ระลึกอิมามโคมัยนี :ครบรอบอสัญกรรมปีที่31 แนวคิดและจิตวิญญาณ ตอนที่ 1

ระลึกอิมามโคมัยนี :ครบรอบอสัญกรรมปีที่31
แนวคิดและจิตวิญญาณ ตอนที่ 1
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ วทส.
วันที่ 3 มิถุนายน 1789 เป็นวันสำคัญอีกวันที่โลกจารึกไว้ไม่มีวันลืม นั่นคือ วันอสัญกรรม ผู้นำการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านนามอันอุโฆษ อิมามโคมัยนีและในปีนี้เป็นปีครบรอบการอสัญกรรมปีที่๓๑ อิมามโคมัยนีเป็นนักปราชญ์ในสำนักคิดชีอะฮ์ เป็นนักปรัชญาในสำนักปรัชญาปรีชาญาณสูงส่ง(ฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์)เป็นนักรหัสยนัย(อาริฟ ผู้บรรลุธรรมขั้นสูงทางจิตวิญญาณ) เป็นนักปกครองทรงธรรม อิมามโคมัยนีได้ทิ้งผลงานและร่องรอยอันสำคัญไว้อย่างมากมาย ไม่ว่าด้านวิชาการ ตำรับตำรา และสิ่งหนึ่งที่โลกจะจารึกไม่มีวันถูกลืมเลือนไปจากประวัติศาสตร์ในยุคนี้ นั่นคือ การสถาปนารัฐอิสลามและนำระบอบการปกครองแบบรัฐอิสลามที่เป็นหลักการทางการเมืองแบบอิสลามมาเป็นรูปธรรมโดยใช้ทฤษฎี”ระบอบวิลายะตุลฟากี”หรือระบอบปราชญาธิปไตย” ยึดหลักประมุขสุงสุดที่มาจากปราชญ์(ฟากีย์)
อิมามโคมัยนีผ่านการต่อสู้มาแล้วอย่างโชกโชนก่อนจะสถาปนารัฐอิสลามขึ้นมาใน ค.ศ.1979 ซึ่งเรียกกันว่าการปฏิวัติตามแนวทางอิสลามของอิหร่าน (Islamic Revolution of Iran) และอิมามมองว่าก่อนหน้าการปฏิวัติอิหร่านตกอยู่ในความมืดและโลกมุสลิมไม่มีความเป็นเอกภาพ อีกทั้งสหรัฐอเมริกาคือซาตานที่ทำลายโลกอิสลามและทำลายเกียรติภูมิของชาวอิหร่าน โดยผ่านมือของกษัตริย์ ชาฮ์ ปาลาวีย์
ประวัติศาสตร์อิสลามได้จารึกไว้อย่างน่าภาคภูมิว่า อารยธรรมของอิสลามและของมนุษยชาติได้พึ่งพาอำนาจรัฐ ไม่ว่ารัฐนั้นจะเป็นรูปแบบก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธว่า อำนาจรัฐสามารถที่จะพัฒนาสังคม ตลอดจนรักษากรอบกฎหมายและความสงบสุขในสังคมให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ที่ควรจะเป็น
อิมามโคมัยนี ผู้สถาปนารัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้กล่าวว่า..”บรรดาปวงปราชญ์ทางศาสนาย่อมเห็นด้วยที่จะให้บ้านเมืองมีฝ่ายปกครองเพื่อให้เกิดความสงบสุข เห็นด้วยที่บ้านเมืองมุสลิมควรจะเป็นอิสระ และต่อให้พบเห็นว่ามีการละเมิดศาสนบัญญัติหรือมีพฤติกรรมที่ฉ้อฉลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยคัดค้านการมีระบบการบริหารและการปกครองบ้านเมืองเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
อิมามโคมัยนีกล่าวอีกว่า..“เนื่องจากการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองถือเป็นข้อกำหนดหนึ่งที่สำคัญของศาสนา กอปรกับการที่อิสลามกำชับมิให้เกิดความโกลาหลอลหม่านในสังคม แน่นอนว่าหากไร้ซึ่งอำนาจรัฐและผู้ปกครองรัฐ การธำรงรักษาบ้านเมืองตลอดจนการป้องกันมิให้เกิดความวุ่นวายนั้นย่อมมิอาจสำฤทธิ์ผล ฉะนั้น ไม่สงสัยเลยว่า จะต้องสถาปนารัฐและให้มีการปกครองเกิดขึ้นมาให้จงได้”(แนวคิดทางการเมืองอิมามโคมัยนี อนุชา เกรียรติธารัย แปล หน้า๘๕-๘๖)
แนวคิดทางการเมืองอิมามโคมัยนี
การเมืองการปกครองเป็นคำนิยามของพฤติกรรมทางสังคมที่สังคมร่วมกันกำหนดกลไกหนึ่งขึ้นเพื่อจะให้ผู้คนในสังคมนั้นๆสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีระเบียบ ไม่ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย นั่นก็คือ กลไกการปกครอง(Govern) แต่การเมืองการปกครองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีบุคคลเกิดขึ้นครอบทุกภาคฝ่าย ได้แก่ภาคบริหารหรือภาครัฐ ซึ่งเป็นฝ่ายการปกครอง และภาคของประชาชน หรือฝ่ายถูกปกครอง(การเมืองการปกครองเรื่องที่ทุกคนต้องรู้ ดาณุภา ไชยพรธรรม เรียบเรียง หน้า๒๕)
การปกครองในมุมมองของอิสลามถือว่าเป็นระบอบหนึ่งทางสังคมที่ได้ถูกจัดระเบียบแบบแผนเอาไว้ โดยผ่านกระบวนการคิดทางปรัชญาและทางอภิปรัชญา ดังนั้นจะเห็นไว้ว่าในหน้าประวัติศาสตร์อิสลาม เราจะพบนักคิดมุสลิมและนักปรัชญามุสลิมหลายต่อหลายท่านและในหลายสำนักได้มีแนวคิดและหลักคิดทางปรัชญาในเรื่องการปกครองและการเมืองไว้น่าสนใจทีเดียว
การสืบค้นและแสวงหาแนวคิดทางการเมืองการปกครองของนักคิดอิสลามในเรื่องการปฏิวัติอในอิหร่านนั้น อิมามโคมัยนีเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดและชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของชาวอิหร่าน โดยเฉพาะการเมืองอิสลามแบบนิกายชีอะฮ์ ส่งผลให้เกิดโลกตะวันตกและตะวันออกหันมาสนใจถึงขบวนการแห่งอิสลามโดยการนำของอิมามโคมัยนีและนิกายชีอะฮ์มากยิ่งขึ้น
เป็นครั้งแรกที่การปฏิวัติอิสลามของอิมามโคมัยนีได้ตั้งข้อสันนิษฐานในรูปแบบที่เป็นกลไกการทำงานและในฐานะที่เป็นรูปแบบของทฤษฎีการเมืองของรัฐ และในฐานะของอุดมการณ์ตามกรอบแนวคิดทางการเมืองของอิมามโคมัยนีได้สนองตอบบรทัศฐานในเรื่องอิสลามการเมืองได้อย่างน่าสนใจและยังเป็นรูปธรรมที่สุดก็ว่าได้เท่าเคยปรากฏมา นั่นคืออิมามโคมัยนีได้ทำให้อุดมการณ์ทางการเมืองแบบอิสลามโดยให้แสงสว่างทางปัญญาแก่รากเหง้าของแนวคิดของสำนักคิดชีอะฮ์ได้อย่างโดดเด่น อันเป็นพื้นฐานทางศาสนาของชาวอิหร่าน(อิสลามการเมืองในการเมืองตะวันออกกลาง ดร.จรัญ มะลูลีม)
จากความคิดที่เชื่อว่าอิสลามเป็นศาสนาที่สมบูรณ์รอบด้าน ทำให้อิมามโคมัยนีมองว่าประเด็นทางการเมืองและสังคมเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับมนุษย์และถือว่าการเมืองนั้นถูกกำหนดอยู่ในหลักการของศาสนาอิสลามมาตั้งเริ่มแรกแล้ว อิมามโคมัยนีเชื่อถ้าใครไม่ยอมรับในหลักการนี้ หรือทราบแต่ไม่ยอมเชื่อและปฏิบัติก็ถือว่ายังไม่รู้จักอิสลามดีพอ ส่วนบุคคลใดที่ต่อต้าน ก็จะถือว่าเขากำลังทำสงครามกับอิสลามเลยทีเดียว นั่นคือการไม่รู้จักอิสลามที่แท้จริง
อิมามโคมัยนีกล่าวว่า “ศาสนบัญญัติถือว่าเป็นกฎหมายของอิสลาม นั่นหมายความว่า ศาสนบัญญัติ คือมิติหนึ่งทางการเมือง ว่าด้วยเรื่องอำนาจรัฐ กล่าวโดยนัยก็คือ ศาสนบัญญัติเปรียบเสมือนกลไก เพื่อสถาปนารัฐและแผ่ขยายความยุติธรรมในสังคม”
อิมามโคมัยนีเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการเมืองมิได้จำกัดเพียงแค่เรื่อง การจ่ายซากาต จ่ายเงินคุมส์ หรือเรื่องการจ่ายสินไหมชดใช้ค่าเสียหาย เท่านั้น แต่ทว่าอิสลามคือศาสนาแห่งการเมืองการปกครอง ศาสนาแห่งการนำประชาชาติสู่ความยุติธรรมทางสังคม
อิมามโคมัยนีกล่าวว่า “อิสลามคือศาสนาแห่งการเมืองการปกครอง หากผู้ใดตรึกตรองสักนิดเกี่ยวกับศาสนบัญญัติของอิสลามที่เกี่ยวข้องกับรัฐ การเมือง สังคมและเศรษฐกิจก็จะได้บทสรุปเดียวกันนี้ ฉะนั้น ใครที่คิดว่าศาสนาแยกออกจากการเมือง ถือว่าเขายังไม่รู้จักทั้งอิสลามและการเมือง”
อุดมการณ์ทางการเมืองอิมามโคมัยนีหรือแนวคิดอิสลามการเมืองนั้นผ่านกรอบปรัชญาการเมืองแบบสำนักปรัชญาปรีชาญาณสูงส่ง(ฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์) นั่นคือ เป็นปรัชญาที่มุ่งเน้นระบอบผู้นำรัฐนั้นเป็นผู้ทรงธรรม และผ่านหลักคิดที่ใช้หลักปรัชญาว่าด้วยจักรวาลวิทยา นั่นคือ พลังแห่งความดีย่อมชนะพลังแห่งความชั่ว ดังนั้นในทฤษฎีของอิมามโคมัยนีได้ยึดอิสลามการเมืองที่ถูกกำหนดโดยอัลกุรอาน และการทำความดีและละเว้นความชั่ว โดยการสถาปนารัฐอิสลามในทุกๆหนแห่งที่ปกครองโดยเผด็จการ
อิมามโคมัยนีย์อีกท่านหนึ่งที่ได้ถูกกล่าวขานมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ซึ่งท่านอยู่ในฐานะปราชญ์ผู้ยิ่งยงและยิ่งใหญ่ของโลกอิสลาม โดยท่านอิมามโคมัยนีได้สร้างวาทกรรมทางการเมืองและการปกครองให้ชาติอภิมหาอำนาจต้องนอนไม่หลับและนอนฝันร้ายจนจึงวันนี้
