ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (39)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (39)
ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์
และกว้าง 3.55 เมตร ด้วยอักษรกูฟีที่งดงามและชัดเจน และได้รับการเก็บ รักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เซเฮล-โซตุน ณ เมืองอิสฟาฮาน) นี้คือต้นแบบของหลัก อหิงสา อันเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ ที่
พระเจ้าอโศกมหาราชทรงนำมาปฏิบัติ ซึ่งปรากฏเป็นแม่บทในครั้งแรกของ การเผยแผ่อิสลามด้วยวิธีสันติอย่างแท้จริง ดังนั้นผู้ใดใช้วิธีอื่นนอกจากนี้ จึงตกเป็นผู้ละเมิดฝ่าฝืน และตกอยู่ในความเสื่อมทรามอย่างแน่นอนทั้งใน โลกนี้และโลกหน้า สนธิสัญญาทั้งสองฉบับที่ฝ่ายมุสลิมกระทำกับฝ่าย คริสเตียนข้างต้น จึงถือเป็นการปิดประตูโดยสิ้นเชิงที่มุสลิมชนชาติใดก็ตาม จะไปเผยแผ่อิสลามด้วยกับการใช้การบังคับขู่เข็ญและใช้กองทัพเข้ารุกราน ถ้าหากผู้ใดกระทำเช่นนั้น พวกเขาย่อมเป็นผู้ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านศาสนทูต ของพระเจ้า ฉะนั้นจึงไม่ใช่ชีอะฮ์ของอิมามอะลี และผลลัพธ์ที่เกิดจาก การกระทำที่ล่วงละเมิดเช่นนั้น ย่อมส่งผลอันเลวร้ายให้เกิดขึ้นกับความสงบ สุขของโลกอีกด้วย ซึ่งความจริงนี้ได้ปรากฏให้เห็นชัดเจนแล้วในยุคสมัย ปัจจุบัน นั้นคือโลกไม่เคยพบกับความสงบสุขอันแท้จริงเลย ถึงแม้สงคราม ครูเสดจะสิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อปี 1459 หลังจากกรุงคเนแสตนติโนเบิลตก อยู่ภายใต้การยึดครองของฝ่ายมุสลิมแล้วก็ตาม
ส่วนผลดีที่เกิดขึ้นกับยุโรปตลอดการกระทำสงครามครูเสดรวม 8 ครั้งนั้น ถือเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต่างต้องจ่ายให้กับมันด้วยมูลค่าที่สูงลิ่ว แต่ สิ่งหนึ่งที่ยังไม่อาจลบล้างให้หมดไปจากจิตใจของผู้คนของทั้งสองศาสนาได้ ก็คือความเกลียดชังและความหวาดระแวงที่ยังมีต่อกัน ทั้งนี้เป็นเพราะมีมือ ที่สามซึ่งเป็นมือของพญามารคอยตอกลิ่มให้ห่างกันไว้อยู่ตลอดเวลา เพื่อ การฉกฉวยเอาแผ่นดินปาเลสไตน์ไปเป็นของตนแต่ฝ่ายเดียว ท่ามกลาง ความอ่อนแอในการศรัทธาต่อพระเจ้าของทั้งฝ่ายคริสเตียนและฝ่ายมุสลิม สรุปก็คือ ผลลัพธ์ของสงครามครูเสดที่ได้รับกำไรไปเต็มๆ โดยไม่ต้องลง ทุนอะไรมากก็คือฝ่ายของพวกยิว โดยเฉพาะขบวนการไซออนิสต์นั่นเอง
สิ่งเลวร้ายต่างๆ นานาชนิด ที่กำลังเพิ่มทวีขึ้นกับโลกใบนี้อยู่ในขณะนี้ ซึ่งศาสนาใหญ่ๆ ของโลกที่มีมวลมนุษย์เกือบค่อนโลกนับถือกันอยู่ ก็ไม่ อาจยับยั้งหรือจะทำอะไรได้เลยแม้แต่เพียงนิดเดียว ทั้งนี้เพราะแต่ละฝ่าย ต่างก็จ้องหาโอกาสที่จะแย่งชิงความเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวของโลก
จ. ขอเน้นย้ำ ณ ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งว่า การที่พวกยิวละทิ้ง คัมภีร์เตารอตและซาบูร
