ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน
Competitive Advantage เป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของไมเคิล พอร์เตอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้กลายเป็นคัมภีร์ไบเบิ้ลของผู้บริหารบริษัทเมื่อ ค.ศ 1985 การสะท้อนความคิดของข้อได้เปรียบการเปรียบเทียบของเดวิด ริคาร์โด นักเศรษฐศาสตร์ศตวรรษที่ 19 หนังสือเล่มนี้ตามมากับหนังสือคลาสสิคชื่อ Competitive Strategy ของไมเคิล พอร์เตอร์ พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1980 เป็นสหายคู่เคียงที่ขาดไม่ได้เลยของหนังสือ Competitive Strategy หนังสือ Competitive Advantage พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1985 พิมพ์ 30 ครั้ง และแปลเป็นภาษาต่างประเทศ 13 ภาษา
ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้ชี้ให้เห็นว่าบริษัทมีการทำกำไรที่สูงกว่าคู่แข่งขัน เนื่่องจากบริษัทมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน บริษัทสามารถสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยวิถีทางอย่างใดอย่างหนึ่งจากสองวิถีทางต่อไปนื้คือ
1 บริษัทสามารถผลิตและขายผลิตภัณฑ์ที่เหมือนกัน ณ ต้นทุนและราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งขัน หรือ 2 บริษัทสามารถผลิตและขายผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ณ ราคาที่สูงกว่าคู่แข่งขัน ตามวิถีทางแรกบริษัทมีข้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำ ตามวิถีทางที่สองบริษัทมีข้อได้เปรียบทางความแตกต่าง
ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้ประยุกต์ใช้เศรษฐศาสตร์สม้ยเดิมกับกลยุทธ์การแข่งขัน ตามโมเดลกลยุทธ์การแข่งขันของไมเคิล พอร์เตอร์แล้ว บริษัทมีกลยุทธ์การแข่งขันอยู่สามทางเลือก เพื่อที่จะใช้สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งขันภายในอุตสาหกรรมคือ 1 กลยุทธ์ความเป็นผู้นำทางต้นทุน 2 กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง 3 กลยุทธ์การจำกัดขอบเขต
กลยุทธ์ความเป็นผู้นำทางต้นทุนมีข้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำ เพื่อที่จะกำหนดราคาได้ต่ำกว่าคู่แข่งขัน
การเป็นผู้นำทางต้นทุนภายในอุตสาหกรรม บริษัทได้
มุ่งการลดต้นทุนโดยการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน การสร้างความประหยัดจากขนาด และการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ตัวอย่างของบริษัทที่ใช้กลยุทธ์
์์์ความเป็นผู้นำทางต้นทุนได้บรรลุความสำเร็จคือ ลินคอล์น อีเล็คทริค วอลมาร์ท สโตร์ และเซ้าธ์เวสท์
