INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความพยายามที่จะแก้ปัญหาโลกร้อน

ความพยายามที่จะแก้ปัญหาโลกร้อน

ทหารประชาธิปไตย

เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ได้มีการประชุมสุดยอดจัดโดยองค์การสหประชาชาติว่าด้วยภาวะโลกร้อนและความร่วมมือในการแก้ปัญหาที่แมดดริด ประเทศสเปญ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการใช้วาทกรรมในการนำเสนอคัดค้านและต่อรองแต่สุดท้ายก็ไม่มีข้อยุติอะไรที่เป็นความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม

นอกจากมีการประชุมหนึ่งที่แยกเป็นเซคชั้นต่างหาก เป็นการประชุมทางเทคนิคครั้งที่ 25 คือการรีวิว THE WARSAW INTERNATIONAL MECHANISM ON LOST AND DAMAGE ซึ่งได้ความคิดเห็นจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ในแนวทางการแก้ปัญหาและการชดเชย

แต่ก็อย่างที่กล่าวมาแล้วหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากกระบวนการทางการเมืองของบรรดาผู้นำทั้งหลายในโลก โดยเฉพาะประเทศที่ร่ำรวยที่เป็นบ่อเกิดสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่โลก โดยปราศจากความรับผิดชอบและมุ่งหวังแต่จะกอบโกยเอาผลประโยชน์มาสู่นายทุนระดับชาติ และนายทุนระหว่างประเทศ ที่มีอิทธิพลต่อฝ่ายการเมืองในแต่ละประเทศ ภายใต้คาถาสำคัญคือ “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ในขณะเดียวกันก็ทิ้งเอาปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เป็นเรื่องของสังคม เพราะไม่ต้องการแบกรับต้นทุนที่ตนเป็นคนก่อ

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นภาคเอกชนก็ได้จัดการชุมนุมที่เรียกว่า COP25 เพื่อแสดงพลังกดดันให้มีการขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมในการแก้ปญหาโลกร้อน ซึ่งมีประชาชนที่ตระหนักและมีจิตสำนึกสูงมาร่วมกับชุมชน จากชนชั้นปัญญาชน มนุษย์เงินเดือน คนหาเช้ากินค่ำ รากหญ้า คนรุ่นใหม่กว่าครึ่งล้าน รวมไปถึงเยาวชนที่ควรไปโรงเรียน แต่ประกาศยุติการเข้าเรียนเพื่อเดินทางไปสนับสนุนกิจกรรมกระตุ้นการตระหนักรู้ในการปกป้องความวิบัติของโลกจากการทำลายสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ เธอผู้นั้นคือ มิสเกรต้า ทุนเบิร์ก อายุ16ปี จากสวีเดน

                หลังจากการประชุมที่สเปญแล้วประมาณ 1 เดือน กลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนามากกว่า 70 ประเทศก็ได้ประกาศร่วมกันที่จะรีบเร่งดำเนินการจัดทำแผนปกป้องการเปลี่ยนแปลงภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นมี 72 ประเทศลงนามที่จะให้ความร่วมมือในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ในบรรยากาศให้เป็นศูนย์ในปี 2050

แต่นาเสียดายประเทศใหญ่ๆ อันมีบทบาทสำคัญในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปในบรรยากาศกลับปฏิเสธที่จะลงนาม ให้ความร่วมมืออันได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย บราซิล และ ซาอุดิอารเบีย

ส่วนสหรัฐนั้นไม่ต้องพูดถึงนอกจากจะไม่ร่วมมือแล้วยังพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง ล่าสุดก็ประกาศถอนตัวจากการร่วมประชุมเพื่อสร้างข้อตกลงปารีส

อนึ่งได้มีการประชุมทางวิชาการที่มหาวิทยาลัยคาลิฟอเนีย เบิร์กเล่ย์ว่าด้วยโครงการความยุติธรรมของโลก ที่เกี่ยวเนื่องกับผู้อพยพที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ทั้งนี้จะเป็นข้อพิจารณาในการรับผู้อพยพระหว่างประเทศในอนาคตอันใกล้และในขณะนี้ก็เริ่มมีการอพยพชาวเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิคบางแห่งไปนิวซีแลนด์บ้างแล้ว

                ทุกวันนี้แม้จะมีปรากฏการจริงที่ยืนยันได้ เช่น ความแห้งแล้งที่รุนแรงหรือ น้ำท่วมซ้ำซาก ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของพายุในภูมิภาคต่างๆ การล้างผลาญทำลายทั้งพืชและสัตว์จนหลายส่วนสูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งทำให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง และจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพดำรงชีพของมนุษย์ตลอดจนเกิดปัญหาโรคร้ายและสุขภาพต่อมนุษย์อีกด้วย

เป้าหมายที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเห็นพ้องต้องกันในการตวบคุมอุณหภูมิโลกที่ขณะนี้สูงเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส ไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสดูจะสิ้นหวังไม่มีทางเป็นไปได้และมันกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 3 องศาเซลเซียสในเวลาไม่นาน

