การต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย ตอนที่ 2

การต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย
จรัญ มะลูลีม
ความเป็นปรปักษ์ระหว่างอิหร่านและซาอุดีอาระเบีย
ในเบื้องต้นการประท้วงที่เกิดขึ้นมุ่งความสนใจไปที่ประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นอารมณ์การต่อต้านรัฐบาลอย่างกว้างขวาง
เป็นที่เข้าใจกันดีว่าการแทรกแซงของต่างชาติและความตกต่ำของราคาน้ำมันมีส่วนทำให้รัฐบาลต้องเอาเงินสดออกมาสนับสนุนเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งกำลังได้รับความยากลำบากเนื่องจากคนหนุ่มสาวตกงาน
ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่ามีการท้าทายอยู่ภายในประเทศที่รัฐบาลอิหร่านจะต้องหาทางจัดการกับปัญหานี้ ความไม่สงบอันเนื่องมาจากการประท้วงรัฐบาลครั้งนี้นำไปสู่การเสียชีวิตของชาวอิหร่าน 22 คน
ในวันที่ 7 มกราคม ปี 2018 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps – IRGC) กล่าวว่ารัฐบาลได้ทำให้ความไม่สงบอันเนื่องมาจากการประท้วงที่นำไปสู่ความตายของประชาชน 22 คนสงบลงแล้ว
ผู้นำอิหร่านนอกจากจะอ้างว่าซาอุดีอาระเบียและประเทศอื่นๆ เป็นผู้ยุยงให้เกิดความไม่สงบในประเทศแล้ว มุฮัมมัด ญะอ์ฟัร มอนตาเซรี (Muhammad Jafar Montazeri) อัยการสูงสุดของอิหร่านยังได้กล่าวในวันที่ 4 มกราคม ที่ผ่านมาว่า CIA Mossad ต่างก็ช่วยกันเข้ามาหนุนความไม่สงบดังกล่าวซึ่งเป็นไปตามแผนการทุ่มเงินเพื่อนำเอาความไร้เสถียรภาพมาสู่อิหร่าน
ต่อมาในวันที่ 5 เดือนเดียวกัน ญาวาด ซารีฟ (JavadZaref) รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านได้อ้างว่าซาอุดีอาระเบียสหรัฐและกลุ่มก้อนของไอเอสหรือไอซิส (ISIS) ได้ร่วมกันให้การยอมรับความรุนแรง ความตายและการทำลายล้างอิหร่าน
พร้อมกับกล่าวอีกครั้งในวันที่ 8 เดือนเดียวกันว่าการที่ซาอุดีอาระเบียนำเอาทหารเข้ามารุกรานเยเมนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความตึงเครียดในภูมิภาค
และกล่าวต่อไปว่าหลังจาก 33 เดือนในสงครามที่ไร้ประโยชน์ ผู้รุกรานควรจะยอมรับความจริงได้แล้วว่าวิกฤตการณ์ในเยเมน ต้องการทางออกทางการเมือง ด้วยเหตุนี้การเจรจาและการมีความเห็นร่วมกันเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหาทางการเมืองนี้ได้ และจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในที่สุด
การที่ซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญหน้าอยู่กับอิหร่านเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอยู่ในประเทศนี้ เพราะการขยายอิทธิพลของอิหร่านได้ทำให้สถานภาพของซาอุดีอาระเบียต้องง่อนแง่นลงอย่างเห็นได้ชัด
ถึงเวลานี้อิทธิพลของอิหร่านได้ขยายตัวครอบคลุมภูมิภาคแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินแดนของผู้ถือสำนักคิดชีอะฮ์
