สบาย สบาย สไตล์เกษม : “หม่อมอุ๋ย”ไม่เอาแต่ชาวบ้านเอา

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
“หม่อมอุ๋ย”ไม่เอาแต่ชาวบ้านเอา
เหมือนระเบิดหล่นใส่ตูมใหญ่ครับ ที่อยู่ๆ จู่ๆ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีใน”รัฐบาลประยุทธ ๑” หรือที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักกันในนามว่า“หม่อมอุ๋ย”ผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางการเงินการคลังเป็นอย่างดีและเคยช่วย วางรากฐานการบริหารเศรษฐกิจไว้ให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกแจ้งต่อสาธารณชนว่า “ไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก” หลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ทั้งนี้ ด้วยเหตุแปดประการ ซึ่งใครจะย่อมาให้อ่านสั้นๆ ดังนี้
๑ เกรงว่าหากลับมาอีกครั้ง จะยิ่งทำให้หนี้สินของชาติเพิ่มมากขึ้นและฐานะการคลังของชาติอ่อนแอลง เพราะที่ผ่านๆมา ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว
๒ อาจรื้อฟื้นแผนตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติที่ พล.อ.ประยุทธ์และเพื่อนร่วมรุ่น ๖-๗ คนดำริขึ้นมา แต่สภายับยั้งไว้ ด้วยการรวบกรรมสิทธิ์ในพลังงานทุกชนิด ทั้งๆ ที่รัฐวิสาหกิจคือการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย(ปตท.)ทำได้ดีและก้าวหน้าไปมาก ในขณะบรรษัทใหม่ไร้ประสบการณ์ ก็จะทำให้การพัฒนาพลังงานสดุด ก่อให้เกิดปัญหาในการพัฒนาเศรษฐกิจ
๓ ดำเนินนโยายต่างประเทศโดยไม่รักษาสมดุลที่เหมาะสมกับชาติมหาอำนาจ ทั้งๆ ที่ไทยเคยทำได้ดีมาตลอดในอดีต ด้วยการเอนเอียงมาทางฝ่ายจีน ซึ่งมีท่าทีแทรกซึมไทยอย่างลึกซึ้ง ผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อาจส่งให้เกิดปัญหากับไทยในอนาคต หากวันสักหนึ่ง เกิดพลาดท่าปล่อยให้คนจีนถือครองที่ดินและยกครอบครัวจีนมาอยู่ในไทย เหมือนอย่างชาติเพื่อนบ้าน
๔ ปล่อยให้ทหารมีอภิสิทธิ์เหนือพลเรือน ยกตัวอย่างโครงการราชภักดิ์ ที่ตรวจสอบพบความไม่ถูกต้องหลายอย่าง แต่ไม่มีการชี้แจงที่โปร่งใส หากเป็นพลเรือนคงชัดเจนและลงโทษไปแล้ว หรือแม้แต่กรณีชลอเรื่องรายงานทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ครบถ้วน (หมายถึงใครหว่า)
๕ มีพฤติกรรมใช้เส้นสาย ไม่เหมาะสมกับที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่า เคยเกิดขึ้นกับตัวเองเสียด้วยซ้ำ
๖ ไม่กล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องเพราะกลัวเสียคะแนนนิยม ยกตัวอย่างหากโดนวิจารณ์ในสื่อสังคมมากๆ ก็จะถอยจากการทำในสิ่งควรจะทำ เช่น ระงับโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือระงับโครงการสำรวจและขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ หรือโครงการเก็บภาษีทรัพย์สินเพิ่มเติม
๗ ไม่เหมาะสมกับการที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีขณะที่จะต้องเป็นประธานการประชุมอาเซียนในปีหน้า(๒๕๖๒) เนื่องจากขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ เพราะเคยแสดงความเกรี้ยวกราดในระดับสากลมาแล้ว
๘ ใช้วาจาไม่เหมาะสมในการพูดจาต่อสาธารณชน บางทีใช้คำหยาบ พูดภาษาไทยไม่ถูกต้อง ไม่สนใจที่จะแก้ไข ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชนไทย
ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุผลของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่ไม่อยากได้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ทั้งนี้ จากประสบการณ์ที่เคยทำงานมาด้วยกันอย่างใกล้ชิด ในช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอยู่
และจากการเฝ้าติดตามดูการทำงานของพล.อ.ประยุทธ์ ในระยะเวลาที่ผ่านมา
เหตุผลที่ไม่อยากได้พล.อ.ประยุทธ์ ในข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๗ และข้อ ๘ นั้น น่าจะรู้สึกต้องตรงกันกับของสาธารณชนทั่วไปที่พากันวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว ทุกเมื่อเชื่อวัน รวมทั้งในสื่อสารมวลชนด้วย
ในขณะที่ในข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๕ และข้อ ๖ นั้น เพิ่งจะเกิดความเข้าใจชัดเจนขึ้น ก็จากการอรรถาอธิบายในรายละเอียดของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ครั้งนี้เอง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เสี่ยง(ต่อการถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาท)ตีแผ่พฤติกรรมของพล.อ.ประยุทธ์ในโอกาสนี้ กระทบต่อความนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่แค่ไหน ไม่อาจยืนยันได้
ทั้งนี้ เนื่องจาก จะมีคนไทยสักกี่คนที่สนใจในประเด็นที่(หม่อมอุ๋ย)หยิบยกมานี้ จนถึงกับสามารถระดมเสียงส่วนใหญ่ต่อต้านและ”ไม่เอาประยุทธ์”ด้วยการงด”โหวตเสียงสนับสนุน” ผู้สมัคร ส.ส.ในนามพรรคที่ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี(คนนอก)
ทั้งนี้ เพราะอะไร
นั่นก็เพราะเวลานี้ ความนิยมในตัว”ประยุทธ์”น่าจะท่วมท้นแล้วจากยุทธศาสตร์”ประชารัฐ”ล่วงหน้า รวมทั้งการแลกแจกแถมในรูปแบบต่างๆ ด้วยความเชื่อว่า ถ้าได้”ประยุทธ์”มาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสี่ปี พวกเขาก็จะได้”ของฟรี”ต่อไปอีกในอนาคต
ยกตัวอย่าง เช่น ใครได้สิทธิ์สินเชื่อ ซื้อบ้านล้านหน่วย ก็จะกลายเป็นจริงในที่สุด หาก”ประยุทธ์”ยังอยู่
โดยส่วนตัว ผู้เขียนเห็นว่า การออกมาแจกแจงของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรในครั้งนี้ ไม่สามารถเปลี่ยนความตั้งใจของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะหนุนพล.อ.ประยุทธ์ได้
การระดมพลังต้าน พล.อ.ประยุทธ์ จากพรรคการเมืองหลักๆ ไม่ว่าจะจากประชาธิปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทย หรือพรรคเล็กๆ เช่น อนาคตใหม่ ก็ไม่น่าจะต้านกระแสนิยมในตัว”ประยุทธ์”เช่นกัน
ยกเว้นแต่ว่า จะมีการระดมเงินซื้อเสียงอย่างไม่เสียดาย ซึ่งยากจะบอกว่า จะต้องใช้ทุนมหาศาลแค่ไหน ใครจะกล้าทุ่มเงิน
การเมืองจากนี้ไป จึงยังคงเป็นประชาธิปไตยจอมปลอม จากการหลอกล่อด้วยผลประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่ได้มองการณ์ไกล เพื่อพัฒนาระบอบนี้
งานนี้ “ฝ่ายทหาร”ซี่งยึดความมั่นคงเป็นหลัก ยอมส่ง”ขุน”รุกในกระดานหมาก เพื่อช่วงชิงอำนาจ จากนักการเมือง โดยอาศัยคราบประชาธิปไตย เพราะหมดความเชื่อถือที่มีต่อพรรคการเมืองทั้งหมดไปเรียบร้อยแล้ว จากความ”เลวชาติ”ของนักการเมืองเพียงไม่กี่คน
ในขณะเดียวกันก็พร้อมถือปืน”กินรวบ”ซ้ำอีก หากเกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
งานนี้”หม่อมอุ๋ย”ยอมเสี่ยง คงเพียงอยากบอกชาวบ้านว่าทหาร(บางคน)ไม่ได้ดีเลิศประเสิรฐศรีไปกว่าพลเรือนเลย