อิมามโคมัยนี(ร.ฎ.)คือปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งหลังนวยุค Post-modern ท่านได้สร้างปรากฏการณ์ทางสังคม ทางการเมือง ทางวัฒนธรรมอย่างที่ไม่มีผู้ใดจะเปรียบเสมือนได้ ท่านอิมามโคมัยนี(ร.ฎ.)ได้สถาปณาสาธารณรัฐอิสลามแห่งอีหร่าน เพื่อเป็นการปูทางไปสู่ชัยชนะสูงสุดและความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษยชาติ นั่นคือการสร้างระบอบการปกครองอันทรงธรรมและเป็นการเมืองที่ใสสะอาดพร้อมกับนำวัฒนธรรมอันพิสุทธิ์แห่งอิสลามให้ชาวโลกประจักษ์ว่า อิสลามคือศาสนาแห่งทางนำและเป็นศาสนาแห่งศานติและเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตที่แท้จริงของมนุษยชาติ
อิมามโคมัยนีได้นำเสนอทฤษฎีปรัชญาการเมืองว่าด้วยเรื่องรัฐและการปกครองไว้ดังนี้
- รัฐและระบอบการปกครอง
หลักศาสนบัญญัติอิสลาม ไม่ว่าด้านภาคศาสนพิธี(พิธีกรรม) หรือด้านภาคการพาณิชย์ ภาคการเมือง จำเป็นจะต้องดำรงอยู่จนถึงวันอวสานโลก และจะไม่มีคำสอนใดที่ได้กล่าวอ้างขึ้นมาว่าหลักการทางศาสนบัญญัติ อาจจะถูกยกเลิกไปในยุคใดยุคหนึ่ง จากหลักความเชื่อนี้ เป็นเหตุให้จะต้องมีระบบการบริหารและการปกครองที่สามารถนำหลักศาสนบัญญัติมาถือปฏิบัติและบังคับใช้เพื่อสร้างความสมดุลภาพและความเหมาะสมของการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ
อิมามโคมัยนี ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า แท้จริงการมีรัฐอิสลามถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ และถือว่าเป็นความจำเป็นข้อหนึ่ง เพราะว่าการรักษาสิ่งที่เป็นหลักการศาสนาหรือการควบคุมการออกนอกลู่นอกทางของมุสลิม ต้องอาศัยกลไกลของสร้างรัฐอันมั่นคงนั่นเอง และอิสลามยังมีมิติทางการเมือง ซึ่งการมีรัฐอิสลามสามารถปกป้องจากการรุกรานจากฝ่านศัตรูและทำให้ศัตรูอ่อนแอ
อิมามโคมัยนีได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า..
“การเป็นผู้ปกครอง และผู้นำของประชาชนนั้นถือว่าเป็นหน้าที่ของนักการศาสนา นักนิติศาสตร์ทรงคุณธรรมและเป็นปราชญ์ และถือว่าเป็นความเหมาะสมของนักนิติศาสตร์มากที่สุดในการเป็นผู้นำผู้ปกครองของประชาคมมุสลิม”
“ถ้ามีนักนิติศาสตร์ท่านใด ได้จัดตั้งรัฐอิสลามขึ้น ถือว่าเป็นหน้าที่ของนักนิติศาสตร์ท่านอื่น ๆ ต้องปฏิบัติตาม และถือว่าจำเป็นต้องให้ความสำคัญและสนับสนุน” (หน้า 33 จากหนังสือซอฮีฟะตุลนูร)
อิมามโคมัยนีกล่าวอีกว่า..