์ แอร์ไลน์
กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างมีข้อได้เปรียบทางความแตกต่าง เพื่อการกำหนดราคาที่สูงกว่าคู่แข่งขัน การเป็นผู้สร้างความแตกต่างภายในอุตสาหกรรม บริษัทมุ่งการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพ นวัตกรรม และการตอบสนองลูกค้าที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน ตัวอย่างของบริษัทที่ใช้กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างได้บรรลุคว่มสำเร็จคือ โซนี่ ครอปอเรชั่น สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ และเด็มเล่อร์ เบนซ์
กลยุทธ์การจำกัดขอบเขตมุ่งตลาดที่แคบ หรือส่วนของตลาดเดียวเท่านั้น ไม่เข้าไปแข่งขันกับผู้นำต้นทุนหรือผู้สร้างความแตกต่างภายในตลาดที่กว้างหรือส่วนของตลาดหลายส่วน แต่ผู้จำกัดขอบเขตต้องเลือกระหว่างการใช้กลยุทธ์การจำกัดขอบเขตที่มุ่งต้นทุนต่ำ หรือกลยุทธ์การจำกัดขอบเขตที่มุ่งความแตกต่าง ตัวอย่างของบริษัทที่ใช้กลยุทธ์การจำกัดขอบเขตที่มุ่งความแตกต่างได้บรรลุความสำเร็จคิอ ปอร์เช่ ผู้ผลิตรถสปอร์ตราคาแพง
ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้ใช้ถ้อยคำว่า “การติดอยู่ตรงกลาง” (Stuck in the Middle) เรียกบริษัทที่ไม่สามารถสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยกลยุทธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก่อนหน้านี้ได้เลย
ไมเคิล พอร์เตอร์ยืนยันว่า การใช้กลยุทธ์การแข่งขันหลายอย่างรวมกันทำให้ให้บริษัทตกอยูตรงกลางของตลาดการแข่งขันได้ บริษัทจะไม่มีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันเลย – ข้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำ หรือข้อได้เปรียบทางความแตกต่าง บริษัทที่พยายามจะบรรลุทั้งต้นทุนต่ำและความแตกต่าง เหมือนกับรักพี่เสียดายน้อง ได้เผชิญกับความล้มเหลวในที่สุด
ไมเคิล พอร์เตอร์ ยืนยันว่าบริษัทที่ได้พยายามใช้กลยุทธ์ของความเป็นผู้นำทางต้นทุนและการสร้างความแตกต่างรวมกันจะเผชิญกับความล้มเหลว เหตุผลได้ถูกแสดงไว้ภายในรูป เรามีวิถีทางสองอย่างของการทำกำไรสูงภายในอุตสาหกรรม 1 การขายผลิตภัณฑ์ราคาสูง และได้ส่วนแบ่งตลาดน้อย(การสร้างความแตกต่าง) หรือ 2 การขายผลิตภัณฑ์ราคาต่ำ และได้ส่วนแบ่งตลาดมาก(ความเป็นผู้นำทางต้นทุน) บริษัทที่ไม่ได้เลือกสองกลยุทธ์นี้ หรือพยายามใช้ทั้งสองกลยุทธ์นี้ (ราคาปานกลาง และส่วนแบ่งตลาดปานกลาง)
ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้เสนอแนะโมเดลกลยุทธ์การแข่งขันของเขาเมื่อ ค.ศ 1980 แต่เมื่อสภาพแวดล้อมการแข่งขันได้เปลี่ยนแปลงไป เขาต้องกลับมาทบทวนความคิดเริ่มแรกของเขาเมื่อ ค.ศ 1991 เนื่องจากการวิจัยต่อมาเสนอแนะว่าบริษัทที่ได้ยกระดับความสามารถดีเด่นสูงขึ้นไปอีก สามารถใช้กลยุท์การแข่งขันทางความเป็นผู้นำทางต้นทุนและกลยุทธ์การสร้างความแตกแตกต่างรวมกันได้สำเร็จ การสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันควบคู่ – ช้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำรวมกับข้อได้เปรียบทางความแตกต่่าง ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่เข้มแข็งที่สุด ตัวอย่างของบริษัทเหล่านี้คือ โตโยต้า มอเตอร์ แมคโดนัลด์ หรือไนกี้
มนุบย์ใช้เวลาเป็นล้านปีค่อยพัฒนาเป็นนักวิ่ง ร้องเท้ากีฬามีประวัติที่สั้นลงมาก – ประมาณ 180 ปี แต่ถ้าเป็นรองเท้าวิ่งสมัยใหม่แล้วยิ่งเป็นวัยหนุ่มสาวมาก เด็กวัยรุ่นเท่านั้นที่มีอายุอยูระหว่างการเริ่มสำรวจอวกาศ ระยะเวลาที่น่าจะอธิบายได้ว่าทำไมรองเท้าเหยีบย่ำขนมวาฟเฟิลต้นฉบับของไนกี้ ออกสู่ตลาดเมื่อต้น ค.ศ 1970 ได้กลายเป็นที่รู้จัก และเรียกกันอย่างกวัางขวางว่า “Moon Shoes”
เมื่อบุคคลส่วนใหญ่คิดถึงไนกี้ พวกเขาจะคิดถึงนักกีฬาซุปเปอร์สตาร์เหมือนเช่น ไมเคิล จอร์แดน ไทเกอร์ วูด เมื่อพนักงานของไนกี้เองคิดถึงบริษัทของพวกเขา พวกเขาจะคิดถึงผู้ฝึกสอนกีฬาลู่และลานของมหาวิทยาลัยโอเรกอนที่เกษียณไปแล้ว นักวิ่งโอลิมปิคที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรรถยนต์เมื่อ ค.ศ 1975 และนักวิ่งที่ได้กลายเป็นผู้ประกอบการ ผู้สร้างอาณาจักรไนกี้จนยิ่งใหญ่
บุคคลส่วนโหญ่คิดถึงฟิล ไนท์ นักวิ่งของมหาวิทยาลัย โอเรกอน ผู้ฝึกสอนของเขาคือบิลล์ เบาเวอร์แมน เขาคือผู้ก่อตั้งร่วมและซีอีโอของไนกี้ที่ทำให้การขายรองเท้าจากรถยนต์กลายเป็นบริษัทร้องกีฬาและเครืองแต่งกายยักษ์ใหญ่ของโลก แต่บุคคลส่วนน้อยจะรู้จักบิลล์ เบาเวอร์แมน ผู้ก่อตั้งร่วมไนกี้ หรือสตีฟ พรีฟอนเทน นักวิ่งโอลิมปิคที่เสีบชีวิตไปแล้ว ผู้ฝึกสอนคือบิลล์ เบาเวอร์แมน เขาเป็นฑูตตราสินค้าคนแรกของไนกี้ และได้รณรงค์เพื่ออุปกรณ์ที่ดีกว่า บันดาลใจบิล เบาเวอร์แมน และฟิล ไนท์ สร้างไนกี้ขึ้นมา ภายในไนกี้แล้ว บุคคลทั้งสามได้สร้างความรู้สึกทางเอกลักษณ์มากกว่าบรรดานักกีฬาซุปเปอร์สตาร์
เมื่อ ค.ศ 1993 บุคคลที่เดอะ สตรองก์ นิวส์ ได้ลงมติว่า “บุคคลที่มีพลังมากที่สุดของกัฬา” ไม่ใช่นักกีฬา ผู้จัดการหรือเจ้าของทีมกีฬา แต่เขาเป็นฟิลลิป ไนท์ ภายในเวลาไมถึงทษวรรศ ความเชี่ยวชาญทางการตลาดของเขา และความสามารถทางการแข่งขันที่ไม่ประนีประนอม ได้ปฏิรูปอุตสาหกรรมรองเท้ากัฬา และทำให้ตราสินค้าไนกี้บรรลุความสำเร็จมากที่สุด และรับรู้อย่างกว้างขวางภายในโลก
รองเท้าวิ่งคู่แรกของไนกี้ได้เกิดขึ้นโดยแรงบันดาลใจจากขนมวาฟเฟิล เมือ ค.ศ 1971 บิลล์เบาเวอร์แมน ได้ทานอาหารเช้ากับภรรยาของเขา เมื่อเขาได้มองเห็นร่องภายในเครื่องอบขนมวาฟเฟิลที่เธอกำลังใช้อยู่ เป็นแม่พิมพ์ที่ยอดเยี่ยมของเราเท้าวิ่งไปเลย เขาได้นำเครื่องอบขนมวาฟเฟิลไปห้องทำงาน และได้ทดลองเทยางลงไป เขาได้สร้างพื้นยางวอฟเฟิลเป็นรายแรก การคิดค้นรองเท้ากัฬาแบบพื้นยางขึ้นมา และได้กลายเป็นรองเท้าไนกี้คู่แรก บิลล์ เบาเวอร์แมน ได้กล่าวว่า รองเท้าที่ดีต้องมีสามสิ่ง รองเท้าต้องเบา ใส่สบาย และไปได้ไกล
ฟิลิปส์ ไนท์ ซีอีโอของไนกี้ ได้ใช้กลยุทธ์ความเป็นผู้นำทางต้นทุนและกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างรวมกัน จนทำให้ไนกี้ทำกำไรได้มากที่สุดภายในโลก หัวใจความสำเร็จอย่างหนึ่งของไนกี้คือ โครงสร้างแบบเครือข่าย
ณ สำนักงานใหญ่ของไนกี้ บีเวอร์ตัน โอเรกอน หน้าที่สำคัญที่สุดคือ การออกแบบ บริษัทมีนักออกแบบที่เชี่ยวชาญ บุกเบิกนวัตกรรมของการออกแบบรองเท้ากีฬา เช่น แอร์ จอร์แดน นักออกแบบได้ใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบรองเท้ากีฬา พวกเขาได้ถ่ายทอดพิมพ์เขียวทุกอย่างของรองเท้ากีฬารุ่นใหม่โดยอีเล็คโทรนิค ไปยังพันธมิตรเครือข่ายซัพพลายเออร์ของไนกี้ทั่วทั้งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เช่น คำสั่งซื้อพื้นรองเท้าได้ถูกไปยังซัพพลายเออร์ที่ไต้หวัน และคำสั่งซื้อส่วนบนรองเท้าได้ถูกส่งไปยังซัพพลายเออร์ที่มาเลเซีย เมื่อซัพพลายเออร์เหล่านี้ได้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้ากีฬาไนกี้แล้ว พวกเขาจะจัดส่งชิ้นส่วนรองเท้ากีฬาไปยังซัพพลายเออร์ที่จีน เพื่อที่จะประกอบเป็นรองเท้ากีฬาในที่สุด รองเท้ากีฬาจะถูกจัดส่งจากจีนไปยังผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก 99% ของรองเท้ากีฬาไนกี้ได้ถูกผลิตภายในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ไนกี้มีข้อได้เปรียบที่สำคัญสองข้อจากโครงสร้างแบบเครือข่ายของบริษัท ข้อแรกต้นทุนของไนกี้ต่ำมาก เพราะว่าค่าจ้างแรงงานของบรรดาซัพพลายเออร์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ต่ำกว่าอเมริกา ดังนั้นไนกี้ย่อมจะมีข้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำ ข้อสองไนกี้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงแฟชั่นรองเท้ากีฬาได้อย่างรวดเร็วมาก ด้วยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกของบริษัท ไนกี้อาจจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้อกับซัพพลายเออร์เพียงข้ามคืน รองเท้ากีฬารุ่นใหม่ของไนกี้ ได้ถูกผลิตโดยซัพพลาย
