๗ ของกองทัพบกที่สนามเป้า ทีวีจะมีรายการถึงประมาณ ๔ ทุ่ม แล้วปิดสถานี
วิทยุ มก. หรือ สถานีวิทยุของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นช่องที่นิสิตหลายคนเปิดฟัง แล้วมีเสียงแว่วออกมาภายนอกห้อง ที่จำได้เพราะตอนปิดสถานี จะมีเพลงเกษตรลา ซึ่งจำไม่ได้ว่ากี่โมง คิดว่าประมาณเที่ยงคืน เมื่อเพลงเกษตรลาขึ้น เตือนว่าถึงเวลานอนแล้ว เพื่อตื่นมาดำเนินกิจกรรมของวันรุ่งขึ้น เพลงเกษตรลานี้ นิสิตในสมัยนั้น ต้องร้องเป็นและจำขึ้นใจ เพราะฟังทุกคืนเป็นเวลานาน
เมื่อเกษตรจะต้องลา ออกมาทำงาน ได้ไปบรรจุที่ฉะเชิงเทรา ในสมัยนั้น ตอนเช้าๆ จะมีสถานีเสียงตามสายของเทศบาล ออกอากาศโดยติดลำโพงไปทั่วทั้งเขตเทศบาล บริเวณตลาด และชุมนุมชน ผมได้เขียนบทความทางการเกษตรไปออกอากาศทุกสัปดาห์ เป็นประโยชน์กับผู้คนที่ได้รับฟัง แต่เนื่องจากเป็นคนติดอ่าง จึงเป็นแค่ผู้เขียน แล้ววานให้เพื่อนไปอ่านออกอากาศแทน
มีอยู่วันหนึ่ง ผมนั่งรอเพื่อนที่กำลังอ่านบทความของผมอยู่บนรถจี๊ปราชการ ซึ่งผมเป็นคนขับ มีคนแต่งชุดข้าราชการสีกากี อายุประมาณ ๕๐ เศษๆ ขึ้นมานั่งบนรถแล้วบอกผมว่า ไปศาลากลาง ซึ่งผมก็ได้ไปส่งเขาที่ศาลากลางอย่างว่าง่าย แล้วก็ไม่ได้ถามว่าเขาคือใคร ส่งแล้ว ก็กลับมารับเพื่อนตามปกติ ที่ประทับใจเรื่องนี้เพราะเขาบอกแต่ว่า “ไปศาลากลาง” ไม่ได้พูดอย่างอื่นเลย คงเห็นผมเป็นพนักงานขับรถราชการ เพราะนักเกษตรแต่งกายตามสะบาย ไม่ได้ซื้อเสื้อผ้า มีเงินก็เอาไปละเลงกับสุราแม่โขงหมด
ย้อนกลับมาเมื่อสมัยยังเรียนหนังสืออยู่ โทรเลขเป็นสื่อสำคัญที่เพื่อนๆชาวหอติดต่อกับทางบ้าน โดยเฉพาะเมื่อเงินหมด ก็โทรเลขไปขอเงิน ซึ่งการโทรเลขนั้นเขาคิดเงินเป็นจำนวนคำต้องประหยัดคำพูดแต่อ่านแล้วเข้าใจ มีเรื่องเล่ามาว่า มีนิสิตคนหนึ่งโทรเลขไปบ้าน บอกว่า “ต้องกิน โอไรซ่า ซาติวา ทุกวัน ส่งเงินด่วน” ทางบ้านไม่เข้าใจ คิดว่าเป็นโรคอะไรร้ายแรงรีบส่งเงิน และด้วยความรัก กลัวลูกจะป่วยหนัก ก็ไม่ถามว่า เป็นอะไร แต่ oryza sativa เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของข้าว
มีเรื่องเล่ากันว่า สามีภรรยาคู่หนึ่ง ฝ่ายชายต้องไปทำงานต่างจังหวัด พอวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ก็จะไปหากัน แต่ก่อนจะเดินทาง เขาจะโทรเลขเช็คก่อนว่า “ มาไม่มา ไม่มามา” ตรงนี้ คงจะถามว่า มีรอบเดือนมาไหม ถ้ามีรอบเดือน เขาก็จะไม่มาหา แต่ถ้าไม่มีก็จะมา ตกลงครั้งนั้นเขามา เมื่อ เขาเจอกัน ทั้ง ๒ คนมีสัญญาณลับๆป้องกันลูกๆจะแอบได้ยิน สัญญาณนั้นคือ “ซักผ้า” เมื่อถึงเวลาค่ำๆ สามีก็ชวนภรรยาว่าไปซักผ้ากันเถอะ ฝ่ายภรรยาลืมสัญญาณตอบว่า ผ้าไม่ต้องซักยังมีน้อยอยู่ จนดึกๆจะเข้านอน นึกขึ้นได้ สะกิดสามีว่า พี่ๆ ไหนจะซักผ้าไง สามีตอบว่า ไม่เป็นไร พี่ซักมือเรียบร้อยแล้ว
มีเรื่องเล่าจากไลน์กลุ่ม เห็นว่าสนุกดี เลยขอเอามาเขียนร่วมด้วย เป็นเรื่องงานศพตาผู้ที่เป็นคนแข็งแรงมาก มีกิจกรรมบนเตียงกับยายบ่อย ซึ่งช่วงสุดท้ายของชีวิต ก็อยู่บนตัวยาย มีคนถามยายว่าทำไมถึงปล่อยให้ตาเสียชีวิต ออกแข็งแรง ยายตอบว่า ”ทุกครั้งที่มีกิจกรรมนั้น ตาอาศัยจังหวะจากเสียงระฆังโบสถ์ แต่วันนั้น เจ๊กไอติมมันมา
นอกจากโทรเลขแล้ว การเขียนจดหมาย ก็เป็นสื่อถึงกัน โดยเฉพาะหนุ่มสาว ก็จะแลกเปลี่ยนที่อยู่กัน มีนิสิตเกษตรบางคนอยู่ไม่สุข ไปจีบเด็กข้างนอก เป็นสาวอายุน้อย ไร้เดียงสา เมื่อจีบเสร็จก็ทิ้งที่อยู่ไว้ หลังจากนั้น ไม่กี่วัน สาวก็เขียนจดหมายมาถึง เพื่อนๆไปแอบอ่าน ถ้อยคำสำนวน ยังเด็กอยู่ ดังนี้ “ น้องดีใจมากที่ได้รู้จักพี่ แต่ไม่รู้ว่า พี่อยากจะคุยกับน้องไหม พี่เป็นคนเกียร์สูง น้องเป็นคนเกียร์ต่ำ (เกียรติ) พี่คงจะมาหลอกน้องเล่น ไม่ได้เอาน้องจริง น้องส่งรูปถ่ายมาให้ดูต่างหน้าและเอาไว้ใต้หมอน ๒ รูป รูปนั่งไม่ค่อยสวย แต่รูปยืนน้องให้พี่ด้วยจริงใจ “ เสร็จแล้วก็พับใส่ซอง จ่าหน้าถึงเพื่อนผม ที่อยู่คือ คณะกสิกรรมและเทศบาล มหาวิทยาลัยเกษรศาสตร์ (เก-สอน) สมัยก่อนคณะเกษตร เรียกว่าคณะกสิกรรมและสัตวบาล ปริญญาที่ได้รับ จะเป็นไปตามสาขาวิชาการที่เรียน เช่น กสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต
เมื่อจบมาทำงาน นิสัยชอบดื่มก็ยังติดตัวมา สมัยนั้น สุราเป็นมหรสพอย่างเดียวที่ได้สัมผัส โดยเฉพาะ เข้ากลุ่มกันเมื่อไหร่ เป็นได้เฮฮาแน่ เสร็จแล้วยังนัดแนะกันไปต่อได้อีก มีอยู่ครั้งหนึ่ง จำได้ว่าเป็นแถวอีสาน พอเมาได้ที่แล้ว นั่งรถไปเที่ยวต่อกินข้าวต้มกัน ซึ่งร้านตอนดึกๆที่คนเมาจะไปนั้น มักจะอยู่ในละแวกที่เขาปิดกันหมดแล้ว เหลือเปิดอยู่ร้านเดียว พอรถจอด ทุกคนก็ลงไปสถานที่นัดหมายซึ่งผมไม่รู้จัก ลงคนสุดท้าย เดินตามไปไม่ทัน หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนหมดกำลังใจกลับไปคอยที่รถ เมื่อเพื่อนๆกลับมาถามเขาว่าไปที่ไหนมา เขาบอกว่าเลี้ยวซ้ายไป ตรงนี้เดี๋ยวเดียวก็ถึง ไม่เห็นผมตามไปนึกว่าหลับ ก็จะไปเจอได้ยังไง เพราะเมื่อลงรถเขาเลี้ยวซ้ายกัน ผมเลี้ยวขวา ไปคนละทาง เดินแทบตาย
จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เด็กรุ่นใหม่คงไม่รู้จักโทรเลข และคงไม่รู้จักตู้โทรศัพท์สาธารณะ เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ทุกคนต่างก็มีโทรศัพท์มือถือ อย่างน้อยคนละ ๑ เครื่อง ผมก็ไม่น้อยหน้า พยายามหามาใช้ได้ ๑ เครื่อง ตั้งแต่มีเครื่องใหญ่ๆ จนปัจจุบันย่อยลงเหลือเล็กนิดเดียว และสามารถใช้ได้นานาประโยชน์ จะเดินทางไปไหน โทรศัพท์มือถือ ที่เป็น smart phone จำเป็นมาก พกเครื่องเดียวสามารถใช้งานได้แทบทุกอย่างที่ต้องการ ปัญหาที่เกิดคือลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน จะโทร ก็ไม่มีตู้สาธารณะ ต้องลองสังเกตดูว่าคนไหนท่าทางใจดี ลองขอเขาใช้โทรศัพท์ แล้วจะให้เงินค่าใช้จ่ายเขา แต่มักจะไม่เอากัน คงสงสารลุงแก่ๆคนนี้
สุดท้ายนี้ของเสนอเนื้อเพลงเกษตรลาที่จำได้ ถ้าอยากทราบว่าร้องอย่างไร ต้องเปิด youtube ฟัง “ เกษตรจะต้องลา เสนอเพลง สนองมาเมื่อยล้าต้องจากแล้ว เกษตรจะต้องแคล้ว เห็นใจใช่ทิ้งแนว ต้องแคล้วลาไปก่อน เกษตรจะจากจร ให้ร้าวรอนหัวใจอาวรณ์ ต้องพลัดจรจากไป จากไปใจเศร้าสร้อย ได้แต่คอยพบกันวันใหม่ โอ้อกเอ๋ย เคยชื่นใจ เคยรักใคร่ แต่จำต้องร้าง ห่างไป เหมือนใจจะขาดหาย เสียดายจำใจต้องลาแล้ว แก้วตา” สวัสดีปีใหม่ครับ
บู๊ คนเคยหนุ่ม
บางเขน ๑ ธันวาคม ๒๕๖๔







