อาการไททานิค

อาการไททานิค
เอ็ดวาร์ด ฮอลล์ นักมนุษยวิทยาชาวเมริกันที่มี่ชื่อเสียง ได้แนะนำ
โมเดลภูเขาน้ำแข็งของวัฒนธรรมขึ้นมาภายในหนังสือ 1976 ของเขา
“Beyond Culture” การเปรียบเทียบวัฒนธรรมคล้ายกับภูเขาน้ำแข็งที่มีทั้งส่วนที่มองเห็น – บนพื้นผิว – เช่น อาหาร การแต่งกาย และภาษา และมองไม่เห็น – ใต้พื้นผิว – เช่น ค่านิยม ความเชื่อ และสมมุติฐาน ภูเขาน้ำแข็งไม่เป็นสัดส่วนของการมองเห็นได้ เราสามารถมองเห็นข้างบน 10% แต่เราไม่สามารถจะมองเห็น 90% อยู่ข้างล่าง วัฒนธรรมเป็นโมเดลภูเขาน้ำแข็งของความเข้าใจ เราจะมองเห็นได้ 10% แต่จะเข้าใจส่วนที่เหลืออยู่ เราต้องลึกลงไป ที่เน้นย้ำว่าความเข้าใจวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ต้องการระยะเวลาเเละการมีส่วนร่วม ที่ป้องกันความเข้าใจผิดของการข้ามวัฒนธรรม
มันได้ถูกใช้อย่างกว้่างขวางภายในการสื่อสารระหว่างประเทศ และการ
ฝึกอบรมข้ามวัฒนธรรมที่จะเน้นย้ำบุคคลต้องมองเลยพ้นจากพฤติกรรม
ผิวเผิน – ยอด – ที่จะเข้าใจแรงขับเคลื่อนอยู่ข้างใต้ของพฤติกรรม – ฐาน –
มันได้ช่วยเหลืออธิบายว่า ทำไมความขัดเเย้งทางวัฒนธรรมได้เกิดขึ้น เมื่อบุคคลมักจะมองพื้นผิวเท่านั้น ละเลยเหตุผลที่ลึกลงไปเพื่อพฤติกรรม เพื่อที่จะเข้าใจวัฒนธรรมอย่างแท้จริงบุคคลต้องมองลงไปข้างล่างพื้นผิว ที่จะค้นพบแรงขับเคลื่อนที่ถูกมองไม่เห็นของพฤติกรรม ผลงานของเอ็ดวาร์ด ฮอลล์ เกิดขึ้นจากประสบการณ์กับกระทรวงต่างประเทศอเมริกา และ
การสังเกตุของเขาของการสื่อสารที่ผิดพลาดภายในการฑูตและการค้าระหว่างประเทศ
เเม้ว่าเอ็ดวาร์ด ฮอลล์ ไม่ได้คิดค้นโมเดลภูเขาน้ำเเข็งทางวัฒนธรรมโดย
ตรงอธิบายการจมของไททานิค เมื่อ ค.ศ 1912 มันได้ถูกใช้อยู่บ่อยครั้ง
โดยนักวิจัย นักสังคมวิทยา นักวิชาการ และนักธุรกิจเป็นการเปรียบเทียบทางสัญลักษณ์อธิบายสาเหตุพื้นฐานความหายนะของไททานิค การจม
ของไททานิค ได้เเสดงส่วนที่อยู่ใต้น้ำของภูเขาน้ำแข็งทางวัฒนธรรม –
สมมุติฐานที่ซ่อนเร้น การสื่อสารที่ไม่ดี และความเชื่อมั่นเกินไป – จะเป็น
สาเหตุที่แท้จริงของการทำลายล้าง ตัวภูเขาน้ำเเข็งเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น
ของปัญหา วัฒนธรรมองค์การขัดขวางลูกเรือตอบสนองต่ออันตรายได้
อย่างมีประสิทธิภาพ
ความเชื่อว่าไททานิคไม่มีวันจม หมายความว่าการเตือนได้ถูกละเลยและ
มาตรการความปลอดภัยไม่จำเป็น ความใจเย็นนี้นาพาไปสู่การขาดการ
ตระเตรียมเพื่อสถานการณ์้ลวร้ายที่สุด ผู้บริหารรวมไปถึงความเป็นผู้นำ
ของไวท์ สตาร์ ไลน์ ให้ความสำคัญการไปถึงนิวยอร์คแย่างรวดเร็วที่จะ
รักษาความสนใจของสื่อ ไม่ใช่การนำทางอย่างปลอดภัยผ่านทางสนาม