เออร์ต่างประทศภายในสองสามสัปดาห์เท่านั้น ถ้าซัพพลายเออร์รายไหนไม่สามารถผลิตได้ตามมาตร
ฐานของไนกี้จะถูกยกเลิกการว่าจ้างทันที การว่าจ้างซัพพลายเออร์ต่างประเทศทำให้ไนกี้มีโครงสร้างเล็กและคล่องตัวมาก
ไนกี้ได้จ้างโรงงานที่ใช้แรงงานเยี่ยงทาสภายในหลายประเทศ เช่น เวียตนาม และปากีสถาน คนงานได้รับค่าจ้างทีต่ำ หรือสิทธิที่ไม่ยุติธรรม คนงานไดัถูกทารุณทางร่างกายและจิตใจ และการคุกคามทางเพศภายในโรงงานเหล่านี้ ลำดับสูงของสภาพการทำงานที่น่ากลัวเหล่านี้ได้แก่ คนงานไม่เคยได้รับการอบรมอย่างถูกต้องและมีอุปกรณ์ความปลอดภัยที่จำเป็น ขาดการป้องกันกาวและเคมีที่เป็นพิษ ได้รับค่าจ้าง 1.60 เหรียญต่อวัน อย่างน้อยที่สุดต้อง 3.00 เหรียญต่อวันที่จำเป็นต่อความอยู่รอด และคนงานต้องทำงาน 60 -70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ไนกี้ได้ถูกล่าวหาจากการใช้แรงงานเด็กผลิตลูกฟุตบอลภายในปากีสถาน แม้ว่าปากีสถานมีกฏหมายห้ามการใช้แรงงานเด็ก แต่รัฐบาลไม่ได้ควบคุมอย่างจริงจัง ปัญหานี้ไม่ได้มีอยู่ภายในปากีสถานเท่านั้นแต่ทั่วโลก การใช้แรงงานเด็กส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในเอเซีย เช่น อินเดีย บังคลาเทศ พม่า และอินโดนีเซีย
ถ้าเราไปร้านค้าซื้อลูกฟุตบอลให้ลูกของเรา ความเป็นไปได้สูงที่ลูกฟุตบอลได้ถูกผลิตจากเด็กบางคนที่อายุเท่าหรือแม้แต่น้อยกว่าลูกของเรา ประมาณครึ่งหนึ่งของลูกฟุตบอลทั่วโลกได้ถูกผลิตภายในปากีสถาน ดังนั้นเรื่องราวความสำเร็จของไนกี้ไม่ได้เกิดจากชื่อตราสินค้าที่ดีเท่านั้น แต่ที่ตามมาคือน้ำตาของคนงานที่ถูกทารุณและแรงงานเด็กด้วย
ไลฟ์ แมกกาซีน มิถุนายน 1996 ได้พิมพ์บทความเรื่อง Six Cents an Hour เล่าเรื่องราวเด็กอายุ 12 ปี ชื่อ
ทาริก เด็กคนหนึ่งจากพันคนที่ถูกว่าจ้างภายในปากีสถาน อุตสาหกรรมลูกฟุตบอลของปากีสถาน ผลิตลูกฟุตบอล 5 ล้านลูกต่อปีแก่ตลาดของอเมริกา ทาริกต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันเย็บลูกฟุตบอลไนกี้ ค่าจ้าง 60 เซ็นต์ต่อลูก ความแตกต่างทีไม่ต้องพูดเลยกับเงินหลายล้านเหรียญที่ไนกี้ต้องจ่ายเป็นค่าใช้ชื่อรับรองของนักกีฬาซุปเปอร์สตาร์ เช่น ไมเคิล จอร์แดน การยอมให้เด็กทำงานได้รับค่าจ้างที่ต่ำไ้ด้ถูกมองเป็นเรื่องปรกติภายในปากีสถาน
แม้ว่าไนกี้ได้กล่าวว่าบริษัทได้ควบคุมโรงงานเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ โดยปรกติบริษัทเพียงแต่ตรวจสอบไม่กี่ครั้งต่อปีเท่านั้น ณ เวลานั้นโรงงานได้ปรับปรุงสภาพการทำงานให้ดีขึ้น และผู้ตรวจสอบ ไม่ได้พูดคุยกับคนงานโดยตรงเลย เพียงแต่พวกเขาได้พูดคุยกับเจ้าของโรงงานที่ใช้แรงงานเยี่ยงทาสเท่านั้น
แต่กระนั้นกลุ่มสิทธิมนุษยชนได้เคยกล่าวหาว่า ซัพพลายเออร์ของไนกี้ดำเนินโรงงานของพวกเขา
เหมือนกับเรือนจำ การว่าจ้างเด็กอายุ 13 ปี การ
ปฏิบัติต่อคนงานเยี่ยงทาส แต่ไนกี้ไม่ยอมรับข้อกล่าว
หานี้
ณ เวียตนาม ไนกี้ได้จ่ายค่าจ้างรายวันแก่คนงานต่ำกา่าต้นทุนของข้าว ผัก และโทพูสามมื้อ นักธุรกิจอเมริกันคนหนึ่งได้สัมภาษณ์คนงานและได้สรุปว่า คนงานน้ำหนักลดลง การบังคับให้ดื่มน้ำสองแก้ว และใช้ห้องน้ำเดียวกันภายในกะแปดชั่วโมง การถูกตีหัวจากการทำงานผิดพลาด การบังคับให้คุกเข่าแและยกมือกลางแดดนาน 25 นาที การปิดปากด้วยเทปจากการพูดคุย และการยืนตากแดดเขียนข้อผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก ไนกี้ได้ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงต่อสภาพของโรงงานภายในเวียตนาม
ไนกี้เป็นผู้ผลิตรองเท้ากีฬารายใหญ่ที่สุดของโลก และมีชื่อเสียงกับการจ้างซัพพลายเออร์เอซียผลิตรองเท้ากีฬาแก่บริษัท ฟิล ไนท์ ซีอีโอ ของไนกี้ได้ยืนยันว่าซัพพลายเออร์ทุกรายต้องทำตามกฎหมายภายในประเทศของพวกเขา และต้องทำตามหลักการจริยธรรมของไนกี้ด้วย ภายใต้ความพยายามจะเป็นพลเมืองโลกที่ดีของไนกี้ ไนกี้ต้องอยู่ภายใต้การถูกตรวจสอบมากขึ้นต่อการใช้แรงงานของบรรดาซัพพลายเออร์ของไนกี้
ณ ประเทศจีน กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้ร้องเรียนว่าซัพพลายเออร์สองรายของไนกี้ จ้างเด็กอายุ 13 ปี ทำงาน 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และไม่ได้ทำตามข้อกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำของจีน ผู้บริหารไนกี้ไม่ยอมรับข้อกล่าวหานี้ และยืนยันว่าโรงงานไนกี้ภายในจีนจ่ายค่าจ้างเกือบจะสองเท่าของค่าจ้างขั้นต่ำ คนงานทุกคนมีอายุอย่างน้อยที่สุด 16 ปี อายุขั้นต่ำตามกฏหมายจีน ไนกี้ได้ตรวจสอบข้อปัญหาเหล่านี้เอง
เพื่อการตอบสนองต่อข้อกล่าวหาการทารุณแรงานของซัพพลายเออร์เอเซียของไนกี้ ไนกี้ได้จ้างเอิร์น แอนดฺ์ ยัง สำนักงานผู้สอบบัญชีระดับโลก ดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติต่อแรงงานของซัพพลายเออร์ไนกี้ภายในเวียตนาม รายงานของเอิร์น แอนด์ ยัง ยืนยันว่าซัพพลายเออร์เหล่านี้ทำตามกฏหมายเวียตนามทุกอย่าง
คำบรรยายภาพการใช้แรงงานเด็กเย็บลูกฟุตบอล
ซิลกิ อายุแค่สามปีเท่านั้น มือของเธอเล็กมาก จนไม่สามารถใช้กรรไกได้ แต่เธอได้เริ่มต้นเย็บลูกฟุตบอลไม่นานมานี้ เพื่อที่จะช่วยแม่ของเธอและพี่สาวสี่คน รวมกันทั้งครอบครัวมีรายได้ 75 เซ็นต์ต่อวัน ทำงานภายในบ้านกระท่อมที่จาลันทา อินเดีย เด็กหญิงใส่เสื้อผ้าสกปรก ข้างหน้าเป็นลูกฟุตบอล กำเข็มและด้าย เข็มยาวกว่านิ้วของเธอเสียอีก
Cr : รศ สมยศ นาวีการ

