อิหร่านได้หยั่งรากลงในดินแดนอิรัก ซีเรีย เลบานอนและเยเมนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าอิหร่านได้ขยายอิทธิพลของตนจากทะเลเมดิเตอเรเนียนไปถึงกรุงเตหะรานแล้วโดยมีรัสเซียยืนหยัดอยู่กับอิหร่าน
MBS ได้เตือนถึงอันตรายที่มาพร้อมกับอิหร่านและเตือนถึงการขยายตัวของอิหร่านเข้าไปยังซูดาน ปากีสถานและจิบูดิ
ในขณะเดียวกัน Emmanuel Macron ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสได้วิพากษ์สหรัฐอิสราเอลและซาอุดีอาระเบียที่รวมตัวกันก่อสงครามกับอิหร่านจนนำไปสู่การประท้วงที่เกิดขึ้น
ในวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา Macron เรียกร้องให้ (ฝ่ายต่างๆ) มีการสานเสวนากับอิหร่านพร้อมกับวิพากษ์สหรัฐอิสราเอล และซาอุดีอาระเบียที่ร่วมกันทำให้เกิดนโยบายชอบชวนทะเลาะกับประเทศอิหร่าน ซึ่งสามประเทศดังกล่าวพยายามจะโดดเดี่ยวและบ่อนเซาะอิหร่านอยู่ในเวลานี้
อย่างไรก็ตามแม้ว่าสื่อของซาอุดีอาระเบียมีความกระตือรือร้นที่จะนำเสนอข่าวความไม่สงบในอิหร่าน แต่รัฐบาลก็ยังคงมิได้แสดงอะไรออกมาให้เห็นและเป็นที่รับรู้กันว่าซาอุดีอาระเบียและอิหร่านกำลังต่อสู้กันด้วยการใช้สงครามตัวแทน
ซาอุดีอาระเบียกับสหรัฐในเวลานี้มีความพยายามที่จะโดดเดี่ยวอิหร่านในทางการทูต และให้การสนับสนุนรัฐบาลของทรัมป์ตลอดไปจนถึงกลุ่มต่างๆ ที่เรียกกันว่าองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ
ก่อนหน้านี้ซาอุดีอาระเบียได้ขอให้มีการประชุมพันธมิตรสันนิบาติอาหรับ (Arab League) ในกรุงไคโรอย่างเร่งด่วน เกี่ยวกับ “การเข้ามาแทรกแซง” ในภูมิภาคของอิหร่าน
กลุ่มก่อนของสันนิบาตอาหรับได้วิพากษ์อิหร่านและพันธมิตรฝ่ายชีอะฮ์อย่างฮิสบุลลอฮ์พร้อมกับเรียกร้องถึงเอกภาพในการเข้าไปเผชิญกับการรุกรานของอิหร่าน
ทั้งนี้รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียอาดิลอัลญุเบรได้กล่าวว่า “ราชอาณาจักรจะไม่รอดูและจะไม่ลังเลที่จะปกป้องความมั่นคงของตัวเอง”
การสนับสนุนของอิหร่านต่อกองกำลังฮิสบุลลอฮ์ของเลบานอนนั้นเป็นที่รู้จักกันดี จนถึงเวลานี้กองกำลังฮิสบุลลอฮ์ของเลบานอนได้กลายมาเป็นเสาหลักในการต่อต้านอิสราเอลไปเรียบร้อยแล้ว
กองกำลังฮิสบุลลอฮ์ยังได้เข้าช่วยรัฐบาลอะสัดด้วยการส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปร่วมรบกับไอเอสในซีเรีย
นอกจากนี้ยังอาจกล่าวได้ว่าอิหร่านมีบทบาทสำคัญในการช่วยประธานาธิบดีอะสัดเอาชนะการลุกฮือของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในช่วงปี 2011 โดยกองกำลังเหล่านี้ส่วนหนึ่งสนับสนุนโดยซาอุดีอาระเบีย
การเข้ามาสนับสนุนโดยอิหร่านทั้งในซีเรียและอิรักเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การยุติการขยายพื้นที่ของกองกำลังไอเอส และยังทำให้อิหร่านขยายอำนาจลงไปในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลางหรือเอเชียตะวันตกเริ่มจากกรุงเตหะราน ผ่านมาทางกรุงแบกแดดของอิรัก กรุงเบรุตของเลบานอนจนถึงกรุงดามัสกัสของซีเรีย
ในอิรักกองกำลังของอิหร่านได้เข้าช่วยกองกำลังของอิรักต่อสู้กับกองกำลังไอเอสทั้งในทางอากาศและการใช้อุปกรณ์การทำสงคราม
กองกำลังบัดร์ (Badr) ซึ่งเป็นกองกำลังหลักของชาวชีอะฮ์ที่ยู่ภายใต้การวางระเบียบการรบของอิหร่านในเวลานี้ได้กลายเป็นกองกำลังฝ่ายความมั่นคงของอิรักที่มีความสำคัญและถูกตั้งขึ้นมาให้มีความคล้ายคลึงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC)
ท่ามกลางความประหลาดใจของประเทศทั้งหลาย ซาอุดีอาระเบียได้เข้ามาร่วมกับอิสราเอลเพื่อหยุดยั้งการมีอำนาจเพิ่มขึ้นของอิหร่านซึ่งทั้งสองประเทศต่างก็มีความหวาดเกรงอิหร่านอยู่ในเวลานี้
7 มกราคม ที่ผ่านมารัฐมนตรีพลังงานของอิสราเอลได้ออกมายืนยันในสิ่งที่เขาเรียกว่าการติดต่อแบบ “ปกปิด” ระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลท่ามกลางความสนใจของอิหร่าน แต่ก็แนะนำว่าซาอุดีอาระเบียต้องการให้ความสัมพันธ์นี้เป็นไปอย่างลับๆ
อิสราเอลมองว่าซาอุดีอาระเบียเป็นพันธมิตรตามธรรมชาติเนื่องจากมีศัตรูร่วมกันเป็นอิหร่าน โดยอิสราเอลมองว่าอิหร่านเป็นสิ่งคุกคามที่ดำรงอยู่
ด้วยเหตุนี้การพัฒนาในพื้นที่ในเวลานี้จึงเป็นการร่วมมือกันระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และซาอุดีอาระเบีย
ทั้งซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลต่างก็เคยอยู่ในเส้นทางของความไม่ลงรอยกับโอบามามาก่อนว่าด้วยข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านในปี 2015 แต่ทั้งสอง ประเทศก็ได้กลายมาเป็นคู่หูของทรัมป์ที่พยายามจะรื้อฟื้นการแซงก์ชั่นอิหร่านว่าด้วยข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์กับประเทศสมาชิกสภาความมั่นคงของสหประชาชาติห้าประเทศ บวกเยอรมนีอีกหนึ่งประเทศขึ้นมาใหม่
อิหร่านประสบความสำเร็จในการสร้างกองกำลังฮิสบุลลอฮ์ของเลบานอนขึ้นมาสู้กับอิสราเอล โดยกองกำลังชีอะฮ์มุสลิมกองกำลังนี้สามารถหยุดยั้งกองทัพอิสราเอลที่เข้ามาในเลบานอนเอาไว้ได้ถึงสองครั้งสองคราในปี 2000 และ 2006
โดยในเวลานั้นหนังสือพิมพ์ The Economist ถึงกับกล่าวว่า Nasrallah wins the Warหรือนัศรัลลอฮ์ (นัศรุลลอฮ์) ผู้เป็นผู้นำของกองกำลังฮิสบุลลอฮ์ชนะสงคราม ทั้งนี้ก่อนหน้าการเกิดขึ้นของกองกำลังฮิสบุลลอฮ์ ฝ่ายอิสราเอลมักจะผูกขาดชัยชนะกับประเทศอาหรับมาโดยตลอด
ในเวลาเดียวกันความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและซาอุดีอาระเบียก็ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางไร้เสถียรภาพเมื่อสหรัฐและรัสเซียได้เข้ามาสนับสนุนแต่ละฝ่าย
ในซีเรียอิหร่านและรัสเซียต่างก็ได้สนับสนุนรัฐบาลซีเรียภายใต้อะสัดอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียสนับสนุนฝ่ายกบฏ
ในขณะที่สหรัฐต่อต้านกองกำลังไอเอส แต่ก็มิได้ต่อต้านรัฐบาลอะสัดอย่างเอาจริงเอาจัง ถึงกับมีคำพูดว่าสหรัฐอยากอยู่ในสงครามมากกว่าชนะสงคราม เพราะความขัดแย้งในซีเรียทำให้สหรัฐได้กำไรจากการขายอาวุธให้กับฝ่ายต่างๆ จำนวนมหาศาล ในเยเมนซาอุดีอาระเบียทำสงครามต่อต้านกบฏฮูษี และปิดล้อมประเทศเยเมนด้วยการถล่มทางอากาศ
นอกจากนี้สหรัฐยังได้ช่วยให้ซาอุดีอาระเบียเข้าแทรกแซงในเยเมน และเป็นเหตุให้ชาวเยเมนต้องจบชีวิตลงไม่น้อยกว่าหมื่นคน ส่วนในอิรักซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านก็กำลังแข่งอำนาจกันหลังจากการล่มสลายของกองกำลังไอเอส
ในเลบานอนซาอุดีอาระเบียต่อต้านกองกำลังฮิสบุลลอฮ์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่านและมีอิทธิพลกว้างขวางในประเทศ อย่างไรก็ตามซาอุดีอาระเบียก็ล้มเหลวที่จะหยุดยั้งอิทธิพลของอิหร่านในประเทศนี้ แม้ว่าจะเข้าแทรกแซงด้วยการบีบให้นายกรัฐมนตรีอย่างฮารีรีซึ่งมีเชื่อสายซาอุดีอาระเบียลาออกก็ตาม
ทั้งนี้ดูเหมือนว่าความขัดแย้งซาอุดี-อิหร่านได้กลายมาเป็นแกนกลางในเรื่องของการเลือกข้างพันธมิตรในตะวันออกกลาง โดยซาอุดีอาระเบียได้รับการหนุนช่วยจากสหรัฐและอิหร่านได้รับการหนุนช่วยจากรัสเซีย ส่วนที่เหลือก็เลือกสนับสนุนแต่ละฝ่ายตามความใกล้ชิดของประเทศเหล่านั้น
การขยายตัวของอิหร่านจึงเป็นการขยายการเผชิญหน้ากับซาอุดีอาระเบีย ความขัดแย้งในเยเมนระหว่างกองกำลังที่มีความภักดีต่อประธานาธิบดีมันซูร ฮาดี (Abdrabbuh Mansour Hadi) กับกองกำลังของฝ่ายกบฏฮูษีเป็นสงครามตัวแทนระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน
ต้นปี 2009 ซาอุดีอาระเบียใช้การรณรงค์ทางทหารต่อต้านกบฏฮูษีในเยเมนแต่ประสบความล้มเหลว
ความล้มเหลวดังกล่าวทำให้ซาอุดีอาระเบีย จอร์แดนและสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (UAE) เข้ามาสนับสนุนซาอุดีอาระเบียเพื่อต่อต้านกองกำลังฮูษีในเยเมน
มีความเห็นกันโดยทั่วไปว่าความขัดแย้งในเยเมน ซีเรีย บาห์เรนและปากีสถานจะยังคงดำรงอยู่ต่อไปในอนาคต โดยรูปแบบของสงครามตัวแทนระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียจะทวีความเข้มข้นขึ้น ความเป็นไปได้ของการปะทะกันโดยตรงยังคงมีอยู่ ซึ่งไม่อาจคาดหมายได้ และหากเกิดขึ้นจริงตะวันออกกลางก็คงจะต้องตกอยู่ในความมืดของสงครามแย่งชิงอำนาจต่อไปอีกยาวนาน
ความเป็นศัตรูระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ลดละในอนาคต และจะทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่านหากองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ไม่สามารถนำเอาความสมานฉันท์ของสองประเทศสมาชิกกลับคืนมาได้อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้







