สบาย สบาย สไตล์เกษม: สุดยอด”ทรัมพ์-คิม”เพิ่งเริ่มแค่ยกแรก

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
สุดยอด”ทรัมพ์-คิม”เพิ่งเริ่มแค่ยกแรก
ตั้งข้อสังเกตไว้เลย ณ ตรงนี้ว่า แทนที่จะออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐ”โดนัลด์ ทรัมพ์” กับผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ”คิม จอง-อึน”ตามปกติของการเจรจาสุดยอดระหว่างสองฝาย ซึ่งควรจะเป็นไปอย่างเท่าเทียม หลังการพบปะกันและลงนามในข้อตกลงกว้างๆ ครั้งประวัติศาสตร์ที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน (นับแต่หยุดยิงระหว่างกันในสงครามเกาหลีเมื่อปี ๑๙๕๓ หรือ พ.ศ.๒๔๙๖)
”คิม”กลับปล่อยให้”ทรัมพ์”ออกมาแถลงข่าวเพียงคนเดียว
เลยทำให้น่าสงสัยว่า”คิม”คงเปิดโอกาสให้”ทรัมพ์”เลือกที่จะตอบข้อเสนอ(คงจะมีหลายข้ออยู่)ของเกาหลีเหนือ ตามแต่สะดวกเท่าที่จะต้องการ จะได้ไม่ขัดแย้งกันเองในเบื้องต้น
ถามว่า”ทรัมพ์”บอกอะไรโลกบ้าง จากผลของการพบปะเจรจา
ประการแรก”ทรัมพ์”ชื่นชม”คิม”ว่า เป็นคนกล้า(ไม่เหมือนคนอื่น)ที่จะเดินหน้าก้าวแรก เพื่ออนาคตอันสดใสสำหรับคนของเขา แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้น “แต่เราจะต้องทำความรู้จักมักคุ้นกันให้มากกว่านี้ก่อน” แถมยังบอกด้วยว่าเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม เขาจะเชิญ”คิม”ไปเยือนทำเนียบขาว
ประการที่ ๒ มั่นใจว่าสงครามในอดีตที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐจะยุติลงได้ในไม่ช้า “เราจะนำสันติภาพมาสู่”ทั้งนี้ เพราะแม้สงครามยิงจะหมดไปแล้ว แต่ภาวะสงครามยังอยู่ ขณะนี้สองฝ่ายอยู่ในภาวะหยุดยิง
ประการที่ ๓ เขาและ”คิม”เพิ่งลงนามในแถลงการณ์ร่วมเพื่อขจัดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีและจะร่วมกันดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ “คิมยืนยันกับผมว่า ได้ทำลายแหล่งทดสอบเครื่องยนตร์ขีปนาวุธสำคัญไปแล้ว ก่อนหน้าลงนามในข้อตกลงนี้ ส่วนแหล่งทดสอบนั้น ก็จะทำลายในไม่ช้า สิ่งนี้จะนำมาซึ่งสันติภาพ”
“ทรัมพ์”บอกว่า การตกลงในวันนี้ จะทำให้กระบวนการนำไปสู่สันติภาพ เปิดกว้างขึ้น(ทั้งๆที่ควรจะดำเนินการได้มาตั้งนานแล้ว)
“ทรัมพ์”พูดว่าเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้สามารถอยู่ร่วมกันได้ในอนาคตและมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ครอบครัวที่แตกแยกกันตั้งแต่เกิดสงคราม สามารถกลับมาอยู่ร่วมกันอีก สิ่งนี้เป็นไปได้เพียงแค่เอื้อมเท่านั้น
นี้คือสาระที่ผมฟังและจับใจความได้ ในการแถลงต่อสื่อมวลชนของ”ทรัมพ์” ซึ่งทิ้งคำถามไว้มากมายสำหรับนักข่าวอย่างผม เพราะก่อนหน้านี้ ก็ได้ลองตั้งหัวข้อเงื่อนไขการเจรจาครั้งนี้ไว้แล้วในใจ เหมือนอย่างเพื่อนสื่อมวลชนอื่นๆ เช่น
๑ สหรัฐต้องการให้เกาหลีเหนือเลิกทดลองปรมาณูและโครงการทดสอบขีปนาวุธเพื่อใช้ในการบรรทุกหัวรบปรมาณู สำหรับการเล็งเป้าระยะทางไกล(รวมทั้งเมืองใหญ่ในสหรัฐ)
๒ เกาหลีเหนือ ต้องการให้สหรัฐถอนทหารจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก(ทั้งในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น)และต้องการให้เลิกคุกคามเกาหลีเหนือด้วยการซ้อมรบประจำปี