“ด้วยเหตุนี้ถือว่าเป็นการวายิบต่อนักนิตศาสตร์อิสลาม ต้องนำหลักศาสนบัญญติมาบังคับใช้ และจะต้องดำเนินการด้านการเงิน ทรัพย์สินจากเงินคุมซ์จากประชาชน และจะต้องแก้ปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน การเป็นอยู่ของประชาชน และหน้าที่ที่กล่าวมานี้ ถือว่าท่านศาสดามุฮัมมัด และบรรดาอิมาม(อ)ได้ปฏิบัติมาแล้วและเป็นหน้าที่ของพวกท่าน (อ) และสำหรับนักนิติศาสตร์ทรงคุณธรรมจะต้องมีหน้าที่เช่นนี้ด้วยเช่นกัน” (หน้า 33 หนังสือศอฮีฟะตุลนูร)
อิมามโคมัยนีเชื่อและยืนยันว่าแท้จริงมนุษยชาติและสังคมโลกจะยืนอยู่บนความสงบสุขและสันติภาพที่แท้จริงได้นั้น สังคมโลกต้องอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบอิสลาม ระบอบอิสลามถึอว่าเป็นโครงสร้างหลักของการจัดตั้งรัฐ ซึ่งในระบอบอิสลามจะเป็นตัวจักรและโครงสร้างย่อยอื่นที่มาบริหารจัดการบ้านเมือง
อิมามโคมัยนีเชื่อว่าระบอบอิสลามคือระบอบการปกครองที่ดีที่สุด เพราะเป็นระบอบการปกครองของบรรดาศาสดาและบรรดาผู้นำหลังจากศาสดาที่อยู่ในฐานะของผู้ปกครองที่ศาสดาได้สั่งเสียไว้
อิมามโคมัยนีเชื่อว่าระบอบอิสลามจะเป็นระบอบที่มาสร้างหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการบ้านเมือง โดยนำหลักนิติรัฐนิติธรรมมาปกครองและสามารถนำความยุติธรรมให้เกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์
อิมามโคมัยนีเชื่อว่า ปรัชญาการเมืองอิสลามที่สมบูรณ์มีโครงสร้างดังนี้
๑. ผู้ปกครองกับการมีภาวะผู้นำ
ผู้นำ และภาวะผู้นำ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่อัลกุรอานและตัวบทจากวจนะของศาสดามุฮัมมัด(ศ)และผู้ปกครองอันทรงธรรมแห่งอิสลามได้กล่าวไว้ นั่นหมายความว่าสิ่งเหล่านั้นคือกรอบแนวคิดและเป็นหลักการการบริหารจัดการบ้านเมือง และผู้เขียนจะนำบางโองการมากล่าวเกี่ยวกับผู้นำและภาวะผู้นำในทัศนะของอิสลาม ดังนี้
อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า..
“ แน่นอนเราได้ส่งบรรดาศาสนทูตมาพร้อมกับหลักฐานอันชัดแจ้ง และได้ประทานคัมภีร์มาพร้อมกับพวกเขาและตาชั่ง เพื่อที่มนุษย์จักได้ดำรงอยู่บนความยุติธรรม”(บทอัลฮะดีดโองการที่๒๕)
“และเราประสงค์ที่จะมอบความโปรดปรานให้กับบรรดาผู้ถูกกดขี่ บนหน้าแผ่นดิน โดยแต่งตั้งพวกเขาให้เป็นผู้นำและทำให้พวกเขาเป็นทายาทแห่งการสืบทอด”(บทอัลกอซอซ โองการที่๕)
ทั้งสองโองการนี้พระผู้เป็นเจ้าเอกองค์อัลลอฮซ.บ.ประสงค์ที่จะแจ้งให้ประชาชาติทุกยุคทุกสมัยรู้ว่า แท้จริงมนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม และทุกๆ สังคมต้องการผู้นำและผู้ชี้นำที่มีภาวะผู้นำเป็นผู้ยำเกรง และเคร่งครัด สำรวมตน และอัลกุรอานได้แนะนำว่าผู้นำที่ดีนั้นมีอยู่สองกลุ่มคน คือ
๑)ผู้นำที่เป็นศาสดา เป็นศาสนทูต และเป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า
๒)ผู้นำที่อยู่ในฐานะผู้เป็นปราชญ์ (Faqi)
อัลกุรอานได้นำเสนอการเป็นผู้นำของทั้งสองกลุ่มคนและกล่าวถึงภาวะผู้นำของพวกเขาไว้อย่างชัดเจน และอัลกุรอานได้กล่าวถึงระบอบการปกครอง โดยจะสามารถสรุปได้ดังนี้
๑)ผู้นำ เป็นบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยพระผู้เป็นเจ้า และเป็นบุคคลที่พระผู้เป็นเจ้าไว้วางใจให้อยู่ในฐานะของผู้ชี้นำ นั่นคือ บรรดาศาสดา และอีกกลุ่มหนึ่งคือปุถุชนธรรมดา ที่เป็นกลุ่มชนที่ถูกกดขี่ (مستضعفين) นั่นก็คือบรรดาผู้นำทรงธรรมแห่งทายาทศาสดามุฮัมมัด(ศ)และตัวแทนของบรรดาอิมามผู้ทรงธรรม ที่อยู่ในฐานะเป็นปราชญ์ผู้ชำนาญการและเป็นนักการศาสนา(Faqi)โดยได้รับอำนาจการปกครองนั้นจากศาสดา(ศ)และตัวแทนของศาสดา พวกเขาอยู่ในฐานะ”วิลายะตุลฟะกีย์”(อำนาจการปกครองรัฐของปราชญ์)
๒)ตำแหน่งผู้นำนั้นเป็นพันธสัญญาหนึ่งของพระเจ้า นั่นหมายความว่าเป็นการกำหนดโดยพระเจ้าต่อกลุ่มคนที่เหมาะสมและทรงธรรมให้ดำรงตำแหน่งผู้นำแห่งมวลมนุษยชาติ
๓)ภาวะผู้นำจากโองการข้างต้น คือ
๓.๑ การนำหลักบริหารบ้านเมืองและกฏหมายอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ(หลักชะรีอะฮ) ดังโองการที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า “เราได้ส่งมาพร้อมกับบรรดาศาสดานั้น คือคัมภีร์” ซึ่งคำว่าคัมภีร์ในความหมายของโองการนี้ คือหลักรัฐธรรมนูญที่อยู่ภายใต้หลักนิติรัฐนิติธรรม
๓.๒ สร้างระบอบการเมือง การปกครอง และระบอบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและตรวจสอบได้ ดังโองการที่ได้กล่าวไว้ว่า”ได้ส่งตาชั่งมาพร้อมกับพวกเขา” ดังนั้นคำว่า”ตาชั่ง”คือระบอบและแบบที่มีมาตรฐาน
๓.๓สร้างความมั่นคง นั่นหมายความว่าผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ในเรื่องของการสร้างความมั่นคงต่อประเทศชาติและต่อประชาชน ดังที่อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า “เราได้ส่งเหล็ก” คำว่าเหล็ก คือกองกำลัง กำลังพลทางทหารและคลังอาวุธ เพื่อไว้ปกป้องการละเมิดอำนาจอธิปไตย
๓.๔ การสร้างความยุติธรรมในสังคม เป็นเป้าหมายสูงสุดของการปกครองและการสร้างรัฐ ดังที่อัลกุรอานได้กล่าวว่า”เพื่อให้ประชาชนได้ยืนหยัดในความยุติธรรม”
อิมามโคมัยนีกับ รัฐอัลมะฮ์ดี คือ อุตมรัฐที่แท้จริง
จากคำสอนอันโดดเด่นเรื่องหนึ่งของอิสลามคือ การจัดตั้งรัฐของอิมามมะฮ์ดี(อ) ผู้เป็นทายาทศาสดามุฮัมมัด(ศ) ที่จะมาปรากฏในยุคสุดท้าย โดยผ่านการพยากรณ์และการทำนายไว้ในทุกศาสนาและทุกลัทธินิกาย เป็นหลักความเชื่อหนึ่งของมวลมนุษยชาติ
๑)ศาสดามุฮัมมัด(ศ)ดำรัสว่า…
“อัลมะฮดี มาจากลูกหลานของฉัน และสำหรับเขาจะมีการเร้นกาย(ฆัยบะฮ) เมื่อเขาได้ปรากฏ จะนำมาซึ่งความยุติธรรมและความดีงามเปี่ยมเต็มบนหน้าแผ่นดิน เหมือนกับที่มันได้เต็มไปด้วยความอธรรมและความอยุติธรรม”
๒)อิมามอะลี(อ)กล่าวว่า…
“อิมามท่านที่เก้า มาจากเชื้อสายของเจ้า โอ้ฮุเซน เขาคือ ผู้ยืนหยัดต่อสิ่งที่เป็นสัจธรรม(อัลกออิม) และเขาจะทำให้ศาสนาของพระองค์เด่นชัดกว่าศาสนาอื่นๆ และเป็นผู้สถาปนาความยุติธรรมให้เกิดขึ้นทั่วทั้งแผ่นดิน”
๓)ศาสดามุฮัมมัด(ศ)ดำรัสว่า….