สิ่งที่สำคัญในการดำเนินงานของภาคเอกชนเมื่อขาดเงินทุนสนับสนุนทั้งในการรณรงค์ทำวิจัยหรือแม้แต่ชดเชยความสูญเสียอันเกิดจากภัยโลกร้อน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในแต่ละประเทศและที่สำคัญสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยนักการเมืองที่มีความมุ่งมั่นทางการเมือง (POLOTICAL WILL) อย่างสูง

                และนักการเมืองเหล่านี้ก็ควรจะมีพรรคการเมืองของตนเองอย่างพรรคกรีนในเยอรมันเพื่อรณรงค์หาเสียงสนัมสนุนจากประชาชนโดยทั่วไป

เหตุการณ์ตัวอย่างของประเทศบังคลาเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำคงคา และแม่น้ำพราหมบุตรซึ่งมีประชากร 160 ล้านคนแออัดอยู่บนพื้นที่แคบๆ อย่างน้อยมีประชากรกว่า 1 ล้าน 5 แสนคนอาศัยอยู่บนพื้นที่น้อยกว่า 150000 ตร.กม. คิดเป็นความหนาแน่นคือ ประชากรพันคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม.

บังคลาเทศจะเป็นประเทศแรกๆที่จะเป็นตัวอย่างของการคุกคามจากปรากฏการณ์โลกร้อน เพราะถ้าอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเป็น 3 องศาเซลเซียสบังคลาเทศจะถูกน้ำท่วมครึ่งประเทศ แล้วจะให้ประชากรเหล่านี้อพยพไปอยู่ที่ไหน

ในทุกๆฤดูมรสุม บังคลาเทศต้องอพยพประชากรกว่า 2 ล้าน 5 แสน ไปยังที่ปลอดภัย แม้จะมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพก็ตาม ก็ไม่ใช่งานง่าย ถ้าต้องอพยพไปอยู่ต่างประเทศจะไปอยู่กันที่ไหนใครจะต้อนรับที่นับเป็นโศกนาถกรรมของโลก แต่อย่านึกว่าจะไม่เกิดกับประเทศอื่นๆ

สำหรับประเทศไทยจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมยังอยู่ในแวดวงที่จำกัดประชาชนทั่วไปยังไม่ค่อยตระหนักถึงภัยนี้และมองความวิปริตแปรปรวนของธรรมชาติที่เดี๋ยวแล้งรุนแรงในบางที่ น้ำท่วมซ้ำซากในบางที่ว่ามันกลายเป็นเหตุการณ์ปกติไปแล้ว จึงยังคงใช้ชีวิตแบบที่เคยชิน คือ ไม่ระมัดระวังสิ่งแวดล้อม เผาป่า เผาทุ่งหญ้าใช้สารเคมี ทิ้งขยะพลาสติก ฯลฯ

ส่วนพรรคการเมืองก็ยังไม่มีพรรคไหนชูธงเรื่องสิ่งแวดล้อมอาจเพราะมันยังไม่เป็นประเด็นที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเพียงพอ

อนึ่งเคยมีความพยายามจะก่อตั้งพรรคกรีนขึ้นในประเทศไทยแต่แล้วก็เงียบไป อาจเป็นด้วยเหตุผลเดียวกัน คือไม่มีคนสนับสนุนเพียงพอ ยิ่งนายทุนยิ่งหายากเพราะมุ่งแต่กอบโกยกำไรไม่สนใจที่จะเข้ามารับผิดชอบสิ่งแวดล้อมอันเป็นต้นทุนทางสังคม

                แต่ในที่สุดเมื่อเกิดวิกฤตก็คงต้องแบกรับผลกระทบร่วมกันแม้จะมีสภาพที่ดีกว่า ป้องกันตนได้ดีกว่า ก็คงหนีปัญหาไม่ได้แน่นอน

ด้านรัฐบาลไทยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันก็มุ่งเน้นแต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยไม่ให้ความสนใจในสิ่งแวดล้อมมากนัก เพราะขาดการสนใจสนับสนุนจากนายทุน และปราศจากแรงกดดันทางการเมืองและพรรคการเมืองที่ชูธงเรื่องสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังมีความพยายามโจมตีว่ากลุ่มชนที่สนใจสิ่งแวดล้อมเป็นพวกฝ่ายซ้าย ทั้งๆที่การปกป้องสิ่งแวดล้อมเป็นจิตสำนึกเพื่อสังคม เพื่อโลก ไม่มีซ้ายไม่มีขวา

                หรือฝ่ายต่อต้านอาจเห็นว่ากลุ่มเรียกร้องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นได้เรียกร้องให้นายทุนมีความรับผิดชอบทางสังคมมากขึ้นอย่างนี้ก็ผิดด้วยหรือ

 

สวัสดีปีใหม่ครับ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com