ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (37)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (37)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
เหี่ยวเฉาไปแล้ว และจึงไม่ให้ผล เพราะหากมันเต็มไปด้วยผล อัลลอฮ์ก็คงมิต้องบอกให้มัรยัมเขย่าไปที่ต้นของมัน และนางก็จะ ได้กินจากมันอย่างอิ่มหน้า มันเป็นช่วงที่เริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว เมื่อต้นไม้เริ่มหยุดให้ผล เพราะฉะนั้นอัลลอฮ์ มีพระประสงค์ที่จะ แสดงปาฏิหาริย์ของพระองค์ จึงทรงทำให้ใบและผลของมันเติบโตขึ้น บนต้นไม้อันเก่าแก่ที่เหี่ยวเฉานี้
อิบนิ อับบาส ได้เคยเล่าเรื่องไว้ว่า เมื่อมัรยัมรู้สึกเจ็บครรภ์ และรู้สึกกระวนกระวาย นางจึงเดินออกมาและมุ่งตรงไปยังเนินเขา เดี๋ยๆลูกหนึ่ง เมื่อนางไต่ขึ้นไป นางจึงเห็นต้นอินทผาลัมแห้งต้นหนึ่ง ขนางจึงเดินออกมาและมุ่งตรงไปยังเนินเขา ซึ่งไม่มีทั้งใบและผล นางจึงนั่งลงใต้ต้นไม้ต้นนั้น และจึงคลอดอีซา ออกมา เมื่อมัรยัมปรารถนาในความตาย เทพกาเบรียลจึงส่งเสียงเรียก นางจากเบื้องล่างของเนินเขาลูกนั้น ไม่ให้นางต้องกลัว หรือเศร้า โตกอันใด เพราะอัลลอฮ์ทรงจัดเตรียมน้ำจากลำธารนั้นไว้ให้กับ นางเรียบร้อยแล้ว เพื่อว่านางจะได้ดื่มกินและทำความสะอาดตนเอง ด้วยกับการอาบ และเขย่าต้นไม้นั้นเพื่อทำให้ลูกหล่นลงมา
“ดังนั้นจงกินและจงดื่มและทำให้ดวงตาแจ่มใส หากเมื่อเจ้า พบเห็นบุคคลใดก็จงกล่าวว่า “แน่แท้ฉันได้กล่าวสาบานไว้ว่า จะถือศีลอดต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ดังนั้นฉันจะไม่พูด กับผู้ใดในวันนี้ ” (19:26)
บางทีนางอาจจะได้รับอนุญาตให้พูดได้แต่เพียงเท่านี้ หรือไม่ก็ เป็นการแสดงออกของท่าทางในกฎเกณฑ์ทางศาสนาของพวกเขา การ ถือศีลอดก็คือการเข้าเงียบ หรือ (การเข้าเงียบ) ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง ของการถือศีลอดและสิ่งเหล่านี้อีซาได้เคยกล่าวไว้ อะลี อิบนิ อิบรอฮีม ได้เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อมัรยัม ต้องตกอยู่ในความเศร้าระทมและ เศร้าเสียใจภายหลังจากการถือกำเนิดของอีซา และปรารถนาในความ ตาย อีซาจึงกล่าวขึ้นใกล้กับเท้าของนาง บอกนางไม่ต้องวิตกกังวล (ดังที่ได้บรรยายไว้) และเมื่อนางยื่นมือของนางออกไปยังต้นอินทผาลัม ผลอันสุกของมันจึงตกลงมาใส่มือของนาง เมื่อได้เห็น ดังนี้ นางจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก ด้วยกับความอัศจรรย์ อีชาจึง บอกกับนางว่า “จงห่อฉันไว้ด้วยกับผ้าอ้อมเถิด” เขา (อีซาบอก กับนางในสิ่งใดก็ตามที่จำเป็นและบอกกับนางเช่นกันว่า “หากท่านพบ บุคคลใดก็จงบอกเถิดว่าท่านกำลังถือศีลอด” (และอื่นๆอีกดังที่ได้ บรรยายไว้แล้ว)
มีการรายงานไว้ในแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าอิมาม ยะอฺฟัร อัศศอดิก กล่าวว่า การถือศีลอดนั้นมิได้หมายถึงการงดเว้นจากอาหารและ เครื่องดื่ม พวกท่านไม่รู้ดอกหรือว่า มัรยัมกล่าวว่า “ฉันสาบานที่จะ ถือศีลอด” หมายความว่า “ฉันจะไม่พูด ยกเว้นการกล่าวถึงบรรดา พระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกรียงไกร และรำลึกถึงพระองค์” และ มีการกล่าวไว้ในวจนะต่างๆที่เชื่อถือได้ว่า ต้นอินทผาลัมที่มัรยัม บริโภคนั้นเป็นพันธุ์ อัจญวะห์ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด
อิบนิ บาบะวัยน์ ได้รายงานมาจากวะฮับ อิบนิ มุนับบะห์ เมื่อมัรยัมเข้ามาใกล้ต้นอินทผาลัม พระนางรู้สึกหนาวสั่น อันเนื่อง จากความหนาว ดังนั้นยูซุฟ นัจจาร์ จึงรวบรวมกิ่งไม้มาวางไว้รอบตัว นาง และจึงจุดพื้นขึ้นทำให้มัรยัมรู้สึกอุ่นขึ้น เขาได้มอบลูกวอลนัทให้ กับนางเจ็ดลูกจากกระเป๋าของเขา เป็นเพราะเหตุนี้ที่ชาวคริสเตียนจึง จุดไฟขึ้นในคืนวันเกิดของอีซา และเล่นลูกวอลนัตและนางจึงมาหา ผู้คนของนางโดยอุ้มเขามา พวกเขากล่าวว่า “โอ้มัรยัม แน่แท้เจ้าได้ทำ เรื่องที่แปลกประหลาด “โอ้น้องสาว ของฮารูน บิดาของเจ้าก็ไม่ได้เป็น คนเลวร้ายอะไร และมารดาของเจ้าก็มิได้เป็นผู้หญิงที่สำส่อน
อะลี อิบนิ อิบรอฮีม เล่าเรื่องไว้ว่า เมื่อผู้คนมองหามัรยัม ไม่พบในห้องละหมาด พวกเขาจึงออกไปตามหานาง และซะกะรียา ก็ออกไปมองหานางเช่นกัน พวกเขาจึงพบนาง กลับมาด้วยกับการ อุ้มอีซาไว้ในอ้อมกอดของนาง บรรดาสตรีของชาวอิสราเอลจึงรวม ตัวกันโดยกล่าวดูถูกเหยียดหยามเธอ และถ่มน้ำลายใส่เธอ มัรยัมมิได้ให้ความสนใจอะไรแก่พวกนาง และจึงเข้าไปที่แท่นเทศนาของ มัสยิด ซะกะรียาและผู้คนแห่งชาวอิสราเอลจึงเข้ามาหานาง พร้อมกับ อย่างใหญ่หลวงที่เจ้าได้นำมาสู่ชาวอิสราเอล” พวกเขาต่างเรียกนางว่า กล่าวว่า “โอมัรยัม เจ้าได้กระทำผิด มันเป็นความน่าละอาย เป็น “นองสาวของฮารุน” เพื่อเป็นการดูถูกเหยียดหยามนาง ฮารุน เป็นฆาตรกรสังหารผู้คน ดังเป็นที่รู้จักกันกระฉ่อน บางคนกล่าวว่า ฮารูนเป็นคนดี และผู้คนมักจะกล่าวถึงในเรื่องของการกระทำความดี บางคนกล่าวว่า ฮารูนเป็นคุณลุงทางมารดาของมัรยัม มีรายงานไว้ว่า อิมาม อัลบาเกรกล่าวไว้ว่า มีผู้หญิงจำนวนเจ็ดสิบคนที่กล่าวใส่ร้าย ต่อมัรยัมโดยกล่าวว่า “แน่แท้เจ้าได้กระทำเรื่องที่แปลกแท้ๆ” ดังนั้น อัลลอฮ์จึงทรงประทานอำนาจในการพูดจาให้กับอีชา เขาจึงกล่าวกับ บรรดาผู้หญิงดังว่า “ความพินาศจงมีแด่พวกเจ้า ที่ได้กระทำการใส่ร้าย อย่างผิดๆให้กับมารดาของฉัน ฉันเป็นข้าทาสของอัลลอฮ์ พระองค์ ทรงแต่งตั้งฉันให้เป็นศาสนทูตของพระองค์และทรงประทานคัมภีร์ให้ กับฉัน ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันจะฟ้องร้องพวกเจ้า” ที่ท่านได้ลงโทษ พวกเขาในข้อหาสบประมาท ภายหลังจากที่ท่าน (เติบโต)เป็นศาสดา แล้ว นางจึงชี้ไปที่ตัวของเขาและพวกเขาจึงพากันกล่าวว่า “เราจะ พูดกับผู้ที่เป็นเด็กน้อย ที่อยู่ในเปลได้อย่างไร” เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “ฉัน เป็นข้าทาสของอัลลอฮ์ พระองค์ทรงประทานคัมภีร์ให้กับฉัน และ ทรงทำให้ฉันเป็นศาสดา พระองค์ทรงประทานความจำเริญให้กับฉัน ไม่ว่าฉันจะอยู่ ณ ที่ใด และพระองค์ทรงพึงพอพระทัยกับการละหมาด และการบริจาคซะกาต (กุศลทาน) ตราบเท่าที่จะมีชีวิตอยู่” มีรายงาน ไว้ว่า อิมาม ยะอ์ฟัร อัศศอดิกกล่าวว่า (มันหมายถึง) “ฉันถูกทำให้เป็น ประโยชน์ เพราะผู้คนจะได้ประโยชน์จากฉัน เพราะฉันมีความรู้และ ความสมบูรณ์และมีความสามารถที่จะรักษาคนป่วย และทำให้ผู้คน ที่พวกเขาตาย ทั้งด้านนอก และด้านในมีชีวิตกลับคืนมา” และ พระองค์ทรงพึงพอพระทัยต่อฉันในการละหมาดและการบริจาคทานตราบใดที่มีชีวิตอยู่และทำหน้าที่ต่อมารดาของฉัน พระองค์มิได้ทรงทำ ให้ฉันเป็นผู้ทะนงตน และขาดความจำเริญ พระองค์ทรงปกป้องฉัน จากการเป็นผู้ที่ละเมิดผ่าฝืน เป็นบุตรที่ไร้ค่าต่อมารดาของฉัน สันติจงมีแต่ฉัน นับแต่วันที่ฉันเกิด และในวันที่ฉันตาย และในวันที่ถูก ทำให้พื้นคืนชีพ เมื่อความมหัศจรรย์นี้ปรากฏขึ้นและอีซา ได้กล่าวถึง เรื่องเหล่านี้ทั้งหมด ผู้คนจึงมารับรู้ว่า มัรยัมเป็นผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์ และไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่พวกเขาต่างจินตนาการกันไว้ และ สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญานต่างๆของความเกรียงไกรของอัลลอฮ์
มีสายรายงานไว้ว่า อิมาม อัลบาเกร เคยกล่าวไว้ว่า มัรยัมได้รับ ข่าวดีต่างๆถึงการมาของอีซาอย่างไร? วันหนึ่งขณะที่นางนั่งอยู่ใน ห้องละหมาด ณ สถานที่แห่งการเคารพภักดี เมื่อเทพกาเบรียล ลงมาปรากฏในรูปของชายคนหนึ่ง และหยดน้ำลายของเขาลงบนคอเสื้อของชุดกระโปรงของเธอ นางจึงตั้งครรภ์ในทันที อีซาจึงถือกำเนิดขึ้นในวันนั้น จนถึงขณะนั้นบนหน้าแผ่นดินนี้จะไม่มีต้นไม้ใด เลยที่จะไม่ให้ผลและไม่มีต้นไม้ใดเลยที่มีหนาม จนกระทั่งคนบาปผู้เป็น บุตรหลานของอาดัมทำการตั้งภาคีโดยยัดเยียดภรรยา และบุตรชายให้ กับอัลลอฮ์ ทำให้แผ่นดินต้องสั่นไหว ผลไม้อันตธานไปจากต้นไม้ และหนามจึงงอกออกมาแทนที่ บรรดาซาตานต่างมารวมตัวกัน อยู่รอบ อิบลีส หัวหน้าของมันพร้อมกับกล่าวว่า ” คืนนี้มีทารกน้อย ผู้หนึ่งถือกำเนิด เพราะเด็กคนนี้ที่ทำให้เทวรูปทุกองค์ในโลกนี้ต้อง ล้มคมลง” เมื่อได้ยินดังนี้ อิบลีสผู้ถูกสาปจึงบังเกิดความกังวล มันจึงไปยังตะวันออกและตะวันตก แต่ไม่อาจพบเห็นร่องรอยของเขา จนกระทั่งมันมายังอารามแห่งหนึ่ง ณ ที่นั้น มันเห็นบรรดาทวยเทพ กำลังห้อมล้อมสถานที่นั้นอยู่ ซาตานผู้ถูกสาป พยายามที่เข้าไปใน อารามนั้นแต่ทวยเทพสั่งให้มันออกไปจากสถานที่นั้น มันจึงถามว่า บิดาของทารกแรกเกิดผู้นี้เป็นใครกัน พวกเขาต่างกล่าวว่า กรณีของ เขานี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของอาดัม ผู้ซึ่งอัลลอฮ์ทรงสร้างขึ้นโดยปราศจากบิดา อิบลีสจึงพูดย้อนขึ้นว่า “ฉันจะทำลายล้างสี่ในห้าส่วนของ ประชากรมนุษย์อันเนื่องมาจากบุตรชายผู้นี้
ยังมีรายงานที่ดีอีกบทหนึ่ง กล่าวไว้ว่า อิมาม อัศศอดิก กล่าวว่า “ในคืนของการขึ้นเมี้ยะรอจ (การขึ้นสู่ฟากฟ้าของท่าน ศาสดา) เทวทูตญิบรออีลได้ขอให้ท่านศาสดามาหยุดอยู่ ณ สถานที่หนึ่ง และขอให้ท่านลงมาจากสัตว์แห่งสวรรค์ตัวนั้นที่เดินทางด้วยความเร็ว ดุจสายฟ้าแล็บ และขอให้ท่านทำการละหมาด และถามว่ามันเป็น สถานที่ใดกัน ทูตญิบรออีลกล่าวตอบว่า ที่นี่คือภูเขาซีนายซึ่งเป็น สถานที่ที่อัลลอฮ์ทรงสนทนากับมูซา จากนั้นท่านจึงเดินทางต่อไป อีกสักระยะหนึ่ง ทูตญิบรออีลจึงขอร้องท่านศาสดาอีกครั้งหนึ่งให้ลง มาทำการละหมาด ท่านสอบถามถึงสถานที่นั้น ญิบรออีลจึงแจ้งให้ ท่านทราบว่ามันคือนครเบทลาเฮ็ม อันเป็นสถานที่ที่อีซาถือกำเนิด
มีบันทึกอยู่ในวจนะหนึ่งที่เชื่อถือได้ว่า อบู บากิร ถามอิมาม อัดศอดิก ว่า ทำไมอัลลอฮ์จึงสร้าง อีซา มาโดยปราศจากบิดา ท่าน กล่าวตอบว่า “เพื่อว่าผู้คนจะได้เข้าใจถึงความประเสริฐของเขา และ ตระหนักว่า อัลลอฮ์ทรงสามารถกระทำได้ในทุกสิ่ง”
มีบันทึกไว้ในวจนะอันจริงแท้อย่างมากมายว่า วิญญานที่ถูก เป่าเข้าไปในอีซานั้น พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาและมันเป็นความ ประเสริฐเลอเลิศและสูงส่งกว่าวิญญานชนิดอื่นๆ
มีการเล่าขานกันไว้ในฮะดีษจำนวนมาก ทั้งของสายซุนนี และชีอะฮ์ว่า ท่านศาสนทูตแจ้งให้ อะมีรุ้ลมุอมีนีน ทราบว่า “เจ้าจะเป็น เช่นเดียวกันกับอีซาบุตรของมัรยัมผู้ซึ่งผู้คนจะกระทำกับเขาอย่างสุด โด่ง พวกเขาต่างเรียกขานเขาว่าเป็นอัลลอฮ์ และเป็นบุตรของอัลลอฮ์ บางคนเป็นศัตรูกับเขาถึงขนาดที่ว่าพวกเขาเรียกขานเขาว่า เป็นผู้ถือกำเนิดมาอย่างมิชอบ และกล่าวหาเขาว่าเป็นบุตรของยูซุฟ นัจจาญ ผู้คนทั้งสองกลุ่มนี้ไปนรก ส่วนกลุ่มที่พิจารณาเห็นว่าเขาเป็นข้า ทาสผู้หนึ่งและเป็นศาสดาของอัลลอฮ์จะได้ดำรงอยู่ในศาสนาของเขา