“สาบานต่ออัลลอฮ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ แท้จริงมะฮดีในประชาชาติ มาจากลูกหลานของเรา ซึ่งท่านศาสดาอีซาจะมานมาซตามหลังเขา”
หลังจากนั้นท่านศาสดา(ศ)ได้เอามือของท่านไปแตะทีหลังของอิมามอุเซนแล้วกล่าวว่า “เขา(อัลมะฮดี)มาจากเชื้อสายของเจ้า” (ได้กล่าวถึงสามครั้ง)
อิมามโคมัยนีได้เรียกร้องและประกาศก้องถึงการรองรับการมาของอิมามมะฮ์ดีย์ ซึ่งท่านอิมามโคมัยนีได้ทำการปฎิวัติอิสลามในประเทศอีหร่านและได้จัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นมา เพื่อเป็นการรองรับการจัดตั้งรัฐที่สมบูรณ์แบบแห่งโลกมนุษยชาติ นั่นคืออุตมรัฐที่เหล่ามนุษยชาติได้รอคอย ซึ่งเป็นรัฐที่สมบูรณ์ที่สุด เป็นการปกครองระบอบอิสลาม เป็นการปกครองอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐนิติธรรมแห่งคำสอนอิสลาม
อิมามโคมัยนีเชื่อว่าชาติมหาอำนาจได้พยายามที่จะทำลายหลักการและแนวความเชื่อในเรื่องอิมามมะฮดีย์และได้สร้างวาทกรรมทางการเมืองเพื่อทำลายรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน โดยกล่าวหาว่าแนวคิดแบบอิสลามหรือรัฐอิสลามเป็นรัฐแห่งการก่อการร้าย ดังนั้นในช่วงการไม่ปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี(อ)ให้มุสลิมจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นเพื่อรองรับและเตรียมพร้อมการมาของอิมามมะฮดีย์
อิมามโคมัยนีกล่าวว่า
“จากหลักฐานและข้อยืนยันที่ได้แสดงถึงการมีตำแหน่งผู้นำภายหลังจากศาสดามุฮัมมัด(ศ) และศาสดามุฮัมมัดได้ถูกส่งมาเพื่อจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นและบรรดาอิมาม(อ)ได้ถูกแต่งตั้งมาเพื่อจัดตั้งรัฐอิสลาม(เช่นกัน) ดังนั้นในช่วงการไม่ปรากฏกายของอิมามมะฮดีย์ เรามีหน้าที่ที่จะต้องจัดตั้งรัฐอิสลามด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อรองรับการมาของอิมามมะฮ์ดี เพราะเราไม่รู้ว่าท่านอิมามมะฮ์ดี(อ)นั้นจะมาปรากฏกายเพื่อไหร่ พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรอบรู้ยิ่ง”







