ไทยระส่ำจับนักเตะ”หะกีม”

FE6
สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ไทยระส่ำจับนักเตะ”หะกีม”
คงผ่านตากัน ไม่มากก็น้อยนะครับ สำหรับข่าวอดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน“หะกีม อัล-อะรออิบี”(Hakeem al-Araibi)วัย ๒๕ ปี ถูกตำรวจไทยจับกุม ขณะเดินทางมาพักผ่อนในไทย ทันทีที่เดินทางจากออสเตรเลียถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
เป็นการจับกุมตามคำร้องขอ ของทางการบาห์เรน ผ่านมาทางตำรวจสากลหรือ”อินเตอร์โพล”ฐานกระทำความผิดทางอาญา แถมถูกศาลชั้นต้นสั่ง(ลับหลัง)จำคุก ๑๐ ปี ไปแล้วก่อนหน้านี้
จนกลายเป็นข่าวดังไปอีกข่าวหนึ่ง เพราะมีเสียงเรียกร้อง จากฝ่ายต่างๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ให้ไทยปล่อยตัวเขาให้กลับไปออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบัน เขาเป็นนักฟุตบอลในทีมสังกัดสโมสรกึ่งอาชีพ”ปาสโก เวล”ในนครเมลเบอร์น รัฐวิคตอเรีย หลังจากได้รับสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองในแดนจิงโจ้ ซึ่งยอมรับว่า เขาคือผู้ลี้ภัยที่สามารถพำนักอยู่ได้อย่างถาวร
เสียงเรียกร้องให้ไทยปล่อยตัวนั้น ไม่เพียงจะดังมาจากรัฐบาลออสเตรเลียเท่านั้น แต่ยังมาจากสหพันธ์ฟุตบอลออสเตรเลีย(เอฟเอฟเอ) จากสมาคมนักฟุตบอลอาชีพออสเตรเลียและ”ฟีฟา”อันโด่งดัง ที่รู้จักกันในชื่อเต็มว่า “สหพันธ์สากลแห่งสมาคมฟุตบอล”
ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึง จากสื่อสังคมที่พากันเรียกร้องแถมถล่มประเทศไทยกันเป็นเสียงเดียว ในคำถามที่ว่ากักตัวไว้ทำไม(วะ)
เดือดร้อนให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้อง(เสียเวลาหาเสียง)ออกมาแถลงชี้แจง ว่าเรื่องนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล(นะว้อย) จะเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ อยู่ที่ศาลจะพิจารณาชี้ขาดว่า จะเอาอย่างไร
ความดังของข่าวจับ”หะกีม” จะว่าไปแล้ว จะรองลงมาก็เฉพาะข่าวการเลือกตั้ง ซึ่งกำลังร้อนแรงอย่างเต็มที่ มาอันดับที่ ๑
ไม่ใช่ข่าวจิ๊บจ๊อย ตามที่คิดกันง่ายๆ ทั้งนี้ เพราะข่าวนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและชื่อเสียงของประเทศไทยโดยตรง หากจัดการเรื่องนี้ ไม่เหมาะสม
ตัว”หะกีม”เอง หลังจากถูกจับ ก็ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน ขออย่าให้ทางการไทยส่งตัวกลับ ไปรับโทษที่บาห์เรนเลย เพราะเขาอาจโดนทรมานหรือถูกฆ่า แถมเล่าว่า เขาเคยถูกทางการบาห์เรนจับไปและถูกทรมานด้วยการตีขามาแล้ว พร้อมโดนขู่ด้วยว่า จะทำให้เขาขาหัก เล่นฟุตบอลอีกไม่ได้
ดีที่ได้รับการประกันตัวเสียก่อน เลยคิดจะหนี ไม่ต้องการอาศัยอยู่ในบาห์เรนอีกต่อไป
ถามว่า “หะกีม”ทำผิดอะไรก่อนหน้านี้ในบาห์เรน
ดังนั้นต่อไปนี้ จะเป็นการอธิบายขยายความ เพื่อความเข้าใจ เนื่องจากเฉพาะในข่าวที่รายวัน มักจะไม่ค่อยมีคำอธิบายให้เข้าใจชัดเจนมากนัก
คงจะจำกันได้ว่า บรรดาชาติอาหรับ รวมทั้งชาติในอ่าว(เปอร์เซีย)เกิดปรากฏการณ์”อาหรับ สปริง”ลุกฮือขึ้นในปี ๒๐๑๐
โดยเฉพาะที่”บาห์เรน”เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๐๑๑ อย่างต่อเนื่อง จากที่ไม่รุนแรง ไปสู่การใช้ความรุนแรง โดยกลุ่มมุสลิม”ชีอะห์”ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลซึ่งเป็นมุสลิม”สุหนี่”ลงมือปฏิรูปการเมือง ให้ยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช(ปกครองโดยกษัตริย์) จนในที่สุดทางการส่งกองทัพปราบอย่างเด็ดขาด หลังเกิดเหตุการณ์ประท้วงรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตสี่รายบาดเจ็บหลายร้อยคน
ในการนี้ “อีมัด อัล-อะรออิบี”(พี่ชายของ”หะกีม) ซึ่งโดนคดีวางเพลิงและก่อความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น(ในเหตุการณ์ประท้วง) ขณะนี้อยู่ระหว่างต้องโทษจำคุก ๑๐ ปี ให้ปากคำกับเจ้าพนักงานสอบสวนชี้นำว่า น้องชายเข้าร่วมประท้วงด้วย อันนำมาซึ่งการจับกุม”หะกีม”ครั้งแรกในปี ๒๐๑๒ แต่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวและได้รับการอนุญาตให้ไปแข่งขันฟุตบอลในฐานะนักเตะทีมชาติที่”กาตาร์”ในปีต่อมา
เขาจึงถือโอกาสนี้ หลบหนีไปอิหร่านแล้วไปต่อยังมาเลเซียผ่านมาเมืองไทย จนไปจบลงที่ออสเตรเลีย
โดยยื่นขอเป็นผู้ลี้ภัยในออสเตรเลียเมื่อปี ๒๐๑๔ และได้สถานะผู้ลี้ภัยที่นั่นในปี ๒๐๑๗ แถมได้แต่งงานกับคนรักและได้รับอนุญาต ให้เดินทางไปไหนก็ได้อย่างอิสระพร้อมให้หลักประกันความปลอดภัย
แต่แล้วสองสามีภรรรยาก็ต้องมาถูกจับที่ไทย ทั้งๆที่มุ่งหมายจะมา”ฮันนีมูน”กันอย่างหวานชื่นที่นี่ ในที่สุดกลับต้องมาเจอ”น้ำผึ้งขม”
ความจริงตอนที่ถูกจับนั้น “หะกีม”ปฏิเสธข้อหาที่ว่า”ทำลายทรัพย์สินของสถานีตำรวจ แต่ศาลสั่ง(ลับหลัง)ในปี ๒๐๑๓ จำคุกเขาถึง ๑๐ ปี ซึ่งองค์กรนิรโทษกรรมสากลแถลงว่า “ไม่เป็นธรรม”แก่เขา
ว่ากันในเชิงตั้งข้อสงสัยว่า ข้อหาทำลายทรัพย์สินมีขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อ ขณะที่เกิดเหตุนั้น “หะกีม” กำลังเตะฟุตบอลให้สโมสร”อัล-ชาบาบ”ที่สนามแข่ง”อัล-มุฮัรฺร็อก”ในแมตซ์ที่เผยแพร่อยู่ทางโทรทัศน์ระหว่างช่วงเวลา ๑๕.๓๐ น. ถึง ๑๗.๓๐ น.
โดย“อีมัด”(พี่ชาย”หะกีม”)ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่สอบสวนว่า เหตุการณ์ทำลายทรัพย์สินเกิดขึ้นเมื่อเวลา ๑๘.๓๐ น.
แต่อัยการก็ยืนยันว่า ฝูงชนรวมตัวกันก่อนหน้านั้นและเข้าทำลายทรัพย์สินเมื่อเวลา ๒๐.๐๐ น. ดังนั้น “หะกีม”จึงมีเวลามากพอ ที่จะเดินทางจากสนามฟุตบอล ไปร่วมทำลายด้วย
ฟังแปร่งๆ หรือไม่โปรดพิจารณาครับ
ในเมื่อศาลพิพากษาแล้ว ก็เลยต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจบาห์เรนที่ต้องตามจับตัวเข้าคุก แต่กลับปล่อยเวลาให้เนิ่นนานห้าปี ค่อยมาตามจับตัวในไทย
ทำไมไม่ตามจับตัวจากออสเตรเลีย ก็ไม่รู้ได้ ทั้งๆ ที่อยู่ที่นั่นมานานหลายปี
ทีนี้ก็มาถึงศาลไทยว่าจะพิจารณาอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทย
มีอยู่สองทางครับ คือ”ส่งตัวให้บาห์เรน”ตามคำขอกับ”ปล่อยตัว”ตามเสียงเรียกร้องของออสเตรเลีย
ถ้าสั่ง”ส่งตัวให้บาห์เรน”ก็จะต้องเสียความสัมพันธ์กับออสเตรเลีย
แต่ถ้าสั่ง”ปล่อย”ก็จะต้องเสียความสัมพันธ์กับบาห์เรน
ดังนั้น อยู่ที่หลักฐานต่อสู้ของทนายฝ่ายจำเลย(“หะกีม”)แล้วละครับว่า จะสามารถล้มล้างเหตุผลขอตัวคืน ของบาห์เรนได้อย่างไร
แต่ไม่ว่า ศาลจะสั่งอย่างไร
รัฐบาลไทยต้องรับเละครับ ไม่จากออสเตรเลีย ก็จากบาห์เรน ทั้งๆ ที่ไทย”นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น”
ยกเว้น”หะกีม”จะสามารถกระทำ”ยมกปาฏิหาริย์”หายตัวสาบสูญไป เช่น ผู้วิเศษสังกัด”ตระกูลดัง” ก่อนหน้านี้