โดยหันไปยึดคัมภีร์ทัลมูด ที่พวกปุโรหิตของพวกเขาเขียนขึ้นด้วย มือของตนเองขณะลี้ภัยอยู่ ณ นครบาบิโลน ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกศาสดา ของพวกเขาสาปแช่ง และจึงต้องดำเนินชีวิตอยู่ด้วยกับวิธีการที่เป็นบาป กรรมทำชั่ว เช่น มัวเมาอยู่กับลัทธิคลั่งชาติยิว(ไซออนิสต์) และเหยียดผิว การกินดอกเบี้ย เป็นผู้ผลิตสุราและยาสูบรายใหญ่ที่สุดของโลกประมาณ ร้อยละ 80 ของกำลังการผลิตทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ชอบใช้ชีวิตอยู่ใน โลกมายา เช่นการพนัน การแสดงนานาชนิดและการมีเพศสัมพันธ์เสรี การผลิตอาวุธสงครามที่ร้ายแรงนานาชนิด การยุยงให้เกิดสงครามหรือการ สู้รบกันเองไปทั่วภูมิภาคของโลกเพียงเพื่อต้องการขายอาวุธ โดยการจัดตั้ง สื่อมวลชนทุกแขนงขึ้นและขยายเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วโลกดุจใย แมงมุม เป็นต้น
ฝ่ายของคริสต์จักรนั้นเล่า! ก็ได้ละทิ้งคำสอนอันเป็นแก่นธรรมคำ สอนของพระเยซู นั้นคือ “ความรัก” และ “ความยับยั้งชั่งใจ” ต่อบุคคลอื่น ซึ่งแผ่ไพศาลไปทั่วไม่ใช่เฉพาะกับชาวยิวเท่านั้น แต่ยังมีไปยังผู้ที่ไม่ใช่ชาว ยิวด้วยเช่นกัน
เป็นเพราะชาวคริสต์ได้นำเอาคัมภีร์อินญีล (อิแวนเจิล) ฉบับของแท้ ไปเผาทิ้งดังที่ได้กล่าวแล้ว พวกเขาจึงต้องตกอยู่ในยุคมืดหรือยุคกลางซึ่ง ตกเป็นทาสนายทุนเงินกู้ชาวยิวเป็นเวลานานนับหนึ่งพันปี ตามคำสาปของ
พระเจ้าที่พระเยซูได้วิงวอนขอไว้ จนถึงกับต้องใช้โอกาสของสงครามครูณฑ์ชาวยิวให้ออกมาร่วมในกองทัพ และถูกชาวคริสต์ฆ่าสังหารนายทุนเงินกู้เหล่านี้ในระหว่างทางของการเดินทัพมารบฝ่ายมุสลิมดังนั้นคำสอนของพระเยซูที่ให้บรรดาผู้ศรัทธาได้แสดงออกซึ่งความรักต่อเพื่อนบ้านนั้น จึงเป็นความจริงที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลเท่านั้น
จะหาผู้ใดสักคนหนึ่งนำมาปฏิบัติก็แสนยาก แม้นประชาชาติของชาวคริสเตียนจะหลุดพ้นออกมาจากยุดมืดแล้วก็ตาม แต่เพราะพวกเขาดความยับยั้งชั่งใจและลิดรอนผู้อื่นไปจากสิทธิต่างๆ ของพวกเขา อันเนื่อง
มาจากการฝ่าฝืนคำสอนของพระเยซูดังว่า “จงรักเพื่อนบ้านของเจ้าเจ้าเสมือนเจ้ารักตัวของเจ้าเอง” จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดครามใหญ่ๆ ทั้งหมดในรอบหนึ่งศตวรรษครึ่งที่ผ่านมานั้นคือ
– สงครามไครเมีย 1854-1856
– สงครามกลางเมืองของอเมริกา1861-1865
– สงครามฟรังโก-เยอรมัน1870-1871
– สงครามรุสโซ-เตอร์คิช1877-1878
– สงครามโบเออร์1899-1902
– สงครามบอลคานครั้งแรก 1912-1913
– สงครามโลกครั้งที่ 1 1914-1918
– สงครามโลกครั้งที่ 2 1939-1945
– สงครามเวียตนาม1957-1971
– สงครามอ่าว1990-1991
มันกลับกลายเป็นว่า ชาวคริสต์ผู้มีอำนาจทางการปกครองเชื่อถือศรัทธาในคำสอนของพญามารที่ว่า “จงเกลียดชังเพื่อนบ้าน หากท่านรักตัวขอท่านอง” และจึงถูกนำออกสู่การปฏิบัติด้วยผลของสงสงครามที่ล้างผลาญดังกล่าวข้างตัน และที่กำลังดำเนินอยู่และที่จะมีต่อไป
ฉ. ทำไมชาวคริสต์จึงละทิ้งศาสนาของตน หันไปยอมรับ ลัทธิคอมมิวนิสต์ปฏิเสธพระเจ้าที่ยิวไซออนิสต์สนับสนุน
มิใช่เป็นเพราะความ “ทะนงตน” ของคนร่ำรวย และชาวคริสเตียน ที่มีอำนาจดอกหรือที่เป็นสาเหตุให้เกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศส ! นั้นคือการ ปฏิเสธสิทธิต่างๆ ของผู้ยากไร้ คนกลุ่มน้อย คนด้อยโอกาส คนชายขอบ ชาวคริสเตียนที่เป็นผู้ใช้แรงงานและชาวไร่ชาวนา ดังที่คาร์ล มาร์คได้เคย ทำนายไว้แล้ว นั้นคือการปฏิเสธคำสอนที่ว่า “จงรักเพื่อนบ้านของท่านเสมือน ท่านรักตัวของท่านเอง” อันเป็นต้นเหตุและเป็นเมล็ดพันธุ์ของการปฏิวัติใน รัสเซีย การถือกำเนิดและการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เฟื่องฟูขึ้นบน พื้นที่เหล่านั้น ก็เพราะสติปัญญาของความเป็นคริสเตียนเป็นไปในแบบของ กษัตริย์นัมรูด ที่ปฏิเสธสิทธิต่างๆ ของมวลชนที่ยากจนและอ่อนแอ ซึ่งคาร์ล มาร์คปราชญ์ชาวยิวผู้เป็นแม่ทัพระดับมันสมองของพวกยิว ให้คำทำนายดังกล่าวเกิดขึ้นสมจริง ที่เป็นผู้กระทำ
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่ว่าพวกเขาบังเกิดความเกลียดชังนามของ พระเจ้า เพราะพวกเขารู้สึกว่าศาสนาคริสต์คือต้นเหตุของการที่พวกเขาต้อง ตกเป็นทาสติดแผ่นดิน และตกอยู่ในความยากจนข้นแค้น พวกเขาแทบ จะไม่เฉลียวใจเลยว่า ความเป็นคริสต์ของกษัตริย์คอนแสตนทีนนั้น ไม่ต่าง อะไรกันเลยกับของนัมรูด และเมื่อเป็นดังนี้จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ พระเยซูที่แท้จริง ผู้ซึ่งไม่ได้เป็นบุตรของพระเจ้า แต่เป็นบุตรของพระนาง มารีอาผู้เป็นพรหมจารีย์ เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และมิได้เป็นคริสต์ในความ หมายของตรีเอกานุภาพหรือนัมรูด !
ศาสนาคริสต์นั้นให้การสนับสนุนคนร่ำรวย โดยมีความลำเอียงต่อ คนยากจนและคนสิ้นเนื้อประดาตัว! คริสต์และศาสนาคริสต์จึงมีความ หมายต่อพวกเขาในฐานะเป็นศาสนาของพระเจ้า ดังนั้นความเกลียดชังอัน รุนแรง จึงมุ่งไปยังพระเจ้าและการปฏิเสธพระองค์ในที่สุด
ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อการต่อต้านศาสนา ซึ่งหยั่งรากลึกลงใน รัสเซีย และแพร่ขยายเข้าไปในประเทศยุโรปและประเทศตะวันออกอื่นๆ นั้น จึงเป็นการวางอยู่บนความเชื่อที่ผิดๆ ดังว่าศาสนาใดก็ตามที่มาจากพระ เจ้า ถือว่าไม่เป็นที่ยอมรับของพวกเขา เพราะความเกลียดชังของจากพระ ที่มีต่อศาสนาคริสต์ และเพราะศาสนาคริสต์อ้างว่าเป็นศาสนาหนึ่งที่มากเขา พระเจ้า ข้อคัดค้านสามประการหลักของพวกเขาก็คือ
1. ศาสนาช่วยให้พวกชนชั้นกลาง (บูรฉวา) รักษาระบบนายทุนให้ คงอยู่ได้ ด้วยกับผลลัพธ์ของมันที่นำไปสู่การบดขยี้ความหวังของมวลชน์ ที่ยากจน
2. ทำให้ผู้คนงมงายอยู่กับการถือโชคลาง และเป็นอุปสรรคต่อการ เจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และความก้าวหน้าต่างๆ
3. สอนให้ผู้คนวิงวอนเพื่อให้ได้ปัจจัยตามที่พวกเขาต้องการ แทน ที่จะทำงานเพื่อหามันมา และผลลัพธ์ก็คือ ทำให้พวกเขาเป็นคนเกียจคร้าน และอยู่เฉย
นับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่พวกเขาไม่เคยรู้และก็ยังไม่รู้ว่า ศาสนา คริสต์นั้นได้นำเอาลัทธิความเชื่อของนัมรูดเข้ามา ผู้ซึ่งถูกสาป ณ หอคอย แห่งบาบิล ศาสนจักรเองต้องตกเป็นเป้าของการถูกโจมตีว่า มิได้ปฏิบัติ ศาสนาไปตามคำสั่งของพระเจ้า โดยละทิ้งตัวบทในคัมภีร์ไบเบิล จึงหัน ห่างออกไปจากคำสอนของพระเยซู เช่นในเรื่องของ ความศรัทธา ความ หวัง และ ความรัก อันเป็นแก่นแท้ของคำสอนดังกล่าวแล้ว หากชาวคริสต์ ยังไม่หันกลับไปยึดตัวบทของคัมภีร์ไบเบิลและปฏิบัติตามคำสอนของ พระเยซูอย่างเคร่งครัดแล้ว สันติภาพอันสถาพรระหว่างกลุ่มชนต่างๆ ของมนุษยชาติย่อมเกิดขึ้นไม่ได้! ทั้งนี้เพราะชาวยิวก็อ้างว่าพระเจ้าเป็น ของชาวยิว ชาวคริสต์ก็อ้างว่าเป็นพระเจ้าของตน ส่วนมุสลิมเชื่อว่า พระเจ้าที่แท้จริงคือริสต์เจ้าของมวลมนุษยชาติและเป็นพระเจ้าองค์เดียว
ดังนั้น สันติภาพอันสถาพรของโลกจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อบรรดา ผู้นำทางจิตวิญญาณของทั้งสามศาสนาควรมานั่งจับเข่าคุยกัน และประกาศ ออกมาให้ชาวโลกได้รับทราบว่าพระเจ้าของทั้งสามศาสนาเป็นพระเจ้าองค์ เดียวกัน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่พูดง่ายแต่ทำยาก
หากพวกท่านยังไม่กระทำ ! จะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม เช่นแย่ง ชิงกันเป็นมหาอำนาจเพียงขั้วเดียว ประชาชนผู้ศรัทธาของทั้งสามศาสนาที่ บริสุทธิ์ใจ กำลังผนึกกำลังกันต่อต้านความบ้าคลั่งในความเชื่อทางศาสนา ที่ผิดๆ ของพวกท่าน อันเป็นต้นเหตุของการเกลียดชังกัน การนองเลือด และการแพร่ระบาดความชั่วร้ายไปตามหน้าแผ่นดิน โดยอาศัยพระนาม ของพระเจ้าบังหน้า และเป็นที่เชื่อมั่นได้อย่างแน่นอนว่า พระเจ้าจะทรงส่ง ผู้คนที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ลงมา เพื่อปราบปรามยุคเข็ญที่กำลังเกิดขึ้น อยู่ในขณะนี้ให้ราบคาบ และจะทรงสถาปนาโลกใบนี้ให้มีความยุติธรรม อย่างแท้จริง และจะไม่มีแม้แต่มนุษย์เพียงคนเดียวที่จะปฏิเสธพระเจ้าองค์ เดียวที่แท้จริง
นั้นคือวาระแห่งการกลับมาพบกันบนโลกนี้ของบุตรแห่งมนุษย์สอง ท่าน ผู้ซึ่งแต่ละท่านต่างเป็นผู้สืบสายตระกูลโดยตรงมาจากท่านศาสดา อิสมาอีล และท่านศาสดาอิสฮาก หรือไอแซค ผู้ทรงเป็นบุตรทั้งสองของ อับราฮัมหรือศาสดาอิบรอฮีม ผู้บำราบปราบปรามศาสนาของนัมรูดผู้ถูก สาปแช่ง ณ หอคอยแห่งบาบิล
แต่ก่อนที่ชาวโลกจะได้มีโอกาสต้อนรับบุตรแห่งมนุษย์ทั้งสองท่านนี้ โลกยังจะต้องผ่านยุคเข็ญของอำนาจแห่งพญามาร ที่มันกำลังวางแผนการ ร้ายขั้นสุดท้าย เพื่อการยึดครองแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งของโลกเสีย ก่อน ซึ่งจะได้นำไปสาธยายไว้ในบทต่อไปหากพระเจ้าทรงประสงค์