ภูเขาน้ำเเข็ง การเตือนที่สำคัญเกี่ยวกับภูเขาน้ำเเข็งได้ถูกส่งแต่ล่าช้าต่อ
กัปตัน หรือดำเนินการอย่างเร่งด่วน นี่ได้สะท้อนวัฒนธรรมตรงที่ข้อมูล
ได้ถูกปิดกั้นหรือละเลย ถ้ามันได้คัดค้านเป้าหมายไปข้างหน้าด้วยความ
เร็วอย่างเต็มที่
ลูกเรือทำงานภายใต้ลำดับชั้นที่เข้มงวด ตรงที่ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกว่า
ไม่สามารถคัดค้านคำสั่ง หรือแสดงความกังวลต่อผู้บังคับบัญชา – กัปตันสมิธ – นำไปสู่ความล้มเหลวทำตามคำแนะนำอันตราย กล้องส่องทางไกล
ถูกล็อกเก็บไว้ และที่สำคัญได้หายไป ความล้มเหลวทางสัญลักษณ์นี้ได้
แสดงวัฒนธรรท ตรงที่ระเบียบวิธีปฏืบัติงานที่ตายตัวเหนือกว่าสามัญสำ
นึก การขัดขวางความระวังระวังจากการมองอันตรายทันเวลา วัฒนธรรม
ของความเชื่อมั่นเกินไปหมายความว่าไททานิคบรรจุเรือช่วยชีวิีตเพียง
พอต่อผู้โดยสารครึ่งหนึ่งเท่านั้น ตามความเชื่อว่ามันไม่เคยถูกต้องการ
จุดสำคัญคือ ไททานิคไม่ได้จมเพราะว่ามันชนภูเขาน้ำแข็ง มันจมเพราะ
ว่าวัฒนธรรมบริษัืทสร้างความตาบอดต่อสัญญานการเตือน ที่สนับสนุนสภาพแวดล้อมตรงที่ความปลอดภัยเป็นรองจากต่อชื่อเสียงและความเร็ว
อาการไททานิค กำเนิดจากการจมของอาร์เอ็มเอส ไททานิค 1912 ถูกใข้เป็นการเปรียบเทียบความล้มเหลวของบริษัทที่เกิดขึ้นความหยิ่งยะโส ความเชื่อมั่นเกินไป และความเชื่อไม่มีวันจม มันได้อธิบายสภาวะองค์การ ตรงที่ความเย่อหยิ่งและความใจเย็นนำพา ที่จะละเลยสัญญานการเตือนและความหายนะในที่สุด ปรากฏการณ์ตรงที่ องค์การมักจะตาบอดด้วยความสำเร็จที่ผ่านมา ล้มเหลวที่จะรับรู้หรือปรับตัวต่อการคุกคามที่เกิดขึ้น ในที่สุด ได้นำไปสู่การตกต่ำของพวกเขา อาการไททานิคนี้เชื่อมโยงโดย
ตรงต่อกรอบความคิด ใหญ่เกินไปที่จะล้มเหลว ตรงที่องค์การเชื่อว่าพวกเขาทรงพลังเกินไปที่จะล้มเหลว นำพาพวกเขาที่จะละเลยการเตือนและล้มเหลวที่จะตระเตรียมหรืออยู่รอดจากการลบล้างตรงที่องค์การเชื่อว่าพวกเขาไร้เทียมทาน และแตะต้องไม่ได้ เรื่องราวไททานิคมักจะถูกอ้างอิงเป็นตัวอย่างที่ดีของกรอบความคิด ใหญ่เกินไปที่จะล้มเหลว
ดร. นาดยา ผู้เชี่ยวชาญการคิดค้นใหม่ รู้จักกันเป็น “Reinvention Guru” ได้สร้างถ้อยคำอาการไททานิค อธิบายโรคบริษัท ตรงที่องค์การตาบอดโดยความเชื่อมั่นเกินไป ความหยิ่งยะโส และความสำเร็จที่ผ่านมา ล้มเหลวที่จะรับรู้ความเป็นจริงใหม่ เเละทำให้เกิดความล้มเหลวของพวกเขาเอง ที่ กำเนิดมาจากความหายนะของไททานิค 1912 การเปรียบเทียบนี้ได้เตือนว่าการขึ้นอยู่กับความสำเร็จที่ผ่านมา – เชื่อว่าคุณใหญ่เกินไปที่จะลัมเหลว – นำพาไปการตกต่ำที่ทำตัวเอง เธอได้อธิบายบริษัทคล้ายกับไททานิคที่ไม่จมได้ละเลยอันตรายเนื่องจากความเชื่อมั่นเกินไปอย่างไร เธอยืนยันว่าธุรกิจเผชิญกับ “ภูเขาน้ำเเข็ง” ทุกไม่กี่ปี และล้มเหลวที่จะคิดค้นใหม่ ทำให้พวกเขาจมลง