๓ เกาหลีเหนือจะขอให้สหรัฐและสหประชาชาติยกเลิกการลงโทษทางการค้า ตลอดจนขอความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากสหรัฐ เช่นที่เคยทำมาแล้ว เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน
แต่ไม่ปรากฎว่า ในการพบปะนี้ มีการตกลงชัดเจน ตรงไปตรงมา ตามที่ตั้งคำถามไว้
ยกเว้นข้อเดียว คือยกเลิกการทดลองอาวุธปรมาณู ที่มีความชัดเจนที่สุด นอกจากนั้นแล้วในหัวข้ออื่นก็ยังมีคำถามที่จะต้องหาคำตอบอีกมาก โดยผ่านการเจรจาในวันข้างหน้า
เช่น กรณีที่นักข่าวบีบีซีถาม”ทรัมพ์”เรื่องการถอนกำลังทหารอเมริกันในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก “ทรัมพ์”ตอบว่าตามที่เขาเคยหาเสียงเอาไว้ระหว่างรณรงค์หาเสียง ว่าจะถอนทหารอเมริกัน ๓๒,๐๐๐ นายนั้น แต่ก็ยังไม่มีการพูดถึง ในวันนี้(๑๒มิย.) และเขาเห็นว่า การ”เล่นเกมสงคราม”ระหว่างกันนั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่สูญเสียเปล่า แถมเป็นการยั่วยุให้เกิดสงครามที่ไม่จำเป็นด้วย
ทั้งนี้ หมายความว่า หากจะถอนทหาร ในความเป็นจริงนั้น เขาจะต้องหารือกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่นก่อน แต่ที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือ เป็นไปได้หรือที่จะถอนทหารอเมริกัน สู้เอาไว้”คุมเชิง”จีน เช่นนี้ไปก่อน ไม่ดีกว่าหรือ
อีกอย่างหนึ่ง จากคำบอกเล่าของ”ทรัมพ์”ก็คือ “คิม”ยินดีจะคืน”ผู้ที่หายสาบสูญในสงคราม”ให้แก่สหรัฐ ทั้งนี้หมายถึงซากศพทหารอเมริกันนับพัน(ราว ๖,๐๐๐ นาย)ที่หายสาบสูญไปในสงครามเกาหลี
ประเด็นนี้คงจะเป็นที่พอใจของพ่อแม่(หากยังมีชีวิตอยู่)และของญาติพี่น้องทหารอเมริกันที่เสียชีวิต ซึ่งชัดเจนว่าเกาหลีเหนือ”เข้าใจ”ในขนบธรรมเนียมของสหรัฐเป็นอย่างดีว่าจะสามารถ”เอาใจ”คนอเมริกันให้กาหลีเหนือในทางบวกอย่างไร
ประเด็นสำคัญที่สำนักข่าวกลางเกาหลี(เคซีเอ็นเอ)ของทางการ นำไปเขียนก็คือ ยกย่องว่า การเจรจาสุดยอดระหว่าง”คิม-ทรัมพ์”ครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและเกาหลีเหนือ”ชนะ”เพราะ”ทรัมพ์”แสดงความตั้งใจที่จะยุติการซ้อมรบในคาบสมุทรเกาหลี ที่ร่วมกันกระทำกันทุกปี ระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐ
นอกจากนั้นแล้ว ยังประกันความมั่นคงปลอดภัยให้เกาหลีเหนือ แถมจะยกเลิกการ”แซงชั่น”เกาหลีเหนือด้วย(แม้จะยังไม่ทำในขณะนี้)
สรุปแล้ว การพบกันระหว่าง”ทรัมพ์-คิม”คราวนี้ ถือการตกลงและต่อรองที่”ชนะ-ชนะ”ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์บางคน ตั้งข้อสังเกตเอาก่อนหน้านี้
ส่วนจะนำไปสู่การชนะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกัน หรือไม่ ส่วนตัวผมเอง คิดว่าไม่ เพราะดูจะเร็วเกินไป ที่จะสรุปออกมาเป็นเช่นนั้น
เนื่องจาก ในขั้นนี้ การเจรจาอย่างเอาจริงเอาจัง ยังไม่ได้เริ่มต้นเลย การตกลงยังคงเป็นแค่หลักการ
เพียงแต่ว่า ช่วยทำให้ภาวะเสี่ยงภัยสงครามในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ลดอุณหภูมิร้อนแรงลงได้ชั่วคราว
ส่วนจะถาวรหรือไม่ ยังมิอาจ”ฟันธง”ครับ







