INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ปัญหาปาเลสไตน์กับตะวันออกกลาง: มองผ่านประวัติศาสตร์ อำนาจ และเจตจำนงทางการเมือง

images edit 630315598711374

ปัญหาปาเลสไตน์กับตะวันออกกลาง: มองผ่านประวัติศาสตร์ อำนาจ และเจตจำนงทางการเมือง

ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล

บทนำ: ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกว่าศตวรรษ

ปัญหาปาเลสไตน์ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งเรื่องพรมแดนหรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นปมปัญหาที่ฝังรากลึกในประวัติศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ และอัตลักษณ์ของประชาชนสองกลุ่มในดินแดนเดียวกัน ตลอดระยะเวลาเกือบแปดทศวรรษนับตั้งแต่แผนแบ่งแยกดินแดนปาเลสไตน์ในปี 1947 สถานการณ์กลับไม่คลี่คลาย แต่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้ความขัดแย้งนี้ยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะผ่านมุมมองของประวัติศาสตร์ บทบาทของมหาอำนาจ และเจตจำนงทางการเมืองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก

รากเหง้าทางประวัติศาสตร์: จากมติ 181 สู่การสถาปนารัฐอิสราเอล

จุดเปลี่ยนสำคัญของความขัดแย้งนี้คือ มติสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่ 181 (ค.ศ. 1947) ซึ่งเสนอให้แบ่งดินแดนปาเลสไตน์ในอาณัติของอังกฤษออกเป็นสองรัฐ คือรัฐยิวและรัฐอาหรับ โดยจัดสรรพื้นที่ 56% ให้แก่รัฐยิว ทั้งที่ประชากรยิวในขณะนั้นเป็นเพียงชนกลุ่มน้อย (ประมาณหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด) และถือครองที่ดินเพียง 6-7% ของพื้นที่ ฝ่ายอาหรับและปาเลสไตน์ปฏิเสธมตินี้โดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลที่ชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ นั่นคือการปกป้องสิทธิของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

การปฏิเสธของฝ่ายอาหรับมักถูกตีความว่าเป็น “การไม่ยอมรับ” แต่หากพิจารณาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การอ้างสิทธิเหนือดินแดนด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์หรือ “พันธสัญญาทางศาสนา” ไม่สามารถรับฟังได้ การอ้าง “ดินแดนแห่งคำสัญญา” เพื่อสร้างรัฐยิวจึงขาดความชอบธรรมในทางกฎหมาย และเป็นจุดเริ่มต้นของความชอบธรรมที่ตั้งอยู่บนความไม่สมดุล

แผนเดลเลต: ยุทธศาสตร์การขับไล่ที่ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้า

หนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่ตามมาไม่ใช่ “สงคราม” หรือ “ความขัดแย้ง” ทั่วไป แต่คือ “การวางแผนขับไล่อย่างเป็นระบบ” คือ แผนเดลเลต (Plan Dalet) ซึ่งถูกประกาศใช้โดยผู้นำไซออนิสต์ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1948 แผนนี้แตกต่างจากแผนก่อนหน้าตรงที่เปลี่ยนจากยุทธศาสตร์การป้องกันเป็น “ยุทธศาสตร์เชิงรุก” โดยมีเป้าหมายเพื่อยึดครองพื้นที่นอกเหนือจากที่สหประชาชาติกำหนด และ “ทำความสะอาด” พื้นที่จากหมู่บ้านอาหรับที่อ้างว่าอาจเป็นภัย

วิธีการที่ระบุในแผนชัดเจน: การล้อมหมู่บ้าน, การทำลายล้าง การเข่นฆ่าและ “การขับไล่ประชากรออกไปนอกเขตแดน” หากแต่มีการต่อต้าน ปฏิบัติการตามแผนนี้ส่งผลให้เกิดการสังหารหมู่หลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ การสังหารหมู่ที่เดร์ยาซีน (Deir Yassin) ซึ่งเป็นปฏิบัติการร่วมของกลุ่มติดอาวุธ Irgun และ Lehi ที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ รวมถึงสตรีและเด็ก ก่อให้เกิดความหวาดกลัวเป็นวงกว้าง และเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ชาวปาเลสไตน์ต้องอพยพละทิ้งบ้านเรือนของตน เหตุการณ์นี้คือจุดเริ่มต้นของ “Nakba” หรือ “วันแห่งความหายนะ” ที่ชาวปาเลสไตน์กว่า 750,000 คนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย

นักประวัติศาสตร์อิสราเอลสายวิพากษ์ เช่น อิลัน ปัปเป (Ilan Pappé) ยืนยันว่าแผนเดลเลตคือ “แผนการเคลียร์ชาติพันธุ์ (ethnic cleansing) ของปาเลสไตน์” ซึ่งถูกดำเนินการอย่างเป็นระบบ พร้อมกับการเปลี่ยนชื่อสถานที่ต่างๆ เพื่อลบร่องรอยของอารยธรรมปาเลสไตน์ออกจากแผนที่

บทบาทของมหาอำนาจและการล็อบบี้: เมื่อเจตจำนงทางการเมืองถูกชี้นำ

การที่แผนดังกล่าวสามารถดำเนินไปได้โดยไม่ถูกแทรกแซงจากประชาคมโลก เกิดจากการสนับสนุนของมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ซึ่งมักถูกมองว่ามีบทบาทในการ “ขาดเจตจำนงทางการเมือง” ที่จะแก้ไขปัญหา แต่การวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งกว่านั้นชี้ให้เห็นว่า มันคือ “การมีเจตจำนงที่ถูกชี้นำ” ผ่านกลไกการล็อบบี้ของกลุ่มไซออนิสต์ที่มีประสิทธิภาพสูง

องค์กรไซออนิสต์ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ American Zionist Emergency Council ได้ใช้เครือข่ายและอิทธิพลกดดันประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน จนเขาต้องยอมรับรองรัฐอิสราเอลอย่างรวดเร็ว คำพูดของทรูแมนที่ว่า “ผมต้องตอบสนองต่อผู้สนับสนุนไซออนิสต์หลายแสนคน ไม่ใช่ชาวอาหรับ” สะท้อนให้เห็นถึงน้ำหนักของกลุ่มผลประโยชน์ที่มีต่อนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินมาจนถึงปัจจุบันผ่านองค์กรอย่าง AIPAC และเครือข่ายการล็อบบี้ที่มีอิทธิพลในทุกระดับของรัฐบาลสหรัฐฯ

ในเวทีสหประชาชาติเอง การล็อบบี้ก็เข้มข้นไม่แพ้กัน เมื่อเห็นว่าเสียงอาจไม่พอ กลุ่มไซออนิสต์ใช้วิธีการถ่วงเวลาเพื่อให้มีเวลาล็อบบี้เพิ่มเติม จนสุดท้ายมติ 181 ก็ผ่านด้วยคะแนน 33 ต่อ 13 นี่คือการเปลี่ยน “ความลังเล” ให้เป็น “นโยบาย” ผ่านกลไกการเมืองภายในของชาติมหาอำนาจ

โครงสร้างอำนาจภายในสหรัฐฯ: สามเสาหลักที่ค้ำจุนอิสราเอล

การสนับสนุนอิสราเอลของสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายการต่างประเทศชั่วคราว แต่ฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างอำนาจของสหรัฐฯ ผ่านสามเสาหลักสำคัญ:

1. AIPAC และเครือข่ายล็อบบี้ทางการเมือง: กลุ่มนี้มีความสามารถในการระดมทุนสนับสนุนผู้สมัครที่ “โปรอิสราเอล” และโจมตีผู้ที่ท้าทายนโยบายนี้ ทำให้นักการเมืองอเมริกันเรียนรู้ว่า การวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรงคือ “เส้นตายทางอาชีพ”

2. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเทคโนโลยี: เงินช่วยเหลือสหรัฐฯ ต่อปีแก่ อิสราเอล (ประมาณ 3.8 พันล้านดอลลาร์) เกือบทั้งหมดถูกใช้ซื้ออาวุธจากบริษัทอเมริกัน นอกจากนี้ ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีความมั่นคงและไซเบอร์ยังสร้างผลประโยชน์ร่วมกันกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ

3. สื่อสารมวลชนกระแสหลัก: การรายงานข่าวเกี่ยวกับอิสราเอลมักถูกนำเสนอผ่านเลนส์ของการ “ป้องกันตัว” และความซับซ้อน ขณะที่มุมมองของปาเลสไตน์ถูกทำให้เป็นรอง โครงสร้างความเป็นเจ้าของสื่อที่เชื่อมโยงกับกลุ่มผลประโยชน์โปรอิสราเอลยิ่งตอกย้ำความไม่สมดุลนี้

