การไหลบ่าอารยธรรมอิสลาม สู่ อิหร่าน
การไหลบ่าอารยธรรมอิสลาม สู่ อิหร่าน
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิหร่านศึกษาและภาษาเปอร์เซีย วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ได้รับการยืนยันทางประวัติศาสตร์และคำรายงานจากนักวิชาการทั้งในโลกอิสลามและต่างชาติคือว่า เนื่องจากสาระธรรมศาสนาอิสลามทำให้ชาวอิหร่านหรือเปอร์เซียในอดีตได้เดินเข้าสู่คำสอนอันทรงคุณค่าอิสลามและทำให้พวกเขามีพลังในการขับเคลื่อน จนเกิดแรงบันดาลใจในการเดินหน้าต่อและมีเป้าหมายของชีวิต
สิ่งแรกของการแสดงตนในการรับใช้อิสลามของชาวอิหร่านยุคอดีต คือการนำอารยธรรมเก่าแก่ของเผ่าพันธุ์ชาวเปอร์เซีย มาสู่อารยธรรมอิสลามอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ ทำให้ระหว่างสองอารยธรรม คือหนึ่งอารยธรรมเป็นอารยธรรมที่สืบทอดกันมายาวนานและเก่าแก่ และอีกอารยธรรมหนึ่ง เป็นอารยธรรมที่สมบูรณ์มีความหนักแน่นและมั่นคง จนทำให้เกิดพลังบวกที่สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่เกิดขึ้นอย่างน่าพิศวง
เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศเยเมนในอดีตกาล และความเสียสละของชาวเปอร์เซียหรือชาวอิหร่านที่เป็นมุสลิมในช่วงเวลานั้น ถือว่าเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญบันทึกไว้ว่า ชาวอิหร่านมีความจริงใจและมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อการยอมรับอิสลาม และพวกเขายังได้แสดงออกอย่างบริสุทธิ์ใจในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามในประเทศเยเมน(ยุคอดีต) ถึงขนาดว่าพวกเขาไม่รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยเลยทีเดียวและบางครั้งยังต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการปกป้องอิสลาม
หนังสือตารีกอะดะบียาต อิหร่าน( Tariq Ahdabiyat Iran) หน้า ๒๙๙ กล่าวไว้ว่า…
“วาทกรรมที่กล่าวกันว่าศาสนาอิสลามได้เข้ามาในดินแดนเปอร์เซียด้วยคมหอกและคมดาบหรือด้วยการบีบบังคับจากมุสลิมนั้น ถือว่าเป็นการคิดที่ผิดพลาด เพราะมีบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจโดยศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์ว่า แท้จริงชาวโซโรอัสเตอร์ เป็นกลุ่มชนที่มีความเป็นชาตินิยมสูงต่อเผ่าพันธุ์และความเชื่อของตน พวกเขาจะไม่มีวันจะเปลี่ยนศาสนาของพวกเขาอย่างเด็ดขาด แต่ด้วยกับความอยุติธรรมและการฉ้อฉล การกดขี่ของจักรพรรดิ์แห่งเปอร์เซียบางคนจากคณะนักปกครองในอดีต และจักรพรรดิ์นั้นยังได้แสดงออกความเป็นปรปักษ์กับศาสนาอื่น ๆ และยังได้เนรเทศผู้นำทางศาสนาอย่างไม่เป็นธรรมและได้กดขี่ประชาชนที่เป็นชาวโซโรอัสเตอร์ด้วยกันเอง จนกระทั้งเป็นที่สาเหตุของการหันมายอมรับศาสนาอิสลามของชาวเปอร์เซีย จนทำให้ชาวเปอร์เซียมีอิสรภาพและเสรีภาพอย่างน่าภาคภูมิจนถึนวันนี้ ”
และได้กล่าวอีกว่า..
“แท้จริงแล้วการยอมรับและเปลี่ยนศาสนาของชาวอิหร่าน มาเป็นศาสนาอิสลามนั้น เป็นความพึงพอใจของพวกเขาและเป็นความต้องการของพวกเขา โดยไม่ได้ถูกบีบบังคับใด ๆ และหลังจากที่เปอร์เซียได้พ่ายแพ้ให้กับกองทัพมุสลิม ทำให้ชาวอิหร่านในเมือง กอดิซียะฮ์ ตัดสินใจเข้ายอมรับศาสนาอิสลามถึงสี่พันคน และต่อมาชาวอิหร่านได้ติดต่อสัมพันธ์และสร้างไมตรีจิตกับชาวอาหรับที่เป็นมุสลิม และได้ให้การช่วยเหลือต่อกันและกัน หลังจากนั้นมีบุคคลสำคัญของชาวอิหร่านได้เข้ายอมรับศาสนาอิสลามกันอย่างกว้างขวางทีเดียว”
นักประวัติศาสตร์จากโลกอิสลามและโลกตะวันตกได้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ศาสนาอิสลามได้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างน่าทึ่งในดินแดนเปอร์เซีย ซึ่งชาวอิหร่านได้ขานรับอิสลามโดยปราศจากสงครามหรือการขู่เข็ญ แค่เพียงไม่กี่ปี ศาสนาอิสลามได้ไหลบ่าสู่เมืองต่าง ๆ ของดินแดนเปอร์เซีย จากชายฝั่งทะเล สู่พื้นที่ราบ และยังแผ่อาณาเขตครอบคลุมไปทุกพื้นที่อย่างรวดเร็ว และทำให้ทุกจังหวัดและเกือบทุกมณฑลของอิหร่าน ยกเว้น เมืองมาซานดารอน(MaZandaran) ไดลีมี(Dialimi) ได้ยอมรับอิสลามกันทั้งหมด และประชาชนชาวอิหร่านยังได้เผยแพร่ศาสนาอิสลามระหว่างกันและกัน อีกทั้งพวกเขาได้เอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติตามคำสอนของอิสลาม และเกือบสามศตวรรษที่อิสลามได้ถูกเผยแพร่ในอิหร่าน ต่อมาชาวอิหร่านได้เริ่มเรียนรู้ด้านภาษาอาหรับ ด้านวรรณกรรมอาหรับ หลักนิรุกติศาสตร์ หลักการพิพากษา หลักการเมืองการปกครอง และหลักด้านสังคมวิทยาและศาสตร์ต่างๆของอิสลามอย่างกว้างขวาง
การเผยแพร่และการขยายตัวของอิสลามในดินแดนเปอร์เซียนั้นดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ ปกติ จนกระทั้งวันเวลาผ่านไป ทำให้ดินแดนแห่งเปอร์เซียนี้มีนักคิด นักปรัชญา ปราชญ์ผู้รู้เกิดขึ้นอย่างมากมาย แต่ทว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นหลักฐานแสดงออกถึงการใหลบ่าของอารธรรมอิสลามต่อชาวเปอร์เซีย คือการปรากฏอยู่ในวรรณกรรมต่างๆที่มีชื่อเสียงของอิหร่าน ตัวอย่างที่ดีที่สุด คือในวรรณคดีเปอร์เซีย เพราะอิทธิพลของอิสลามและอัลกุรอาน ฮะดีษ ปรากฏอยู่ในวรรณคดีเปอร์เซียอย่างเห็นได้ชัด และการไหลบ่าวัฒนธรรมอิสลามเข้ามาในบทกวี หรือวรรณคดี และแม้แต่นักปรัชญามุสลิมชาวอิหร่านในศตวรรษที่หกและที่เจ็ด(ฮิจเราะฮ์) จะพบเจอถึงการนำเอาวัฒนธรรมอิสลาม โดยให้ซ่อนอยู่ในบทกวีหรือวรรณคดีนั้นอย่างน่าพิศวง ไม่ว่าจะเป็นบทกวีด้านรหัสยะนัยของ ฟีรดูซี จนกระทั่ง เมาลานา ญาลาลุดดีร รูมี สะอ์ดี และฮาฟีซ เป็นต้น
ในหนังสือบทนำของหนังสือ”มุก็อดดิมะฮ์ ฮะฮาดีษ มัษนาวี” กล่าวว่า” มัษนาวีถือว่าเป็นตำราที่เก่าแก่ที่สุดเล่มหนึ่งของวรรณคดีเปอร์เซีย ที่ได้รับอิทธิพลจากคำสอนของอิสลาม ถ่ายทอดเป็นภาษากลอน กวี ไว้อย่างน่าทึ่งทีเดียว”
“ในช่วงท้าย ๆ ของศตวรรษที่สี่แห่งฮิจเราะฮ์ ศักราช วัฒนธรรมอิสลาม ได้ไหลบ่าสู่อิหร่านและได้แผ่ขยายไปทั่ว ไม่ว่าในโรงเรียน สถานศึกษา ศาสนาอิสลามโดดเด่นกว่าศาสนาอื่น ๆ และชาวบูชาไฟ พวกโซโรอัสเตอร์ถึงกับเอ่ยออกมาว่า นั่นเป็นสัญญาณของความพ่ายแพ้ของพวกเขา และวัฒนธรรมอิหร่านเองยังได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมอิสลาม ได้เริ่มต้นด้วยการใช้ภาษาอาหรับและคำสอนอิสลามสอดแทรกในวรรณกรรมของเปอร์เซีย และผลของการเข้ามาของอารยธรรมอิสลาม สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการนำคำต่าง ๆ ภาษาอาหรับและความหมายของภาษาอาหรับเข้าสู่ภาษาเปอร์เซีย แม้แต่ถ้อยคำสัตย์ปฏิญาณชาวอิหร่านในยุคต่อมา ก็เขียนเป็นของภาษาอาหรับ…..”
ปัจจุบันประเทศอิหร่าน จากการรายงานถึงจำนวนผู้เป็นมุสลิมทั่วโลกและผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีมากกว่าพันห้าร้อยล้านคน ส่วนมุสลิมในประเทศอิหร่านมีมากกว่าหกสิบล้านคน จากประชากรทั้งหมดเจ็ดสิบกว่าล้านคน