แนวคิดได้เเสดงว่า 89% ของบริษัทฟอร์จูน 500 ได้หายไป และเน้นย้ำ
ความต้องการ เพื่อการคิดค้นใหม่อย่างสม่ำเสมอรวดเร็ว – ทุก 2-5 ปี – แนวคิดได้ถูกทำให้เป็นทางการ ภายในหนังสือ 2018 ของเธอ “Titanic
Syndrome” เธอยืนยันว่าวิถีทางเดียวเท่านั้นที่จะหลีกเลี่ยงอาการไททา
นิคคือผ่านทางการคิดค้นใหม่อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่วิกฤติทำให้มันจำเป็น
เหมือนกับไททานิค ถูกดูเหมือนไม่สามารถจม บริษัทสมัยใหม่มักจะล้มเหลว เนื่องจากเชื่อมั่นเกินไป ละเลยสัญญานเตือนเริ่มแรก – ภูเขาน้ำแข็ง
และขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ที่ล้าสมัย
เธอได้พัฒนาถ้อยคำ บนพื้นฐานการวิจัยนานทศวรรษไปสู่ทำไมบริษัท
ที่บรรลุความสำเร็จได้ล้มเหลว เมื่อเผขิญกับวิกฤติ เธอได้สังเกตุว่าบริษัทที่พังทลายมักจะสะท้อนแบบแผนการตัดสินใจมองเห็นระหว่างการจมของไททานิค โดยเฉพาะความเชื่อต่อความไม่สามารถทำลายได้ของตัวมันเอง
ความเชื่อว่าไททานิคไม่สามารถจมนำพาไปสู่ความใจเย็นอย่างมากอาการ
ไททานิคนี้ – ความล้มเหลวที่จะปรับตัวต่อความเป็นจริงใหม่เนื่องจากความเชื่อมั่นจนเกินไป – หมายความว่าการระมัดระวังความปลอดภัยที่จำเป็นได้ถูกละเลย รายงานได้เสนอแนะว่าผู้บริหารไวท์สตาร์ ไลน์ รวมไปถึงบรูซ อิสเมย์ ได้กดดันกัปตันสมิธที่จะรักษาความเร็วสูง ที่จะชนะสถิติความเร็ว ทั้งที่มีการเตือนของภูเขาน้ำเเข็งภายในบริเวนนั้น
บริษัทยึดติดการควบคุมที่ล้าสมัย ที่บรรจุน้อยกว่าครี่งหนึ่งของเรือช่วยชีวิตเพื่อผู้โดยสารทุกคน การตัดสินใจนี้ให้ความสำคัญต่อความสวยงาม
ของดาดฟ้า เหนือความปลอดภัยของผู้โดยสาร การหลีกเลี่ยงที่จะรบกวนวิวของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง การเตือนที่สำคัญจากเรือลำอื่นเกี่ยวกับสนามน้ำแข็งไม่ได้ถูกส่งไปที่กัปตัน เพราะว่าผู้ปฏิบัติการวิทยุอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมาก เมื่อเรือที่อยู่ใกล้ได้พยายามส่งคำเตือนน้ำแข็งมา เขาได้ตอบว่า หุบปาก ผมกำลังยุ่ง เขาจะมุ่งที่การส่งข้อความส่วนบุคคลของผู้โดยสารที่มั่งคั่ง

วัฒนธรรมองค์การจมไททานิคได้อย่างไร เมื่อ ค.ศ 1912 ไททานิคเป็นเรือโดยสารใหญ่ที่สุด ณ เวลานั้น มันถูกสร้างภายในเบลฟาสท์ เพื่อการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตเเลนติก มันเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ภายในช่วงเวลาที่มันถูกสร้าง ไททานิคได้ถูกคิดเป็นเรือที่ไม่มีวันจม คนงานสามพันคนใช้เวลาสองปีสร้างไททานิค ไวท์ สตาร์ ไลน์ เป็นบริษัทถูกว่าจ้างไททานิคเป็นเจ้าของโดย เจ พี มอร์แกน นักการเงินอเมริกัน
วัฒนธรรมองค์การมีพลังขับเคลื่อนและรักษาธุรกิจไว้บนสุด หรือจมมัน เราทุกคนรู้เรื่องราวตอนจบ – ไททานิคเรือ 52,000 ตัน “ไม่มีวันจม” ลำเรือฉีกขาด และในที่สุดแตกสลายเป็นครึ่ง จมอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร เราทุกคนรู้เหตุผลด้วย การชนกับภูเขาน้ำแข็งใหญ่โตที่ไม่คาดหมายเราพูดเกี่ยวกับปัญหาหลายอย่างที่ทำให้ไททานิคจม คุณภาพของโลหะเรือน่าสงสัย การสร้างเรืออย่างรีบเร่ง แม้แต่ภายหลังการเตือน เรือเดินทาง ณ ความเร็วที่อันตราย เป็นต้น เรามีปัญหาอย่างหนึ่งสำคัญกว่าอย่างอื่น : ความเย่อหยิ่งและความเชื่อมั่นเกินไป
ข้อเท็จจริงที่สำคัญมากกว่าต่อบริษัทวันนี้คือ ไททานิค หายนะจากการเริ่มต้น เนื่องจากวัฒนธรรมบริษัทที่บกพร่อง ความเย่อหยิ่ง และความเชื่อมั่นเกินไปภายในความสำเร็จที่ผ่านมา การตรึงอยู่ภายในทุกด้านของการสร้างไททานิคจะเป็นสมมุติฐานของพลังที่ยิ่งใหญ่ของเรือ ภายในสายตาของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้อง มันไม่มีวันทำลายและไม่มีวันจม ทีมได้กลายเป็นเชื่อมั่นเกินไปและความพอใจ ไม่มีวันจมนำพาไปสู่การคิดไม่ถึงกัปตันไททานิควัดขนาดภูเขาน้ำแข็งอย่างไม่ถูกต้องมันจะเป็นสัดส่วนหนึ่งในสิบเท่านั้นที่มองเห็นด้วยเหตุนี้ไททานิคไม่มีวันจมได้จมลงภายในการเดินทาง
ครั้งแรก
เรามีภูเขาน้ำแข็งภายในองค์การของเรา วัฒนธรรมองค์การจะคล้ายกับ
ภูน้ำแข็งมากตามเรื่องราวของไททานิค เพราะว่าส่วนเล็กน้อยเท่านั้นของอะไรที่สร้างวัฒนธรรมมองเห็นได้ และทำนองเดียวกับภูเขาน้ำแข็ง ที่จม
ไททานิค ส่วนที่มองไม่เห็นของวัฒนธรรมสามารถจมเรือของบริษัทของเราถ้าปล่อยทิ้งไม่ให้ความสนใจ ส่วนที่มองไม่เห็นของวัฒนธรรมประกอบด้วยความเชื่อ ค่านิยม และสมมุติฐานไททานิคสามารถสอนเราได้มาก มันไม่ได้เป็นภูเขาน้ำแข็งนำไปสู่ความหายนะของเรือ แต่มันจะเป็นวัฒนธรรมของความเชื่อมันเกินไป ผู้นำของพวกเขา ไม่ยอมรับข้อบกพร่องที่มองไม่เห็นภายในการออกแบบเรือภูเขาน้ำแข็งทางวัฒนธรรมจะทำให้บริษัทของเรากลายเป็นไททานิคลำที่สอง

อิคารัส พาราดอกซ์ ได้อธิบายบริษัทลำดับสูงสุดอย่างเช่นไมโครซอฟท์ ตกต่ำลงเพราะว่าจุดเเข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา – การยึดครองตลาด ความเหนือกว่าทางเทคนิค – ได้กลายเป็นจุดอ่อนของพวกเขา – ความหยิ่งยะโส ความใจเย็น ความไม่ยืดหยุ่น – อย่างไร การปฏิรูปไมโครซอฟท์ของสัตยา นาเดลา ได้ถูกขับเคลื่อนโดยปรัชญาว่า วัฒนธรรมกินกลยุทธ์เป็นอาหารเช้า เขาได้รับรู้ว่าบริษัทกำลังเผชิญกับ อิคารัส พาราดอกซ์ ความสำเร็จที่ผ่านมากับวินโดว์ของมัน นำไปสู่วัฒนธรรมรู้ทุกอย่างที่หยิ่งยะโสที่ขัดขวางนวัตกรรมทำให้บริษัทพลาดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างเช่นโทรศัพท์มือถือ