การที่อิสราเอลมีฐานที่มั่นคงในสามเสาหลักนี้ ทำให้การสนับสนุนอิสราเอลกลายเป็นนโยบายที่อยู่เหนือการเมืองพรรคพวก และแทบไม่มีแรงเสียดทานจากภายในสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการครอบงำสภาทั้งสอง ที่เอาเงินภาษีคนอเมริกันมาสนับสนุนอิสราเอลปีละหลายแสนล้าน และที่สำคัญออกกฏหมายปิดปากคนวิจารณ์อิสราเอลว่าเหยียดยิว

Greater Israel: ความฝันที่ถูกผลักดันเป็นรูปธรรม

ข้อกล่าวอ้างด้านความมั่นคงที่อิสราเอลใช้มานาน ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพียง “ข้ออ้าง” เพื่อปกปิดเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นหรือไม่ แนวคิด “Greater Israel” (Eretz Yisrael HaShlema) ซึ่งอ้างสิทธิเหนือดินแดนตั้งแต่แม่น้ำไนล์จนถึงแม่น้ำยูเฟรติส อาจดูเป็นเพียงวาทกรรมของกลุ่มขวาจัด แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์และคำประกาศของผู้นำอิสราเอลยืนยันว่าแนวคิดนี้ฝังอยู่ในดีเอ็นเอของรัฐอิสราเอล

จดหมายของเดวิด เบน-กูเรียน ผู้ก่อตั้งประเทศ ถึงลูกชายในปี 1937 เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าเขามองการยอมรับรัฐเพียงบางส่วน (ตามแผนแบ่งแยก) เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” เพื่อสร้างกำลัง แล้วจะขยายไปครอบครองดินแดนทั้งหมดในภายหลัง

ในยุคปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ประกาศตนอย่างเปิดเผยในปี 2025 ว่าเขามี “พันธกิจทางจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์” กับวิสัยทัศน์ของ “Greater Israel” ขณะที่รัฐมนตรีในรัฐบาลของเขาอย่างเบซาเลล สโมทริช เคยประกาศเป้าหมายให้พรมแดนอิสราเอลขยายไปจนถึงดามัสกัสและจอร์แดน

การขยายดินแดนไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรม แต่กำลังเกิดขึ้นจริงภายใต้ข้ออ้างด้านความมั่นคง:

· การขยายนิคมในเวสต์แบงก์อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2024 เพียงปีเดียวมีการยึดพื้นที่ไปกว่า 10,640 ดูนัม (ประมาณ 10.6 ตารางกิโลเมตร) ซึ่งเป็นการขยายตัวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี

· หลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 กองกำลังอิสราเอลได้ขยายปฏิบัติการเข้าไปในฉนวนกาซา กำหนดเส้นแบ่งเขตใหม่ที่เรียกว่า “แนวเหลือง” ควบคุมพื้นที่กว้างขวาง

· การรุกเข้าไปในซีเรีย ยึดพื้นที่ในเขตกันชนและบริเวณภูเขาเฮอร์โมน

นี่คือนโยบายที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “การแทะเล็ม” (Nibbling Policy) ซึ่งใช้กลยุทธ์ค่อยๆ ขยายการควบคุมทีละน้อย โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงชั่วคราว แต่เป้าหมายระยะยาวคือการผนวกดินแดนอย่างสมบูรณ์

ข้อเสนอทางออก: รัฐปาเลสไตน์ภายใต้การคุ้มครองระหว่างประเทศ

ท่ามกลางความสิ้นหวัง มีข้อเสนอที่ได้รับการพูดถึงในวงวิชาการและเวทีระหว่างประเทศ นั่นคือ “การสร้างรัฐปาเลสไตน์ภายใต้การรับประกันความมั่นคงระหว่างประเทศ” (International Security Guarantees for a Palestinian State) โดยมีสาระสำคัญคือ:

1. การรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการตามแนวเส้นแบ่งเขตปี 1967

2. การส่งกองกำลังสหประชาชาติหรือกองกำลังระหว่างประเทศเข้าประจำการในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันการปะทะ

3. การรับประกันความมั่นคงของทั้งสองฝ่ายโดยประชาคมโลก

 

ข้อเสนอนี้มีข้อดีคือ:

· แก้จุดอ่อนของทั้งสองฝ่าย: สำหรับอิสราเอล กองกำลัง UN จะรับประกันว่าดินแดนที่ถอนตัวออกไปจะไม่กลายเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธ สำหรับปาเลสไตน์ การมีรัฐเป็นของตัวเองจะยุติสถานะ “ดินแดนใต้การยึดครอง” และเปิดทางให้ประชาคมโลกช่วยพัฒนาประเทศ

· ลดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน การมีกองกำลังกลางที่เป็นกลางคอยแทรกกลาง จะช่วยลดโอกาสการปะทะโดยตรง

· มีแบบอย่างที่เคยทำได้จริงในพื้นที่ความขัดแย้งอื่นๆ เช่น คอซอวอ ไซปรัส หรือติมอร์-เลสเต

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือ “เจตจำนงทางการเมือง” ของฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่า อิสราเอลไม่ไว้วางใจ UN และมองว่ากองกำลังต่างชาติคือการจำกัดอธิปไตย การจะทำให้ข้อเสนอนี้เป็นจริงได้ ต้องอาศัยแรงกดดันมหาศาลจากนานาชาติ โดยเฉพาะการเปลี่ยนจุดยืนของสหรัฐฯ จากการ “สนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไข” มาเป็น “สนับสนุนแต่มีเงื่อนไข”

 

บทสรุป: ปัญหาที่ไม่ต้องการแก้ไข

การวิเคราะห์ย้อนกลับไปยังรากฐานทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ในปี 1947-1948 และแผนเดลเลต ทำให้เห็นว่า “ปัญหาปาเลสไตน์” ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์ หรือความผิดพลาดในการสื่อสาร แต่เกิดขึ้นเพราะมี “โครงการ” ที่ชัดเจน ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มผลประโยชน์ที่แข็งแกร่ง และดำเนินการโดยใช้กำลังและการขับไล่อย่างเป็นระบบ โดยมีไซออนิสต์รอธไชล์นายทุนโลกให้การสนับสนุนทางการเงิน

เมื่อเข้าใจตรงนี้ จะพบว่าคำอธิบายที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับความยืดเยื้อของปัญหาคือ “เขาไม่ต้องการแก้ไขต่างหาก” เพราะ:

1. สำหรับอิสราเอลและพันธมิตร: สถานะปัจจุบัน (status quo) ที่มีการขยายนิคมอย่างต่อเนื่อง การควบคุมทรัพยากร และการมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายอย่างเบ็ดเสร็จ คือผลลัพธ์ที่น่าพอใจ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะนำไปสู่ความเท่าเทียมหรือการแบ่งปันอำนาจอย่างแท้จริง คือการสูญเสียสิ่งที่พวกเขาสร้างและยึดครองมาตลอด 75 ปี

2. การ “จัดการความขัดแย้ง” แทนที่จะ “ยุติ”: นโยบายของอิสราเอลและสหรัฐฯ ที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการความขัดแย้งให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ (containment) มากกว่าการแก้ไขที่รากเหง้า เพราะการแก้ไขที่แท้จริงต้องยอมรับสิทธิของชาวปาเลสไตน์ในการกลับคืน (Right of Return) และการมีรัฐอธิปไตย ซึ่งขัดต่อเป้าหมายสูงสุดของฝ่ายที่ยึดมั่นในแนวคิด Greater Israel

3. ประชาคมโลกที่อ่อนแอ: องค์การสหประชาชาติและนานาชาติ แม้จะมีมติและกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจน แต่ก็ไม่สามารถบังคับใช้ได้เพราะการยับยั้งจากสหรัฐฯ และการเลือกปฏิบัติของชาติตะวันตก ทำให้ “เขา” ไม่จำเป็นต้องต้องการแก้ไข เพราะไม่มีแรงกดดันที่แท้จริง

ดังนั้น การที่ปัญหาปาเลสไตน์ยังคงดำรงอยู่และทวีความรุนแรง จึงไม่ใช่เพราะ “ความซับซ้อน” หากแต่เป็นเพราะ “เจตจำนงทางการเมือง” ที่จะคงไว้ซึ่งความไม่เป็นธรรมของฝ่ายที่มีอำนาจนั่นเอง ทางออกที่แท้จริงจึงต้องเริ่มต้นจากการสร้างแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจที่สนับสนุนการยึดครอง ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

หมายเหตุ: บทความนี้สังเคราะห์จากข้อมูลต่างๆที่สื่อกระแสหลักที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของไซออนิสต์ทั้งทางตรงหรือทางอ้อมไม่ประสงค์จะกล่าวถึง

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *