INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เศรษฐกิจไทย วิกฤต-ไม่วิกฤต? (จบ)

8Vod1qn2z6blpbJhLK8b

เศรษฐกิจไทย วิกฤต-ไม่วิกฤต? (จบ)

โดย ดร.พิสิทธ์ ลี้อาธรรม

คำถามที่สาม เกี่ยวกับแหล่งเงินเพื่อชดเชย

รัฐบาลขาดความชัดเจนเรื่องการชดเชย เงิน DW ว่าจะมาจากแหล่งใดซึ่งสร้างความสับสนหรือความไม่เชื่อมั่นต่อการบริหารการเงินการคลังของรัฐ เพราะขัดแย้งกับกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

images 21

ก    ในช่วงการหาเสียง ได้แจ้ง กกต(คณะกรรมการการเลือกตั้งว่า จะอาศัยการตัดรายจ่ายในงบประมาณ และการเพิ่มรายได้ภาษีอากร โดยไม่มีการกู้เงินหรือก่อหนี้ใดๆ ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยดี เพราะแสดงว่ามีความรับผิดชอบทางการคลัง มีการยืนยันว่าต้องการแสดงความโปร่งใสตรงไปตรงมา

ข   ภายหลังการเลือกตั้ง ได้ชี้แจงว่า จะอาศัยการจัดเก็บรายได้ที่จัดเก็บได้เกินเป้า 1-2 แสนล้านบาทมาใช้  ผมแย้งว่ารายได้ที่เก็บได้เกินหรือต่ำกว่าเป้าหรือประมาณการรายได้ ได้เป็นส่วนหนึ่งของเงินคงคลังแล้ว ไม่อาจจะนำมากล่าวอ้างเพื่อชดเชยการใช้จ่ายใหม่ของรัฐบาลได้ เว้นแต่จะระบุในกฎหมายรายจ่ายว่าเป็นการใช้เงินคงคลัง

ค   ต่อมามีการให้คำชี้แจงว่า จะอาศัย

1  เงินยืมจากธนาคารออมสิน

2  วงเงินที่เหลือไม่ได้ใช้ตามมาตรา 28 แห่งพรบวินัยการเงินการคลัง

3  เงินนอกงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ

ดาวน์โหลด 7 1

ผมได้แย้ง ว่า เงินยืมจากธนาคารออมสิน ไม่น่าจะสมควรเพราะ เป็นสถาบันการเงินที่ตั้งมากว่า 100 ปีเพื่อสนับสนุนให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้การออม การที่รัฐก่อหนี้โดยนำเงินนี้มาให้ใช้เพื่อบริโภคจึงเป็นการไม่สมควร ต่อมากฤษฎีกาก็ชี้ว่ามาตรา 8 แห่งพรบออมสินไม่ได้เปิดช่องให้รัฐบาลใช้เงินออมสินเพื่อการบริโภค

สำหรับการอ้างอิงมาตรา 28 แห่งพรบ วินัยการเงินการคลัง เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะ พรบวินัยการเงินการคลังมีไว้เพื่อตีกรอบไม่ให้รัฐบาลใช้เงินเกินตัว ถ้อยคำในมาตรา 28 จึงไม่ได้ให้อำนาจรัฐบาลกู้เงิน หากจะกู้เงินต้องไปดูมาตรา 21 แห่งพรบหนี้สาธารณะซึ่งอนุญาตให้กู้เงินด้วยวัตถุประสงค์ 5 ประการ แต่การกู้มาแจกหรือบริโภคไม่อยู่ในเงื่อนไขในการกู้เงินตามมาตรา 28 สำหรับการใช้เงินนอกงบประมาณนั้นก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบ เพราะบางส่วนรัฐอาจเรียกมาได้ แต่ถ้ามีจำนวนมากก็จะมีผลเสียต่อตลาดเงินตลาดทุนที่เงินเหล่านี้ไปลงทุนไว้

ง   เมื่อปลายเดือนตุลาคม มีการจัดสัมนาเรื่องนี้ที่วุฒิสภา ซึ่งมีที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงซึ่งได้ให้ข้อสรุปทิ้งท้ายว่าจะชดเชยการใช้เงิน DW ด้วยงบประมาณรายจ่าย 2567 แต่จะไปจ่ายเดิอนกันยายน  2567 ไม่ใช่ กุมภาพันธ์ 2567 ตามที่เคยประกาศไว้

จ   ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะประกาศวิธีการชดเชยการใช้เงิน DW ก็มีการให้ข่าวจากรัฐบาลว่า จะอาศัยการผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งจะกระทำเป็นรายปี ผมก็ได้ให้ความเห็นในงานเสวนาเรื่องนี้ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคมว่า เท่าที่ผ่านมารัฐบาลมีการดำเนินโครงการใหญ่ที่ต้องใช้เงินหลายปี เช่นการก่อสร้างทางมอเตอร์เว จึงมีการผูกพันงบประมาณปีต่อๆไป โดยมีช่าวว่าปีแรก 2567 จะใช้ 130,000 ล้านบาท (ซึ่งเท่ากับวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่เพิ่มจากเดิมที่รัฐบาลพลเอกประยทธ์เคยมีมติไว้ โดยรัฐบาลเศรษฐาให้เพิ่มยอดการขาดดุลอีก 100,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 30,000 ล้านบาทจะมาจากการปรับประมาณการรายได้ที่สูงขึ้นเพราะฐานรายได้ปี 2566 เก็บได้สูงกว่า) แต่คราวนี้จะมีการผูกพันงบเพื่อการบริโภคซึ่งจะไม่มีข้อสัญญารองรับเฉกเช่นงบลงทุน เพราะเป็นการแจกเพื่อบริโภค รัฐบาลที่รับช่วงต่ออาจปฏิเสธไม่จัดงบให้ได้

ฉ  ล่าสุด นายกรัฐมนตรีก็ประกาศว่า จะตราพรบกู้เงิน 500,000 ล้านบาท โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 53       แห่งพรบ วินัยการเงินการคลัง ทำให้เกิดข้อเป็นห่วงใยหลายประการ เช่น มาตรา 53 มีถ้อยคำระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นกรณีเร่งด่วนฉุกเฉินและวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ หากไม่เข้าเกณฑ์นี้ก็จะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 140 เกี่ยวกับการใช้เงินแผ่นดิน นอกจากนี้           การขาดดุลภาครัฐที่เคยลดลงภายหลังจากที่covid เบาบางลง จะกระโดดสูงเป็น 1.3 ล้านล้านบาท เทียบกับเมื่อก่อนเกิดcovid ที่สูง 2-4 แสนล้านบาท ดังนั้นหนี้สาธารณะในปี 2567 ย่อมขยายสูงขึ้นอึกเป็น 64% ของ GDP เทียบกับ 40% เมื่อก่อนเกิดcovid ถึงแม้ว่าสัดส่วนนี้ของไทยจะดูไม่มากใกล้กับประเทศในยุโรป แต่อย่าลืมว่ารายได้รัฐบาล ของชาวยุโรปมีสัดส่วนที่สูงมากถึง 30-40% ของ GDP เพราะมีอัตราภาษี VAT กว่าร้อยละ 20% และอัตราภาษีเงินได้จะสูงและเป็นแบบขั้นบันได ดังนั้นกำลังในการหารายได้ของรัฐบาลไทยที่ต่ำย่อมเป็นข้อจำกัดต่อการก่อหนี้  สัดส่วนหนี้สาธารณะไทยต่อรายได้รัฐบาลไทยจึงอยู่ในเกณฑ์สูงมาก

คำถามที่ สี่ ผลกระทบที่ตามมา ความเสี่ยงทางการคลัง

ความไม่ชอบมาพากลเหล่านี้ ทำให้สังคมมีข้อกังขา หน่วยงานตรวจสอบต่างๆ เช่น ปปช สตง ได้เคลื่อนไหวตั้งทีมงานเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ของรัฐ ว่าจะเกิดความเสียหายเช่นเดียวกับกรณีจำนำข้าวซึ่งย่อมทำให้เกิดความหวั่นไหวในบรรดากรรมการที่เกี่ยวข้อง ถึงขั้นที่ผู้ว่าการธปท และเลขาสศช ประกาศในประชุมให้บันทึกความเห็นต่างของตนในรายงานการประชุม แม้แระทั่งเลขากฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลยังแบ่งรับแบ่งสู้ ความไม่ชัดเจนและมีข้อคำถามเกี่ยวกับการชดเชยการใช้เงิน DW เหล่านี้ย่อมสร้างความหวั่นไหวต่อตลาดทุน ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกและหุ้นตก ประชาชนผู้ลงทุนสูญเสียมูลค่าทรัพย์สินไปจำนวนมาก การประกาศใช้มาตราการคืนภาษีทดแทนการแจกเงินแก่คนรวยก็มีผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้มีรายได้สูงทำให้ธุรกิจฝีดเคืองยิ่งขึ้นเพราะรอดูความชัดเจนของรัฐ ก่อนจะซื้อข้าวของ

ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะบั่นทอนความเชื่อถือของรัฐบาลในการดำเนินโครงการนี้ หรือถือว่าเป็นเรื่องการเมือง แต่ต้องการท้วงติงหลังจากที่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศได้ออกมาทักท้วง เพราะประสงค์ให้รัฐบาลคำนึงถึงความเสี่ยงทางการคลัง เพราะเงินแผ่นดินมีจำกัด เมื่อใช้ไปแล้วก็ต้องเก็บภาษีจากประชาชนมาคืนหนี้สินที่เกิดขึ้น รัฐบาลพึงเก็บทรัพยากรเหล่านี้ไว้ใช้ในยามจำเป็นที่อาจจะเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจโลกที่มีความอ่อนไหวและเภทภัยต่างๆที่ประเมินไม่ได้ ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอาจถูกกระทบหากมีความประมาทในการบริหารการคลัง ดังเข่นที่สหรัฐอเมริกากำลังถูกบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือลดเกรดเพราะมีหนี้ชนเพดานและเสี่ยงต่อการshutdown สำนักงานของรัฐเพราะไม่มีเงินจ่าย

การผ่านกฎหมายกู้เงินเพื่อDW นี้ยังต้องผ่านด่าน 4 ด่านคือ

1 คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล

2 สภาผู้แทนราษฎร ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ

3 วุฒิสภา ซึ่งมีวุฒิสมาชิกที่ออกมาแสดงความเห็นต่างอย่างมาก

4 ศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีผู้ดำเนินการยื่นและอยู่ในกระบวนการแล้ว

ทั้ง 4 ด่านนี้คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี โอกาสที่รัฐบาลจะสามารถผลักดันให้เป็นกฎหมายเพื่อให้แจกเงินแก่ประชาชนได้โดยเร็วจึงเป็นเรื่องยาก นี่ยังไม่ได้คำนึงถึงประเด็นทางเทคนิคที่จะมีการใช้ Blockchain หรือการตีความว่าเข้าข่ายเป็นเงินตราตามพรบ เงินตรา 2501 หรือไม่ การไปทำงานซ้ำซ้อนกับ ธปทในเรื่องการจัดทำ CBDC โดยที่ยังไม่มีประเทศใดในโลกดำเนินการได้จึงน่าจะไม่เหมาะสม

ข้อเสียที่ตามมาคือประชาชนที่คาดหวังและสมควรได้รับการดูแลช่วยเหลือจากรัฐก็จะต้องรอและสุดท้ายก็อาจจะรอเก้อหากกฎหมายถูกตีตกไป เช่นเดียวกับกรณีพรบ เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทที่เคยถูกพิพากษาตกไปเมื่อปี 2557 หวังว่ารัฐบาลจะไม่โบ้ยความผิดพลาดเสียหายว่าเป็นเพราะศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่มีการเตือนจากฝ่ายต่างๆและมีตัวอย่างจากพรบ2ล้านล้านบาทอยู่แล้ว

ดาวน์โหลด 5 2

ท้ายสุด ในการออกแบบโครงการนี้ รัฐบาลควรคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนที่อายุน้อยกว่า 16 ขวบในปัจจุบันซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ไม่ให้เกิดความรู้สึกว่ามีความไม่เป็นธรรม เพราะประชาชนรุ่นนี้จำนวน 10 ล้านคน แม้จะเยาว์วัย แต่ก็เสียภาษีVATทุกครั้งที่ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค กลับถูกจำกัดสิทธิ์โดยไม่มีเหตุผล

ทั้งหมดนี้ เท่ากับว่ารัฐบาลได้สร้างประเด็นเป็นที่ถกเถียงในสังคมนับตั้งแต่เริ่มเข้ามาบริหารประเทศเมื่อต้นเดือนกันยายนเป็นต้นมาถึงบัดนี้ไม่ได้มีความชัดเจนว่าปฏิบัติได้และจะเกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจอย่างคุ้มค่า

พฤศจิกายน 2566

*“Modern estimates of the multiplier put it much lower than that. In the late 1970s, I was involved in the first systematic comparison of the multiplier in the 3 leading macroeconomic models of the UK economy, including that of the Treasury. We estimated then it was between 0.5 and 1.2.

The Journal of Economic Literature, one of the world’s top academic journals, published a symposium in September last year on the size of the multiplier. Even the Keynesian-based models of the US economy only put the multiplier at between 0.8 and 1.5. And this will be lower for much more open economies such as the UK, because a bigger proportion of any increase in spending simply leaks out of the economy in imports. Nobel Prize winner Robert Barro argues that spending targeted to have very low import content has a multiplier of around 0.6.” จาก Blog ของ Jim Riley “How Big is My Multiplier?”  6th September 2012

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *