วลาดิเมียร์ เลนิน: เทวดาหรือซาตาน ตอนที่ 2

วลาดิเมีนร์ เลนิน: เทวดาหรือซาตาน ตอนที่ 2
ทหารประชาธิปไตย
การปฏิวัติครั้งใหญ่ปี ค.ศ 1917
แม้ว่าการปฏิวัติโดยประชาชนในรัสเซียเมื่อ ค.ศ 1905 นั้นจะล้มเหลวแต่กระแสปฏิวัติได้แพร่กระจายออกไปยังมวลชนอย่างกว้างขวางและทำให้แนวคิดการปฏิวัติสังคมนิยมในรัสเซียยิ่งเข้มแข็ง แม้ผู้นำหลายคนจะถูกจับกุมคุมขังโดยฝ่ายของพระเจ้าซาร์ ในขณะที่แนวคิดของการปฏิวัติประชาธิปไตยของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ต้องการจะนำการเปลี่ยนแปลงประเทศตามแนวของฝรั่งเศสนั้นคือการสร้างระบอบประชาธิปไตยภายหลังการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสซึ่งล้มลุกคลุกคลานสูญเสียชีวิตผู้คนมากมาย และใช้เวลาร่วม100ปีกว่าจะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาได้ครั้นเกิดความล้มเหลวในการปฏิวัติปี ค.ศ 1905 ของรัสเซียแนวคิดทำนองนี้ก็ถูกทำให้อ่อนแอจากการปราบปรามและสูญสลายไปในที่สุด
อย่างไรก็ตามจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการประเทศแม้จะมีความต้องการจัดการปฏิรูปประเทศก็ตาม แต่บาดแผลจากการกดขี่ของระบอบทรราชย์ตลอดจนการคอร์รัปชั่นที่แพร่ระบาดในวงราชการตลอดการปลุกระดมกระแสปฏิวัติสังคมนิยมในรัสเซียก็ทำให้เกิดการก่อตัวในการปฏิวัติขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ 1917
ภายหลังการทรุดโทรมทางเศรษฐกิจของประเทศ การไร้ประสิทธิภาพในการทำสงครามกับเยอรมัน การพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าในแนวหน้าที่ขาดการส่งกำลังบำรุงที่ดี และอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ล้าสมัยทำให้ประชาชนรัสเซียเสื่อมศรัทธาในการบริหารจัดการของรัฐบาลตลอดจนเสียความภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิรัสเซีย
การปฏิวัติ 1917 เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์เมื่อฝ่ายปฏิวัติสามารถล้มรัฐบาลของพระเจ้าซาร์ลงได้ และมีการปฏิวัติในละลอก 2 ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน เมื่อพรรคบอลเชวิคสามารถเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ
แม้จะต้องเผชิญกับการต้อสู้กับพวกปฏิกิริยา และการโจมตีจากภายนอกประเทศก็ตาม แต่พรรคบอลเชวิดก็สามารถรักษาการปฏิวัติสังคมนิยมของตนไว้ได้
คงทราบกันดีแล้วว่าการปฏิวัติ ค.ศ 1917 เป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติปี ค.ศ 1905 ครั้นพระเจ้าซาร์และรัฐบาลของพระองค์สามารถปราบปรามการปฏิวัติในปี 1905 ได้สำเร็จแต่ความสัมพันธ์และความผูกพันระหว่างซาร์กับประชาชนนั้นขาดสะบั้นลง ด้วยรัฐบาลของพระองค์ยังคงปล่อยให้มีการคอร์รัปชั่นอย่างมากมาย ตลอดจนความล้มเหลวในการบริหารประเทศส่งผลทำให้ประชาชนส่วนใหญ่อดอยากยากแค้น ในขณะที่บรรดาชนชั้นปกครองยังเสวยสุขอย่างฟุ่มเฟือย
นโยบายการปฏิรูปของซาร์ล้มเหลว รวมทั้งมีการยุบสภาดูมาหลายครั้งปัญหาเดิมๆก็ยังคงกลับมาไม่ว่าจะเป็นการขูดรีดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานหรือชาวไร่ชาวนา ทำให้แม้แต่พวกสายกลางก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล ชนส่วนน้อยในภูมิภาคต่างๆก็แข็งข้อต่อต้านและปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมามากขึ้น ยิ่งรัฐบาลล้มเหลวในการทำสงครามกับเยอรมันที่กองทัพรัสเซียยับเยินสูญเสียกำลังพลและพ่ายแพ้ในทุกสมรภูมิทำให้เกิดการปลุกกระแสการปฏิวัติที่จะสร้างชาติให้เข้มแข็งขึ้นใหม่
ความอดอยากหิวโหยก็เป็นอีกปัจจัยที่ก่อให้เกิดการจลาจลขึ้นทั่วๆไปโดยเฉพาะในเมืองหลวงคือ เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็น เปโตรกราด วันที่ 24 กุมภาพันธ์เมื่อคนส่วนใหญ่ในโปโตรกราดเข้าร่วมกับขบวนการปฏิวัติ พระเจ้าซาร์จึงถูกบังคับให้สละราชสมบัติและเมื่อน้องชายองค์คือแกรนด์ดยุคไมเคิล ปฏิเสธที่จะสืบต่อราชสมบัติ ราชวงศ์โรมานอฟที่เคยปกครองรัสเซียมากว่า 300 ปีก็เป็นอันจบสิ้น
คณะกรรมาธิการของสภาดูมา ได้แต่งตั้งให้มีรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาบริหารประเทศแทนระบอบกษัตริย์ แต่ก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านจากสหภาพแรงงานเปโตรกราด และกลุ่มทหารผ่านศึก โดยกลุ่มต่อต้านนี้ได้ทำการคัดสรรค์ตัวแทนจากโรงงานและตัวแทนจากหน่วยทหารในเปโตรกราดและปริมณฑล ขึ้นมาเป็นคณะในการบริหารประเทศภายใต้คณะกรรมการที่คัดเลือกมาจากตัวแทนเหล่านั้น และภายในเวลาอันไม่นานคณะกรรมการดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีอำนาจการปกครองที่แท้จริงเหนือกว่ารัฐบาลเฉพาะกาล ซึ่งก็ยังคงดำเนินนโยบายการทำสงครามในยุโรป
ในวันที่ 1 มีนาคม สหภาพได้ออกคำสั่งฉบับที่ 1 ให้กองทัพฟังคำสั่งและขึ้นตรงสายการบังคับบัญชาต่อสหภาพเท่านั้นและรัฐบาลเฉพาะการก็หมดสภาพที่จะขัดขืนคำสั่งนั้น ทำให้สหภาพประกาศตนอย่างเปิดเผยว่าพวกเขาคือรัฐบาลที่แท้จริงของรัสเซียโดยไม่ต้องเกรงกลัวการทำรัฐประหารของฝ่ายอนุรักษ์นิยม
ระหว่างเดือนมีนาคมถึงตุลาคม รัฐบาลเฉพาะการได้มีการปรับโครงสร้างถึง 4 ครั้ง ชุดแรกประกอบด้วยรัฐมนตรีเสรีนิยมทั้งหมดยกเว้นนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นสังคมนิยมคือ อเล็กซานดร์เอฟเคอเรนสกี้ชุดต่อๆมาเป็นรัฐบาลผสม แต่ก็ไม่มีชุดไหนสามารถแก้ปัญหาของชาติที่รุมเร้าอยู่ได้ ชาวไร่ชาวนาเข้ายึดครองที่ดินของเจ้าขุนมูลนาย ส่วนประเทศราชทั้งหมดก็ประกาศอิสรภาพด้วยแนวคิดชาตินิยม ด้วยกองทัพก็ขาดขวัญและกำลังใจที่จะทำสงครามในแนวหน้าต่อไป
ในขณะที่สหภาพในเปโตรกราดกลับสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล่ชิดได้มากกว่ารัฐบาลเฉพาะกาล โดยการขยายเครือข่ายไปยังเมืองต่างๆทั้งเล็กและใหญ่ตลอดจนภายในกองทัพ
ประเด็นสำคัญคือประชาชนและกองทัพต้องการให้รัสเซียถอนตัวจากสงครามในยุโรปด้วยการทำสัญญาสงบศึกกับเยอรมันโดยปราศจากเงื่อนไข ทั้งนี้เพราะกลุ่มสังคมนิยมเข้ามามีบทบาทนำอย่างมากต่อประชาชนของโซเวียต พอถึงช่วงเดือนมิถุนายนกลุ่มปฏิวัติสังคมนิยมเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากสุดคือ สมาชิกเกือบทั้งหมดมาจากพรรคมานเชวิคและพรรคบอลเชวิค
เมื่อ เคอเรนสกี้มาเป็นหัวหน้ารัฐบาลในเดือนกรกฎาคม ก็ได้สยบความพยายามก่อรัฐประหารของผู้บัญชาการกองทัพ Lavr Georgiyevich แต่บางกระแสบอกว่าความจริงเคอเรนสกี้สมคบกับคอนิรอฟแต่เมื่อเห็นว่าจะสู่ฝ่ายปฏิวัติไม่ได้จึงกลับลำ แต่เคอเรนสกี้ ก็ล้มเหลวในการแก้ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ และการก่อความวุ่นวายของกองทัพประเด็นสำคัญคือพรรคที่สนับสนุนเขาคือ Revolutionary Party เกิดการแตกแยกอย่างสำคัญคือ ปีกซ้ายของพรรคแยกตัวออกไป ทำให้อำนาจของรัฐบาลเฉพาะกาลยิ่งอ่อนด้อยลงไป ในขณะที่ฝ่ายสหภาพกลับแข็งขึ้น โดยเฉพาะอิทธิพลของพรรคบอลเชวิคและพันธมิตรมีมากขึ้น
ในเดือนกันยายนพรรคบอลเชวิคและพันธมิตรก็เข้าครองอำนาจทั้งในเปโตรกราดและมอสโคว์ โดยชิงอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือพรรคมานเชวิค
เมื่อมีอำนาจปกครองเต็มที่บอลเชวิคก็จัดนโยบาย “สันติสุข ที่ดิน และขนมปัง” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและพรรคปฏิวัติพันธมิตร
ในเดือนตุลาคม (24-25) บอลเชวิคและพันธมิตรก็ทำรัฐประหารแบบไม่เสียเลือดไม่เสียเนื้อโดยเข้ายึดที่ทำการของรัฐบาลที่เคอเรนสกี้ใช้ในการบริหารงานได้ทั้งหมด รวมทั้งสถานีโทรเลขและจุดยุทธศาสตร์อื่นๆแม้เคอเรนสกี้จะพยายามต่อต้านแต่ก็ล้มเหลว จนตัวเองต้องหนีออกไปต่างประเทศ
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองสภาประชาชนของโซเวียตก็มีมติสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลที่สมาชิกส่วนใหญ่มาจากบอลเชวิค
เป็นอันว่าการปฏิวัติสังคมนิยมของรัสเซียมาถึงจุดสุดท้ายของการเริ่มต้นก่อนที่จะขยายตัวออกไปเป็นสหภาพโซเวียตรัสเซียในที่สุด
แต่การปฏิวัตินี้คงจะไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างงดงามหากไม่มีผู้นำอย่าง วลาดิเมียร์ เลนิน