อิคารัส พาราดอกซ์อธิบายจุดเเข็งยิ่งใหญ่ที่สุดของบริษัท – ปีกของมัน – สามารถนำพาการตกต่ำของมันอย่างไร ถ้ามันกลายเป็นเชื่อมั่นเกินไป ต่อไมโครซอฟท์แล้ว ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ภายในยุควินโดว์และพีซี ได้สร้าง วัฒนธรรมรู้ทุกอย่าง ความสำเร็จที่เพาะพันธ์ความหยิ่งยะโส ตรงที่บุคคลรู้สึกต้องการ ที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขามีคำตอบทุกอย่าง นาเดลลได้ทดแทนวัฒนธรรมรู้ทุกอย่างด้วยเรียนรู้ทุกอย่าง กระตุ้นบุคคลให้อยากรู้ และรับเอาการเรียนรู้ตอลดชีวิต การเปลี่ยนแปลงนี้ อยู่บนรากฐานกรอบความคิดการเจริญเติบโตมุ่งหมายที่จะส่งเสริมความอยากรู้ความเห็นอกเห็นใจ และ ความร่วมมือร่วมใจเหนือการเเข่งขันภายใน และการเรียงลำดับบุคคล เขา
ได้พิสูจน์ว่าวัฒนธรรมเรียนรู้ทุกอย่างเป็นยาแก้พิษต่ออิคารัส พาราดอกซ์ มันจะรักษาบริษัทให้ถ่อมตัว อยากรู้ และปรับตัว ภายในการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว
อิคารัส พาราดอกซ์ เป็นคำศัพท์ใหม่สร้างขึ้นมาโดย แดนนี่ย์ มิลเล่อร์ นักเศรษศาสตร์ชาวคานาดา มหาวิทยาลัยแมคกริลล์ ภายในหนังสือชื่อ “The Icarus Paradox”เมื่อ ค.ศ 1990 อิคารัส พาราดอกซ์ ได้ถูกประยุกต์ใช้กับบริษัทที่บรรลุความสำเร็จ และความสำเร็จในที่สุด นำพาพวกเขาไปสู่การตกต่ำ ความสำเร็จทำให้ บริษัทหยิ่งผยอง และในไม่ช้าพวกเขาจะสูญเสียการสัมผัสความเป็นจริง การนำบริษัทไปสู่การตกต่ำ มันจะพาดพิงถึงอิคารัสของตำนานกรีซที่ตกทะลตายเนื่องจากความล้มเหลวของปีกขี้ผึ้งที่ช่วยให้เอิคารัสบินหนีออกจากการติดคุกได้แต่เขาได้บินขึ้นสูงไปบนอากาศจน
ใกล้ดวงอาทิย์เกินไปจนปีกขี้ผึ้งละลายและตกทะเลตายในที่สุด
อิคารัส พาราดอกซ์ แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมเดิม หรือ “เส้นโคจร” เดิม
ทำให้บริษัทบางบริษัทบรรลุความสำเร็จนำไปสู่การตกต่ำของพวกเขาได้อย่างไรชื่อของหนังสือเล่มนี้จะได้มาจากเรื่องราวอิคารัส ตำนานของกรีซ เรื่องราวของชาวกรีซได้เล่าว่าเดดาลัสนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่แห่งเกาะครีต ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ไมโนส เดดาลัส มีลูกชายคนหนึ่งชื่อ อิคารัส ครั้งหนึ่งกษัตริย์ไมโนส ไม่พอใจเดดาลัส และได้เนรเทศเดดาลัส และลูกชายไปที่เกาะกลางทะเลแห่งหนึ่ง เดดาลัสได้บอกกับลูกชายว่าวันหนึ่งเราต้องหนีให้ได้ แต่ละวันพวกเขาได้เฝ้ามองจากหน้าต่าง เห็นท้องทะเลสีครามและฝูงนกนางนวลบินอย่างอิสระ
วันหนึ่งอิคารัสได้ฆ่านกนางนวลตัวหนึ่งและนำมาให้พ่อดู เดดารัส ได้เกิดความคิดทันที ด้วยการใช้ขนนกนางนวลเป็นปีกติดขี้ผิ้ง และกระพือปีกจนบินได้จริง เพื่อที่จะบีนหนีไปจากเกาะ แต่เขาได้เตือนอิคารัสว่า อย่าบินสูงใกล้ดวงอาทิตย์จนเกินไป เพราะว่าแสงอาทิตย์จะละลายปีกขี้ผึ้งทำให้ตก
ทะเลได้ เริ่มแรกอิคารัสบินด้วยความระมัดระวัง แต่ความเชื่อมั่นได้เกิดขึ้นทีละน้อย และเริ่มต้นสนุกสนานกับการบินได้ของเขา เขาได้บินสูงขึ้น และสูงขึ้น พ่อของเขาได้ร้องตะโกนว่า “อย่าบินสูงเกินไป” แต่อิคารัสไม่ได้ยินและความคึกคะนองของอิคารัส อยากจะรู้ว่าบินได้สูงแค่ไหน เขาได้บินสูงขึ้นไปจนใกล้ดวงอาทิตย์ ปีกขี้ผึ้งละลายทำให้อิคารัสตกทะเลอีเจียนตายในที่สุด
นี่คือทำไมเราได้เรียกว่า อิคารัส พาราดอกซ์ สิ่งเดียวกันที่ทำให้อิคารัสบรรลุความสำเร็จบินได้และหนีจากคุก และสิ่งเดียวกันที่ทำให้เขาตกทะเลตายเนื่องจากความเชื่อมั่นมากเกินไปอิคารัสกลายเป็นมองไม่เห็นอันตรายจากการบินใกล้ดวงอาทิตย์มากเกินไป นี่คือสิ่งที่เรามักจะมองเห็นบริษัทที่บรรลุความสำร็จได้กระทำอย่างเดียวกัน บริษัทได้บรรลุความสำเร็จจากการกระทำสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ได้ทำให้บริษัทมีความเชื่อมั่นมากเกินไป และมองไม่เห็นอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ที่
ได้นำบริษัทไปสู่การตกต่ำในที่สุดคำว่า พาราดอกซ์ หมายถึงสิ่งที่มีความขัดแย้งภายในตัวเอง การคิดค้นปีกได้ช่วยให้อิคารัสบินหนีจากคุกได้ แต่ในที่สุดได้นำไปสู่การตกทะเลตาย
เนื่องจากความเชื่อมั่นที่สูงจนเกินไปของอิคารัส เขากลายเป็นมองไม่เห็นอันตราย จากการบินใกล้ดวงอาทิตย์จนเกินไป คำพูดประชดคือปีกทำให้อิคารัสบินได้ ดังนั้นความขัดแย้งภายในตัวเองคือทรัพย์สินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาได้นำเขาไปสู่การเสียชีวิตของเขาด้วย แดนนี่ มิลเลอร์ วิจัยบริษัทมากกว่า 200 บริษัท ได้ค้นพบว่า ความสำเร็จจะดึงดูดบริษัทไปสู่ความล้มเหลว ด้วยการยุยงความเชื่อมั่นเกินไป ความหลงพึงพอใจ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การกล่าวเกินจริง และการหยิ่งยะโสการบรรลุความสำเร็จของบริษัท ได้เพาะพันธ์ุเมล็ดของการตกต่ำในอนาคตของบริษัท
สาระสำคัญคือความสำเร็จจะสร้างความเชื่อมั่นต่อทางเลือกของการกระทำในขณะนี้ และความเชื่อมั่นจะอคติต่อการตัดสินใจในอนาคตเมล็ดพันธุ์ของการตกต่ำจะถูกหว่านภายในความสำเร็จของกลยุทธ์ที่ผ่านมา บริษัทที่บรรลุความสำเร็จจะมองไม่เห็นอันตรายจากการพัฒนาทางธุรกิจ และนำ
พาบริษัทไปสู่การตกต่ำในที่สุด
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







